ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พร่ำเพ้อคะนึงหา

ชื่อตอน : พร่ำเพ้อคะนึงหา

คำค้น : ความรัก พญานาค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 510

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2562 16:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พร่ำเพ้อคะนึงหา
แบบอักษร

พร่ำเพ้อคะนึงหา 

ผู้เป็นพระราชบิดาถึงกับยกมือขึ้นมากุมขมับ นึกหนักใจอยู่มิน้อย นาคีทั่วหล้าที่งดงามนั้นมากมาย ไยโอรสของตนจึงไม่เลือกสักนาง แต่กลับไปหลงรักราชธิดาของพญาภุชงค์นาคราช ซึ่งเล่าลือว่าเป็นพระราชบิดาที่หวงธิดายิ่งกว่าใคร ซ้ำผู้เป็นโอรสยังบอกว่านางเป็นนาคีวิรูปักษ์อีกด้วย หากเป็นธิดาองค์อื่นของพญาภุชงค์นาคราชที่มิได้กำเนิดเป็นวิรูปักษ์ก็คงพอจะทำเนา แต่นี่ไม่ใช่...

" เรื่องจะไปสู่ขอนั้น มันก็คงจะไปให้ได้อยู่หรอกนะ นพรัตน์กับจันทรก็เจริญสัมพันธไมตรีกันมาเนิ่นนาน แต่เจ้ารู้ใช่หรือไม่นิลกาฬ ว่าเหล่านาคาและนาคีวิรูปักษ์นั้น น้อยนักที่จะมีคู่ครองเป็นกัณหาโคตมะ หากเป็นนาคาก็พอจะมีอยู่บ้าง แต่นาคีนั้นไซร้ พ่อก็ไม่แน่ใจนักหรอก "

องค์ศรีสินธุ์นาคราชกล่าวกับโอรสตามตรง แม้จะเป็นนาคราชครองเมืองบาดาลเช่นเดียวกันกับพญาภุชงค์นาคราช แต่พญาศรีสินธุ์นาคราชก็รู้แก่ใจดีถึงศักดิ์แห่งตระกูลที่เหนือกว่า อันว่าการถือกำเนิดของเหล่านาคทั้งหลายนั้น ก็ด้วยบุญบารมีที่ติดตัวมาของแต่ละตน ดูได้จากสีเกล็ดลำตัวที่ใช้แบ่งตระกูล สูงสุดคือ สีทอง (ตระกูลวิรูปักษ์) โดยนาคที่จะถือกำเนิดในตระกูลนี้มีน้อยนัก ยิ่งถ้าเกิดแบบโอปปาติกะ (เกิดและโตทันที) แล้วด้วย ย่อมอยู่สูงด้วยเกียรติเหนือเหล่านาคานาคีทั้งปวง

แม้นพญาเวนไตยและวงศ์วานแห่งครุฑยังต้องละเว้น ไม่อาจทำร้ายด้วยมิได้ผูกเวรกันมาแต่เก่าก่อน

หากนางกำเนิดสูงด้วยบารมีเช่นนี้ ทั้งยังเป็นราชธิดาของเจ้าผู้ครองเมืองด้วยแล้ว ถึงองค์ศรีสินธุ์นาคราชจะไปสู่ขอนางนาคีให้โอรส ก็ใช่ว่านางจะยินยอมแต่งให้กับนิลกาฬ ไหนยังจะพระราชบิดาของนางอีกเล่า คิดแล้วก็เริ่มจะกลุ้มขึ้นมาไม่น้อย จะได้ศรีสะใภ้สักนาง ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงหนอ

นิลกาฬนาคราชรับฟังด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ เขาเข้าใจในสิ่งที่พระราชบิดาทรงกล่าวเป็นอย่างดีทีเดียว แต่ว่าความรู้สึกบางอย่างในใจของเขานั้น มันบอกว่าทั้งนิลกาฬนาคราชและนางนาคีน้อยผู้นั้น มีบุญวาสนาและบุพเพสันนิวาสร่วมกันอย่างแน่นอน

ด้วยตั้งแต่ถือกำเนิดมานิลกาฬนาคราชพานพบสตรีมากมาย ทั้งเผ่าพันธุ์นาค กินรี ยักษี นารีผล มนุษย์ หรือแม้แต่เทพนารี หญิงใดทั่วหล้าหยาดฟ้ามาดินเพียงไร ก็มิเคยทำให้เขาต้องใจเสน่หาได้เลยสักนาง ในใจของนิลกาฬนาคราชนั้น คล้ายกับรอคอยใครบางคน

จวบกระทั่งได้พบประสบพักตร์น้องนางที่ริมสระอโนดาต ดั่งต้องมนต์เสน่หาแห่งนางในทันใด นิลกาฬนาคราชแจ้งใจในบัดดลว่าใครบางคนที่เขารอคอยนั้น ก็คือนางนาคีผู้นี้นั่นเอง

และการที่เขาเลือกจะออกมาบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำในป่าหิมพานต์ ก็อาจจะเป็นเพราะบุพเพสันนิวาส ที่ว่าวันหนึ่งเขาและนางจะได้มาพบกัน ณ ที่แห่งนั้น

ทั้งการบำเพ็ญเพียรสร้างบุญบารมี ก็เป็นการสั่งสมฤทธานุภาพ มหิทธานุภาพให้คู่ควรกับนาง เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะนำมาทดแทนกำเนิดตระกูลที่ด้อยกว่านางได้ มิเช่นนั้นแล้วด้วยอิทธิฤทธิ์ของนาคีวิรูปักษ์ ก็สามารถนำพาตัวเองหลุดจากอ้อมแขนของเขาได้อย่างง่ายดายเป็นแน่...เว้นแต่เป็นเนื้อคู่กันเท่านั้น

" เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ลูกทราบดีว่านางสูงด้วยบารมีติดตัวมาแต่กำเนิด หากลูกเป็นนาคาสามัญทั่วไปก็คงมิกล้าดึงนางลงมาให้เสื่อมเกียรติ ยิ่งเป็นกัณหาโคตมะฟังดูอย่างไรก็คงไม่คู่ควร แต่ทว่ากัณหาโคตมะก็คือเผ่าพันธ์ุนาคเช่นกัน แม้เหล่านาคด้วยกันอาจมองว่าด้อยกว่าแล้วอย่างไร ลูกก็เป็นถึงรัชทายาทแห่งจันทรบาดาล นาคาชนชั้นปกครองมิใช่ต่ำศักดิ์น่ารังเกียจหนักหนา พูดถึงบุญบารมีแต่กำเนิดรวมกับที่เฝ้าบำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยจวบพันปี ก็นับว่าไม่ด้อย ฤทธานุภาพที่มีก็มั่นใจว่าคงสามารถปกป้องและไม่ทำให้นางเป็นที่อับอายอย่างแน่นอน เสด็จพ่อโปรดทรงเห็นใจลูกเถิด ลูกนั้นปักใจรักนางแต่แรกเห็นทีเดียว ผิดจากนางแล้ว จะไม่ขอรักใครอีก "

นิลกาฬนาคราชกล่าวหว่านล้อมและให้เหตุผล แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวนั้นเขามั่นใจอย่างยิ่ง หากไปสู่ขอแล้ว พญาภุชงค์นาคราชจะไม่ยอมยกธิดาให้แก่เขาก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเขาได้แสดงความจริงใจให้แก่นางนาคีน้อยได้รับรู้ ว่านิลกาฬผู้นี้ถือสัจจะวาจาที่ลั่นออกจากปากเพียงไร

แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าเขาจะยอมถอยง่ายๆ หรอกนะ จะเพียรแสดงความจริงใจให้นางนาคี และพระราชบิดาของนางได้เห็นจนใจอ่อนนั่นล่ะ

ริ จะรักสาวก็คงต้องแสดงความจริงใจให้บิดามารดาของนางเอ็นดูด้วย

" หากเจ้าปักใจเยี่ยงนี้ แล้วจะให้พ่อทำประการใดได้เล่า นอกจากสั่งให้แต่งขบวนเกียรติยศและเดินทางไปนพรัตน์บาดาลกับเจ้า การนี้คงแต่งราชสานส์ให้เหล่านาคาราชทูตนำไปถวายแก่องค์ภุชงค์นาคราชเองไม่ได้หรอก การใหญ่เช่นนี้คงต้องไปเจรจาสู่ขอด้วยตนเอง เจ้าก็เถิดไปเตรียมตัวให้พร้อม อย่าลืมโกนหนวดเคราออกเสียด้วยล่ะ ขัดหูขัดตาเสียจริงๆ "

พญาศรีสินธุ์นาคราชทรงกล่าวกับโอรสอย่างจำยอม ด้วยรู้แจ้งแก่ใจว่านิลกาฬนาคราชนั้น พูดจริงทำจริงเช่นไร ที่ผ่านมาเสาะหานาคีเลอโฉมมาให้กี่นางต่อกี่นางก็ไม่เคยแล แถมหนีไปอยู่ป่าอยู่ถ้ำอีกแหนะ

คราวนี้ถ้าไม่ไปสู่ขอให้ก็เกรงว่านิลกาฬนาคราชคงจะตรอมตรมและครองพรหมจรรย์ไปชั่วชีวิต ความหวังที่จะมีทายาทสืบราชบัลลังก์ก็ริบหรี่ลง อันว่าพญาศรีสินธ์นาคราชนั้น มีอัครมเหสีและนางพระสนมมากมาย ทว่าจะหาที่กำเนิดโอรสให้พระองค์นั้นแทบไม่มี ล้วนเป็นธิดาทั้งสิ้น

เว้นพระอัครมเหสีคู่บารมีที่ให้กำเนิดโอรสเพียงหนึ่งให้องค์ศรีสินธุ์นาคราชได้ ก็คือ นิลกาฬนาคราชนั่นเอง

" พ่ะย่ะค่ะ "

ผู้เป็นโอรส เมื่อได้คำตอบอันเป็นที่พึงใจแล้วก็ยิ้มหน้าบาน จนผู้เป็นพระราชบิดานึกหมั่นไส้

เออหนอ...บทจะมีรัก ปุ๊บปั๊บก็จะให้บิดาไปสู่ขอกันเลยทีเดียว ใจคอนางนาคีผู้นั้นเป็นเช่นไรก็มิเคยได้ศึกษา เขาจะยอมแต่งด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้

" ว่าแต่นางนาคีตนนั้น มีนามว่ากระไรเล่า พ่อจะได้แจ้งแก่องค์ภุชงค์ได้ถูกต้อง "

" ลูกก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ "

นิลกาฬนาคราชส่ายหน้าน้อยๆ นี่ก็อีกเรื่องที่เขานึกมันเขี้ยวนางนาคีน้อย ตะล่อมถามชื่อนางอย่างไรก็ไร้ผล แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเขามีวิธีระบุตัวหญิงอันเป็นที่รักต่อองค์ภุชงค์นาคราชอยู่แล้ว

" บ่ะ เจ้านี่อย่างไรกัน จะให้พ่อไปสู่ขอธิดาของผู้อื่นมาให้ แต่ชื่อเสียงเรียงนามนางว่าอย่างไรเจ้าก็ยังไม่รู้ แล้วเจ้าจะให้พ่อไปพูดกับเขาอย่างไร "

" เสด็จพ่อได้โปรดพระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ ลูกสอบถามนามนางแล้ว แต่นางก็ไม่ยอมตอบ ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้กังวลพระทัยไป ลูกเองก็มีหนทางระบุตัวตนของนางอยู่เหมือนกัน "

กล่าวจบมือหนาก็เอาบางสิ่งบางอย่างออกมาให้พระราชบิดาได้ดู เอาเถอะ..นางไม่บอกก็ไม่เป็นไร แต่เพียงองค์ภุชงค์นาคราชได้ทอดพระเนตรสิ่งนี้ คงรู้แก่พระทัยเป็นแน่ว่าเป็นของธิดาตนใด

" อืม แต่จากที่เจ้าเล่ามาพ่อว่าสืบได้ไม่ยาก ธิดาที่เป็นวิรูปักษ์นั้นคงมีไม่กี่ตนหรอก เอาไว้เดี๋ยวพ่อจะลองเรียกราชทูตที่เคยส่งไปเมืองนพรัตน์มาสอบถามดู คงจะได้ความเร็วกว่า และดีกว่าไปถามเอาจากพระราชบิดาของนาง ถ้าหากว่าองค์ภุชงค์ทรงทราบว่าเจ้าไปเกี้ยวพาธิดาของพระองค์ โดยการฉุดเข้าถ้ำล่ะก็ มิโดนตีหัวเลือดอาบกลับมาจันทรบาดาล ก็คงโดนเขาโยนออกมานอกเมืองให้ได้อายอย่างแน่นอน "

" สมแล้วที่ทรงเป็นพ่อเมืองแห่งจันทรบาดาล เปี่ยมด้วยพระบารมีและทรงมีพระสติปัญญาเฉียบคม ลูกน้อมคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ "

นิลกาฬนาคราชยิ้มกริ่ม พลางกล่าวชื่นชมพระราชบิดา

" ไม่ต้องมาเยินยอข้า เจ้าตัวดี หาเรื่องจริงๆ เลย "

แม้จะกล่าวดักทางพระโอรสด้วยรู้ทันเช่นนั้น หากแต่ก็ไม่ปฏิเสธเลยว่าฟังคำเยินยอจากนิลกาฬนาคราชแล้ว รู้สึกปลื้มใจนิดๆ

อีกด้านที่เมืองนพรัตน์บาดาล ณ พระตำหนักราตรี...

หน้าคันฉ่องในห้องบรรทมของพระราชธิดากัญญาวดีนาคี ภายในคันฉ่องนั้นสะท้อนภาพสตรีร่างบางนั่งอยู่ มีผ้าแพรพรรณผืนบางสีเปลือกไข่พันคาดเนินอกอิ่มเอาไว้อย่างค่อนข้างหลวม ด้วยเป็นเวลายามค่ำคืนเตรียมเข้านอนแล้ว

กัญญาวดีนาคีนั่งให้นางพระพี่เลี้ยงถูน้ำมันหอมที่ผิวให้อย่างเหนื่อยหน่าย ด้วยตัวนางนั้นมิค่อยชอบขัดสีฉวีวรรณพวกนี้เท่าไหร่ เสียเวลาด้วยเพราะไหนๆ ก็จะเข้านอนอยู่แล้ว ตื่นเช้ามาอาบน้ำเสร็จก็ถูกน้ำทิพย์นาคีใช้น้ำมันหอมที่ได้จากมวลบุปผชาติมาถูมาขัดให้นางอีกรอบอยู่ดี

" ตื่นเช้าก็ขัด ตกค่ำจะเข้านอนแล้วก็ยังถู พี่ไม่เบื่อบ้างหรืออย่างไร "

เสียงหวานเอ่ยบ่นกระปอดกระแปด ใบหน้านวลมุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด

" ไม่เพคะ "

น้ำทิพย์นาคีกล่าวตอบพลางยิ้มอย่างเอ็นดูเจ้าหญิงนาคีจอมขี้บ่น ในขณะที่มือก็ยกเรียวแขนเสลาดั่งลำเทียนน้อยขึ้นมาวางบนตัก และเอื้อมมือไปแตะน้ำมันหอมมานวดและถูไปตามเรียวแขนนั้นอย่างเบามือ

" แต่วดีเบื่อนะ ง่วงแล้วด้วย เราไม่ต้องนวดน้ำมันหอมตอนค่ำ มิได้หรือพี่น้ำทิพย์ "

กัญญาวดีนาคีออดอ้อนอย่างต่อรอง เผื่อน้ำทิพยนาคีจะเห็นใจ แต่ก็เปล่า...

" ไม่ได้เพคะ นางนาคีตนอื่นๆ เขาก็ชอบถูชอบนวดน้ำมันหอมกันทั้งนั้น เพราะมันจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื่นนวลเนียนดีนักแล อีกอย่างกลิ่นหอมของมันช่วนให้ผ่อนคลายดีด้วย อย่างเวลาตอนที่บรรทมก็จะทำให้พระราชธิดาทรงบรรทมสบายขึ้นนะเพคะ "

" ก็นั่นมันนาคีตนอื่นไง แต่ก็นั่นล่ะ มันก็ทำให้วดีหลับสบายจริงๆ แต่ว่ายามกลางวันวดีไม่ต้องการตัวช่วยหลับนะ เช่นนั่นไม่ต้องนวดไม่ต้องถูก็ได้น่ะสิ จริงไหมจ๊ะพี่น้ำทิพย์ "

นางไม่วายต่อรองอีกครั้งอยู่ดี

" กลางวันก็จะช่วยให้พระวรกายของพระราชธิดาผุดผ่องและหอมกรุ่นกำจายไปทั่ว ยามที่เสด็จผ่านไปทุกที่อย่างไรล่ะเพคะ "

" หอมกรุ่นกำจาย? ไม่เห็นจะจำเป็นเลย "

ก็นางไม่ได้ต้องการกลิ่นหอมและผิวพรรณผุดผ่องไปให้ผู้ใดได้ยลอยู่แล้ว ทำไมสตรีตนอื่นๆ ถึงชอบประทินผิวประทินโฉมกันนัก นางนี่ล่ะตนหนึ่ง ซึ่งมองว่าช่างไร้สาระนัก เอาเวลาที่นั่งขัดสีฉวีวรรณ เพื่อไปอวดนาคานาคีตนอื่นๆ มิสู้เอาเวลานั้นไปทำประโยชน์อย่างอื่นจะดีเสียกว่า เช่น ออกไปดูแลทุกข์สุขของชาวเมืองนพรัตน์เป็นการช่วยงานพระราชบิดา ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ

นางพระพี่เลี้ยงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เพราะสตรีแสนงามตรงหน้าก็หาเรื่องบ่น หาเรื่องหลีกเลี่ยงเช่นนี้อยู่ตลอดนั่นล่ะ ไม่เหมือนนาคีตนอื่นจริงๆ กระนั้นที่นางไม่เคยเอ่ยให้พระราชธิดาทรงทราบเลยก็คือ แม้จะไม่ทรงประทินโฉมใดก็งามเลิศอยู่แล้ว

แต่ก็นั่นล่ะ นางพึงใจที่จะขัดสีฉวีวรรณให้พระราชธิดาของตนเช่นนี้ อย่างน้อยงามเลิศอยู่แล้ว ก็จะต้องเฉิดฉายเฉิดโฉมยิ่งขึ้นไปอีก เพียงเพื่อต้องการจะให้ความงามนี้ไปข่มความงามของสตรีที่เผยอมาเทียบเคียงให้มิดจมลงยิ่งกว่าเดิมนั่นเอง

" เอ๊ะ...กำไลนพเก้าที่องค์เหนือหัวทรงประทานให้อยู่ที่ใดหรือเพคะ หม่อมฉันว่าจะถามตั้งแต่เมื่อครู่ที่สรงน้ำแล้ว "

ครั้นนวดคลึงมาถึงบริเวณข้อมือเล็กของผู้เป็นนาย น้ำทิพย์นาคีจึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามีบางอย่างหายไป มิได้สวมอยู่ในตำแหน่งเดิมเช่นทุกวัน

คนที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีบางสิ่งหายไปรีบก้มมองดูที่ข้อมือตัวเอง แล้วก็หน้าเสีย...หายไปจริงๆด้วย

" จริงสิ หายไปตั้งแต่เมื่อใดกัน วดีไม่รู้ตัวเลย "

กัญญาวดีนาคีเหลียวมองรอบกายและรอบๆบริเวณนั้น เผื่อว่าอาจจะตกหล่นอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง น้ำทิพย์นาคีก็ลุกขึ้นไปช่วยหาตรงริมบ่อน้ำหลังม่านกั้น แต่ก็ไม่เห็นเครื่องประดับชิ้นนั้นอยู่ดี

" เป็นกำไลที่เสด็จพ่อทรงประทานให้เสียด้วย วดีสวมติดข้อมือเอาไว้ตลอดไม่เคยถอดเลย หายไปแบบนี้เสียดายจัง "

" ทรงนึกดูดีๆ สิเพคะ ว่าทรงเสด็จไปที่ใดบ้าง เอ๊ะ...หรือว่าจะทรงทำตกตอนที่เสด็จออกไปนอกเมืองวันนี้ "

" นั่นสิ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆเลย หรือว่า.... "

หรือว่าจะเป็นตอนนั้น ตอนที่นางมัวแต่ยื้อยุดพันตูอยู่กับเจ้าชายแห่งจันทรบาดาล ต้องใช่แน่ๆ นางคิดไม่ผิดหรอก แม้จะเสียดายกำไลวงนั้นเพียงใด แต่จะให้นางกลับไปที่นั่นอีก เพื่อไปเอากำไลกลับคืนนั้น นางก็ขอผ่าน ความรู้สึกยามตกอยู่ในวงแขนแกร่งนั้นยังอวลอยู่ในความรู้สึกอยู่เลย ไม่อยากจะคิดถึงหรอกนะ แต่สัมผัสนั้นนางยังรู้สึกได้อยู่เลย รอยยิ้มกริ่มและแววตาคล้ายกับว่ารู้ทันนางนั่นอีกล่ะ อยากลบไปจากความทรงจำเสียจริงๆ

" หรือว่าอะไรเหรอเพคะ "

" ไม่มีอะไรหรอกพี่น้ำทิพย์ ช่างเถิด ในเมื่อหายแล้วก็คือหาย เสด็จพ่อเองก็ประทานของให้วดีอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว หายไปสักชิ้นคงไม่เป็นไรหรอก "

กัญญาวดีนาคีบอกปัด พลางหันหน้ามองเนียนไปทางอื่นอย่างหลบสายตาคล้ายจับผิดของพระพี่เลี้ยงคนสนิท

ซึ่งก็ใช่...น้ำทิพย์นาคีอยากจะแย้งออกไปเช่นกัน ว่าสิ่งที่หายไปนั่นเป็นเครื่องประดับชิ้นโปรดและทรงหวงยิ่งกว่าอะไรนะเพคะ เหตุใดจึงตัดพระทัยไม่ตามหาง่ายดายเช่นนี้ ความจริงทรงมีพิรุธบางอย่างตั้งแต่กลับเข้ามาเมื่อตอนบ่ายแล้ว แต่ไม่ว่าจะถามอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ปริปากบอก เอาแต่เนียนพูดโน่นพูดนี่ไปเรื่อย

ยิ่งทรงทำเช่นนี้ น้ำทิพย์นาคีก็ยิ่งรู้ว่าตอนที่เสด็จไปข้างนอกนั่นจะต้องมีเรื่องใดเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ทรงปากแข็งเช่นนี้ นางก็ได้แต่ลอบสังเกตไปเรื่อยๆ เซ้าซี้ถามไปก็ไม่ได้อะไร

" ฮ้า พี่น้ำทิพย์จ๋า วดีง่วงแล้ว งั้นวดีขอไปนอนก่อนก็แล้วกันนะ คืนนี้ไม่ขอนวดน้ำมันต่อแล้วล่ะ พอแค่นี้เถอะนะ "

กัญญาวดีแสร้งหาวและทำตาปรือใส่นางนาคีที่ยืนลอบสังเกตการณ์อยู่ นี่ก็ทำเหมือนกับนางไม่รู้อย่างนั้นล่ะ ด้วยอยู่กันมานาน พี่เลี้ยงคนสนิทรู้ทันนางอย่างไร นางก็รู้ใจน้ำทิพย์นาคีเช่นกันนั่นล่ะ

" เช่นนั้นก็เข้าบรรทมเถิดเพคะ เสด็จหนีออกไปเที่ยวนอกเมือง ข้างนอกคงมีอะไรๆ มากมาย คงจะทรงเหนื่อยกระมัง "

น้ำทิพย์นาคีแสร้งเออออกลับ แต่มิวายดักอย่างรู้ทันเช่นกัน

นั่นอย่างไรล่ะ...กัญญาวดีนาคีนึกอยากตบเข่าสักฉาดเสียจริง คิดไว้เคยผิดที่ไหน โดนเหน็บเข้าให้แล้วไหมล่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เลี้ยงคนสนิทนะ จะส่งไปอยู่เสียให้ไกลจากนางเลยเชียว โทษฐานรู้ทันนางไปเสียหมดทุกอย่าง

นางเดินขึ้นไปเอนกายนอนยังเตียงนอน ก่อนจะแสร้งหลับตาลง โดยมีน้ำทิพย์นาคีตามมาคลี่ผ้าห่มผืนบางคลุมพระวรกายให้อย่างเบามือ

" รัตติกาลสวัสดิ์เพคะ พระราชธิดาของน้ำทิพย์ "

นางพระพี่เลี้ยงค่อยๆ เดินเลี่ยงออกมาจากแท่นพระบรรทม นางเดินเข้าไปดับแสงเทียนเล่มเล็กหลายเล่มที่กำลังส่องสว่างอยู่ในห้องแห่งนี้ จนเหลือเทียนที่ให้ความสว่างเพียงสองเล่มเท่านั้น แสงเพียงสลัวๆ ช่วยทำให้บรรทมง่ายขึ้น ตรวจตราดูความเรียบร้อยเสร็จแล้วจึงเปิดประตูออกไป

กัญญาวดีนาคีลืมตาขึ้นมองไปทางประตูคล้อยหลังที่นางนาคีพี่เลี้ยงออกไป ก่อนจะพลิกตัวหันหลังไปมองอีกด้านที่เป็นหน้าต่างเปิดกว้าง มองออกไปนอกหน้าต่างเหนือขึ้นไปคือผืนน้ำด้านบนที่บดบังทัศนียภาพอันสวยงามของจันทรา มีเพียงเงาลางเลือนเท่านั้น

จันทรา จันทร...บาดาล

นางมองแผ่นน้ำที่มีจันทราให้เห็นแบบเลือนลางเต็มที กระทั่งดวงตาค่อยๆปรือลงไปจริงๆเสียที โดยครั้งนี้ไม่ใช่การเสแสร้งแต่อย่างใด และมันก็หลับไปในที่สุด พร้อมๆกับประโยคสุดท้ายของความคิด ก่อนที่จะหลับไปจริงๆ

" ฝากความรัก ความคิดถึงของพี่ไปกับสายลม ให้คอยโอบกอดประคองกอดเจ้าให้หลับใหลอย่างสุขสบายเถิดหนา นาคีน้อยของพี่ "

นิลกาฬนาคราชนอนเกยหมอนข้างอยู่บนเตียง กระนั้นหมอนข้างนี้มันก็ไม่อ่อนนุ่มเท่าเนื้ออุ่นๆของสาวเจ้าเอาเสียเลย เขาถือกำไลนพเก้าที่แอบถอดมันออกมาจากข้อมือของนางนาคีน้อยตอนอยู่ในถ้ำ โดยที่ตัวนางเองก็ไม่ทันรู้ตัว และนำมาวางแนบอุระในยามนี้ หลับตาคิดไปว่าแม่น้องนางร่างบางน่าเอ็นดู กำลังอิงแอบแนบชิดคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เพียงเท่านี้ก็ช่างมีความสุขล้นเหลือ หากได้นางมาครองคู่เมื่อใด เขาคงเป็นนาคาที่มีความสุขกว่าใครๆ เป็นแน่

" รอพี่เถิดนะ น้องนางเอย พี่จะพาเจ้าลอยละล่องไปกับความรัก ความเสน่หา จะเฝ้าน้ำกล่อมเกลี้ย ไม่ทำให้เจ้าต้องช้ำใจแต่ประการใด จะยกย่องเชิดชูเพียงเจ้าเท่านั้นให้สมเกียรติ หากเจ้าเลือกพี่เป็นคู่ครอง "

นิลกาฬนาคราชพร่ำเพ้อรำพึงรำพันถึงนางในดวงใจ รักเหลือเกิน ไม่คิดว่าจะรักนางใดได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้ แต่แรกสบสายตาก็เหมือนสัญญานแห่งวาสนาได้ถูกจุดประกายขึ้นในทันทีทันใด

 .............................

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว