สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ตอนที่36 เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ชื่อตอน : ตอนที่36 เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 317

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ค. 2563 01:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่36 เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
แบบอักษร

“ทำไม...ได้ยังไง?” 

“ที่นี่ไม่ใช่โลกเดิมซะหน่อย ...ฉันสิต้องถามว่ามาที่นี่ได้ยังไง แล้วก็เกิดอะไรขึ้นกับนายด้วย” 

คุโระกระพริบตาโดยไม่เชื่อสายตาตัวเอง แล้วหันมองรอบกายอย่างประหลาดใจ 

ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ไลล่า แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่ ท้องฟ้าที่งดงาม สายลมที่เย็นสบาย กลิ่นที่หอมจนทำให้ใจเต้นนี้ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเป็นกลิ่นของธรรมชาติ หรือกลิ่นของเอ็นโด มามิยะกันแน่ 

“สวยจัง...ต่างจากโลกก่อนหน้านี้เลย” 

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน ...ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอนายน่ะนะ” 

“...ชั้นก็ไม่คิดเหมือนกัน แต่...ชั้นดีใจที่ได้เจอเธอนะ” 

“ฮะฮะฮะ นายนี่ชอบทำให้คนอื่นใจเต้นอยู่เสมอเลยนะ” 

“งั้นเหรอ ...ยังไงก็ตาม ที่นี่มันที่ไหนกัน?” 

“ฉันจะเล่าให้เข้าใจที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ก็แล้วกัน ก่อนอื่น ไปที่บ้านฉันกันก่อนเถอะ อยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไรหรอก” 

คุโระหลุดมาในโลกที่ปราศจากเวทมนตร์ ...ถึงแม้จะบอกเช่นนั้น แต่มันยังคงมีมนตร์ดำและไสยศาสตร์อยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นส่วนน้อยและไม่ได้รับการยอมรับ เพราะเป็นศาสตร์แห่งความมืด 

โลกใบนี้นั้นแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ทวีปแห่งแสงที่อยู่ทางตะวันออกของโลก และทวีปแห่งความมืดที่อยู่ทางทิศตะวันตก ทั้งสองทวีปนั้นถูกคั่นโดยมหาสมุทรขนาดใหญ่ และภูเขาสูง 

ทวีปแห่งแสงนั้นเต็มไปด้วยเผ่าพันธุ์ที่หลากหลาย ทว่ามีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่มีจำนวนมากมายมหาศาล คือมนุษย์ 

ภายในทวีปแห่งแสงนี้มีอยู่สี่ราชอาณาจักรใหญ่ๆ นั่นคืออาณาจักรโรซาเรีย ราชอาณาจักรเอลเคีย ราชอาณาจักรทูโรเรีย และราชอาณาจักรอัลคาเซีย โดยปัจจุบันคุโระได้หลุดมาอยู่ในราชอาณาจักรโรซาเรีย อันเป็นบ้านเกิดของเอ็นโด มามิยะ 

“พ่อกับแม่ของฉันตอนนี้จากไปแล้วล่ะ ตอนนี้ก็เหลือฉันคนเดียว เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ” 

“ลำบากน่าดูเลยนะ” 

“นั่นสินะ ค่อนข้างลำบากเลยล่ะ” 

มามิยะเกาหัวพลางหัวเราะแห้งๆ เธอเล่าต่อว่าทั้งสี่อาณาจักรนี้กำลังทำการเพิ่มกำลังทหาร แน่นอนว่ามามิยะสนใจในส่วนนี้ เพราะการที่จะได้เป็นทหารนั้นย่อมหมายถึงอาชีพการงานที่มั่นคง รวมไปถึงรายได้ต่อเดือนที่มากมายเพราะต้องทำงานในความเสี่ยงที่สูง 

“ค่าเงินเริ่มต้นที่เหรียญทองแดงเล็ก เหรียญทองแดงใหญ่ เหรียญเงินเล็ก เหรียญเงินใหญ่ เหรียญทองเล็ก เหรียญทองใหญ่ เหรียญทองคำขาว และเหรียญตรากษัตริย์ อย่างสุดท้ายนั้นเป็นเหรียญที่มีมูลค่ามากที่สุด และเป็นสิ่งที่แสดงถึงบุญคุณที่ราชอาณาจักรได้รับมาจากคนคนนั้นด้วย ถ้าให้เทียบกับโลกเดิมก็ หนึ่งเหรียญทองแดงต่อหนึ่งร้อยเยนล่ะนะ” 

“เข้าใจง่ายดี” 

“ที่เหลือก็ ถ้าจำไม่ผิด เอลเคียจะเป็นราชอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดล่ะนะ เพราะเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าอมนุษย์ มีรัฐบาลเป็นรัฐสภาสูงสุดที่รวมหัวหน้าเผ่าแต่ละเผ่าเอาไว้อย่างเป็นประชาธิปไตยล่ะ ส่วนราชอาณาจักรมนุษย์ก็คงจะเป็นอัลคาเซีย โรซาเรียน่ะมีขนาดที่เล็กที่สุด แต่ก็มีอำนาจมากที่สุดเหมือนกัน ทั้งกองกำลังและมีหัวหน้าของจตุรเทพอยู่ด้วย” 

“จตุรเทพ?” 

“อธิบายให้เข้าใจได้ยากอยู่ล่ะนะ ถ้าให้เปรียบเปรยล่ะก็ เหมือนกับผู้กล้าของแต่ละอาณาจักรนั่นแหละ เป็นคนที่เก่งมากๆเลยล่ะ ของอาณาจักรโรซาเรียก็ท่านพี่อาคาน่า ฟอร์ แพนโดร่าล่ะนะ!” 

คุโระทำสีหน้าราวกับกลืนยาขมเข้าไปในทันควัน 

“เธอเข้าใจความหมายของแพนโดร่าใช่ไหม?” 

“ก็แค่นามสกุลเองน่า อย่าคิดมาก!” 

“ขอให้เป็นอย่างนั้นก็แล้วกัน” 

เป็นนามสกุลที่ทำให้รู้สึกหวาดผวาเล็กน้อย นั่นคือสิ่งที่คุโระคิด 

“เอาล่ะ นี่คือเรื่องของโลกใบนี้ แล้วนายล่ะ? มาที่นี่ได้ยังไงกัน?” 

“เรื่องมันยาว ถ้าอยากจะฟังจะเล่าให้กํได้” 

“อื้อ เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังหลังจากที่ฉันทำมื้อเย็นก็แล้วกันนะ คึืนนี้ก็นอนที่นี่ก็แล้วกัน ห้องของพ่อก็ทำความสะอาดไว้แล้ว ...หรือจะนอนกับฉันดีล่ะ?” 

“ถ้าเธอไม่รังเกียจก็ไม่มีปัญหา” 

“นั่นสินะ ฉันไม่รังเกียจหรอก” 

มามิยะยิ้มอย่างร่าเริงแล้วเข้าไปในห้องครัว เธอไม่ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีเขินหายเลย เธอราวกับเป็นคนละคนกับที่คุโระรู้จัก 

แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับเธอ คุโระก็ไม่ใช่คนเดิมที่เธอรู้จักเช่นกัน ดังนั้นนี่ไม่ถือว่าแปลก 

แค่เวลาผ่านไปไม่นาน สำหรับมามิยะนั้นคือสิบหกปี สำหรับคุโระนั้นคือหนึ่งปี และเปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่เจอเอวา 

“มีคนเคยบอกให้ชั้นรักตัวเองเข้าไว้น่ะ บอกว่าชั้นใจกว้างเกินไป แค่มองตาก็เห็นถึงความมืดมิด และยังไม่เห็นปลายทางของความมืดนั่นเลยด้วย เธอคนนั้นบอกชั้นว่าไม่มีทางที่ชั้นจะพึงพอใจกับความรักจากคนคนเดียวแน่ๆ พูดเหมือนชั้นเป็นผู้ชายไม่ได้เรื่องเลยนะ” 

“รุนแรงจังเลยนะนั่นน่ะ” 

“อา เหมือนกับถูกต่อว่าเลย แต่เธอก็ยังบอกอีกว่า ชั้นน่ะสูญเสียมากเกินไปแล้ว จริงอยู่ที่ชั้นรักแค่ฮินะเพียงคนเดียว แต่คนคนนั้นบอกชั้นว่า ชั้นควรจะตอบแทนความรู้สึกของคนอื่นที่เขารักชั้นให้มากกว่านี้ เริ่มที่เธอคนนั้น เพราะชั้นไม่ได้ถูกผูกติดกับโลกที่มีกฎหมายในการแต่งงานกับผู้หญิงคนเดียวอีกแล้ว ชั้นควรจะตอบรับความรู้สึกของคนอื่นบ้าง ไม่จำเป็นต้องรักคนคนนั้น แค่รักตัวเองให้มากเข้าไว้ ...สุดท้ายก็ทำไม่ได้ ถ้าชั้นเข้าไปพัวพันธ์กับคนอื่นมากไป ชั้นจะไม่รักคนคนนั้นได้ยังไงกัน แย่สุดๆเลยใช่ไหมล่ะ ชั้นน่ะ” 

“ไม่นี่ มันผิดตรงไหนกันที่จะรู้สึกรักคนที่เขารักเรา มันไม่ผิด เหมือนกับเกลียดคนที่เขาเกลียดเรานั่นแหละ นายน่ะทำถูกแล้ว ฉันเชื่อว่า ความมืดมิดในจิตใจของนายจะถูกเติมเต็มได้อย่างแน่นอนเลยล่ะ” 

มามิยะมาพร้อมกับอาหารในมือ มันคือกราแตงชีสที่เหมือนกับโลกเดิมไม่มีผิด 

“กินให้อิ่มแล้วไปอาบน้ำกันเถอะ ฉันอยากฟังเรื่องของนายจะแย่อยู่แล้วนะ” 

“...โอเค ได้เลย” 

จากนั้นก็อาบน้ำและเปลี่ยนชุด เพราะคุโระมีชุดอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้มามิยะเตรียมชุดให้ ในระหว่างนั้นคุโระก็ทำความเข้าใจไปกับโลกใบนี้ ทั้งเรื่องที่ได้ฟังจากมามิยะและแผนที่โลกที่มามิยะวางเอาไว้ให้ 

“มานาของที่นี่เบาบางมาก มากกว่าที่โลกซะอีก โลกใบนี้เป็นยังไงกันแน่เนี่ย?” 

(มีไฟฟ้าใช้ แต่ก็ไม่ได้ดูหรูหราอะไร น่าจะเป็นโลกที่ไม่มีเทคโนโลยี แต่กลับมีหลอดไฟLEDเนี่ยนะ อีกทั้งฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น แม้บ้านจะเป็นบ้านไม้ให้ความรู้สึกร่มรื่นก็ตาม เป็นโลกที่แปลกจริงๆ) 

มีกระทั่งชักโครก เครื่องปรับอากาศ นู่นนี่นั่น ค่อนข้างสะดวกสบายราวกับไม่ได้อยู่ต่างโลกเลยแม้แต่น้อย 

“ทำอะไรอยู่เหรอ” 

“...เปล่า แค่แปลกใจน่ะ ที่นี่มีหลายๆอย่างที่โลกเดิมมี อย่างไฟฟ้าเนี่ย ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีต่างโลกไหนที่มีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย” 

“ตอนฉันเกิดมา ฉันก็นึกว่าฉันเกิดใหม่ที่โลกเดิมซะอีกนะ แต่ว่าพ่อกับแม่ของฉันไม่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นน่ะ ฉันเองก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นภาษาอะไรจนกระทั่งโตขึ้นเนี่ยแหละนะ” 

มามิยะยิ้มแห้งๆออกมา เป็นสีหน้าที่เห็นได้ยากแม้จะอยู่ที่โลกเดิมก็ตามที 

“นี่ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาหน่อยสิ” 

“...ได้เลย” 

คุโระเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง เรื่องที่เขาเป็นใคร เรื่องที่เกิดขึ้นกับฮินะ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา เรื่องที่เขาได้ทำลงไป เรื่องที่เขาสูญเสียคนสำคัญของตัวเองไป ในตอนนี้วิญญาณของนิลล่าก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงแค่เอวาที่ยังคงอยู่ในร่างของอาวุธ 

“หมายความว่ายังไงที่เป็นอาวุธน่ะ?” 

“ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่มีจิตสำนึกจะพูดคุยกับผู้ใช้ได้ แต่นี่ไม่ใช่มีแค่จิตสำนึกแต่มีแม้กระทั่งวิญญาณ ก็คืออาวุธที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้นั่นแหละ อาวุธที่มีชีวิตน่ะ ตอนนี้อาวุธที่ว่าเปรียบเสมือนอาวุธธรรมดา ที่มีดวงวิญญาณบางอย่างเชื่อมต่ออยู่น่ะ ไม่รู้จะหายไปเมื่อไร แต่ชั้นจะต้องทำให้ยัยนี่กลับมาเป็นเหมือนเดิมให้ได้” 

ที่ถูกทำลายคือแกนกลาง อนุภาพของอาวุธก็ลดลงไปเช่นกัน หากเทียบกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นอื่นๆ เอวาถือเป็นอาวุธที่ชำรุดแล้วเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ปัญหา คุโระนั้นได้เชื่อมต่อผสานกันกับเอวาแล้ว เรื่องที่เขากังวลนั้นมีเพียงแค่เอวาที่ไม่รู้จะหายไปเมื่อไรเท่านั้น 

อย่างน้อยก็ไม่อยากให้หายไปเช่นนิลล่า ผู้ไม่แม้แต่จะได้บอกลาเลยสักคำ คุโระภาวนาเช่นนั้น 

“แล้วนายจะทำอะไรต่อไปล่ะ?” 

“นั่นสินะ ตามหายัยฮินะแล้วสั่งสอนยัยนั่นให้รู้จักเข็ดหลาบ ...ยากล่ะนะ ยัยนั่นแข็งแกร่งขึ้นแทบจะตลอดเวลา เจอกันครั้งหน้าถ้ายัยนั่นเอาจริงชั้นก็ไม่น่ารอดกลับมาได้แน่ๆ แค่พลังที่มีอยู่จะเพียงพอที่จะต่อกรกับยัยนั่นรึเปล่า นี่คือความสงสัยเดียวที่ชั้นมีให้กับตัวเอง” 

“เห… งั้นไม่ลองมาเข้าเรียนที่เดียวกับฉันล่ะ โรงเรียนฝึกสอนต่อสู้โรซาเรียที่สอง ถึงชื่อจะดูบ้านๆก็ตามแต่เป็นโรงเรียนที่ดีล่ะนะ” 

“แสดงว่ามีโรงเรียนที่หนึ่งด้วยสินะ” 

“อื้อ โรงเรียนที่หนึ่งจะอยู่ที่เมืองหลวง และจะมีแค่พวกขุนนางชั้นสูงน่ะ ก็นะ การแบ่งแยกก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์นี่นะ” 

แม้จะมีหลายเมืองแต่ก็อยู่ห่างกันไม่มาก มีถนนที่เดินทางได้ง่าย ไม่ขรุขระมาก แม้จะไม่มีถนนคอนกรีดก็ตามที 

“แต่ว่าอาจจะมีปัญหาหน่อยแหละนะ สอบเข้ากลางเทอมค่อนข้างจะเข้มงวดด้วยสิ ถ้าต้องการเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะพาไปหาอาจารย์ที่ใหญ่ก็แล้วกันนะ” 

“นั่นสินะ น่าสนใจไม่เบาเลย อยากรู้เหมือนกันว่าที่โรงเรียนที่เธอว่าจะสอนอะไรชั้นได้บ้าง” 

“ทักษะและศาสตร์ กลยุทธ์ การเคลื่อนไหวนี่คงไม่ต้อง แต่สามอย่างแรกฉันคิดว่านายจะได้เรียนรู้มันเต็มที่เลย” 

แม้คุโระจะมีความจำและร่างกายที่ดี แต่เขาก็มีหลายสิ่งที่ทำไม่ได้ ทักษะดาบนั้นเขาแทบจะไม่มีมันเลย เขามีเพียงทักษะการต่อสู้มือเปล่า แล้วนำมันมาประยุกต์เท่านั้น 

แต่ถ้าเขามีความเข้าใจและทักษะของอาวุธอย่างถ่องแท้ก็จะยกระดับการต่อสู้ขึ้นไปอีก แม้จะฟังดูไม่ได้เวอร์วัง แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้คุโระแข็งแกร่งขึ้นในตอนนี้ 

สักวันนึง ขีดจำกัดของพลังก็จะมาถึง แล้วทุกอย่างจะถูกตัดสินด้วยทักษะและความสามารถ ฮินะที่มีทักษะทุกอย่างรอบด้านและฝึกฝนมาอย่างชำนาญนั้น คุโระไม่สามารถเทียบได้ 

คุโระไม่สามารถเลียนแบบได้ และเขาก็ไม่คิดจะฝึกฝนมันหรือเรียนมันด้วยซ้ำ 

“ตกลง” 

“เอาตามนี้นะ! แต่ว่าแค่สักเดือนเดียว นายก็คงเรียนรู้ได้ทั้งหมดของทุกชั้นปีแล้วล่ะมั้งเนี่ย” 

“นั่นมันนานเกินไป...รึเปล่านะ ขอให้ยัยนั่นไม่เคลื่อนไหวก่อนหน้านั้นก็แล้วกัน” 

คุโระมองออกไปยังหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับมามองมามิยะอีกครั้ง 

“รีบนอนกันดีกว่า” 

“กระตือรือร้นจังนะ” 

“เปล่าหรอก ชั้นแค่เหนื่อยนิดหน่อย เรื่องวันนี้ที่เจอค่อนข้างหนักน่ะ เกือบตายไปตั้งรอบหนึ่งเลยนะ ทั้งๆที่ชั้นไร้พลังขนาดนั้นยังจะมีหน้าไปท้าทายเจ้าคนที่มันมีพลังมากสุดๆพวกนั้น ผลลัพท์เลยเป็นแบบนี้ล่ะนะ” 

ทั้งๆที่อ่อนแอแต่กล้ามายืนต่อหน้าผู้แข็งแกร่ง นั่นทำให้คุโระก้าวข้ามความตายไปอีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็ได้รับพลังที่แม่ของเขาซ่อนเอาไว้ และแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น 

ผนึกสลายจนหมด พลังที่มีก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่ลดละ และนั่นเป็นเหตุผลที่คุโระรับรู้ได้ว่าฮินะเองก็เป็นเช่นเดียวกัน 

ถ้าเรื่องพลังคุโระนั้นมั่นใจว่าตนเองมีเหนือกว่า จนกระทั่งฮินะได้รับพลังของไกอา นั่นเริ่มทำให้จุดยืนของเขาสั่นคลอน 

ถ้าไม่รีบฝึกฝนให้เก่งขึ้นก็ไม่มีทางชนะ พลังหลากหลายอย่างเขาเองก็ต้องพยายามรวบรวมมาให้ได้ ที่เขาทำได้ก็คือ หาวิธีใช้พลัง ไขว่คว้าพลังใหม่ และเสริมสร้างทักษะการต่อสู้ที่ขาดหายไปนั่นเอง 

“ชั้นแค่อยากได้ชีวิตที่เรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นหรอก” 

“...นั่นสินะ!” 

มามิยะพาคุโระไปที่ห้องว่างแล้วจัดเตรียมที่นอนให้คุโระราวกับเป็นภรรยาที่ดี 

“ให้ฉันนอนด้วยไหม?” 

“ชั้นเกรงว่าจะไม่ได้นอนมากกว่าเนี่ยสิ” 

“ม...ไม่ได้นอน!? น...นายเนี่ยนะ บางทีก็พูดออกมาได้หน้าตาเฉยไปไหม?” 

“แบบนี้สิถึงจะเป็นมามิยะที่ชั้นรู้จัก” 

แม้จะไม่เขินอายกับการกระทำอื่น แต่ยังคงเป็นสาวน้อยใสซื่ออยู่ จึงมีการเขินอายเมื่อพูดถึงเรื่องบนเตียงอยู่บ้าง คุโระหัวเราะเล็กน้อยก่อนบอกลาฝันดีกับมามิยะ แล้วเข้าไปนอนอย่างเร็วไว 

มามิยะที่มองส่งคุโระนั้นก็กลับมาตีสีหน้าซึมเศร้า ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเหงาๆ 

“...อุตส่าห์ไม่คาดหวังแล้วแท้ๆ ...แบบนี้ฉันคงยังพอมีหวังอยู่บ้างสินะ?” 

มามิยะหัวเราะแห้งๆให้กับการพึมพำของตัวเอง ก่อนที่จะไปที่ห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอันแสนนุ่มฟู 

เมื่อหลับตาสติก็พลันวูบดับในทันที 

. 

. 

. 

เช้าวันต่อมา 

คุโระตื่นขึ้นในช่วงเวลารุ่งสาง และน่าแปลกที่ทั้งคู่ก็ลืมตาตื่นพร้อมกัน 

“อรุณสวัสดิ์” 

“อื้อ อรุณสวัสดิ์ จะอาบน้ำก่อนไหม?” 

“เธออาบก่อนเถอะ เดี๋ยวชั้นจะเตรียมอาหารไว้ให้ เพราะงั้นขอยืมใช้ห้องครัวหน่อยล่ะ” 

“อื้อ ได้สิ” 

ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำนั้นแยกจากกัน แต่คุโระกับมามิยะก็พากันไปที่ห้องน้ำ และเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน 

ของในเวทมิติของคุโระนั้นมีแปรงฟันอยู่ แม้จะไม่ดีเท่าแต่ก็ดีกว่าไม่มีใช้ มามิยะเองก็บอกว่าไม่มีสำรอง จึงวางแผนไว้ว่าหลังเลิกเรียนจะไปซื้อของด้วยกัน 

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ มามิยะก็แยกตัวไปอาบน้ำหลังจากทำธุระในห้องน้ำ ส่วนคุโระนั้นปลีกตัวออกมาก่อนเพราะเห็นท่าทีเขินอายของมามิยะ 

มามิยะในตอนนี้นั้นราวกับมีสองบุคลิก ความสงบเยือกเย็นและความเขินอายของเธอช่างเป็นสิ่งที่ไม่เข้าคู่กันแต่กลับผสานได้อย่างลงตัว 

คุโระยิ้มเล็กน้อยในการเตรียมของ ส่วนมากจะเป็นของที่อยู่ในเวทมิติของคุโระ อย่างเนื้อสัตว์อสูรประเภทหมาป่าและออร์ค อย่างน้อยๆก็มีความนุ่มลิ้นแม้จะต้องจัดการกับกลิ่นของมันก็ตาม 

และที่ยืมจากครัวของมามิยะก็จะเป็นของจำพวกเครื่องเทศ ไข่และขนมปัง แม้จะมีข้าว แต่อาหารเช้าแบบนี้ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งรสชาติที่ควรค่าแก่การลิ้มลอง 

เมื่อมามิยะกลับมาจากการอาบน้ำอาหารก็เสร็จเสียแล้ว 

ขนมปังปิ้งชีส สเต็กเนื้อหมาป่า เนื้อออร์คตุ๋น และไข่ดาว เป็นอาหารที่ใช้เวลาแต่ก็เหมาะกับมื้ออาหารเช้า 

ปิดท้ายด้วยสลัดผักหวาน แม้จะทำให้มามิยะเหงื่อตก แต่ดูเหมือนเธอจะยอมกินแต่โดยดี 

“อาหารของนายเนี่ยอร่อยจริงๆแหละนะ อยากกินตลอดไปเลย” 

“ถึงชั้นจะสสามารถทำให้เธอกินได้ทุกวันหลังจากนี้ แต่ชั้นคิดว่ามันคงจะน่าเบื่อพอดูเลยนะที่จะกินแค่อาหารฝีมือชั้นเนี่ย” 

มามิยะหน้าเปลี่ยนสีแล้วก้มลงเพื่อหลบซ่อนรอยยิ้มแปลกๆของเธอ 

คำที่คุโระพูดนั้น ราวกับคำตอบรับสารภาพรัก แต่นั่นก็คือความจริงใจ 

“ใช่ว่าชั้นจะไม่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับชั้นหรอกนะ ...แต่จะบอกว่าในตอนนี้ ชั้นดีใจมากที่ได้เจอเธอ” 

“อ...อื้ออออออ” 

เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเฮฮาที่น่าจดจำ ความสุขของมามิยะเพิ่มพูน ความรักที่ไม่สมหวังในชาติก่อนกลับมามีหวังอีกครา เธอรู้สึกได้ว่า นี่อาจจะเป็นโชคชะตาที่เธอต้องประสบพบเจอก็เป็นได้ 

หลังจากอาหารมื้อเช้า มามิยะก็ออกตัวจะทำความสะอาดห้องครัวและล้างจานชามให้ โดยให้คุโระไปอาบน้ำเตรียมตัวให้พร้อม 

มามิยะเตรียมชุดของโลกใบนี้เอาไว้ ชุดเดิมจากไลลาที่คุโระจากมานั้นเป็นชุดที่ไม่มีการเก็บงานอย่างละเอียดเสียเท่าไร จะเห็นได้จากด้ายที่ใช้เย็บที่ออกมาข้างนอกนั่น รวมไปถึงเนื้อผ้าที่ดูแล้วไม่น่าจะใส่สบายได้นั่นเอง 

ชุดของโลกนี้นั้นเป็นชุดที่มีความละเอียดของเนื้อผ้าสูง การตัดเย็บก็สวยงาม เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่โลกเดิมไม่มีผิด 

ชุดสุภาพที่ีมามิยะเตรียมให้เป็นชุดที่ประกอบไปด้วยเสื้อทีเชิ้ตและกางเกงขายาวสีดำ ส่วนชุดที่มามิยะใส่อยู่นั้นเป็นเครื่องแบบของทางโรงเรียน ซึ่งมีเพิ่มเติมคือเสื้อนอกที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนกับปีกนกสีขาวที่ติดอยู่ตรงหน้าอกด้วย 

“ดูดีเลยนี่” 

“พ่อเธอตัวเล็กดีนะ หรือเป็นชุดเก่าล่ะ?” 

“พ่อก็ตัวเล็กจริงๆนั่นแหละนะ” 

อาจจะไม่พอดีเท่าไรแต่ก็ใส่ได้อย่างไม่มีปัญหา 

มามิยะชื่นชมรูปลักษณ์ของคุโระจนพอใจก็ได้ไปหยิบอาวุธที่เป็นดาบคาตานะของตนเองมาสวมใส่ไว้ข้างเอว ก่อนจะหันกลับไปหาคุโระ 

“...ต้องซื้ออาวุธไหม?” 

“ตามหลักแล้วชั้นก็มีอาวุธของชั้นอยู่ล่ะนะ” 

“มันจะเด่นสะดุดตาและแปลกประหลาดน่ะสิ ถ้านายหยิบดาบมาจากอากาศที่ว่างเปล่าน่ะ อืม...รอแป๊บนึงนะ” 

มามิยะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ไม่นานเธอก็ออกมาพร้อมกับดาบเล่มหนึ่ง 

“ถึงจะดูเก่าแล้วแต่ก็ยังใช้งานได้อยู่ดี อย่างน้อยๆก็พกไว้เถอะ” 

“อา” 

คุโระนำดาบที่ได้จากมามิยะมาสวมใส่เช่นเดียวกับเธอ ก่อนจะมองไปที่มามิยะอีกครั้ง 

“ไม่มีเครื่องป้องกันงั้นเหรอ?” 

“อันที่จริงก็มีหรอกนะ แต่ว่าเราไม่ได้ไปที่ที่อันตรายเลยไม่จำเป็นน่ะ อีกอย่าง ที่โรงเรียนก็มีอุปกรณ์สวมใส่ให้ยืมใช้อยู่แล้วด้วย” 

คุโระมองไปยังรอบๆ ก็รู้ได้ว่าบ้านของมามิยะนั้นอยู่รอบนอกของตัวเอง เป็นทำเลที่มีต้นไม้เป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่มีที่ดินดีขนาดนี้แต่กลับไม่มีคนอยู่มากนักน่าจะมีสาเหตุอะไรบางอย่างเป็นแน่แท้ 

“ไปกันเถอะคุโระ” 

“อา ว่าแต่เรียกชื่อเลยสินะ” 

“ไม่ได้เหรอ?” 

“เปล่านี่” 

มามิยะยิ้มออกมาราวกับเด็กๆก่อนที่จะโผเข้ากอดแขนของคุโระ เธอเชยหน้ามองคุโระด้วยความพิศมัย ช่างน่ารักน่าเอ็นดู 

“เปลี่ยนไปเยอะจริงๆน่ะแหละนะ” 

“นายก็เหมือนกันนี่” 

“ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีกันทั้งคู่นี่แหละนะ” 

และแล้วทั้งคู่ก็เริ่มก้าวเดิน ตามเส้นทางถนนทางเดินเท้ามุ่งตรงไปยังย่านการค้าที่อยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน ตัดผ่านร้านค้าจำนวนมากจนเข้าเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัย 

“จริงๆก็อยากให้ไปสมัครเป็นนักผจญภัยอยู่หรอกนะ แต่มันต้องใช้สมุดนักเรียนนี่สิ คงต้องเข้าเรียนก่อนล่ะนะ” 

“ถ้าไม่ใช้ล่ะ?” 

“ก็จะเข้าเรียนไม่ได้น่ะนะ ถ้าเป็นนักผจญภัยแล้วก็ถือว่ามีความสามารถมากพอที่จะเป็นนักผจญภัยแล้วน่ะ งานก็ยากแต่ก็มีกฎที่อิสระมาก ยังไงก็ตามถ้าให้เลือกก็คงอยากจะเป็นทหารในกองทัพล่ะนะ ได้รับเงินเดือนอย่างประจำ มีตำแหน่งและมีสวัสดิการมากมาย ก็จริงอยู่ที่ถ้ามีฝีมือมากพอที่จะหาเงินวันลำไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองเล็กได้ก็จะไปอยู่ที่กิลด์นักผจญภัย แต่สวัสดิการเองก็เข้ามาทดแทนเงินเดือนที่มีไม่มากเทียบเท่ากับเหล่านักผจญภัยนั้นๆล่ะนะ” 

“เพราะงั้นเลยเลือกที่จะเป็นทหารสินะ?” 

“ก็มันสะดวกสบายและปลอดภัยกว่านี่นะ จริงอยู่ที่ต้องฝึกฝนเพื่อไม่ให้ฝีมือตกลง เวลาเจอปัญหาอะไรจะได้แก้ไขได้ แต่มันก็ไม่ต้องนำชีวิตไปเสี่ยงกับการทำภารกิจกิลด์ในทุกๆวันเพื่อแลกกับเงินจำนวนจำกัดนี่นา ยังไงก็สะดวกกว่าอยู่แล้ว แถมเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่หนึ่งร้อยเหรียญเงินใหญ่ หรือหนึ่งเหรียญทองเล็กเลยนะ” 

“หมื่นล้านเยนงั้นเหรอ ไม่เยอะไปหน่อยเหรอ?” 

“ค่าครองชีพที่นี่ไม่ใช่น้อยๆนะ ที่บอกว่าหนึ่งเหรียญทองแดงเล็กประมาณหนึ่งร้อยเยนน่ะ เพราะหนึ่งเหรียญทองแดงเล็กก็สามารถใช้ซื้ออาหารจำพวกขนมปังแข็งๆก้อนเล็กๆกับน้ำขมๆฝาหนึ่งได้ยังไงล่ะ แต่ถ้าให้ดีมีมากกว่าสิบเหรียญทองแดงใหญ่ใช้ต่อวันจะสะดวกกว่าล่ะนะ” 

แถมอาวุธและเครื่องป้องกันก็แพง ไม่ต้องพูดถึงยารักษาเลย พยายามอย่าให้เกิดแผลได้คงจะดีกว่าล่ะนะ มามิยะกล่าวปิดท้าย 

“นี่ไงล่ะ” 

“คนเยอะจังนะ แถมยังมองมาทางนี้อีกด้วยสิ” 

คุโระมองไปรอบๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในทางกลับกันนั้น กลุ่มผู้หญิงต่างชนชั้นก็จับจ้องมาที่คุโระที่ยืนมือล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างดูดี แม้จะมีมามิยะกอดแขนอยู่แต่ก็มิได้สนใจอะไรเลย  

สำหรับกลุ่มผู้หญิงทั้งหลายแล้วนั้น คุโระคือผู้ชายมาดเข้มและมีลักษณะหน้าตาที่ดูดี หากเขาได้แต่งตัวใหม่ด้วยชุดที่มีราคาคงเปรียบได้กับเจ้าชายจากที่ไหนสักแห่ง 

อีกทั้งยังมีสีตาสองสี ผมดำขลับนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้หายากเท่าไร แต่ดวงตานั้นไม่ใช่ ตาขวาของเขานั้นมีสีดำที่งดงาม และดวงตาสีฟ้าทางด้านซ้ายก็ส่องสว่างสะท้อนสีของท้องฟ้ายามเช้าได้อย่างยอดเยี่ยม 

กล่าวคือทุกคนในที่นี้ได้หลงไหลคุโระแล้ว ทั้งยังอิจฉามามิยะที่ได้ยืนควบคู่กัน 

“คุณมามิยะคะ กำลังทำอะไรอยู่คะ” 

“หือ? คุณมาริเอะ ฉันก็แค่กอดแขนผู้ชายของฉันเท่านั้นเอง” 

“แบบนั้นมันไม่สุภาพต่อสาธารณะชนนะคะ” 

“คุณก็แค่อิจฉาเท่านั้น จริงอยู่ที่คุณสวยงดงามราวกับเจ้าหญิง แต่ว่าคนที่เหมาะสมกับเจ้าชายคนนี้คือฉัน และคุณเองก็แค่หลงเสน่ห์เขาเหมือนคนอื่นๆ แน่นอนว่าฉันรู้ดีเป็นที่สุด” 

มามิยะแสยะยิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า 

มาริเอะ ซิลฟอร์ด เป็นบุตรีของขุนนางระดับเอิร์ล ผมความสูงในระดับที่ไม่มากเกินไปสำหรับผู้หญิง ยาเรียวยาว รูปร่างดี ใบหน้าคมสวย ผมที่มัดเปียทำให้เธอดูอ่อนโยนมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นคนที่อ่อนแอ 

จริงอยู่ที่มามิยะคนนี้จะมีรูปร่างที่ดูดีและงดงามไม่แพ้กัน แต่ความเปล่งประกายนั้นช่างแตกต่างกันอยู่พอสมควร 

อย่างไรก็ตาม มามิยะเองก็มีฐานแฟนคลับที่มากมาย เธอเป็นที่นิยมมากพอที่จะทำให้มีผู้ชายจำนวนมากส่งสายตาสาปแช่งใส่คุโระ 

แต่ว่า เพราะเป็นแบบนั้นเธอจึงถูกเพ่งเล็ง จากคนที่มีศักดินาสูงกว่า 

“มาแล้วเหรอมามิยะ เจ้าหญิงของข้า ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” 

“!!!” 

มามิยะสะดุ้งอย่างรุนแรงจนทำให้มาริเอะต้องเอาตัวเข้ามาบังเธอและกันให้ห่างจากชายที่ตรงมาจากทางด้านหลัง 

“เอิร์ลบลอซซัม...” 

มาริเอะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรในขณะที่ปกป้องมามิยะไปด้วย แม้จะดูเหมือนไม่ถูกกันในตอนแรก แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะความจริงแล้วทั้งสองคนค่อนข้างสนิทกันมากแม้จะมีฐานะที่แตกต่างกันขนาดนี้ก็ตาม 

“เอิร์ลซิลฟอร์ด ช่วยอย่ามาขวางได้ไหม แม้เจ้าจะเป็นคู่หมั้นของพี่ชายข้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมาขัดขวางธุระของข้าได้นะ” 

“ฉันไม่ได้ตกลงจะแต่งงานกับพี่ชายของคุณเสียหน่อยนี่คะ อีกอย่าง ก็เห็นกันอยู่ว่าคุณมามิยะเองก็ไม่ได้ยอมรับว่าคุณคือคู่หมั้นของนางด้วย ช่วยอย่าทำอะไรตามอำเภอใจจะได้ไหมคะ?” 

“หุบปาก เรื่องนี้ขุนนางตกอับอย่างพวกแกไม่มีสิทธิ์ออกเสียงใดๆทั้งนั้น ตระกูลบลอซซัมของข้านั้นกำลังจะได้เป็นมาร์ควิส กลับกันไม่นานพวกแกก็ตกลงสู่สถานะที่ต่ำต้อยที่เรียกว่าสามัญชนแล้วแท้ๆ อย่าได้สอดมือเข้ามายุ่ง! คิดว่าข้าใจดีแค่ไหนกันเชียวที่ปล่อยให้เจ้ากับพี่ของข้าไปด้วยกันได้ซะขนาดนี้ นั่นเพราะพี่ของข้าตั้งใจจะช่วยตระกูลของเจ้าแท้ๆ” 

ชายผมหยิกที่ดูเหมือนจะเป็นชนชั้นสูงได้พูดจาอย่างเลวทราม แม้จะมีคนที่ไม่อยากจะอยู่เฉย แต่ก็ถูกสายตาของมันข่มขู่ให้หยุดการเคลื่อนไหว 

สุดท้ายมนุษย์ก็ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่ายศถามากกว่าความเป็นคนอยู่ดี 

“เอาล่ะมามิยะ มาหาข้าสิ ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดีเลย หวังว่าครั้งนี้เจ้าจะไม่หนีไปที่ไหนอี---” 

“เป็นอะไร ไม่มีแรงรึไง มามิยะ?” 

“ค...คุโระ...” 

คุโระที่ยืนอยู่ข้างๆนั้นย่อตัวคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้ามามิยะที่ก้มตัวลงมาก่อนหน้านี้ 

“สีหน้าดูไม่ดีเลยนะ” 

คุโระปัดผมของมามิยะที่ยุ่งเหยิงแล้วจัดทรงให้ดูดีขึ้นด้วยมือเพียงข้างเดียว และใช้มืออีกข้างแตะไปที่แก้มของเธอเบาๆ 

“สีหน้าดูหวาดกลัวมากเลยนะ ใครทำอะไรเธอรึเปล่า?” 

“ป...เปล่า” 

“อย่าโกหกชั้นดีกว่า ชั้นไม่ใช่คนโง่ เธอก็รู้” 

“...อื้อ ฉัน...กลัวนิดหน่อยน่ะนะ” 

มามิยะยิ้มอย่างอ่อนแอ เมื่อคุโระเห็นเช่นนั้นเขาก็แสดงรอยยิ้มที่อ่อนโยนออกมาครู่หนึ่ง ก่อนที่จะสลับสีหน้าให้กลับมานิ่งสงบดังเดิม แล้วลุกขึ้นช้าๆ 

“แก...เป็นใครวะ?” 

“อยากรู้ชื่อคนอื่นทำไมไม่แนะนำตัวก่อนล่ะ ไอ้หัวฝอยขัดหม้อ” 

“ค...คุโระ” 

มามิยะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

“นายพูดแบบนั้น...” 

“คุณพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง?” 

“นายพูดแบบนั้น...พูดภาษาของที่นี่ได้ด้วยงั้นเหรอ?” 

“ตรงนั้นหรอกเหรอคะ!?” 

มาริเอะหันกลับมาตบมุกของมามิยะที่กำลังแสดงสีหน้าตกใจอย่างสุดขีดออกมา ก่อนที่จะหันกลับไปหาคุโระที่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ 

“ชั้นน่ะพูดได้ทุกภาษา คนอื่นจะได้เข้าใจในภาษาของเขา ส่วนชั้นก็จะเข้าใจเป็นภาษาของตัวเองน่ะ” 

“ไม่เห็นบอกเลย” 

“ก็ไม่เห็นว่าจะจำเป็นนี่ แล้วชั้นก็แยกไม่ออกหรอกว่าใครพูดภาษาไหน ที่ชั้นพูดไม่ได้ก็มีแต่ภาษาสัตว์เท่านั้นแหละนะ” 

คุโระหันกลับมาหาชายชนชั้นสูงที่เข้ามาทำให้มามิยะต้องสะดุ้งกลัวอีกครั้ง 

“ว่าไงล่ะคุณหัวฝอยขัดหม้อ นายเป็นใคร?” 

“โอหังนักนะไอ้สามัญชนชั้นต่ำ! ข้าจะสั่งสอนให้แกได้รู้ซึ่งว่าการเสียมารยาทของเจ้า จะให้โทษเช่นใด” 

ชายชั้นสูงยื่นมือไปหยิบดาบที่มีนักเรียนคนหนึ่งนำมามอบให้เขา ก่อนที่จะชี้ไปทางคุโระ 

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งก็แล้วกัน นั่นเพราะข้าน่ะใจดีและใจกว้าง ถ้าเจ้ายอมขอโทษล่ะก็ข้าจะไม่ทำอะไร---” 

“พูดมากจริงนะ ถ้าไม่เข้ามาเดี๋ยวชั้นจะเข้าไปซัดหน้าอวดดีของแกให้เละจนไม่มีใครจำได้เอาซะหรอก” 

การพูดจากของคุโระนั้นเริ่มทำให้คนรอบข้างวิตกกังวล นั่นเพราะชายชนชั้นสูงตระกูลบลอซซัมนั้นถือว่ามีฝีมืออย่างมาก มักจะติดอันดับหนึ่งในสิบจากทั้งหมดอยู่เสมอ แม้ว่าจะเป็นอันดับท้ายๆแต่ก็เก่งมากเกินกว่าจะต่อต้านได้ 

อีกทั้งยังเป็นตระกูลใหญ่ มีอำนาจและชื่อเสียงรวมไปทั้งเงิน ไม่ยากเลยที่จะลบคนคนหนึ่งให้ออกไปจากเมืองนี้อย่างไร้ร่องรอย นั่นคือเรื่องที่ทำให้คนรอบๆเริ่มหวั่นวิตก 

โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งหลายที่หมายปองคุโระนั้นพยายามจะเข้ามาห้ามเขา แต่ว่าคนที่หยุดเอาไว้คือมามิยะ 

“คุณมามิยะ คุณไหวหรือเปล่าคะ?” 

“อา ได้รับกำลังใจมานิดหน่อยเลยไม่ค่อยน่าเป็นห่วงหรอกนะ” 

“ถ้างั้นก็ดีแล้วล่ะค่ะ ...แล้วทำไมถึงไม่ห้ามชายคนนั้นเหรอคะ?” 

ในขณะที่ชายชั้นสูงกำลังหงุดหงิด มามิยะก็รีบตะโกนขึ้นมาในทันที 

“ฉันชื่อมามิยะ นักเรียนที่มีทักษะสูงที่สุดในโรงเรียนฝึกสอนการต่อสู้ที่สองแห่งนี้ ด้วยคะแนนดาบและทักษะการต่อสู้สูงสุด และทักษะการเคลื่อนไหวที่อาจารย์ยังต้องยอมรับ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าใครหน้าไหนที่กำลังคิดว่าชายที่อยู่ข้างหน้าฉันคนนี้ คุโรมิเนะ คุโระเป็นคนอ่อนแอล่ะก็คิดผิด!” 

มามิยะแสยะยิ้มด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ 

“ถ้าเขาไม่ได้ใช้อาวุธล่ะก็ คนคนนั้นแข็งแกร่งกว่าฉันสิบเท่าล่ะนะ!” 

“ว่าไงนะ!?” 

ชื่อของมามิยะนั้นดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งโรงเรียน เพราะเธอได้ทำลายสถิติทักษะดาบ ศาสตร์แห่งดาบ ทักษะการต่อสู้ที่ไม่มีใครเคยทำได้ด้วยการล้มคู่ต่อสู้ที่มีความสามารถระดับสูง 

ทักษะการอ่านทาง ทักษะการใช้อาวุธหลากหลายประเภท ทั้งทักษะอื่นๆที่มีอยู่ในแผนการสอน มามิยะนั้นได้ทำสถิติที่น่าเหลือเชื่อไว้มากมาย 

หากบอกว่าเธอคือผู้ที่แกร่งที่สุดในโรงเรียนนี้ก็ไม่แปลก หากเธอมีฐานะที่ดีกว่านั้น เธอคงไปอยู่ที่โรงเรียนที่หนึ่งหรือโรงเรียนอื่นๆแล้ว และคงได้เจอกับคนเก่งๆจนสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีกหลายขั้น 

ทว่า มามิยะผู้นั้นกลับประกาศกร้าว ว่าชายที่ชื่อคุโรมิเนะ คุโระผู้นี้มีความสามารถการต่อสู้มือเปล่าที่มากกว่าตัวเธอที่เป็นท็อปของโรงเรียน 

“มามิยะ ไม่ใช่ว่าที่โลกนี้ไม่มีนามสกุลรึไง? เรียกชั้นว่าคุโระก็พอแล้ว” 

“อ๊ะ นั่นสินะ ฉันนี่ล่ะก็” 

“ให้ตายสิ” 

คุโระหันกลับไปหาชายชั้นสูงที่กำลังเลือดขึ้นหน้าตรงนั้น 

“จะหนีไปก่อนก็ได้นะ ชั้นไม่ว่าอะไรหรอก” 

“เหอะ! ก็แค่บลัฟ! แล้วแกเกี่ยวข้องอะไรกับมามิยะของข้ากันวะ? หา!?” 

“นั่นสินะ...” 

คุโระหันหลังให้ชายชั้นสูงคนนั้นแล้วเดินมาหามามิยะ ก่อนที่จะเบี่ยงไปทางด้านข้างแล้วจูบแก้มของเธอแสดงให้ชายคนนั้นดู 

“ก็แค่คนที่รักยัยนี่น่ะ” 

“ไอ้สวะชั้นต่ำ! กล้าดียังไงมายุ่งกับของของข้า!” 

ชายชั้นสูงมุ่งตรงเข้าหาคุโระ แล้วง้างดาบขึ้นสูงเหนือหัวด้วยมือเดียว 

ในพริบตาที่มันเริ่มฟันลงมา คมดาบก็ส่องแสงสีเขียวออกมาอย่างชัดเจน 

“นั่นคือศาสตร์แห่งดาบ ระวังด้วย!” 

คุโระเบี่ยงหลบด้วยความเร็ว ทำให้ดาบนั่นปักเข้ากับพื้นอย่างชัง และนั่นคือช่องโหว่ที่ทำให้คุโระสามารถโจมตีกลับได้ เป็นช่องโหว่ที่มากพอที่จะโจมตีได้หลายสิบครั้ง...ไม่สิ หลายร้อยครั้งเลยทีเดียว 

คุโระหมุดตัวตอกส้นเท้าเข้ากลางกระหม่อมของชายชั้นสูงจนมันสลบไปในพริบตา เป็นการขยับที่ไม่มีช่องว่างใดๆ และยังรวดเร็วจนมองไม่ทันอีกต่างหาก 

“อ่อนจริงๆ แบบนี้จะเป็นคู่ซ้อมให้ชั้นได้เรอะ?” 

“ไม่ไหวหรอก คู่ซ้อมของนายคือฉันต่างหาก อย่าเข้าใจผิดสิคุโระ” 

“...นั่นสินะ” 

คุโระยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะลูบหัวให้กับมามิยะ ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังตกตะลึงในความแข็งแกร่งของเขาอยู่ 

“...แล้วที่พูดไป ...เป็นความจริงเหรอ?” 

“ชั้นก็แค่ตอบรับความรู้สึกของเธอ มันก็แค่นั้น” 

“...อื้อ แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วล่ะ” 

น้ำตาไหลริน มามิยะซบหน้าไปตรงอกของคุโระที่ได้แต่ถอนหายใจ “ไม่ไหวเลยนะ” พูดออกมาแบบนั้นพร้อมกับลงมือลูบหัวให้เธอ 

วันใหม่ที่ต่างโลกอันมีอะไรบางอย่างที่คุโระไม่รู้จักได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยความวุ่นวายที่ไม่มีใครอยากพบเจออีกเป็นครั้งที่2 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว