ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

นิทราหรือความจริง

ชื่อตอน : นิทราหรือความจริง

คำค้น : ความรัก พญานาค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 514

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2562 16:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นิทราหรือความจริง
แบบอักษร

นิทราหรือความจริง 

 " ขวัญ ขวัญ ตื่นสิลูก ขวัญเอ๊ย "

ร่างที่นอนอยู่ภายใต้ผ้าห่มแสนอุ่นถูกเขย่าแขนด้วยแรงพอประมาณจากผู้เป็นยาย นั่นจึงทำให้ขวัญวารีที่ดำดิ่งอยู่ในเหตุการณ์และเรื่องราวประหลาดอันน่าเหลือเชื่อ ได้สติและสะดุ้งตื่นขึ้นจากการหลับใหลอย่างงุนงง

" ทำไมตื่นยากอย่างนี้ล่ะลูก ยายเรียกหนูอยู่เป็นนาน นี่ถ้าเรียกอีกสักพักแล้วยังไม่ตื่น ก็ว่าจะออกไปเรียกแม่อรกับตาธามให้เข้ามาดูหนูแล้วนะ "

วิภาเอ่ยบอกอย่างนึกห่วงหลานสาว เมื่อครู่ขวัญวารีนอนนิ่งมากตัวหรือก็ค่อนข้างเย็นกว่าปกติ ทั้งที่ซุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มเช่นนี้

" ขวัญ...เอ่อ ยังอยู่ที่ห้องเหรอคะ "

หญิงสาวพยายามมองไปรอบๆ ห้องนอน ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิดปกติแต่อย่างใด แต่ไฉนความรู้สึกของเธอ จึงรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้กันนะ คิดเรียบเรียงและย้อนเหตุการณ์เมื่อคืนก็ให้แปลกใจไม่น้อย เธอตื่นขึ้นมากลางดึกและได้ยินเสียงคล้ายกับเสียงน้ำใหล จึงเดินออกไปดูเพราะคิดว่าน้าอรสาอาจจะลืมปิดก๊อกน้ำที่ไหนสักแห่งเป็นแน่

ทว่ากลับรู้สึกตัวอีกทีในป่าใหญ่ที่แสนงดงามแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ กัญญาวดีนาคี และต่อจากนั้นก็เหมือนกับว่าถูกแรงอะไรบางอย่างดึงให้เข้าไปอยู่ในร่างของหญิงสาวนางนั้น หญิงสาวที่ขวัญวารีรับรู้ว่าแท้จริงแล้ว คือ นางพญานาคีที่มีรูปกายสีทองสวยงาม และมีดวงตาสีมรกต จากนั้นก็ถูกพญานาคกายสีดำมาฉุดเข้าถ้ำไป เพื่อเกี้ยวพาราสี ก่อนที่จะปล่อยตัวนางนาคีให้กลับบ้านเมืองของตน โดยได้เอ่ยให้สัญญาว่าจะให้บิดาของตนมาสู่ขอนางนาคีกัญญาวดีไปเป็นพระชายา

ขวัญวารีได้เห็นบ้านเมืองอันสวยงาม ที่ประดับไปด้วยเพชรนิลจินดามากมาย บ้านเมืองที่มีผืนน้ำเป็นม่านกางกั้นประดุจแผ่นฟ้าเบื้องบน แสงตะวันและดวงจันทร์ไม่อาจสาดส่องลงไปถึงได้โดยตรง ยามมองขึ้นไปกลับเห็นเป็นเพียงแค่เงาเลือนลางเท่านั้น หากแต่แสงสว่างในนาคพิภพเกิดจากแสงแห่งอัญมณีที่มีมากจนล้นเหลือนั่นเอง

" ก็ยังอยู่น่ะสิ หนูคิดว่าอยู่ที่ไหนหรือลูก "

ผู้เป็นยายขยับเข้ามานั่งใกล้ๆหลานสาว พลางเอื้อมมือไปจับหน้าผากอย่างต้องการวัดอุณหภูมิดูว่าไม่สบายหรือไม่

" ไม่มีอะไรค่ะคุณยาย ขวัญคงจะฝันไปเอง "

" ฝันหรือลูก ฝันว่าอะไรล่ะ "

" ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่ฝันเพ้อเจ้อ สงสัยเมื่อวานมื้อเย็นหนูคงจะกินเยอะไปหน่อย เลยเก็บอะไรต่อมิอะไร มาฝันเป็นตุเป็นตะไปเรื่อย งั้น...เดี๋ยวขวัญขอตัวไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฝันก่อนนะคะ ดูสิ ตื่นสายเลย "

ขวัญวารีไม่กล้าเล่าความฝันนี้ให้ผู้เป็นยายได้ฟัง ก็มันออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อมหัศจรรย์เกินไป คนที่ไหนจะได้ลงไปยังเมืองบาดาลกันเล่า แถมยังเห็นพญานาคตัวเป็นๆ อีกแหนะ เล่าให้ใครฟังร้อยทั้งร้อยคงคิดว่าหญิงสาวเพ้อเจ้อไปแน่ๆ ตัวเองขวัญวารีเองก็ยังรู้สึกก้ำกึ่งและงุนงงอยู่ตลอดเวลา ทว่าก็แปลกว่าเป็นความฝันที่ช่างเหมือนจริงเหลือเกิน ความรู้สึกและสัมผัสที่ถูกแตะต้องกายนั้นยังติดอยู่ในใจ

ที่โต๊ะอาหาร...มื้อเช้านี้ขวัญวารีได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับผู้เป็นยาย น้าสาวอย่างอรสา และญาติผู้พี่อย่างธาม บุตรชายของอรสา โดยสามีของน้าอรสาเป็นตำรวจและได้เสียชีวิตจากการปะทะกับคนร้ายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มารดาของขวัญวารีจึงขอให้อรสามาอยู่คอยดูแลวิภา ซึ่งก็เป็นญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวเช่นกันกัน

" ปิดเทอมนี้จะมาอยู่กี่วันกันล่ะ หนูขวัญ "

อรสาเอ่ยถาม พลางตักผัดเปรี้ยวหวานให้หลานสาวอย่างเอ็นดู

" หนึ่งเดือนค่ะ น้าอร "

" ดีจริง น้ากับคุณยายจะได้มีเพื่อนคุยให้คลายเหงา บ้านนี้อยู่กันไม่กี่คน ตาธามน่ะก็ต้องเข้าเวรบ่อยๆ หน้าที่การงานก็ทำให้ไม่ค่อยได้อยู่บ้านสักเท่าไหร่ มีหนูมาอยู่ด้วยบ้านจะได้ครึกครื้นขึ้นมาหน่อย "

อรสาเอ่ย พลางเหล่มองไปยังลูกชายคนเดียว ด้วยอรสานั้นไม่อยากให้ธามทำงานอาชีพเดียวกับบิดา เพราะเธอเห็นว่าเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน เธอเสียสามีไปเพราะหน้าที่จากอาชีพนี้ เธอก็กลัวว่าจะต้องสูญเสียลูกชายไปอีก หากเป็นเช่นนั้นคงจะทำใจไม่ได้อย่างแน่นอน

แต่ก็นั่นล่ะ ธามยึดมั่นและตั้งมั่นว่าจะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อให้ได้ และเมื่อเติบโตขึ้นเขาก็ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ โดยมีวิภาเป็นผู้สนับสนุน นั่นจึงทำให้อรสาไม่กล้าทักท้วงอะไรมาก ซึ่งคุณยายวิภากล่าวให้เหตุผลว่าอาชีพนี้คืออาชีพที่มีเกียรติมาก ควรภูมิใจกับสามีและลูกชายที่มีความเสียสละยอมเสี่ยงอันตราย เพื่อความสงบสุขของประชาชน และคนเราหากถึงคราวที่จะต้องหมดสิ้นบุญที่ทำมา จะทำอาชีพอะไร หรืออยู่ที่ไหนก็ตายได้ทั้งนั้น

" พูดอย่างนี้ ผมไปต่อไม่เป็นเลย...เอาอย่างนี้นะ วันนี้ผมหยุดพอดีเลย เดี๋ยวเราออกไปเที่ยวข้างนอกกันดีกว่านะครับ แล้วตอนเย็นเราก็ทานข้าวนอกบ้านกันสักมื้อเป็นไง ถือว่าเลี้ยงต้อนรับยัยขวัญด้วย "

ธามหน้าเจื่อนเล็กน้อย ก่อนรีบส่งยิ้มแฉ่งให้ทุกคนและเสนอความคิดเห็น โดยหันไปพยักพเยิดกับขวัญวารีให้ช่วยพูดสร้างบรรยากาศอันดี

" ดีสิคะ ขวัญอยากไปเที่ยวอยู่พอดี ไปด้วยกันนะคะ คุณยาย น้าอร ขวัญอยากไปเที่ยว "

ขวัญวารีรีบรับมุขของญาติผู้พี่ทันที ส่งยิ้มแป้นประจบยายและน้าสาวอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดหลังจากทานอาหารเช้าได้สักพัก ทุกคนก็เตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่ธามก็เคลื่อนรถยนต์มาจอดหน้าบ้าน และตรวจสอบเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งาน

" แล้วตกลง วันนี้พี่ธามจะพาพวกเราไปเที่ยวที่ไหนดีคะ "

ขวัญวารีที่นั่งอยู่ตรงด้านหน้าคู่กับคนขับอย่างธามเอ่ยถามขึ้น โดยน้าอรสาและคุณยายวิภาที่นั่งอยู่ตรงเบาะด้านหลังก็พยักหน้าอย่างอยากรู้เช่นกัน

" ไปตลาดน้ำโบราณ ส่วนตอนบ่ายไปเที่ยวน้ำตกกันดีกว่า จากนั้นก็จบทริปโดยการแวะไหว้พระที่วัด และหาร้านอาหารอร่อยๆทานข้าวเย็นกัน เป็นยังไงครับโปรแกรมของผม เพิ่งคิดสดๆ ร้อนๆ เลย "

ธามอวดโปรแกรมเที่ยวที่เขาเพิ่งคิดเมื่อครู่

" อะไรก็ได้หรอก แต่น้้ำตกนี่คิดได้ไงคะ คุณยายอายุเยอะแล้วให้ไปเที่ยวน้ำตกนี่นะ "

ขวัญวารีแย้งอย่างค่อนข้างไม่เห็นด้วย เพราะห่วงสุขภาพของผู้เป็นยายนั่นเอง

" อ้าว ก็ด้านล่างตรงริมธาร เดี๋ยวนี้เขามีมุมสวยๆ วางแคร่ให้นักท่องเที่ยวนั่งพักผ่อนด้วยนะ เราก็ไปนั่งพักผ่อนซึบซับบรรยากาศกันตรงนั้น ช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์คนก็จะน้อยกว่าปกติ อากาศกำลังเย็นสบาย ต้นไม้เขียวสดกับธารน้ำใหลเย็นฉ่ำคุณยายกับคุณแม่น่าจะชอบ ส่วนขวัญน่ะ เดี๋ยวพี่พาขึ้นไปดูน้ำตกชั้นบน อยากบอกว่าสวยมาก ขวัญเห็นแล้วจะต้องชอบแน่ๆ พี่คอนเฟิร์ม! "

" ขนาดนั้นเชียว? แหม ขวัญชักอยากจะเห็นแล้วสิ ว่าจะสมกับคำคุยของพี่ธามหรือเปล่า "

" สมคำร่ำลือแน่นอน นี่ใครครับ...หมวดธามคอนเฟิร์มเองเลยนะ "

ชายหนุ่มหนึ่งเดียวยืนยันกับทุกคน ด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าทุกคนจะต้องชอบโปรแกรมเที่ยวในครั้งนี้

ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะทุกคนดูท่าทางจะชอบและสนุกสนานกับการเที่ยวชมตลาดน้ำโบราณอย่างที่เขาพูดตอนแรกจริงๆ และหลังจากที่ออกจากตลาดน้ำคณะทัวร์ในวันนี้ก็มุ่งหน้าไปยังน้ำตกแห่งหนึ่งในทันที ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ไกลจนเกินไป การเดินทางจึงใช้ระยะเวลาไม่นานนัก

ระหว่างการเดินทางนั้น เสียงเพลงจากคลื่นรายการวิทยุภายในรถดังขึ้น ตอนแรกก็เป็นเพลงทันสมัยอยู่หรอก ทว่าอยู่ดีๆ เพลงนี้ก็ดังขึ้นมาแทนที่เสียอย่างนั้น หากแต่ก็ไม่มีใครเปลี่ยนเพลงไปฟังเพลงอื่น กลับปล่อยให้มันเล่นจนจบเพลง ด้วยเหตุผลที่ว่ามันก็เพราะดี และบังเอิญว่าเป็นเพลงที่คุณยายวิภาโปรดปรานนั่นเอง

(*) ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร

ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน

แม้เกิดในใต้หล้าสุธาธาร

ขอพบพานพิศวาสมิคลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ

พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา

แม้เป็นบัว ตัวพี่เป็นภุมรา

เชยผกาโกสุมปทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์

จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง

ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง

เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป...(*) 

ขวัญวารีฟังแล้วอมยิ้ม พลางหันไปยักคิ้วให้กับธาม ส่วนคุณยายวิภาก็ฮัมเพลงโปรดเบาๆ อย่างอารมณ์ดี คลอไปจนกระทั่งจบเพลงในที่สุด

" เพลงนี้ภาษาสละสลวย หวานซึ้งมากเลยนะคะคุณยาย มิน่าล่ะ!..."

" มิน่าอะไรรึ เจ้าขวัญ? "

คุณยายวิภาเอ่ยถามหลานสาว

" ก็ที่คุณยายเล่าว่าคุณตาร้องเพลงนี้จีบคุณยายตอนสาวๆ ยังไงเล่าคะ...แหม คุณตานี่ไม่เบาเชียว แต่ก็นะ ภาษาส๊วยสวย คำร้องหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าขนาดนี้ สาวไม่เคลิ้มก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว "

โดนหลานสาวแซวเพียงนี้ คุณวิภาก็หวนนึกไปถึงความหลังอันหวานชื่นขึ้นมา แม้เวลาแห่งความสุขได้ครองคู่เป็นสามีภรรยาเพียงช่วงสั้นๆ แต่ก็ยังตราตรึงในความทรงจำและในดวงจิตของคุณวิภายิ่งนัก กาลเวลาไม่อาจทำให้ความรักที่มีต่อสามีนั้นคลอนแคลนลงได้

" เพลงนี้คุณตาของเราเขาชอบ เขาว่าเนื้อหานั้นตรงกับใจของเขา "

ผู้เป็นยายขยายความเอ่ยไปถึงผู้เป็นสามีที่ล่วงลับจากโลกนี้ไปนานแล้ว

" ยังดีนะคะ ที่คุณตาแค่เพียงเจ้าคารมคมคาย มีอารมณ์หวานซึ้งสุนทรีเหมือนพระอภัยมณีแค่นั้น แต่ไม่ได้เจ้าชู้เท่า "

" ถ้าเป็นอย่างนั้น ยายก็คงไม่เลือกคุณตาของหนูมาเป็นคู่ชีวิตหรอกเจ้าขวัญ ตั้งแต่แรกที่คุณตาของหนูมาจีบ ยายก็บอกกับคุณตาของหนูไว้เลย ว่ายายถือคติเป็นหนึ่งไม่มีสอง เพราะสอง สาม เมื่อไหร่...บ้านแตกเมื่อนั้น สมัยสาวๆ ยายก็สวยไม่หยอกหรอกนะ ไม่ง้อใครเหมือนกัน นอกจากคุณตาของหนูแล้ว ก็มีหนุ่มบ้านอื่นมาขายขนมจีบเรื่อยๆ นั่นล่ะ "

" โห...คุณยายขา คุณยายเป็นไอดอลของหนูเลยค่ะ เปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันสุดๆ ใจเด็ดอย่างนี้คุณตาว่าอย่างไรบ้างคะ "

ขวัญวารีสงสัย

" จะว่าอย่างไรล่ะ ก็ได้แต่ยิ้มกริ่มไปสิ คุณตาของเราน่ะ เขารูปงามใช่น้อย เจ้าคารมคมคาย ตอนแรกยายก็ไม่มั่นใจนักหรอก กลัวว่าแรกดีแต่ทีเหลว มาเกี้ยวพาเล่นๆ ไป แต่ว่าคุณตาของเราเขาก็พิสูจน์ให้ยายเห็นนะว่าเขาจริงใจ บุคลิกนิสัยเขาดียิ้มเก่ง อ่อนน้อมถ่อมตน วาจาก็ดี ในส่วนนี้คือตัวตนของเขาเปลี่ยนไม่ได้หรอก ข้อเสียคือสาวน้อยสาวใหญ่พากันหลงได้ปลื้มทอดสะพานให้คุณตาของหนูหลายคนเชียว แต่ข้อดีก็คือคุณตาของหนูไม่เล่นด้วย จีบยายก็เดินหน้าจีบอย่างเดียว ไม่ปิดบังกับใครๆด้วยนะ เขาเป็นคนที่ทำอะไรเปิดเผย เฝ้าตามจีบยายปีกว่าแหนะ กว่ายายจะใจอ่อนยอมคบและแต่งงานด้วย "

พอได้พูดคุณยายวิภาก็ชักติดลม กล่าวถึงสามีไม่หยุดอันเป็นความสุขของคนสูงวัย ยามได้เอ่ยถึงความหลังที่ล่วงผ่านมาแล้วให้ลูกหลานได้ฟัง จนกระทั่งถึงน้ำตกในที่สุด

" ฟังเรื่องของคุณตากับคุณยายแล้ว ช่างโรแมนติกจังเลยนะคะ มันดูเป็นความรักที่เรียบง่าย แต่หวานเว่อร์ "

"พื้นฐานของความรัก คือความเข้าใจกันและกัน เมื่อคบก็ต้องเรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย ยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสียให้ได้ ปรับความเข้าใจของกันและกัน ประคับประคองกันไป ไม่มีใครดีกว่าหรือด้อยกว่ากัน สำคัญที่สุดคือความเชื่อใจ และความซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิต หลานทั้งสองคนจำเอาไว้นะลูก ตาธาม ยัยขวัญ "

" ครับ/ค่ะ "

ทั้งธามและขวัญวารีรับคำผู้เป็นยาย ขณะที่ช่วยกันประคองคุณยายวิภาไปนั่งที่บริเวณแคร่ไม้ ซึ่งธามได้จ่ายเงินเช่าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

" เย็นสบายดีจังเลย ธามพาน้องไปเดินเล่นตามสบายเถอะนะ เดี๋ยวแม่อยู่กับคุณยายตรงนี้เอง "

อรสาเอ่ยกับลูกชาย ซึ่งธามก็รับคำและพาน้องสาวเดินขึ้นไปที่น้ำตกชั้นบนที่สูงขึ้นไปอีก

" ว้าว สวยสมคำคุยจริงๆ ด้วยแฮะ "

ขวัญวารีชื่นชมธรรมชาติโดยรอบ พลางย่อตัวนั่งลงบนโขดหินด้านข้างที่อยู่ใกล้ตัวใช้มือวักน้ำใสเย็นตรงนั้นเล่นอย่างชื่นบาน ในใจรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก เธอชอบน้ำชอบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา น้ำตก ล้วนนิยมชมชอบทั้งหมด

ดอกไม้ป่าสีขาวบริสุทธิ์ลอยมากับกระแสน้ำใสสะอาด หญิงสาวเอื้อมไปนำมันมาถือเอาไว้ พลางก้มลงไปดอมดมว่ามีกลิ่นหอมหรือไม่ ซึ่งกลิ่นหอมอ่อนจากดอกไม้ในมือก็ไม่ทำให้ผิดหวังสักนิด

ดอกไม้จากพี่ มอบให้น้องผู้เดียว.. 

เสียงทุ้มอันคุ้นหูดังแว่วมาแผ่วเบาราวเสียงกระซิบอยู่ข้างๆหู ขวัญวารีชะงักก่อนหันไปด้านข้างอย่างงุนงง

" พี่ธามว่าอะไรนะ "

" ว่า...ว่าอะไร พี่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย มัวแต่ถ่ายรูปอยู่เนี่ย "

ธามตอบด้วยสีหน้างุนงง เมื่อเห็นน้องสาวดื่มด่ำอยู่กับธรรมชาติ เขาก็ไม่อยากกวน จึงเดินห่างออกมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศสวยๆ ในบริเวณรอบนั้น

" ก็เมื่อกี้ไง...ดอกไม้จากพี่ แล้วอะไรต่อนะ "

" ดอกไม้อะไร อ้อ ดอกไม้ในมือขวัญน่ะเหรอ ดอกไม้ป่ามันร่วงจากต้นแล้วปลิวลงน้ำ มันก็ใหลมาเรื่อยน่ะแหละ "

" พี่ธาม...เอ่อ ไม่ได้พูดอะไรแน่เหรอคะ "

ขวัญวารียังไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน เสียงใกล้ราวกระซิบข้างหูเพียงนี้ ทั้งเธอยังหันมาในทันที จะว่าไปตอนนี้ธามก็อยู่ห่างจากเธอไม่ต่ำกว่าสิบก้าว ในที่สูงและลื่นอย่างนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเดินออกห่างได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นจะไม่เชื่อคำพูดของพี่ชายก็ไม่ได้ แล้วสิ่งที่เกิดเมื่อครู่คืออะไรกัน อย่าบอกนะว่า...ผีหลอกกลางวันแสกๆ

อยู่ๆ กระแสลมก็พัดมาเบาบางราวต้องการตอกย้ำความคิดของขวัญวารีถึงอะไรบางอย่างที่เหนือธรรมชาติอย่างนั้นล่ะ

" ลมอะไรนะ พัดมาวูบหนึ่งเล่นเอาขนลุกซู่เลย "

ธามบ่นเบาๆ ลมเมื่อครู่นั้นไม่ได้แรงเลย แต่กระแสเย็นยะเยือกก็อดที่จะทำให้เขารู้สึกหนาวขึ้นมาไม่ได้ ผิดกับขวัญวารีที่กลับรู้สึกว่ามันคือลมอันอบอุ่นกำลังดี คล้ายกับว่ามันกำลังโอบกอดเธอเอาไว้ภายในเวลาชั่วครู่ ก่อนจะคลายออกเหลือเพียงความรู้สึกเบาหวิวกรุ่นอยู่ในอก

มือเรียวเก็บเอาดอกไม้ในมือขึ้นมาเสียบบนมวยผมที่เกล้าเอาไว้ลวกๆ อย่างสมัยนิยม มีปอยผมหลุดรุ่ยเคลียอยู่ข้างแก้วใสอมชมพู ดูน่ารักสดใสและอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน ขวัญวารีเป็นผู้หญิงที่เรียกว่าสวยระคนน่ารัก มีเสน่ห์ที่รอยยิ้มสดใสและดวงตากลมโตวิบวับ ภายในมหาวิทยาลัยก็ได้รับตำแหน่งดาวของสถาบันนั้น แน่นอนว่าเพื่อนต่างเพศก็เข้าหาไม่ขาดสาย อยากทำความรู้จักกับหญิงสาวแสนน่ารักคนนี้อยู่ตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยจะได้คบกับใครจริงจังสักราย เข้ามาประเดี๋ยวประด๋าวก็พากันหายเข้ากลีบเมฆหมด บ้างก็มีเหตุให้เลิกกัน เรียกได้ว่าไม่เคยเกิน 3 เดือนเลยสักราย ซึ่งขวัญวารีก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเพราะอะไร...

ติ๊ดๆ ๆ ๆ

เสียงสายเรียกเข้าจากมือถือของธามดังขึ้น เจ้าตัวจึงกดรับทันทีที่เห็นว่าปลายสาย คือ แพรวพรรณ คุณหมอประจำโรงพยาบาลในจังหวัดนี้ พ่วงด้วยตำแหน่งแฟนสาวของเขาด้วยนั่นเอง

" ว่าไงครับคนสวย...อ๋อ พอดีวันนี้พี่พาคุณยาย คุณแม่ และก็ยัยขวัญ ลูกพี่ลูกน้องของพี่ที่มาจากรุงเทพฯ มาเที่ยวน้ำตกน่ะครับ ตอนเย็นก็จะแวะหาอะไรกินกันข้างนอก อ๋อ..งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า แพรวชวนไอ้พอร์ชมาทานข้าวเย็นด้วยกันสิ เดี๋ยวพี่ส่งโลเกชั่นให้ว่าจะไปกินที่ร้านไหน โอ๊ย คุณยายไม่ว่าหรอก ดีเสียอีกหลายคนบรรยากาศจะได้สนุก คุณยายจะได้ไม่เหงา...โอเครครับ แล้วเจอกัน "

ธามยังคงยิ้มแป้น หลังจากที่วางสายจากคนรักไปแล้ว

" ง่ะ อะไรคะ เดี๋ยวนี้มีฟงมีแฟนแล้วไม่ยอมบอกน้องเลยนะ ยังไงๆ เล่ามาสิ อยากรู้เรื่องว่าที่พี่สะใภ้จะแย่แล้วเนี่ย "

" ก็ไม่มีอะไร พี่กับแพรวเพิ่งจะตกลงคบกันได้สองเดือนเอง ก่อนหน้านั้นก็ตามจีบอยู่เป็นปี เจอกันเพราะว่าพี่ข้อเท้าพลิกตอนไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ตอนแรกก็กลัวว่ากระดูกจะเคลื่อนไง เลยไปตรวจที่โรงพยาบาลที่แพรวเขาเป็นหมออยู่ ก็เลยพบเขาตอนนั้น เห็นว่าเขาน่ารักดีก็เลยจีบ และก็บังเอิญโคตรๆ แพรวเป็นน้องสาวของไอ้หมวดพอร์ชเพื่อนสนิทพี่เอง ความสัมพันธ์มันก็เลยเข้าล็อคพอดี "

ธามออกจะเขินขึ้นมาหน่อยๆ แต่ก็ยอมเล่าให้อีกฝ่ายได้ฟังอยู่ดี

" แหมๆๆ ไม่ธรรมดานะเนี่ยคุณตำรวจขา ได้แฟนเป็นคุณหมอแสนสวยเสียด้วย แต่ก็ดีนะ เวลาที่พี่ธามบาดเจ็บจะได้มีคนคอยดูแล อย่างนี้น้าอรคงจะเบาใจขึ้น "

ขวัญวารีออกความคิดเห็น แต่วิวายแซวพี่ชาย

" อืม ก็หวังว่าอย่างนั้น นี่ตอนเย็นพี่ชวนแพรวกับไอ้พอร์ชเพื่อนพี่มาทานข้าวด้วย เราโอเครไหม ถ้าจะมีคนอื่นอยู่ด้วย "

ธามถามความคิดเห็นญาติผู้น้อง

" สบายค่ะ ดีอีก ขวัญจะได้มีเพื่อนคุย อากทำความรู้จักกับพี่สะใภ้เหมือนกัน "

" ว่าที่...เว้ย ว่าที่พี่สะใภ้ ยังไม่ได้ถึงขั้นนั้น นี่อย่าไปพูดแบบนี้ต่อหน้าแพรวเด็ดขาดเลยนะ เดี๋ยวได้เขินจนทำอะไรไม่ถูกกันพอดี "

" เหรอ...ใครเขิน พี่หมอแพรว หรือว่าพี่ธาม "

ขวัญวารีเลิกคิ้วถามอย่างรู้ทันด้วยสีหน้าทะเล้น จึงโดนอีกฝ่ายเขกมะเหงกเข้าให้หนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว

" โอ๊ย เนี่ย ชอบทำร้ายน้องกลบเกลื่อน ความจริงแล้วเขินอ่ะดิ "

" ยัง มันยังไม่หยุด เออ พี่เขิน จบมั้ยยัยตัวแสบ "

" จบค่ะ อิ อิ "

หญิงสาวหัวเราะเสียงใส สองหนุ่มสาวลูกพี่ลูกน้องพูดคุยหัวเราะกัน โดยพากันลืมเรื่องราวความผิดปกติก่อนหน้านั้นไปเสียสนิท

ณ วัดแห่งหนึ่ง...

รถของธามเลี้ยวเข้ามายังบริเวณวัด ซึ่งก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว ผู้คนในวัดเริ่มบางตา โดยวัดนี้ค่อนข้างเป็นวัดโบราณประจำเมือง มีผู้คนเข้ามากราบสักการะพระประธานในอุโบสถอยู่เรื่อยๆ

ทั้งหมดเข้าไปกราบพระด้านใน แล้วจึงเดินชมรอบๆบริเวณวัด ซึ่งค่อนข้างเย็นและสงบไม่น้อย โดยจุดเด่นคือมีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังวัด ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์และเป็นทางขึ้นลงของไปสู่เมืองบาดาลของพญานาค บริเวณโดยรอบจึงไม่แปลกว่าจะมีรูปปั้นของพญานาคอยู่ด้วย

ขวัญวารีที่ตอนแรกก็เย็นสบายกายอยู่ดีๆ ทว่ากลับรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างไรชอบกล ทันทีที่ก้าวเข้ามาบริเวณนี้

" ขวัญเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ดูหน้าซีดๆ ท่าทางแปลกๆ นะเราน่ะ "

" ไม่มีอะไรหรอกค่ะ น้าอรเดินดูต่อเถอะค่ะ "

" จ้ะ มีอะไรก็บอกน้านะ "

คุณยายวิภากับอรสานั้น เป็นคนพื้นที่ในจังหวัดนี้ ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะมีความเชื่อและผูกพันกับเรื่องที่เกี่ยวกับพญานาคอยู่แล้ว จึงเดินไปใหว้สักการะรูปปั้นพญานาคราชในมุมหนึ่งที่ทางวัดได้ทำการจัดตั้งเอาไว้ให้ชาวบ้าน

" พญานิลกาฬนาคราช "

ขวัญวารีถึงกับตัวชาวาบ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นตัวอักษรอันเด่นชัดใต้ฐานรูปปั้นพญานาคราชสีดำองค์นั้น

ช่างบังเอิญเกินไปแล้ว....

ไม่สิ มันเป็นเรื่องบังเอิญแน่หรือ ด้วยความสัตย์จริงว่าเธอไม่เคยได้ยินหรือรับรู้มาก่อนเลย เกี่ยวกับพญานาคราชสีดำที่มีนามว่า พญานิลกาฬนาคราชองค์นี้ แล้วทำไมความฝันของเธอถึงได้แม่นยำขนาดนี้ มีพญานาคราชที่ชื่อนิลกาฬจริงๆ

" ขวัญ ระวังลูก! "

เสียงของคุณวิภา ร้องเตือนหลานสาวด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ๆ ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นงูเห่าสีดำตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาจากสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเลื้อยไปทางด้านที่ขวัญวารียืนหันข้างอยู่

" ว๊าย/กร๊ด "

เสียงของชาวบ้านที่เข้ามาสักการะร้องอุทานอย่างค่อนข้างตกใจ แตกฮือกระจายกันเป็นวงกว้าง แน่นอนว่ากระจายเป็นวงที่ห่างจากขวัญวารีนั่นเอง

หญิงสาวเหลือบไปมองอย่างงุนงง จากที่ตัวชาวาบแรกไปแล้ว ก็ต้องชาวาบรอบสองอีกครั้ง ถึงทุกคนจะให้ความเคารพและมาสักการะพญานาคราช ซึ่งเป็นเจ้าแห่งงู ทว่าพอเจอกับงูตัวเป็นๆ อยู่ตรงหน้า ก็พากันวงแตกได้เหมือนกัน

แล้วเธอล่ะ...ควรทำอย่างไรต่อไปดี

" ขวัญ อยู่นิ่งๆ ก่อนนะ อย่าเพิ่งขยับ เดี๋ยวมันยิ่งตกใจจะยิ่งจู่โจม "

ธามเอ่ยบอกกับขวัญวารีเสียงเครียด และพยายามหาวิธีช่วยเหลือน้องสาวให้ปลอดภัย ทว่า...

" โยม อย่าตกใจกลัวไปเลย ท่านมาดี ไม่ได้มาร้าย "

เสียงของหลวงตารูปหนึ่งดังขึ้น ปรากฎว่าเป็นท่านเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้นั่นเอง

" แต่..."

ธามกำลังจะแย้ง หากแต่ก็ชะงักไป เมื่อหลวงตาส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ให้เขาพูดอะไรต่อ สายตาของหลวงตาทอดมองไปที่งูเห่าสีดำตัวนั้นนิ่ง สลับกับมองไปที่ขวัญวารีที่ยืนมองไปที่งูตัวนั้นเช่นกัน

พี่แค่มาหา มาเพื่อบอกให้รู้ว่าพี่รอเจ้าเสมอ นาคีน้อยของพี่...กัญญาวดีนาคี 

ใครได้ยินหรือไม่ เธอก็ไม่รู้ แต่ขวัญวารีได้ยินเต็มสองหู งูเห่าสีดำตัวนั้นพูดกับเธออย่างแน่นอน หญิงสาวผงะอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มันยิ่งกว่าความฝันเมื่อคืน ยิ่งกว่าผีหลอกกลางวันแสกๆ เสียอีก

ขวัญวารีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่ สรุปเรื่องของพญานิลกาฬนาคราชกับกัญญาวดีนาคีนั้น เป็นเพียงความฝันหรือว่าคือเรื่องจริง เธอสับสนไปหมดแล้ว

ใช้ใจของน้องสัมผัสสิ แล้วจะรู้ว่าคือเรื่องจริงหรือว่าแค่ความฝัน ถึงอย่างนั้นพี่ก็จะรอเจ้ากลับมาเป็นนางแก้วคู่เมืองจันทรดั่งเดิม ยอดรักของพี่ ดวงใจของนิลกาฬ... 

เสียงทุ้มนั้น ตอบกลับความคิดของขวัญวารีราวกับล่วงรู้

" กลับไปเถิดท่าน แค่นี้นางก็รู้แล้วถึงการมีท่านอยู่ "

น่าอัศจรรย์ใจว่า พอหลวงตากล่าวจบสักครู่ งูตัวนั้นก็เหมือนกับฟังคำของหลวงตารู้เรื่อง มันหันไปมองหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สบสายตาอยู่เช่นนั้น ก่อนจะเลื้อยกลับลงสระน้ำนั้นไปแต่โดยดี

ขวัญวารีที่ได้สติจากการที่คุณวิภาและอรสาเข้ามาโอบประคองเธอเอาไว้อย่างดีใจในความปลอดภัย หญิงสาวหันไปมองทางหลวงตารูปนั้น ก่อนจะชักชวนให้ทุกคนตามไปเพื่อพูดคุยกับหลวงตาในศาลาหลังหนึ่ง อย่างไรเธอจะต้องสอบถามอะไรบางอย่างให้กระจ่างจนได้ ไม่งั้นเธอคงค้างคาใจเป็นแน่ ซึ่งทุกคนก็ไม่เอ่ยซักถามอะไรด้วยก็อย่างรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน

.......................................................

เงียบจัง ขอคอมเม้นท์บ้างค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรท์เนอะ จะได้รู้ว่าการเขียนเป็นอย่างไรบ้าง คือไรท์มีอีกนามปากกา และเขียนแต่เรื่องจีนมาตลอด ไม่คุ้นกับการเขียนนิยายไทยโบราณเท่าไหร่...แต่อย่างไรก็ขอบคุณคนอ่านที่ติดตามนิยายเรื่องนี้นะคะ // หรือจะติดตามนิยายเรื่องนี้ในเว็บเด็กดีได้อีกทาง ในนามปากกาของ เถียนเถียน (นิลวดี)

เครดิตเพลง (*) เพลงคำมั่นสัญญา โดยเนื้อร้องนั้นมาจากกลอนของสุนทรภู่กวีเอก ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวงวัลฬา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว