facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เป็นแฟนคนเถื่อน : 4

ชื่อตอน : เป็นแฟนคนเถื่อน : 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2563 14:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เป็นแฟนคนเถื่อน : 4
แบบอักษร

 

 

เป็นแฟนคนเถื่อน : 4 

 

 

Rach Part : 

วันนี้ผมรู้สึกตัวตื่นแต่เช้า อาจเป็นเพราะใจพะวงเรื่องของไอริส ผมเลยนอนไม่ค่อยจะหลับ ตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด จะนอนต่อแต่ก็นอนไม่หลับ สุดท้ายเลยตัดสินใจลุกมาทำมื้อเช้าให้มารุตแล้วไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปโรงพยาบาล ผมยังไม่ปลุกมารุตเพราะคิดว่ามันยังเช้าอยู่ รออีกสักพักเขาก็คงจะตื่นแล้วล่ะ 

“ที่รักครับ~” และก็เป็นอย่างที่คิด ระหว่างที่แต่งตัวอยู่เสียงของมารุตก็ดังมาจากทางเตียงนอน 

“ว่าไงครับ?” ผมเดินไปหาอีกฝ่ายพร้อมติดกระดุมเสื้อเชิ้ตไปด้วย 

“ฮึ่ย! ครับอีกแล้ว” มารุตที่นั่งหัวยุ่งอยู่บ่นพึมพำอะไรสักอย่าง 

“ทำไม?” ผมมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจแล้วเดินไปหวีผมที่หน้ากระจก 

“อยากเป็นผัว” คนเด็กกว่ายกยิ้มร้ายที่มุมปาก สายตาที่มองผมนั้นเต็มไปด้วยความเสน่หาและหลงใหล  

เขินเนอะ 

“ก็เป็นอยู่ไม่ใช่เหรอ?” ผมหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก เขาจะอยากเป็นในสิ่งที่เป็นอยู่แล้วทำไม ผมไม่เข้าใจ 

“คุณ~ จูบหน่อย” เขาว่าพร้อมทำปากจู๋ ผมหัวเราะเบา ๆ กับความขี้อ้อนของอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าไปหาเขา 

จุ๊บ! 

“จูบสิ ไม่ใช่จุ๊บ” มารุตทำหน้ายุ่งคิ้วขมวดไม่พอใจกับจุ๊บเล็ก ๆ ของผม ได้คืบจะเอาศอก จริง ๆ เลยเจ้าเด็กคนนี้ 

“ไม่ต้องเลย ไปอาบน้ำ” ผมไม่ยอมตามใจอีกฝ่าย จูบเดียวนี่พาให้เลยเถิดได้ตลอดเลยนะครับ มารุตไม่ใช่พวกที่จะยอมจบแค่จูบเสียด้วยสิ 

“อาบทำไม?” เขามองหน้าผมงง ๆ  

“รุต” ผมเอ่ยเรียกเขาเสียงนิ่ง  

“อะไร?” อีกฝ่ายยังคงทำหน้าเหลอหลามึนงงอยู่ 

“ลืมใช่ไหม?” มาทรงนี้แสดงว่าลืมจริง ๆ สินะ 

“…” คนตัวสูงนั่งนิ่งเหมือนกำลังขบคิดอะไรสักอย่าง 

“มารุต” ผมเรียกเพื่อเตือนให้เขารู้ตัว 

“ที่รัก~ ผมขอโทษ~” ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มารุตที่ดูท่าว่าน่าจะนึกออกแล้วเอนตัวเข้ามาเกาะแขนผมเอาไว้แน่น 

“ไม่ต้องเลย ไปคนเดียวก็ได้” ผมบอกแล้วพยายามแกะมือของอีกฝ่ายออกจากแขนตัวเอง ลืมได้ยังไงกัน เพิ่งคุยกันไปเมื่อคืนแท้ ๆ เขาไม่น่าลืมสิว่าวันนี้ผมจะไปเยี่ยมไอริสน่ะ มารุตนะมารุต หรือผมต้องใช้สิทธิ์งอนเขาบ้างแล้ว 

“ไม่เอาสิ จะรีบไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้แหละ” มารุตรั้งตัวผมเข้าไปกอดเอาไว้แน่น แม้ผมจะเบี่ยงตัวหลบแต่มารุตก็ไม่ยอมปล่อยผมไปง่าย ๆ  

“ช้าไม่รอนะ” ผมบอกเสียงนิ่ง  

จุ๊บ! 

“ไม่ช้าแน่นอน รอแปบหนึ่งนะ” เขากดจูบที่ข้างแก้มของผมแล้วผละตัวออก 

“อือ” ผมพยักหน้ารับเบา ๆ มารุตลุกขึ้นเดินไว ๆ เข้าไปในห้องน้ำ ผมถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะลุกเดินไปเตรียมเสื้อผ้าให้กับอีกฝ่าย ผมเลือกเป็นเสื้อยืดคอกลมสีดำกับกางเกงยีนสีเดียวกันให้กับมารุต เสื้อผ้าของมารุตก็มีอยู่ไม่กี่สีหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็สีเข้ม ๆ ทึบ ๆ ก็เจ้าตัวเขาชอบแบบนี้นี่นา เอาไว้ผมค่อยซื้อสีอื่นมาให้มารุตใส่บ้างดีกว่า 

  

 

 

 

 

“มันเช้าไปไหม?” มารุตอวดครวญเมื่อผมบอกว่าจะไปหาไอริสเลย เขาบ่นแบบนี้มาตั้งแต่อยู่ในห้องจนเดินออกมาขึ้นลิฟต์ก็ยังไม่เลิกบ่นอีก 

“เช้าตรงไหน?” เจ็ดโมงกว่าแล้ว มันไม่เช้าแล้ว พอเข้าแปดโมงผมก็ว่าสายแล้วนะ 

“ตรงนี้แหละ เช้ามาก อยากนอน” เขาบ่นไม่หยุดแถมยังเอนหัวมาพิงไหล่ผมอีก 

“ก็บอกแล้วไงว่าเรามาคนเดียวก็ได้” ผมถอนหายใจเบา ๆ ผมบอกมารุตไปแล้วว่าไม่ต้องให้เขาไป ผมไม่ได้ประชดหรืองอนอะไร เห็นอีกฝ่ายยังง่วงนอนและดูมึน ๆ อยู่ก็เข้าใจ เขาจะนอนพักแล้วปล่อยให้ผมไปโรงพยาบาลคนเดียวก็ได้ผมไม่โกรธหรอก แต่เขาก็ดื้อจะตามมาแล้วก็มาบ่นให้ผมฟังไม่เลิก น่าตีไหมล่ะครับ 

“ได้ไงล่ะ เดี๋ยวใครมาฉุดคุณไป ผมก็แย่สิ” เขาผละตัวออกอย่างรวดเร็วแล้วมายืนจ้องหน้าผมนิ่ง ท่าทางดูจริงจังอย่างที่ปากพูดเสียเหลือเกิน 

“ใครจะมาฉุดเรา? ดูตัวเราด้วย” ผมขมวดคิ้วน้อย ๆ อย่างขัดใจ บางทีมารุตก็ชอบพูดจาเกินความเป็นจริง ผมสูงขนาดนี้ ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ เลย ใครจะมาฉุดผมได้ล่ะครับ 

“ตัวแค่นี้โดนกระชากทีเดียวก็ปลิวแล้ว” เขาว่าพร้อมกระตุกแขนผมแรง ๆ ให้เซเข้าไปหาเขา 

“ทะลึ่ง” ผมถลึงตาดุใส่ทันทีที่รู้สึกว่ามือของมารุตมันเริ่มจะซุกซนเกินไปแล้ว  

“เนี่ย ผอมลงอีกแล้ว ต้องพาไปกินเพิ่ม” เขาบอกยิ้ม ๆ โดยที่มือก็ยังไม่หยุดลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่ที่ช่วงเอวของผม 

“ไม่ต้องเลย เราขี้เกียจออกกำลังอีก” ผมปัดมือหนาออกพร้อมตวัดสายตามองเขาเคือง ๆ ลวนลามผมอีกแล้วนะ 

“เดี๋ยวผมช่วยเบิร์น” มารุตบอกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ 

“เงียบไปเลย” มองค้อนใส่ไปทีก่อนจะเดินหนีไว ๆ ออกมาทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด ไม่อยากคุยด้วยแล้ว คนอะไรชอบชวนคุยเข้าแต่เรื่องอย่างว่า นิสัยเสียจริง ๆ เลย มารุตไม่น่ารักสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว ผมจะไม่มองว่าเจ้าลูกหมานี่น่ารักอีก เพราะเขามันน่ากลัว! 

ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงโรงพยาบาล ผมตรงมาที่ห้องพักฟื้นของไอริสทันที นี่แปดโมงกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าไอริสจะตื่นหรือยัง แต่อย่างน้อยก็โล่งใจได้แล้วล่ะว่าเขาปลอดภัยแล้ว  

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

แอ๊ด~ 

“ยังหลับอยู่เลย” เมื่อเปิดประตูเข้ามาผมก็พยายามเดินให้เบาที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนคนที่หลับอยู่ พยาบาลพิเศษที่ผมจ้างมาเฝ้าไอริสนั่งอยู่ที่โซฟา พอเธอเห็นผมก็ลุกเดินออกไป ในห้องเลยเหลือแค่ผมกับมารุตและไอริสที่ยังหลับอยู่ 

“บอกแล้วว่าเรามาเช้าไป” มารุตชะโงกหน้ามองคนบนเตียงแล้วก็บ่นออกมาอีก 

“เงียบ ๆ น่า” ผมหันไปเอ็ดเขาที่พูดเสียงดังเกินไป 

“อึก!” เสียงจากคนบนเตียงทำให้เราทั้งคู่หยุดชะงักแล้วหันไปมองทางต้นเสียง 

“ไอริส” ผมรีบขยับเข้าไปดูไอริสทันที มารุตนิ่งไป ไม่ยอมขยับเข้ามาใกล้ 

“พี่รัชช์ รุต” ไอริสที่เห็นหน้าผมก็ยกยิ้มก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่ามารุตยืนอยู่ข้างหลังผม 

“เป็นยังไงบ้าง?” ผมเอ่ยถามเมื่อไม่มีใครพูดอะไร มารุตทำเพียงแค่ยืนมองหน้าไอริสนิ่ง ๆ ส่วนไอริสก็เงียบไม่มองสบตากับมารุต  

เกิดอะไรขึ้น? 

“เจ็บไปทั้งตัวเลยครับ” ไอริสหันมาหาผม ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของความอ่อนล้า ตรงมุมปากมีรอยช้ำจาง ๆ ปรากฏอยู่ 

“ดื่มน้ำไหม?” ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เลยรีบหันไปเทน้ำให้อีกฝ่าย ไอริสหลับไปตั้งแต่เมื่อคืนตื่นมาน่าจะคอแห้ง  

“ครับ” เขาพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วขยับลุกขึ้นนั่ง ผมจะหันมาช่วยเขาแต่ก็ไม่ทันแล้ว มารุตยืนนิ่งเงียบไม่แม้แต่จะหันมาสนใจไอริสเลย ผมไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นท่าทีเฉยชาของมารุตแบบนี้ 

“รุต ไปตามหมอที บอกว่าไอริสฟื้นแล้ว” ผมหันไปบอกกับมารุตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งไม่พูดไม่จาอะไร 

“ครับ” เขารับคำสั้น ๆ แล้วเดินออกไปทันที ผมขมวดคิ้วมองคนรักของตัวเองด้วยความสงสัย มารุตไม่เคยพูดถึงไอริสอีกเลยหลังจากวันที่เขาไปช่วยไอริสจากเชนในวันนั้น พอผมถามเขาก็ทำเหมือนไม่อยากจะพูดถึง ผมไม่รู้ว่าระหว่างไอริสกับมารุตนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ดูท่าแล้วคงมีปัญหาอะไรกันสักอย่างนั่นแหละ เอาไว้ผมค่อยถามมารุตทีหลังก็แล้วกัน 

“พี่รัชช์ช่วยผมไว้อีกแล้ว” เสียงของไอริสดึงความสนใจของผมให้กลับมาที่เขาอีกครั้ง 

“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย นอนพักเถอะนะ” ผมยกยิ้มบาง ไอริสเพิ่งฟื้น เขาไม่ควรคิดอะไรมากนัก ผมอยากให้เขาได้พักเยอะ ๆ  

“ครับ” ไอริสรับคำอย่างว่าง่าย เขานอนนิ่ง ๆ โดยที่สายตาจ้องมองมาที่ผม พอถูกจ้องมองมาก ๆ ผมก็รู้สึกแปลก ๆ เลยต้องขยับเดินมานั่งที่เก้าอี้ แต่ไอริสก็ยังไม่เลิกมองผม เขาส่งยิ้มมาให้ ผมเลยยิ้มตอบ รอสักพักมารุตก็เดินกลับเข้ามา พอเห็นว่าไอริสนอนมองผมอยู่มารุตก็ชักสีหน้าใส่ไอริสทันที นั่นยิ่งทำให้ผมแปลกใจมากขึ้นกว่าเดิม  

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้กันแน่? 

“แผลที่ร่างกายใช้เวลาไม่นานก็หาย แต่แผลที่ใจ หมอคิดว่าคงใช้เวลาสักพัก” หมอเข้ามาซักถามและตรวจดูอาการ พอตรวจเสร็จคุณหมอก็เชิญผมกับมารุตออกมาข้างนอกเพื่อพูดคุยถึงอาการของไอริส 

“พวกเราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา” จากรอยช้ำตามตัวคุณหมอคิดว่าไอริสน่าจะถูกทำร้ายมา ซึ่งผมเองก็คิดแบบนั้น 

“ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ คุยกับเขานะครับ ต้องให้เวลาเขาหน่อย” หมอแนะนำ 

“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้คุณหมอแล้วกลับเข้ามาในห้องพักอีกครั้ง มารุตขอแยกตัวออกไปซื้อกาแฟ ผมเลยเดินเข้ามาหาไอริสเพียงคนเดียว 

“เป็นยังไงบ้าง?” เห็นไอริสนั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่างแล้วผมก็อดที่จะรู้สึกสงสารเขาไม่ได้ เหมือนไอริสมีเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ในใจ และเขาก็ดูจะเป็นกังวลกับมันมาก  

“ผมยังไหว” เขาหันมายกยิ้มบาง 

“เจ็บมากเลยใช่ไหม?” ผมมองตามรอยช้ำที่ร่างกายบอบบาง ถึงไอริสจะเป็นผู้ชาย แต่เขาเป็นผู้ชายที่ตัวเล็กและน่ารัก ตัวเขาเล็กพอ ๆ กับผู้หญิงเลย ไม่รู้ว่าใครกันที่ใจร้ายทำให้เขาเจ็บได้แบบนี้ 

“ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมไว้” มือเล็ก ๆ ยกขึ้นมาไหว้ผม ผมเลยต้องยกมือขึ้นมารับไหว้ 

“ถามได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?” ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้พร้อมกับมองสบตาอีกฝ่ายไปด้วย 

“…” ไอริสหลุบตาลงต่ำ เขานั่งนิ่ง แววตาสะท้อนออกถึงความหวาดกลัวและเจ็บปวด 

“ถ้ายังไม่อยากเล่า…” ผมรีบพูดขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สีหน้าและแววตาของไอริสดูไม่สู้ดีเลย ผมไม่ควรไปเค้นถามเขาในตอนนี้  

“ผมไม่อยากนึกถึงมัน” เขาเงยหน้ามามองสบตากับผมด้วยแววตาที่สั่นไหว  

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากนะ” ผมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ถ้าเขาไม่อยากพูดถึง ผมก็จะไม่ถามถึงอีก เพื่อความสบายใจของไอริส ปล่อยให้เรื่องมันจบไปโดยที่ผมไม่ต้องรับรู้ก็ได้ 

“ถ้าผมพร้อม ผมจะเล่าให้พี่รัชช์ฟังนะครับ” ไอริสยื่นมือมาจับมือของผมไปกุมเอาไว้ เขาพยายามจะฝืนยิ้มให้ผม แต่ดวงตากลับเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา 

“อื้อ” ผมยกยิ้มบาง ยื่นมือไปลูบแก้มอีกฝ่ายเป็นการปลอบประโลม ในตอนนี้ผมคงทำได้แค่นี้ ในฐานะคนรู้จักและรุ่นพี่คนหนึ่ง ผมดูแลไอริสได้เท่านี้ ไอริสเอียงใบหน้าเข้าซบกับมือของผมแล้วยกมือขึ้นทาบทับหลังมือผมไว้ เขาหลับตาลงโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก 

“มารุตไปไหนเหรอครับ?” ผ่านไปสักพักเขาก็ลืมตาแล้วปล่อยมือที่จับมือของผมออก 

“ไปซื้อกาแฟน่ะ ไอริสอยากได้อะไรไหม?” เกือบลืมไปแล้วว่าผมมากับมารุต ไปซื้อกาแฟเสียนานเลย 

“ไม่ครับ” อีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ  

“แล้วจะบอกที่บ้านไหม? พวกเขาน่าจะเป็นห่วงอยู่นะ” ผมแอบเกร็งนิดหน่อยเมื่อต้องมาอยู่กับไอริสเพียงลำพังแบบนี้ จะว่าไปก็แอบรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน ก็นี่แฟนเก่าของแฟนผมนี่ มันดูเป็นเรื่องตลกร้ายมากที่ชีวิตเราดันมาวนเวียนอยู่ใกล้กันแบบนี้ 

“ไม่ต้องหรอกครับ บอกไปก็เท่านั้น” พอพูดถึงครอบครัวสายตาของไอริสก็ดูเปลี่ยนไป 

“…” ผมนิ่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ผมไม่ได้สนิทกับไอริสถึงขนาดจะชวนคุยกันได้ไม่หยุด เรายังคงมีระยะห่างต่อกันอยู่ จะพูดจะถามอะไรผมก็ต้องคิดให้ดี ๆ ก่อน  

“พี่รัชช์อยู่เป็นเพื่อนผมได้ไหมครับ?” ไอริสยกขาขึ้นมานั่งกอดเข่า เขาซบใบหน้าลงกับหัวเข่าของตัวเองแล้วเอียงหน้ามาถามผม 

“ได้สิ แต่ไอริสยังไม่ได้บอกพี่เลยนะว่าหายไปไหนมา?” ผมยกยิ้มตอบ ความจริงแล้วผมเองก็อยากอยู่เป็นเพื่อนเขาเหมือนกัน ไอริสไม่ยอมพูดถึงครอบครัว และเขาก็ไม่พูดถึงเพื่อนด้วย ผมเลยเดาเอาว่าเขาคงไม่อยากบอกใครถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในฐานะคนรู้จักกัน ผมไม่สามารถทิ้งให้ไอริสอยู่เพียงลำพังได้ 

“มารุตไม่ได้เล่าอะไรให้พี่รัชช์ฟังเลยเหรอครับ?” ไอริสนิ่งไปพักหนึ่ง เขามองหน้าผมอย่างแปลกใจ  

“ไม่ มีอะไรเหรอ?” ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย ที่ไอริสพูดมันหมายความว่ายังไง? ผมไม่เข้าใจ 

“ขอโทษนะครับ พี่รัชช์” เขาพูดพร้อมยกมือขึ้นไหว้ 

“ขอโทษ? เรื่องอะไร?” ผมขมวดคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจ อยู่ดี ๆ ไอริสก็มายกมือไหว้ขอโทษผมทั้งที่เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย 

“ทุกเรื่องที่ผมทำไม่ดีกับพี่รัชช์ ทั้งปล่อยลมยางรถ เอาคัตเตอร์ไปกรีดรถ เอาเลือดสัตว์ไปสาดใส่ล็อกเกอร์ แล้วก็...ขังพี่รัชช์ไว้ในห้องน้ำ ผมขอโทษครับ”  

“…” ผมนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก ยอมรับว่าตกใจมากที่ได้ยินคำสารภาพจากอีกฝ่าย ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากฝีมือของไอริส เขา…เป็นคนที่ผมไม่เคยนึกถึง เพราะอย่างนี้สินะทุกคนถึงไม่บอกอะไรผมเลย ผมว่าผมรู้สาเหตุที่ทำให้มารุตตึงใส่ไอริสแล้วล่ะ มารุตจะต้องรู้เรื่องนี้แน่ ๆ  

“พี่รัชช์…” ไอริสเอ่ยเรียกผมเสียงแผ่วเบา สีหน้าดูเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด 

“เพราะมารุตเหรอ?” มันคงไม่มีเหตุผลอื่นอีกแล้วล่ะ แต่ผมไม่เข้าใจว่าถ้าไอริสยังรู้สึกอะไรกับมารุตอยู่ แล้วเขาจะเลิกกับมารุตทำไม หรือเขามีเหตุผลอื่น บางครั้งคนเราก็เลิกกันทั้งที่ยังรักกันอยู่ แต่แค่ความรักอย่างเดียวมันไม่เพียงพอสำหรับชีวิตคู่ ไอริสคงมีเหตุผลที่ทำให้เลิกกับมารุต และเขาเองก็มีเหตุผลที่ทำให้ทำร้ายผม 

“…” ไอริสนั่งนิ่ง เขามองผมด้วยแววตาที่สั่นไหว ดวงตามีน้ำสีใสเอ่อคลอ จมูกเล็กเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ เขาทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมา แต่ก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ 

“เรื่องมันผ่านมาแล้ว ก็ให้มันแล้วกันไปเถอะนะ” หลังจากที่นั่งขบคิดอยู่พักหนึ่งผมก็คิดได้ว่าควรปล่อยเรื่องนี้ให้มันจบไป ไหน ๆ มันก็เป็นอดีตไปแล้ว จะมานึกโกรธเคืองถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วมันก็ดูจะไม่ได้อะไร เสียเวลาและไร้สาระมาก ผมว่าช่างมันเถอะ 

“พี่รัชช์ไม่โกรธผมเหรอครับ?” ไอริสดูเหมือนจะอึ้งไปเมื่อได้ยินผมบอกแบบนั้น 

“พี่ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ เอาเป็นว่า ช่างมันเถอะ” ลึก ๆ แล้วผมเองก็สับสน มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ผมไม่เคยคิดว่าคนที่ทำเรื่องพวกนั้นจะเป็นคนใกล้ตัว ผมไม่เคยสงสัยในตัวไอริสเลย จะว่ารู้สึกผิดหวังในตัวอีกฝ่ายก็คงได้  

“พี่รัชช์ใจดีกับทุกคนเสมอ ผมขอโทษที่ทำร้ายพี่รัชช์ แล้วก็ขอบคุณที่พี่รัชช์ช่วยผม ขอบคุณที่ไม่เกลียดคนอย่างผม” ไอริสยกมือไหว้ผมค้างอยู่อย่างนั้น เขาขอโทษผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เห็นแบบนั้นแล้วผมก็โกรธเกลียดไม่ลง ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกผิดและสำนึกผิดจริง ๆ ผมจะไม่ให้โอกาสเขาได้ยังไง 

“คนเราน่ะทำผิดพลาดได้เสมอนั่นแหละ ไม่มีใครไม่เคยเป็นตัวร้ายในชีวิตของคนอื่นหรอกนะ เราทุกคนสามารถทำสิ่งที่ผิดพลาดและเป็นคนเลวในเรื่องราวของคนอื่นได้เสมอ” พอมาคิดดูดี ๆ แล้วผมเองก็เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดเหมือนกัน ไม่มีใครที่จะดีสุดขั้วและชั่วสุดขีด ใคร ๆ ต่างก็เป็นคนดีในเรื่องเล่าของตัวเองทั้งนั้น และเราต่างก็เป็นคนเลวในเรื่องเล่าของคนอื่น เหรียญยังมีสองด้านสันดานคนก็เช่นกัน  

“ผมอยากให้พี่รัชช์รู้ว่าผมรู้สึกผิดและสำนึกผิดแล้วจริง ๆ” ไอริสมองสบตากับผม เขาต้องการสื่อให้ผมรับรู้ถึงความรู้สึกผิดจากใจจริงผ่านแววตาของเขา และผมก็รับรู้มันได้  

“พี่ยกโทษให้” ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมจะต้องโกรธหรือเกลียดไอริสจากการกระทำที่มันผ่านมาแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีที่ยอมอภัยให้ใครได้ง่าย ๆ ผมก็แค่รู้สึกว่าไม่อยากเสียเวลากับเรื่องที่มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ถ้าผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น บางทีผมก็อาจจะไม่สามารถทำใจยอมให้อภัยไอริสได้เหมือนในตอนนี้ ผมเองก็มีความรู้สึกโกรธและเกลียดคนเป็นเหมือนกัน แน่นอนว่าคนที่ได้รับความรู้สึกเหล่านั้นมีเพียงคนเดียว  

นั่นก็คือชิน ผมเกลียดชินพอ ๆ กับที่ชินเกลียดผมนั่นแหละ 

“ขอบคุณครับ” รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นมาบนใบหน้าหวาน

“ที่ลาออกจากมหา’ลัย เป็นเพราะมารุตด้วยหรือเปล่า?” ผมลองถามในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ มารุตเองก็มีความน่ากลัวในตัวเอง และผมคิดว่าเขาเองก็คงจะร้ายพอตัวเหมือนกัน อย่าลืมสิครับว่าเจ้าลูกหมานั่นได้ฉายาว่ามารุตคนเถื่อนเลยนะ

“…” ไอริสไม่ยอมปริปากพูด แต่ความเงียบของเขาก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว

“ไอริส” แต่ผมก็อยากจะได้ยินชัด ๆ เหมือนกัน อยากรู้ว่าลับหลังผมมารุตทำอะไรบ้าง ตั้งแต่คบกันมา มารุตไม่เคยแสดงด้านร้าย ๆ ออกมาให้เห็น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ตาบอดหูหนวกหรือหลงเขาจนแกล้งไม่รับรู้ว่ามารุตเป็นยังไงเมื่ออยู่กับคนอื่น

“ผม…ต้องทำเพื่อรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง” ไอริสนั่งเม้มปากแน่นอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา

“เข้าใจแล้ว พักผ่อนเถอะนะ” ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว จากการกระทำของไอริสทำให้มารุตเข้าไปเคลียร์กับเขา และไอริสก็พาตัวเองออกไปจากชีวิตของผมและมารุต มารุตรู้เรื่องทุกอย่างแต่เขาปิดเงียบ

ก็คง…ไม่อยากให้ผมรู้สึกแย่ล่ะมั้ง

“ครับ” ไอริสมีท่าทีที่เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เขาก็เงียบไป ไอริสรับคำแล้วเอนตัวลงนอนโดยมีผมช่วยประคอง ความเงียบเกิดขึ้นเมื่อทั้งผมและเขาต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกันต่อดี ยอมรับว่าผมเองก็สับสนไม่น้อยเลย ลึก ๆ ก็จุกเหมือนกันที่รู้ความจริง ผมไม่รู้เลยว่าควรจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี

 

 

 

 

หลังจากที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบมาสักพักใหญ่ มารุตก็กลับเข้ามา เขามีสีหน้าแปลกใจนิดหน่อยเมื่อรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไประหว่างผมกับไอริส ไม่มีใครพูดอะไร จนถึงเวลาอาหารเช้า ผมกับมารุตอยู่เป็นเพื่อนไอริสทั้งวัน แม้เราจะพูดคุยกันน้อย และรู้สึกไม่สนิทใจกันเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ไม่สามารถทิ้งไอริสให้อยู่เพียงลำพังได้ ผมรู้สึกได้ว่าไอริสต้องการที่พึ่ง จริง ๆ แล้วเขาก็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถึงจะมีความร้ายไปบ้างแต่ก็มีความอ่อนแออยู่ในตัว เราทุกคนต่างก็มีมุมที่อ่อนแอและแข็งแกร่งกันทั้งนั้น พอถึงช่วงเย็น ผมกับมารุตก็พากันกลับ ไอริสยืนยันว่าเขาอยู่คนเดียวได้ ผมเลยปล่อยให้เขาอยู่เพียงลำพัง แต่ผมก็สั่งกับพยาบาลพิเศษเอาไว้ว่าให้เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเขาช่วงหัวค่ำและอยู่เฝ้าจนกว่าผมจะไปหาเขาในวันพรุ่งนี้

“รุต” พอกลับมาถึงห้องผมก็พาตัวเองไปนั่งที่โซฟา แต่พอเห็นว่ามารุตจะเดินเข้าห้องก็ร้องเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน

“หืม?” มารุตเดินย้อนกลับมาหาผม

“เรื่องไอริส…”

“ไอริสทำไม?” ยังพูดไม่ทันจบมารุตก็เอ่ยถามกลับมาเสียงเข้ม แววตาที่มักจ้องมองผมด้วยความอ่อนโยนแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

“รุตรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นคนกรีดรถเรา?” ผมถามออกไปตรง ๆ พร้อมนั่งจ้องหน้ามารุตด้วยความจริงจัง

“เล็ก” มารุตที่ถูกผมถามก็นิ่งไป

“ทำไมถึงไปบีบบังคับให้ไอริสต้องลาออกจากมหา’ลัย?” ผมถามด้วยความไม่เข้าใจ ผมรู้ว่าสิ่งที่ไอริสทำมันผิด แต่มันถึงกับขนาดที่ต้องไปบีบบังคับให้เขาลาออกจากมหา’ลัยเลยเหรอ? ผมรู้สึกว่ามันออกจะเกินไปหน่อย ต่อให้เป็นมารุตหรือแม้กระทั่งตัวผมเองก็ไม่มีสิทธิ์ไปสั่งให้ไอริสลาออก ไม่มีใครมีสิทธิ์ทั้งนั้นนอกจากตัวไอริสเอง

“ผมไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายคุณได้อีก สิ่งที่ผมทำมันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับการกระทำอันน่ารังเกียจของไอริส” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ดูท่าว่ามารุตจะโมโหขึ้นมาทันที แววตาของมารุตดูดุดันขึ้นอย่างที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก มารุตกำลังโกรธ ผมรู้ แต่ผมเองก็ไม่อยากให้เขาทำแบบนี้ มันไม่ดีเลย

“เรื่องมันผ่านมาแล้วนะรุต” ผมถอนหายใจ ก็เข้าใจแหละ แล้วก็รู้สึกดีที่เขาเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องของผมขนาดนี้ แต่มันก็อดที่จะรู้สึกแย่ไม่ได้ ผมเองก็รู้สึกไม่ดีที่ตัวเองนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ไอริสต้องลาออกจากมหา’ลัย การจะเข้ามาเป็นนักศึกษาของที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่อยู่ดี ๆ เขาก็ถูกบีบบังคับให้ต้องลาออก มันก็ไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเหมือนกัน

“อย่าใจดีมากเกินไปเลยเล็ก มันมีแต่คนคิดที่จะใช้ความใจดีของคุณกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง อย่าเป็นแบบนี้เลย ผมขอร้อง” มารุตส่ายหน้าเบา ๆ เขามองหน้าผมด้วยแววตาที่คล้ายกับน้อยอกน้อยใจ มารุตคงคิดว่าผมกำลังตำหนิเขาอยู่แน่ ๆ

“เราขอโทษ” ไม่รู้หรอกว่าตัวเองทำอะไรผิดหรือเปล่า แต่แค่เห็นว่ามารุตเริ่มรู้สึกไม่ดีกับคำพูดและการกระทำของผม ผมก็อดที่จะรู้สึกแย่ไม่ได้ ผมไม่อยากทำให้มารุตรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจ เพราะที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อผมทั้งนั้น

“ผมเป็นห่วงคุณนะ” มารุตขยับเข้ามาโอบกอดไว้ ผมเอนเข้าหาอ้อมกอดอุ่นอย่างว่าง่าย

“เราเข้าใจแล้ว” ผมรับรู้ได้ถึงความรักและความห่วงใยที่มารุตมีให้กับผม ผมรู้ดี

“ไปพักเถอะ” เขาหันมากดจูบที่หน้าผากของผมแผ่วเบาก่อนจะผละตัวออกไป

“กับไอริส…จะสามารถเป็นเพื่อนกันได้ไหม?” ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน ผมก็หันมาถามมารุตด้วยความลังเลและไม่แน่ใจ

“คุณยังคิดที่จะติดต่อกับไอริสอีกเหรอ?” มารุตขมวดคิ้วมองหน้าผมคล้ายขัดใจและข้องใจ

“เรารู้สึกว่าไอริสมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ เขากำลังปิดบังบางสิ่งบางอย่างอยู่ เราก็แค่เป็นห่วง” จนกว่าที่ไอริสจะออกจากโรงพยาบาล ผมคงต้องไปดูเขาทุกวันนั่นแหละ

“คุณน่ะทั้งใจดีและขี้ใจอ่อน” มารุตส่ายหน้าเบา ๆ คล้ายอ่อนใจ

“เบื่อเราไหม?” ผมเดินกลับไปหามารุต ทิ้งตัวนั่งลงบนตักแกร่ง ยกแขนขึ้นคล้องรอบลำคออีกฝ่ายแล้วซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง ผมไม่รู้ว่าการที่ตัวเองเป็นคนแบบนี้จะทำให้มารุตเบื่อหรือรำคาญหรือเปล่า ถ้ามารุตเบื่อหรือรำคาญผมขึ้นมา ผมจะทำยังไงดี? จะโดนทิ้งไหมนะ?

“ไม่เบื่อหรอก แต่เป็นห่วง” เขาบอกพร้อมยกแขนขึ้นโอบรอบเอวของผม

“อือ” ผมขานรับในลำคอแผ่วเบาแล้วกระชับแขนที่กอดรอบคอของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น

“เป็นอะไร?” มารุตที่เห็นว่าผมยังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิมก็ก้มหน้าลงมาถาม

“ห้ามเบื่อเรานะ” ผมมองจ้องตากับเขาด้วยความจริงจัง

“ไม่เคยเบื่อ” รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลา

“ห้ามทิ้งเราด้วย” ถ้าโดนทิ้งจะต้องร้องไห้แน่ ๆ

“ไม่เคยคิด” เขาอมยิ้มคล้ายเอ็นดู

“รักเรามาก ๆ” ข้อนี้สำคัญมากนะ

“มากที่สุดอยู่แล้ว” เขาพยักหน้ารับ

“อยู่กับเราตลอดไปเลยนะ” ข้อนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ผมจะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีมารุต ผมน่ะรักเขามากพอ ๆ กับที่เขารักผมนั่นแหละ

“เท่าที่คุณต้องการ” เขาบอกก่อนจะกดจูบเบา ๆ ลงที่หน้าผากราวกับเป็นการให้สัญญาผมเชื่อมั่นในคำพูดและการกระทำของเขา ผมเชื่อว่ามารุตจะทำตามอย่างที่เขาพูด และหากมันเป็นอย่างนั้น มารุตก็คงต้องอยู่กับผมไปตลอด เพราะผมไม่มีวันยอมให้เขาหายไป มารุตจะต้องอยู่กับผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

“เรารักรุตนะ” ผมรักเขามาก มากเท่าที่จะรักได้

“ผมก็รักคุณ” พูดจบเขาก็กดจูบที่ริมฝีปากของผมแผ่วเบา ผมหลับตาและซึมซับสัมผัสนั้น จูบตอบอีกฝ่ายกลับไปอย่างอ้อยอิ่ง เราจูบกันอยู่สักพักมารุตก็ผละจูบออก เขาอุ้มผมเดินเข้ามาในห้องนอน เพียงแค่สบตากันผมก็รู้แล้วว่าเขาต้องการอะไร และผมก็ยอมที่จะตามใจเขา พรุ่งนี้อาจได้เข้าไปหาไอริสช่วงสาย ๆ แต่คงไม่เป็นอะไรหรอกเนอะ ยังไงก็มีพยาบาลพิเศษที่ผมจ้างไว้คอยดูแลอยู่

เอาเป็นว่า ตื่นตอนไหนก็ไปตอนนั้นก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

------------------------------ 

 

 

 

เขารักกันมากเลยเนอะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว