ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กัณหาโคตมะ

คำค้น : ความรัก พญานาค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ธ.ค. 2562 16:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กัณหาโคตมะ
แบบอักษร

กัณหาโคตมะ 

ในค่ำคืนที่อากาศเย็นสบาย บ้านไม้เรือนไทยหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในอาณาบริเวณที่รายล้อมไปด้วยแมกไม้ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของบ้านชื่นชอบเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลิ่นหอมของดอกราตรีในยามรัตติกาล ส่งกลิ่นรวยรินกรุ่นมาตามสายลม พลอยทำให้จิตใจสุขสงบปลอดโปร่งยิ่งนักในความรู้สึกของคุณวิภา รัตนากร

หญิงชราในวัยหกสิบปี หญิงแกร่งที่เลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียวมาโดยลำพัง หลังจากที่สามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เมื่อราวๆ สามสิบกว่าปีก่อน กระนั้นก็ยังทิ้งมรดกเป็นบ้านไม้เรือนไทยหลังใหญ่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน และเงินในบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมที่ดินหลายแปลงที่ปล่อยให้เช่าเพื่อเก็บค่าเช่าเป็นรายรับเสริมในแต่ละเดือน ซึ่งก็ทำให้คุณวิภาใช้มันในการเลี้ยงดูบุตรสาวอย่างกานดาโดยไม่ลำบากนัก อาจเรียกได้ว่าสุขสบาย แต่กว่าจะผ่านพ้นช่วงมรสุมจากญาติพี่น้องฝ่ายสามีที่ต้องการมีส่วนได้ส่วนเสียในมรดกส่วนนี้ของสามี ก็นับว่าเหนื่อยใจไม่น้อย

การที่ต้องสูญเสียสามีไปในวัยสาวสะพรั่ง และยังได้มรดกจากผู้เป็นสามีใช้สอยได้อย่างสุขสบาย ย่อมเป็นที่จับตามองของญาติทางฝั่งสามี รวมถึงชาวบ้านโดยรอบอยู่พอสมควร

เศรษฐีนียังสาวและยังสวย แม้จะมีลูกติดแล้วหนึ่งคน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกเสียหายอะไร แม่ม่ายลูกติดพ่วงด้วยทรัพย์สมบัติจากสามีเก่า จึงค่อนข้างเนื้อหอมไม่น้อยในละแวกนั้น มีหนุ่มๆ แวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบอยู่เสมอ ทว่าคุณวิภากลับไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษ เฝ้าอบรมเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียวเป็นอย่างดี และครองตัวเป็นแม่ม่ายสามีตายนับแต่นั้น...จวบจนบัดนี้

" เจ้าขวัญเอ๊ย ดึกดื่นค่ำคืนน้ำค้างลงแล้ว ขึ้นเรือนเถอะลูก นั่งตรงนั้นนานๆ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้ "

วิภาเยื้องกรายเดินมาที่ระเบียงบ้านด้านบน ทอดสายตามองไปที่ศาลาริมน้ำด้านล่างอันเป็นมุมโปรดของหลานสาว แสงไฟสีส้มนวลตรงทางเดินนั้น ส่งให้เห็นร่างของหญิงสาวผิวพรรณหมดจดในชุดนอนกางเกงขายาวกับเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว เรือนผมดำขลับปล่อยยาวสยายเต็มแผ่นหลัง กำลังนั่งหันหน้าไปทางท่าน้ำ

" ค่ะ คุณยาย ขวัญจะขึ้นเรือนเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ "

ขวัญวารีหันหน้าไปทางด้านหลัง อันเป็นที่ตั้งของเรือนไทย บริเวณระเบียงบ้านนั้นคุณยายของหญิงสาวยืนอยู่ พลางเรียกให้เธอขึ้นเรือนด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวเยื้อนยิ้มก่อนเอ่ยตอบด้วยเสียงค่อนข้างดังกว่าปกติ ในปีนี้คุณยายของเธออายุมากขึ้น ร่างกายเสื่อมโทรมลงไปทุกวัน หูตาเริ่มพร่าเลือน ทั้งยังเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ

กานดา ผู้เป็นบุตรสาวของวิภานั้น แต่งงานกับดนัย และด้วยหน้าที่การทำงานของสามี ทำให้กานดาต้องติดตามดนัยไปใช้ชีวิตครอบครัวที่กรุงเทพฯ หากแต่มารดาอย่างวิภานั้นไม่ยอมย้ายที่พำนักไปอยู่ด้วย กานดาจึงให้ญาติผู้น้องอย่างอรสา และ ธาม ลูกชายของอรสามาอยู่เป็นเพื่อนและคอยดูแลวิภาไปด้วยในตัว

ด้านกานดากับดนัยนั้น มีลูกสาวและลูกชาย2 คน คือ ขวัญวารี กับ ศรีธารา ซึ่งลูกสาวคนโตอย่างขวัญวารีในตอนนี้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่4 แล้ว ส่วนศรีธารากำลังจะจบมัธยมปลาย

" คุณยายยังไม่นอนอีกหรือคะ นี่ก็จะสามทุ่มแล้ว ปกติสองทุ่มหนูก็เห็นคุณยายหลับแล้ว "

ขวัญวารีเดินขึ้นมายังเรือนด้านบน ก่อนจะตรงเข้าไปช่วยประคองผู้เป็นยาย พลางเอ่ยถามอย่างสงสัย

" วันนี้วันพระ ยายจะสวดมนต์ที่ห้องพระและนั่งสมาธินานกว่าทุกวัน หนูก็เหมือนกันได้สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนตามที่ยายสอนบ้างหรือเปล่า แต่ก็นะ เด็กๆ สมัยนี้จะยังสนใจสวดมนต์ เข้าวัดทำบุญ หมั่นนั่งสมาธิอย่างคนแก่ๆ ได้อย่างไร "

" โธ่ คุณยายขา ขวัญสวดมนต์ก่อนนอนอย่างที่คุณยายสอนทุกคืนค่ะ ยิ่งวันพระก็จะสวดเยอะหน่อย แต่เรื่องนั่งสมาธินี่ ขอสารภาพเลยว่านานๆ ครั้ง แหะๆ "

เห็นวิภาถามพร้อมตอบเองเช่นนั้น ขวัญวารีก็รีบแก้ต่างให้ตัวเธอเองในทันที หากแต่ก็เอ่ยไปตามตรงเช่นกัน ว่าห่างการนั่งสมาธิไปนานพอดู

" อืม ก็ยังดีนะ หมั่นสวดมนต์นั่งสมาธิมันก็ดีกับตัวนะลูก ตายไปน่ะ เราเอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากบุญกับบาปที่สร้าง หมั่นทำบุญเยอะๆ จิตใจตัวเราเองก็ผ่องแผ้ว สิ่งดีๆ ก็เห็นในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า "

" ค่ะ คุณยาย "

หญิงสาวไม่ได้เอ่ยค้านอะไร ออกจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ยายพูดด้วยซ้ำ

" เอาล่ะ ขอบใจนะที่มาส่งยาย หนูก็ไปนอนได้แล้ว วันนี้เดินทางมาเหนื่อยๆ พักผ่อนนะลูก คิดไปก็น่าเสียดาย ตาธารน่าจะกลับมาด้วย คุยแต่โทรศัพท์ไม่ได้หายคิดถึงสักนิด "

วิภาอดที่จะเอ่ยถึงหลานชายไม่ได้ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าศรีธารานั้น เป็นคนชอบแสงสีในเมืองกรุงมากกว่า การจะให้กลับมาเยี่ยมเยือนและพักอยู่กับยายในบ้านต่างจังหวัดที่ค่อนข้างเงียบเชียบคงยาก ลำพังทุกวันนี้นานๆ ครั้ง จึงจะกลับมาเยี่ยมผู้เป็นยายเสียทีหนึ่ง ต่างกับหลานสาวอย่างขวัญวารีที่ชอบมาเยือนบ้านเรือนไทยต่างจังหวัดบ่อยๆ ปิดภาคเรียนทีไร ก็จะมาขลุกอยู่กับวิภาตลอด ครั้งนี้ก็เช่นกัน

" ตอนนี้นายธารค่อนข้างเรียนหนักค่ะ ต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย คุณยายอย่าน้อยใจไปเลยนะคะ ขวัญก็อยู่กับคุณยายแล้วนี่ไง เอาอย่างนี้ดีกว่า คืนนี้ขวัญขอนอนกับคุณยายนะคะ จะนอนกอดคุณยายทั้งคืนให้หายคิดถึงเลย "

" ได้สิลูก กลัวแต่หนูจะอึดอัดคนแก่น่ะสิ "

" ไม่หรอกค่ะ ตัวคุณยายนุ่มจะตาย หอมด้วย "

ไม่พูดเปล่า คนเป็นหลานสาวยังขยับเข้าไปกอดและหอมแก้มคุณยายอย่างออดอ้อนเอาใจ

" ปากหวาน ช่างเอาใจคนแก่เสียจริงแม่หลานคนนี้ "

" ไหนคะ ใครว่าคุณยายวิภาแก่ ดูสิ มองดูแล้วยังสวยพริ้งอยู่เลย "

ขวัญวารียิ้มแป้น ยังคงกล่าวเอาใจหญิงชราไม่หยุด หวังใจจะให้ผู้เป็นยายลืมเลือนความน้อยใจต่อหลานชายลงบ้าง

กลางดึกสงัด ร่างบางพลิกกายขยับหาความอบอุ่น มือเรียวควานหาผ้าห่ม เพื่อจะนำมันขึ้นมาคลุมกาย ทว่าหูกลับได้ยินเสียงแปลกปลอมบางอย่างคล้ายกับเสียงน้ำไหล ขวัญวารีนิ่วหน้าด้วยความรำคาญใจกับเสียงนั้น กระทั่งต้องลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัยหนัก เหลียวมองไปข้างกายก็ยังคงเห็นผู้เป็นยายนอนหลับอยู่อย่างสบาย ไม่ได้มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงนั้นแต่อย่างใด

" เสียงเหมือนสายน้ำไหล ทำไมดังอย่างนี้นะ เสียงมาจากทางไหนกัน "

หญิงสาวบ่นพึมพำอย่างงุนงง ก่อนจะค่อยๆ ขยับเคลื่อนกายลงจากเตียงแผ่วเบา ด้วยเกรงใจว่าวิภาจะตื่น อย่างไรก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าต้นตอของเสียงนั้นคืออะไร จะว่าน้าอรสาลืมปิดก๊อกน้ำหรืออะไร ก็จะได้ช่วยปิดให้เพราะรำคาญเต็มทนแล้ว ทว่าพอร่างระหงเปิดประตูก้าวขาออกจากห้องนอนเท่านั้น ร่างทั้งร่างก็ดิ่งวูบลงทันที

แสงสว่างเจิดจ้าวาบเข้ามาขับไล่ความมืดมิด ความรู้สึกโคลงเคลงปั่นป่วนจนแทบทรงตัวยืนอยู่ไม่ได้มลายหายไปในบัดดล ขวัญวารีลืมตาขึ้นมองรอบกายอย่างงุนงงระคนตื่นตาตื่นใจไปกับภาพที่เห็น

ป่า?

ใช่แล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้คือป่าเขียวชะอุ่ม แต่งแต้มไปด้วยพรรณไม้หลากสีสันละลานตา ทั้งส่งกลิ่นหอมกรุ่นรวยรินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ และที่สำคัญก็คือ ในยามนี้ไม่ใช่เวลารัตติกาลที่มีดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางนภาเช่นเดิม หากแต่เป็นเวลากลางวันที่ดวงตะวันกำลังทอแสงแรงกล้า แม้แมกไม้ใหญ่จะช่วยบดบังและให้ร่มเงาเย็นสบายอยู่ในตอนนี้ ทว่าก็ยังคงมีแสงสว่างลอดผ่านมาให้หญิงสาวได้มองเห็นสรรพสิ่งโดยรอบอย่างแจ่มชัดอยู่ดี

ในขณะที่กำลังงุนงงอยู่นั้น สายตาก็พลันมองไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาทางเธอพอดี ขวัญวารีรู้สึกดีใจ เพราะอย่างน้อยการได้พูดคุยกับใครสักคนในยามที่มืดแปดด้านเช่นนี้ อาจจะเป็นผู้ให้ความกระจ่างต่อเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอตอนนี้ก็ได้

ครั้นพอหญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ขวัญวารีก็ต้องชะงักไป ด้วยการแต่งกายที่ราวกับว่ากำลังอยู่ยุคโบราณของอีกฝ่าย พร้อมเครื่องประดับที่สวมใส่ติดกาย แม้ไม่มากแต่ก็เข้าชุดและงดงามวิจิตรทุกชิ้น

" เฮ้อ กว่าจะแอบพี่น้ำทิพย์มาได้แทบแย่ ต้องเที่ยวเล่นให้หนำใจเสียหน่อย อีกอย่างกว่าเสด็จพ่อจะออกจากการเข้าฌานครั้งนี้ คงอีกหลายวัน มีเวลาเหลือเฟือทีเดียว "

หญิงสาวผู้มาใหม่เดินเข้ามาใกล้ขวัญวารี พลางรำพึงรำพันบางอย่างออกมาคล้ายเอ่ยบ่น หากแต่แท้จริงคือการวางแผนท่องเที่ยวแดนหิมพานต์แห่งนี้นั่นเอง

กัญญาวดีนาคี คือ นางนาคีสาวแรกรุ่นตระกูลวิรูปักษ์ ผู้เป็นพระราชธิดาองค์เล็กของพญาภุชงค์นาคราช ความงดงามหมดจดอันเป็นที่เลื่องลือราวนางสวรรค์นั้น แท้จริงก็คงมีมากพอๆ กับนิสัยซุกซนของนาง ด้วยความเป็นธิดาองค์เล็กและเป็นที่เอ็นดูของพระบิดา จึงค่อนข้างดื้อรั้นและเอาแต่ใจพอสมควร

ครั้งนี้ก็เช่นกันที่นางแอบหนีออกมาจากเมืองนพรัตน์บาดาลมายังป่าหิมพานต์ เพื่อเที่ยวเล่นหาความสำราญใจ ทำเช่นนี้บ่อยครั้งจนมีสหายแดนหิมพานต์หลายตน เช่น นางกินรี คนธรรพ์ ไกรสรราชสีห์ เป็นต้น

นางทอดกายเดินเอื่อยมองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามไปเรื่อยๆ ตามทางข้างหน้าอย่างอารมณ์ดี และแน่นอนว่านางนาคี มิได้ล่วงรู้เลยว่า บัดนี้นางไม่ได้อยู่แต่เพียงลำพัง หากแต่มีใครบางคนกำลังส่งเสียงทักทายนางอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทว่ากลับไร้ผล...

" เธอพอจะรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน แล้วทางออกจากป่าล่ะ พอจะรู้หรือเปล่า "

" เราชื่อขวัญนะ เธอล่ะชื่ออะไร "

" เธอ นี่เธอไม่เห็นเราเหรอ ทำไมเป็นแบบนี้เนี่ย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ "

ขวัญวารีใจเสีย เมื่อพยายามส่งเสียงและทักทายอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะมองเห็นเธอเลยสักนิด

มือเรียวตัดสินใจเอื้อมไปข้างหน้าหมายจะจับข้อมือของหญิงสาวชุดโบราณคนนั้น หากแต่ก็คว้าได้เพียงอากาศธาตุ

" อะไรกันเนี่ย ทำไมฉันจับต้องผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เลย "

ความตกใจผสมปนเปไปกับความกลัวที่เกาะหนึบในใจตอนนี้ มันไม่สามารถกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้ดีไปกว่าท่าทีและสีหน้าแววตาที่แสดงออกมาในยามนี้

ขวัญวารีตัดสินใจเอื้อมมือไปจับอีกครั้ง คราวนี้จับที่ใหล่ของอีกฝ่ายแทน ฉับพลันก็เกิดแสงบางอย่างเล็กๆ สว่างวาบขึ้นมาที่มือของขวัญวารี หญิงสาวตกใจชะงักงันไปก่อนจะรีบชักมือออกมา หากแต่ก็ทำไม่ได้ เสมือนมีแรงมหาศาลดึงให้ขวัญวารีเข้าไปซ้อนทับกับร่างของหญิงสาวคนนี้ ที่เธอรับรู้ได้จากความคิดในหัวว่าชื่อ กัญญาวดีนาคี

เหมือนจะแนบชิดสนิทเป็นร่างกาย เป็นวิญญาณเดียวกัน แต่ความคิดคล้ายมีอีกดวงจิต ช่างอธิบายยากเหลือเกิน ขวัญวารีรับรู้ความคิดทุกอย่างของกัญญาวดีนาคี รับรู้ความรู้สึก แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งสิ้น คล้ายแฝงร่างนี้อยู่เท่านั้น แต่ความคิด ความรู้สึกและการกระทำยังเป็นของกัญญาวดีนาคีอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ที่ทำได้คือเพียงแต่มองดูความเป็นไปเท่านั้น

ไม่แฟร์เลย ทำไมอยู่ๆ เรื่องบ้าบอพวกนี้ต้องเกิดขึ้นกับเธอด้วยนะ ขวัญวารีกู่ร้องอยู่ภายในใจด้วยความโมโห หงุดหงิด ตกใจ ระคนไปด้วยความกลัว

ร่างแน่งน้อยของนางนาคีกัญญาวดีเดินชมนกชมไม้มาเรื่อยๆ บ้างก็หยุดแวะทักทายชาวหิมพานต์ที่ตนรู้จัก ดั่งเช่นครอบครัววานรตอนนี้ ก็ยังอุตส่าห์ใจดีโยนผลไม้สุกงอมบนต้นลงมาให้กัญญาวดีนาคีได้ลิ้มรสอย่างเอื้อเฟื้อ

" มะม่วงผลนี้หอมหวานยิ่งนัก ขอบใจเจ้ามากนะ "

กัญญาวดีนาคีส่งยิ้มยินดี และเอ่ยขอบคุณครอบครัววานรที่ปีนป่ายอยู่บนต้นมะม่วงที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ ริมธารน้ำใสเย็น

" หอมหวานๆ กินเยอะๆ "

การที่สรรพสัตว์ในดินแดนนี้ หรือที่เรียกว่าชาวหิมพานต์พูดได้นั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด คงมีแต่ดวงจิตของขวัญวารีเท่านั้นกระมัง ที่มองว่ามันช่างเป็นเรื่องที่แปลก หากแต่จะพูดตามจริงแล้ว เรื่องแปลกๆ เหล่านี้มันก็คงเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นมาเดินตามหาเสียงน้ำใหลยามค่ำคืนล่ะ

เมื่อเห็นท่าทางชื่นชอบผลมะม่วงของกัญญาวดีนาคี วานรผู้พ่อจึงได้เด็ดผลมะม่วงจากต้นมอบให้กับนางนาคีอีกหลายผล จนกัญญาวดีนาคีต้องรีบบอกให้หยุดส่งมะม่วงได้แล้ว เพราะนางคนเดียวคงกินไม่หมดเป็นแน่

" พอเถิด หากกินจนหมดนี้ ข้าคงตัวแตกเป็นแน่ ขอบใจสำหรับน้ำใจอันงดงาม...ว่าแต่เจ้าพอจะเห็นสหายของข้าคนใดบ้างหรือไม่ นางกินรีสกุณา หรือไม่ก็คนธรรพ์ นามว่าเพทายน่ะ "

น้ำเสียงหวานใสเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ ปกติสหายของนางก็อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์แถบนี้ เมื่อนางมาที่นี่ก็จะพบผู้เป็นสหายอยู่เสมอ ทว่าวันนี้เดินมาสักระยะแล้ว ทั้งแวะถามรายทางมาเรื่อย ก็หาได้มีผู้ใดให้คำตอบเรื่องสหายของนางได้ไม่ รวมถึงครอบครัววานรนี้เช่นกัน

กัญญาวดีนาคีปลีกตัวออกมาจากครอบครัววานร จากนั้นจึงได้หยุดพักริมสระอโนดาต ซึ่งบริเวณสระนี้ค่อนข้างเย็นเป็นพิเศษเพราะแสงแดดไม่สามารถตกกระทบมาถึงได้ ด้วยความที่เดินเท้ามาสักพักแล้ว ประจวบกับชาติกำเนิดเป็นนางนาคี ยามได้เห็นน้ำใสเย็นชุ่มฉ่ำ ทั้งยังเป็นสระน้ำทิพย์อีกด้วย จึงอดใจไม่ไหวและนึกสนุกลงไปแหวกว่ายในสายธาราแห่งนี้อย่างสบายอุรา

นางเพลิดเพลินจนลืมมองสรรพสิ่งรอบข้างเสียสิ้น ว่าบัดนี้ได้มีนาคราชหนุ่มซุ่มมองร่างงดงามของนางนาคีสาวมิวางตา...

ใจเอย...ไยจึงหวั่นใหวแลวาบหวามได้ถึงเพียงนี้ แม้นนางนาคีตนใดที่พานพบ จวบจนนางสวรรค์ชั้นฟ้าองค์ไหน ก็ไม่เคยเลยที่จะคิดสนิทเสน่หา แค่เพียงได้ยลโฉมเจ้ายอดกัลยา ตราบสิ้นชีวาขอเพียงได้ครองคู่อภิรมย์สมรัก...น้องนางเอย

คล้ายตกอยู่ในภวังค์แห่งรักแรกพบ นาคราชหนุ่มเดินเข้าไปยังริมสระอโนดาตทันที ลืมเลือนเสียสิ้นถึงความเป็นสุภาพบุรุษที่พึงกระทำ ยามที่เห็นสตรีกำลังแหวกว่ายในสายธารานั้น ควรหลีกกายเร้นไปอีกทาง มิใช่หรือไร

นางนาคีที่กำลังสนุกสนานกับสายน้ำเย็นฉ่ำ พลันต้องสะดุ้งเมื่อหันไปเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนมองนางอยู่ริมสระน้ำ ด้วยสัญชาตญานจึงรีบยกมือขึ้นมาปิดบริเวณเนินอกอิ่มนั้นอย่างกรุ่นโกรธระคนอับอาย นางถอดเพียงสไบผืนนอกกับเครื่องประดับออกเท่านั้น ทว่าผ้าคาดอกตัวในยามถูกน้ำก็แนบลำตัวชวนให้ดูไม่ค่อยสุภาพอยู่ดี แต่ใครมันจะไปคิดว่าจะมีนาคาโรคจิตยืนมองนางไม่วางตาอย่างนี้กันเล่า

กัญญาวดีนาคีตวัดสายตามองนาคาตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง นางรับรู้ได้ด้วยจิตเห็นได้ด้วยญานว่าชายตรงหน้าก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับนางนั่นล่ะ หากแต่ต่างด้วยด้วยตระกูลนาคา

" เจ้ากัณหาโคตมะ กล้าดีอย่างไรมายืนมองข้าเช่นนี้ ช่างไร้มารยาทเสียจริง ออกไปนะ อย่ามามองข้าเช่นนี้ "

นางชักสีหน้ากล่าวเสียงเขียว หากแต่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด เห็นอย่างนั้นแม้จะโกรธเพียงไร แต่กัญญาวดีนาคีก็ทำได้เพียงแต่หันหลังให้และเตรียมแหวกว่ายถอยหนีไปอีกทาง ด้วยเพราะสภาพในตอนนี้หากขึ้นจากน้ำ เพื่อไปเอาเรื่องนาคาตนนั้น ก็คงจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

ทว่าแหวกว่ายไปได้เพียงไม่ไกล กายของนางก็ถูกจู่โจมโอบรัดโดยร่างนาคราชสีดำตัวใหญ่มหึมาจนนางมิอาจสู้แรงได้ ถูกอีกฝ่ายโอบรัดพาเข้าไปภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสระอโนดาตนัก

น่าแปลก...ที่นางเป็นนาคีวิรูปักษ์ (สีทอง) กำเนิดอยู่ในชนชั้นตระกูลที่สูงกว่าเหล่านาคาอีกสามตระกูลที่ลดหลั่นลงไป คือ ตระกูลเอราปถ (สีเขียว) ตระกูลฉัพยาปุตตะ (สีรุ้ง) และตระกูลกัณหาโคตมะ(สีดำ)

แล้วเหตุใดกัน...นางจึงมิอาจสู้แรงพละกำลังของนาคาตนนี้ได้!

...................

ถ้าชอบก็ช่วยให้กำลังและติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ...เรื่องนี้ที่แต่งเพราะความที่ฝันถึงพญานาคล้วนๆเลยค่ะ ปกติแต่งแต่แนวจีนทั้งนั้น ขอบคุณล่วงหน้าที่ติดตามน๊าาา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว