facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เป็นแฟนคนเถื่อน : 10

ชื่อตอน : เป็นแฟนคนเถื่อน : 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2563 12:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เป็นแฟนคนเถื่อน : 10
แบบอักษร

 

 

เป็นแฟนคนเถื่อน : 10 

 

 

Rach Part : 

หลังจากที่ผมพาเชนไปหาไอริสที่สนาม LW ในวันนั้นก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างเชนกับไอริสจะดีขึ้น ตอนนี้ทั้งผมและเชนก็พากันไปหาไอริสกับคุณกลางที่สนามบ่อย ๆ เราสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว ความบาดหมางที่เคยมีก็หายไปหมดแล้ว ไอริสสนิทใจที่จะคุยและหยอกล้อเล่นกับเชน ไม่ใช่แค่พวกเราสี่คนที่สนิทกัน แต่แฟนของพวกเราก็สนิทกันมากกว่าเดิมด้วย ถึงจะมีพูดจาขัดหูกันบ้างแต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เวลาผมกับเชนไปหาคุณกลางกับไอริส หนุ่ม ๆ เขาก็ชอบชวนกันไปดูรถบ้าง ลองรถบ้าง เป็นภาพที่แปลกตา แต่ก็โอเคครับ ดีกว่ามานั่งเถียงกันให้ระคายหู 

“รุต” ผมหันไปเรียกคนตัวสูงที่นั่งทำรายงานอยู่ตรงโต๊ะทำงานเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ 

“ว่าไงครับ?” มารุตละสายตาจากการทำงานแล้วหันมามองหน้าผม 

“ปิดเทอมแล้วเรากลับไปอยู่บ้านนะ” ผมบอกถึงสิ่งที่คิดและตั้งใจเอาไว้ ปิดเทอมนานผมก็อยากกลับไปอยู่บ้านบ้าง เพราะที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านบ่อยนัก พอดีติดแฟนน่ะครับ 

“ไปด้วย!” มารุตร้องกลับมาเสียงดัง 

“อื้อ พอใกล้เปิดเทอมค่อยกลับมาอยู่คอนโดฯ เนอะ” ผมพยักหน้ารับเบา ๆ ดีแล้วล่ะที่มารุตจะตามไปอยู่ด้วย ผมเองก็ไม่อยากให้มารุตอยู่คนเดียว เป็นห่วงครับ บางครั้งมารุตก็ชอบทำอะไรตามใจตัวเองจนลืมนึกห่วงเรื่องสุขภาพ อย่างเรื่องอาหารการกินผมก็ต้องคอยดูแลตลอด ไม่อย่างนั้นมารุตก็เสียสุขภาพกันพอดี 

“ครับ~” อีกฝ่ายรับคำเสียงทะเล้นแล้วลุกขึ้นเดินมาทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ ผมบนเตียง ผมอดที่จะยกยิ้มเอ็นดูไม่ได้ ยื่นมือไปลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ คนตัวสูงก็พลิกตัวเอาแขนมากอดเอวผมไว้ทันที 

“แล้วรุตไม่กลับไปอยู่บ้านบ้างเหรอ?” ผมถามด้วยความสงสัย ผมเคยไปบ้านมารุต แต่มันก็น้อยครั้งมาก ส่วนใหญ่มารุตจะไปบ้านผมเสียมากกว่า 

“ไม่มีใครอยู่กลับไปก็เหงาอยู่ดี อยู่กับคุณมีความสุขกว่าเยอะ” ก็คงจริงอย่างเขาว่าเพราะพ่อกับแม่ของเขาก็ทำงานอยู่ต่างประเทศกันหมด เมื่อก่อนผมเองก็ต้องอยู่คนเดียวเหมือนกัน ออมม่ากับอาปาไปอยู่เกาหลี คุณใหญ่ก็ทำงานหนักจนแทบไม่ได้เห็นหน้า ส่วนคุณกลาง ตอนนั้นก็หนีไปอยู่กับพี่มาวิน บ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีผมอยู่คนเดียวน่ะมันเหงามากเลย มารุตเองก็คงรู้สึกอย่างนั้นไม่ต่างกันสินะ 

“พูดเอาใจเราหรือเปล่า?” ผมอมยิ้ม ยอมรับว่ารู้สึกดีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดอย่างนั้น แต่ผมก็อดแหย่มารุตเล่นไม่ได้ 

“ผมพูดจริง ๆ” เขาว่าออกมาด้วยสีหน้าท่าทางจริงจัง ผมแอบใจเต้นแรงเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทางเหล่านั้น มารุตเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ผิวสีแทนมันเหมาะกับเขามาก ๆ เวลาทำหน้านิ่ง ๆ ก็จะดูเป็นคนดุ ๆ แต่เวลายิ้มจะน่ารักมาก  

“พรุ่งนี้ไปวิ่งกัน” ผมเอ่ยชวน 

“ตอนเย็นได้ไหม?” มารุตเบ้หน้าออกมาทันทีที่ได้ยินคำชวนของผม 

“ตอนเช้าสิ” วิ่งตอนเช้าน่ะดีที่สุดแล้ว 

“เฮ้อ” ทำมาเป็นถอนหายใจ 

“หกโมงนะ” ผมพูดพร้อมเกลี่ยเส้นผมบนใบหน้าหล่อเหลาออกเบา ๆ  

“ก็ได้” มารุตพยักหน้ารับน้อย ๆ แล้วซบหน้าลงกับอกของผม 

จุ๊บ! 

ผมก้มลงไปกดจูบแผ่วเบาที่หน้าผากของอีกฝ่าย มารุตนิ่งไปนิดเมื่อผมทำอย่างนั้น 

“ทำตัวน่ารักอีกแล้วนะ” เขาเงยหน้ามองผมด้วยสายตาที่หวานเชื่อม มันเต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดู 

“แล้วรักเราไหม?” ผมอมยิ้มถาม ถามทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว  

“โคตรรักเลย”  

ครับ เป็นคำตอบที่ตรงใจเป็นอย่างมาก ไม่ได้ผิดไปจากที่ผมคิดเลยแม้แต่น้อย แค่นี้ผมก็รู้สึกดีแล้ว แม้บางครั้งการกระทำและคำพูดของมารุตจะดูเถื่อนหรือห่ามไปบ้าง แต่ผมก็ชอบนะ ชอบที่มารุตเป็นตัวของตัวเองแบบนี้ ชอบที่มารุตไม่ต้องพยายามเป็นอย่างอื่นเพื่อให้ผมรัก เพราะจริง ๆ แล้วผมก็ตกหลุมรักจากสิ่งที่เขาเป็น แม้ท่าทีของมารุตจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มารุตก็ยังคงเป็นมารุตที่ผมตกหลุมรักซ้ำ ๆ อยู่ดีนั่นแหละ 

  

 

 

 

 

 

 

วันต่อมา  

06.00 AM 

เวลาหกโมงตรงเป๊ะผมก็ลากมารุตออกมาวิ่งด้วยกันที่สวนสาธารณะข้างคอนโดฯ แต่ดูท่าแล้วคนตัวสูงเหมือนจะไม่ค่อยอยากออกมากับผมสักเท่าไหร่นัก 

“ง่วง” มารุตบ่นเสียงเนือย 

“อย่าหลับตาเดินนะ” ผมยกมือขึ้นหยิกแก้มสากแรง ๆ เพื่อปลุกให้เขาตื่น จะมาหลับกลางอากาศแบบนี้ไม่ได้นะมารุต 

“คุณ~ อยากนอน” เขาว่าพร้อมเอนตัวลงมากอดผมไว้ ผมเบ้หน้าออกมาเมื่ออีกฝ่ายทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ผมทำให้ผมต้องแบกร่างยักษ์ของเจ้าลูกหมานี่ แกล้งกันอีกแล้วนะ 

“วิ่งแปบเดียว” ผมดันมารุตให้ขยับไปยืนดี ๆ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมผละตัวออกไป ยังทำตัวเป็นมนุษย์ไร้กระดูกยืนพิงผมไม่เลิก ตัวก็หนักคิดว่าตัวเองตัวเล็กมากนักหรือไงกัน ผมได้แต่ภาวนาให้ลิฟต์ลงไปถึงชั้นล่างเร็ว ๆ  

“กี่นาที?” เขาถามเสียงง่วง หาวแล้วหาวอีก เจ้าลูกหมาเอ๊ย! 

“ครึ่งชั่วโมง” ปกติผมวิ่งเป็นชั่วโมงนะ แต่นี่เห็นมารุตงอแงเลยลดลงมาครึ่งหนึ่ง แค่เขายอมพาตัวเองออกมาจากเตียงได้ผมก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว ผมไม่คิดว่ามารุตจะยอมออกมากับผมด้วยซ้ำ 

“ก็ได้” มารุตทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับเนือย ๆ  

พอลิฟต์ลงมาถึงชั้นล่างมารุตก็ยอมผละตัวออกไปแล้วเลื่อนมือมาจับมือผมไว้แล้วพาเดินออกจากลิฟต์ไป อากาศตอนเช้าค่อนข้างจะดีทีเดียว อากาศเย็นนิด ๆ กำลังดีเลย ผมเดินเข้ามาในสวนสาธารณะ ยืนรับลมสักพักก่อนจะเริ่มออกวิ่งโดยมีมารุตวิ่งอยู่ข้าง ๆ ผมอดที่จะยกยิ้มกับตัวเองไม่ได้ ไม่รู้สิ ผมชอบที่มารุตมาวิ่งกับผมแบบนี้นะ ถึงเขาจะมาแบบจำยอมก็เถอะ ผมชอบวิ่ง และถ้าครั้งไหนมารุตมาด้วยมันจะยิ่งทำให้ผมสนุกกับการวิ่งมากยิ่งขึ้น ผมกับมารุตวิ่งกันไปเรื่อย ๆ จนครบสามสิบนาทีก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นเดินแทน ผมกะว่าจะเดินรอบสวนสาธารณะนี้อีกสักหนึ่งรอบแล้วก็จะกลับเข้าห้องแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วว่าจะออกไปหาอะไรกินกัน 

“พี่มารุต!” จังหวะที่เดินมาครบหนึ่งรอบพอดีก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาเราทั้งคู่ชะงักหยุดเดินไปตาม ๆ กัน 

“ชนัญ” เมื่อหันมองตามต้นเสียงก็พบเข้ากับชนัญที่ยืนอยู่ในชุดออกกำลังกาย เป็นเสื้อยืดพอดีตัวกับกางเกงขาสั้น  

“สวัสดีครับ บังเอิญจังเลย” อีกฝ่ายเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มกว้าง 

“อืม” มารุตขานรับสั้น ๆ แล้วหันมามองหน้าผม 

“มาวิ่งกันทุกวันเลยเหรอครับ?” อีกฝ่ายเอ่ยถามโดยหันมามองผมกับมารุตสลับกันไปมา 

“ไม่ แล้วแต่อารมณ์” มารุตตอบกลับนิ่ง ๆ คล้ายไม่อยากจะคุยกับอีกฝ่ายจนผมต้องหยิกเอวหนาเบา ๆ เพื่อเตือนถึงเรื่องมารยาทที่แสดงออก ถึงผมเองจะไม่ได้ปลื้มหรือชื่นชอบอะไรชนัญแต่มารุตก็ควรจะทำตัวให้ดีกว่านี้ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าเขาจะว่าให้ได้ว่าเรามันเป็นพวกนิสัยไม่ดีไม่มีมารยาท 

“พวกพี่อยู่ที่ไหนกันเหรอครับ? ผมอยู่คอนโดฯ นี้” ชนัญยังคงชวนคุยด้วยท่าทางสดใสร่าเริง เขาชี้ไปที่คอนโดฯ ข้างหน้าซึ่งมันคือคอนโดฯ เดียวกันกับที่พวกเราอยู่ 

“อยู่ที่นี่เหมือนกัน” มารุตนิ่งเงียบไปไม่ยอมตอบกลับ ผมเลยต้องเป็นฝ่ายตอบออกมาแทน 

“ว้าว บังเอิญจัง ผมน่ะลองออกมาใช้ชีวิตคนเดียวดู เพราะว่าถ้าเปิดเทอมแล้วก็ต้องมาอยู่คนเดียว ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอพี่ที่นี่” ชนัญมองหน้ามารุตไม่เลิก เขาเอาแต่จ้องหน้าแฟนผมอยู่อย่างนั้นจนผมเริ่มจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิด ๆ แล้ว 

“อืม” มารุตพยักหน้ารับส่ง ๆ กลับไปแล้วดันให้ผมออกเดินอีกครั้ง 

“วิ่งกันนานหรือยังครับ?” ชนัญก้าวขายาว ๆ เดินตามมา เขาประกบติดมารุตในระยะประชิดทำเอาผมต้องหยุดขาเดินเพื่อมาเดินแทรกกลางระหว่างทั้งสอง 

“วิ่งเสร็จแล้ว กำลังจะกลับพอดี” ผมบอกออกไปโดยพยายามที่จะรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แต่มารุตเริ่มเก็บสีหน้าหงุดหงิดไม่อยู่แล้ว เจ้าลูกหมาขี้หงุดหงิดง่าย อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่พอใจแล้ว ยิ่งมีคนเข้ามาวุ่นวายก็ยิ่งอารมณ์เสียง่าย 

“เหมือนกันเลยครับ ขอเดินกลับด้วยได้ไหมครับ?” ชนัญยกยิ้มหวานมองเลยผมไปทางมารุต ทำเอาผมชะงักนิ่งค้างไป อีกฝ่ายทำเหมือนไม่เห็นผมที่ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งที่เขาก็รู้ดีว่าผมเป็นอะไรกับมารุต  

“ได้สิ” ผมยกยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา มารุตนิ่งเงียบไปไม่ยอมพูดอะไร เขาทำเพียงแค่กระตุกมือที่จับกันเบา ๆ คล้ายกับต้องการจะบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำตอบของผม แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไร  

“ขอบคุณครับ” แม้กระทั่งตอนนี้ชนัญก็ยังไม่เลิกที่จะมองมารุต ผมเหยียดยิ้มที่มุมปากเมื่ออีกฝ่ายไม่แม้จะหันมาสนใจผมเลยด้วยซ้ำทั้งที่ผมก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขา  

เอาเถอะ อย่างชนัญก็ทำได้แค่มองมารุตเท่านั้นแหละ เพราะคนที่ได้ยืนข้างมารุตมีเพียงผมคนเดียวเท่านั้น 

  

 

 

 

 

 

“ชนัญ…ชอบรุตใช่ไหม?” ผมที่นั่งเช็ดผมอยู่หน้ากระจกมองมารุตที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเดินผ่านหลังผมไปที่เตียงนอน 

“รู้ได้ยังไง?” มารุตชะงักขาที่เดินไปทางเตียงนอนแล้วย้อนกลับมาหาผมที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง 

“ไม่รู้ก็โง่แล้ว แสดงออกขนาดนั้น” ผมส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยกมือขึ้นซับผมตัวเองให้แห้ง 

“อือ แต่ผมมองชนัญเป็นแค่น้องชายเพื่อนเท่านั้น” มารุตเดินเข้ามาดึงผ้าขนหนูผืนเล็กในมือของผมออกแล้วจัดการเช็ดผมให้ สบายผมเลย 

“เขาดูเหมือนพยายามจะทำอะไรสักอย่าง” ผมว่าตามที่คิด ชนัญดูเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแผนการ นี่ผมไม่ได้มองเขาในแง่ร้ายนะ ผมก็พูดตามที่เห็นและรู้สึก ไม่ได้คิดลบเลย จริง ๆ นะ 

“ผมควรทำยังไงกับเขาดี?” มารุตย่อตัวลงมา เขายื่นหน้ามาวางเกยบนไหล่ผมแล้วเอียงหน้าเข้าหาจนจมูกโด่งแตะเข้ากับแก้มของผม 

“จะทำอะไร นั่นน้องเพื่อนนะ” ผมหันหน้าไปหามารุต จมูกของเราชนกัน ผมมองสบตากับอีกฝ่ายเลื่อนสายตาลงมาที่จมูกโด่งแล้วหยุดมองอยู่ที่ริมฝีปากเรียวบาง 

“แล้วถ้าชนัญล้ำเส้นมากกว่านี้” มารุตหลุบตามองที่ริมฝีปากของผมก่อนจะยกยิ้มบางเบา  

“ถึงตอนนั้นเราก็คงมีวิธีจัดการกับเขาเองนั่นแหละ” ผมยังไม่อยากให้มารุตทำอะไรในตอนนี้ ชนัญเองก็เป็นน้องชายของเพื่อนเขา จะทำอะไรก็คงต้องไว้หน้าอีกฝ่ายสักหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งชนัญทำอะไรที่มากเกินไป ล้ำเส้นและวุ่นวาย เหมือนกับที่ข้าวปั้นเคยทำ ถ้าเป็นแบบนั้น ผมคงต้องจัดการให้เด็ดขาด  

“ใจเย็นจังเลยนะคุณ” มารุตยกยิ้ม เขาเองก็ดูใจเย็นไม่ต่างกัน 

“กับบางเรื่องมันก็ต้องใช้สมองคิด เพราะถ้าใช้อารมณ์หรือความรู้สึกคงได้พังกันไปหมดแน่” อีกอย่างชนัญยังไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่มันร้ายแรง ผมคงต้องปล่อยไปก่อน อาจต้องใช้เวลาตามดูอีกฝ่ายสักนิด ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าที่ชนัญมาอยู่ที่นี่ได้มันเป็นเรื่องบังเอิญ ชนัญเป็นน้องชายของชัยชนะ เขาต้องรู้อยู่แล้วว่ามารุตอยู่ที่นี่ อยู่ใกล้กันแค่นี้ อีกไม่นานก็คงได้เจอกันอีกแน่ ๆ ถึงตอนนั้นคงต้องหาทางรับมือให้ดี ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน คงต้องให้มารุตระวังตัวเป็นพิเศษแล้ว ไม่ได้หรอก แฟนใคร ใครก็หวงนะครับ 

“ชอบจังมีแฟนฉลาดเนี่ย” ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างเจ้าเล่ห์ 

“ชอบมากไหม?” ผมอมยิ้ม แอบเขินนิด ๆ กับสายตาของอีกฝ่าย  

มารุตมองเหมือนจะกินผมเลย 

“มาก ๆ” พูดจบริมฝีปากเรียวบางก็กดจูบลงมาที่ปากของผมแผ่วเบา ผมหลับตาลงแล้วจูบตอบอีกฝ่ายกลับไป มารุตขบเม้มที่ริมฝีปากของผมเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ สอดเรียวลิ้นร้อนเข้ามา ลิ้นหนากวาดต้อนไปทั่วโพรงปากก่อนจะส่งลิ้นมาหยอกล้อกับลิ้นของผม เราจูบกันอยู่สักพักแล้วถึงผละออกจากกัน  

มารุตกดจูบที่ริมฝีปากผมเบา ๆ อีกครั้งก่อนจะขยับไปยืนเช็ดผมให้ผมเหมือนเดิม ผมที่ถูกมารุตจ้องมองด้วยแววตาหวานเชื่อมก็เริ่มรู้สึกเขินจนเก็บอาการไม่อยู่ มารุตเหมือนรู้ว่าผมเขินเขาก็ยิ่งมองผมไม่เลิก มองจนผมต้องหันกลับไปยกมือขึ้นปิดตาเขาเอาไว้ มารุตหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาดึงมือผมออกแล้วยกขึ้นไปกดจูบเบา ๆ การกระทำแบบนั้นยิ่งทำให้ผมเขินมากขึ้นกว่าเดิม  

หน้าร้อนที่ไม่ใช่ฤดู  

เขินไปหมดแล้ว 

“เขินหน้าแดงหมดแล้ว” พอเห็นผมเขินมาก ๆ เข้ามารุตก็ยิ่งแกล้งไม่หยุด 

“พอแล้ว หยุดแกล้ง” ผมว่าเสียงดุ 

“ไปกินข้าวกัน” เขาว่ากลั้วเสียงหัวเราะ มารุตดูจะชอบอกชอบใจไม่น้อยที่ทำให้ผมเขินได้  

“เลิกแกล้งได้แล้ว” ผมดึงมือออกจากมือใหญ่ จ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งพยายามกลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเองให้มิด บางทีผมก็เขินกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่ามารุตจะทำอะไร ผมก็เขินกับสิ่งที่เขาทำอยู่บ่อย ๆ  

มารุตยอมปล่อยให้ผมได้จัดการตัวเอง เดี๋ยวจะออกไปกินข้าวข้างนอกกัน แต่หัวผมยังไม่แห้งเลย ที่มารุตเช็ดผมให้นี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผมไม่แห้งสักที อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะผละเดินออกไปแต่งตัว ผมมองค้อนคนตัวสูงผ่านบานกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ทำเอามารุตยิ่งหัวเราะสนุกใหญ่ 

แกล้งได้แกล้งไป อย่าให้ถึงทีผมบ้างก็แล้วกัน 

  

 

 

 

 

ตลอดทั้งวันผมโดนมารุตลากไปเดินห้างฯ ไม่ได้หยุดพักเลย สงสัยจะเคืองที่โดนผมพาไปวิ่ง วันนี้มารุตใช้เงินไปเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ซื้อของให้ผมนั่นแหละ เขาจับให้ผมลองเสื้อผ้าหลายชุด ผมใส่ตัวไหนได้เขาก็จะซื้อมาคล้าย ๆ กัน นับวันก็ยิ่งแต่งตัวเหมือนกันจนบางทีผมก็หยิบเสื้อผ้ามารุตมาใส่แทนเสื้อผ้าของตัวเอง เสื้อผ้าบางตัวของผมมารุตก็ใส่ได้ ผมใส่หลวมหน่อยแต่มารุตใส่แล้วพอดีตัว มันก็จะเขิน ๆ หน่อยเวลาที่ใส่เสื้อผ้าของแฟน หรือบางทีที่แฟนใส่เสื้อผ้าของเรา เราก็จะเขินเหมือนกัน 

“ไปอาบน้ำก่อนนะ” พอเข้าห้องมาได้ผมก็รีบเอาของที่เพิ่งซื้อมาไปวางเก็บให้เข้าที่ ตอนนี้ผมเหนื่อยและอยากอาบน้ำมาก จะได้มานอนพักกันสักที 

“อาบพร้อมกันสิ” แต่ยังไม่ทันได้เดินไปไหนก็ถูกมือหนารั้งข้อมือเอาไว้ 

“ก็ได้” พอถูกดวงตาคู่กลมโตนั่นมองมาด้วยสายตาออดอ้อน ผมก็เผลอพยักหน้าตอบตกลงไป 

แย่แล้ว! 

แต่จะให้ถอยหนีก็คงไม่ทันแล้ว ผมโดนมารุตจูงเข้ามาในห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอน เขาเดินไปเปิดน้ำใส่อ่างก่อนจะเดินกลับมาหาผม มารุตจับผมถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ผมยืนเม้มปากแน่นด้วยความประหม่า ไม่ใช่ว่าไม่เคยอาบน้ำด้วยกัน จริง ๆ ก็อาบด้วยกันออกจะบ่อย แถมยังเห็นกันมาหมดแล้ว แต่ผมก็ยังเขินอายทุกครั้งที่ต้องมาเปลือยเปล่าต่อหน้าอีกฝ่าย ไม่เขินก็แปลกแล้ว แต่มารุตกลับไม่มีท่าทีเขินอายเลย ผมเบือนหน้าหนีเมื่อเขาถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมด แล้วมารุตก็พาผมเดินมาที่อ่างอาบน้ำ เขาลงไปในอ่างก่อนแล้วผมก็ลงตามไป 

“รุต” เพราะต่างเปลือยเปล่ากันทั้งคู่แล้วไหนผมจะนั่งพิงอกอีกฝ่ายอีก ร่างกายของเราสัมผัสโดนกันทุกส่วน และใช่ ส่วนล่างนั่นด้วย ผมรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ร่างกายของมารุตกำลังเรียกร้องหาผมอยู่ 

“พอเป็นคุณแล้วผมห้ามตัวเองไม่ได้เลย” เขาว่าเสียงแหบพร่า ริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ข้างใบหูทำเอาผมเสียววาบ 

“เราทำมันบ่อยไปหรือเปล่า?” ผมกัดริมฝีปากของล่างตัวเองแน่นเมื่อปลายนิ้วเรียวยาวเขี่ยไปมาเบา ๆ ที่ยอดอกสีหวาน 

“ไม่หรอก ถ้าบ่อยมันต้องทุกวัน” ปากพูดแต่มืออีกข้างก็เลื่อนไปจับส่วนนั้นของผม  

ทีเรื่องแบบนี้ล่ะไวเชียวนะ  

“อันนั้นก็เกินไป” ผมบิดเร้าตัวไปมาเมื่อร่างกายเกิดความรู้สึกเสียวซ่าน มือของมารุตที่จับส่วนนั้นของผมอยู่เริ่มขยับมือเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ผมร้องครางเสียงแผ่วเบาพยายามกลั้นไม่ให้เสียงหลุดรอดออกไป แต่มารุตก็เหมือนจะแกล้งกัน ยิ่งผมพยายามกลั้นเสียงร้อง เขาก็ยิ่งขยับมือเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายผมก็ปลดปล่อยออกมา ผมเอนหลังพิงอกกว้างอย่างเหนื่อยหอบ ทำไมผมรู้สึกว่าช่วงนี้เราทำเรื่องอย่างว่ากันบ่อยเหลือเกิน? 

“ขึ้นให้หน่อยสิ” มารุตว่าเสียงอ้อน 

“…” ผมตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินอย่างนั้น 

“นะครับ ที่รัก” ริมฝีปากเรียวบางกดจูบไปทั่วลำคอของผม 

“ก็ได้” แล้วผมก็ดันใจอ่อนยอมตามใจเขา ไม่ยุติธรรมเลย ผมพ่ายแพ้ให้กับมารุตอีกแล้ว ผมที่ตกปากรับคำไปก็นึกก่นด่าตัวเองในใจ ถูกมารุตจับพลิกตัวให้หันหน้าไปหาเขา ผมเลยต้องนั่งคร่อมตักแกร่งเอาไว้ ไม่คิดว่าอ่างอาบน้ำนี้มันเล็กเกินไปสำหรับผู้ชายที่สูงร้อยแปดสิบกว่าสองคนหรอกเหรอ? 

“อะ อ๊ะ!” ผมเผลอร้องครางออกมาเมื่อมารุตค่อย ๆ สอดปลายนิ้วเข้ามาในช่องทางด้านหลังของผม 

“เจ็บไหม?” เขาถามเสียงนุ่ม 

“นิดหน่อย” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันนิด ๆ รู้สึกฝืดเคืองนิดหน่อยแต่ก็พอทนไหว อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ใช้เจลหล่อลื่น มันเลยเป็นเรื่องยากเล็กน้อยที่จะสอดนิ้วเข้าไป 

“ช้า ๆ นะ อย่าเกร็ง”  

“อือ” เขาเอ่ยปลอบพร้อมค่อย ๆ สอดนิ้วเข้าไปทีละนิ้วจนครบสามนิ้ว และเมื่อขยับนิ้วขยายช่องทางให้กว้างขึ้นและพร้อมสำหรับรับสิ่งที่ใหญ่โตกว่าเข้ามามารุตก็ดึงนิ้วออกแล้วเปลี่ยนเป็นจับส่วนนั้นของตัวเองมาจ่อที่ช่องด้านหลังของผมแทน 

“อ๊ะ! รุต!” ผมที่กำลังจะกดตัวลงไปก็ถึงกับหวีดเสียงแหลมเมื่อมารุตเด้งสะโพกสวนขึ้นมาจนผมรู้สึกจุกไปหมด 

“ขอโทษ ๆ เจ็บหรือเปล่า” มารุตที่เห็นสีหน้าของผมก็รีบร้องถามทันที 

“มันลึก” ผมกัดริมฝีปากแน่น พยายามที่จะไม่ขยับตัวมาก เพราะแรงกระแทกเมื่อกี้ทำเอาทั้งเจ็บและจุกไม่น้อยเลย แต่ใต้ความเจ็บปวดมันก็มีความเสียวซ่านปะปนอยู่  

จุ๊บ! 

“ผ่อนคลายหน่อยนะ” เขากดจูบเบา ๆ ที่หน้าผากของผมเพื่อเป็นการปลอบโยน 

“นิสัยไม่ดี” อดที่จะมองค้อนอีกฝ่ายไม่ได้ มันน่าฟาดให้ร้องจริง ๆ เลย 

“ก็อยากช่วยให้ใส่ได้ง่าย ๆ ไง” เขาว่าพร้อมยกยิ้มซื่อ ๆ  

“ไม่ต้องพูดเลย” ยกมือฟาดไหล่หนาไปที ผมเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย เหมือนร่างกายจะแยกส่วนได้เลย  

“โอ๋ ๆ รุตขอโทษครับ อย่าโกรธรุตนะ” อีกฝ่ายรีบกอดโอ๋ปลอบประโลมทันที ริมฝีปากเรียวบางกดจูบไปทั่วใบหน้าของผมก่อนจะลามมาที่ลำคอ 

“อือ” ผมโมโหเขาได้ไม่นานก็เป็นฝ่ายใจอ่อน ถูกง้อไม่เท่าไหร่ก็ใจเหลว มารุตจูบปลอบไม่หยุด ผ่านไปสักพักเมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นผมก็ค่อย ๆ ขยับตัวเบา ๆ โดยมีมือใหญ่ประคองร่างเอาไว้ มารุตไม่กล้าทำผมเจ็บอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ทุกอย่างเลยเป็นไปอย่างเชื่องช้าและค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป 

แต่กว่าจะจบศึกในห้องน้ำก็เล่นเอาหอบ มารุตก็ไม่รู้ว่าจะคึกอะไรนักหนา รอบเดียวไม่พอขอต่อรอบสอง แล้วใครลำบาก? ก็ผมนี่ไง แล้วก็ไม่ได้จบแค่ที่สองรอบนะ แต่จบที่สาม ผมเกาะขอบอ่างจนอ่อนแรงแล้ว 

“หมดแรงเลยเหรอ?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่ข้างหูก่อนจะตามมาด้วยเสียงจุ๊บที่ข้างแก้มเบา ๆ  

“รุตชอบแกล้ง” ผมเอียงหน้าหลบปลายจมูกโด่งแล้วมองค้อนส่งให้อีกฝ่ายไปที ผมเหนื่อย เขาจะเข้าใจผมบ้างไหม? แค่โดนเขาลากไปเข้าร้านเสื้อผ้าแถมลองชุดอีกเป็นสิบ ๆ ชุดก็เหนื่อยจะแย่แล้ว นี่ยังมาโดนเอาเปรียบอีกผมแทบหลับคาอ่างอาบน้ำ 

“ก็เล็กทำตัวน่ารัก ใครจะอดใจไหวล่ะ” เขาว่าแล้วก็หอมแก้มผมไปอีกหลายฟอด  

“ง่วง อยากนอน” ยกมือขึ้นดันใบหน้าหล่อเอาไว้ไม่ให้ก้มมาจูบมาหอมผมได้อีก ถ้าไม่ห้ามเดี๋ยวก็ได้เลยเถิดไปอีก บอกเลยนะว่าผมไม่ไหวแล้ว หมดแรงจริง ๆ นะครับ 

“นอนสิ เดี๋ยวรุตนอนกอด” เขาบอกแล้วดึงผมให้ขึ้นไปนอนเกยบนอกของเขา  

“อื้อ” ผมก็ไหลตัวไปนอนทับบนอกแกร่งอย่างว่าง่าย เสียงหัวใจของมารุตเต้นเป็นจังหวะ ผมหลับตานอนฟังอยู่สักพัก ไม่นานสติก็เริ่มเลือนราง และผมก็หลับไป 

 

 

 

 

 

------------------------------ 

 

 

 

 

 

 

 

นายมารุต เบาได้เบา พี่เขาก็ตัวแค่นี้ 

แต่ถ้ามีแฟนอย่างรัชช์ใคร ๆ ก็ต้องอยากแกล้งแหละเนอะ 

ชนัญมาอีกแล้ว น้องจะทำอะไรหรือเปล่านะ~ 

 

ขออนุญาตฝากเพจและนิยายเรื่องอื่น ๆ ด้วยนะคะ 

ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว