ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ ๔

คำค้น : เรือสำราญสีเลือด,นิยายฆาตกรรม,นิยายสืบสวน,golffinee,golffee

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2558 11:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๔
แบบอักษร

ตอนที่ ๔

                ประตูห้องควบคุมเรือนั้นถูกแง้มไว้อยู่เล็กน้อย ณัฐเป็นคนแรกที่ผลีผลามเข้าไป...ทันทีที่เข้าไปถึง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกัปตันไรอันนั่งฟุบหน้าอยู่บนปุ่มควบคุมเรือ ข้างๆ ตัวเป็นถาดอาหารที่ถูกวางไว้ ไรอันตาเบิ่งค้างราวกับกำลังตกใจสุดขีดกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ลิ้นห้อยออกมาจากปาก ที่ลำคอเป็นรอยของมีคมกรีดเป็นทางยาว บริเวณแผลแหวะออกเป็นร่อยเล็กๆ มีเลือดไหลนองออกมาเปื้อนเสื้อและแผงควบคุม ณัฐมองภาพข้างหน้าอย่างสะอดสะเอียนจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

                บรรดาคนที่เข้ามาทีหลัง เมื่อเข้ามาพบก็มสภาพไม่ต่างไปจากณัฐนัก พ็อตที่เข้าไปมาทีหลังเบียดเพื่อนๆ เข้าไปดูศพทันที ดูจากสภาพแล้วน่าจะไม่รอด...แต่เลือดยังไหลนองอยู่ เลือดยังไม่แห้งเกรอะกรังมากนัก...บ่งบอกว่าอาจจะยังตายได้ไม่นาน เมื่อจะรู้ว่าคนตรงหน้าตายแล้ว แต่เพื่อความมั่นใจพ็อตก็ต้องเอื้อมมือไปจับชีพจรที่ข้อมือของคนตรงหน้าอีกรอบ...

                ตายแล้วจริงๆ

                “มันเกิดอะไรขึ้น” วิที่ยืนอยู่ห่างจากศพเล็กน้อยชี้ไปศพของเบื้องหน้า แต่มองได้ไม่นานก็ต้องเบือนหน้าหนี “...อาแกตายได้ยังไง...”

                “ฉันไม่รู้ ฉันเอาอาหารมาให้ ก็เจอกัปตันในสภาพนี้แล้ว”

                ติ๋วมือพยายามยกมือไม้อธิบาย ละล่ำละลักพูดออกมาน้ำเสียงสั่นพร่า จนกอล์ฟที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องเข้ามารวบมือหญิงสาวไว้แล้วกุมแน่น รอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งให้เพื่อนสาวทำให้ฝ่ายนั้นสงบลงเล็กน้อย แต่แววตายังเลิ่กลั่กหวาดวิตกอยู่

                “นี่มันเกิดบ้าอะไรวะ” ไกด์สบถออกมาอย่างหัวเสีย

                “เธอมั่นใจหรอว่าเธอไม่รู้...” วิหันขวับไปจ้องติ๋วเขม็ง จนฝ่ายนั้นหน้าเสีย “แกล้งไม่รู้หรือเปล่า ทั้งหมดอาจจะเป็นฝีมือเธอก็ได้ !

                “ไม่นะ ! ฉะ...ฉันไม่ได้ทำ”

                ติ๋วปัดป่ายมือไปมา ตัวสั่นเทาราวกับเจ้าเข้า จนกอล์ฟต้องเดินเข้ามาแทรกกลางทั้งคนสอง

                “พอเถอะ นี่มันไม่ใช่เวลามาจับผิดกันนะ ถ้าติ๋วยืนยันว่าไม่ได้ทำ แปลว่าบนเรือนี้ต้องมีคนอื่นอีกนอกจากเรา”

                “แต่ตอนขึ้นมาก็มีกันแค่นี้นี่” ณัฐยกมือเสยผมที่ปรกตาอย่างหงุดหงิดใจ “...มาใหม่ก็แค่ไอ้พ็อต”

                “เฮ้ย อย่ามามองกูแบบนั้น” พ็อตส่ายหน้าดิก “กูโดนมึงชกเกือบตายบนดาดฟ้า จะเอาเวลามาฆ่ากัปตันวะ และดูจากสภาพศพ ก็น่าจะตายได้ไม่นาน ซึ่งคนที่น่าสงสัยที่สุดคือติ๋ว เพราะเป็นคนลงมาเอาอาหารให้กัปตัน ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่บนดาดฟ้าหมด”

                “ไม่นะ ! ฉันไม่ได้ทำ ไม่ !

                ติ๋วส่ายหน้าไปมาพลางร้องเสียงหลง ก่อนจะกระถดกระถอยลนลานไปจนหลังชนกับผนัง...ตาทั้งสองข้างของเธอคลอเบ้าราวกับเสียใจมาก ทำไมทุกคนต้องคิดว่าเธอเป็นคนทำด้วย...ทั้งที่เธอหวังดีจะเอาอาหารมาเสิร์ฟแทนณัฐแท้ๆ

                “พอก่อน ตอนนี้เรายังปรักปรำใครไม่ได้ ติ๋วก็เป็นแค่ผู้ต้องสงสัย” ณัฐเอ่ยพลางหันไปหากอล์ฟ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่เกิดสถานการณ์อกสั่นขวัญแขวนขนาดนี้แล้วเธอไม่ตื่นตระหนกอย่างผู้หญิงทั้งสองคนในห้องนี้เลยซักนิด “...และอย่างกอล์ฟพูดก็มีส่วนถูก ถ้าติ๋วไม่ได้ทำ...แปลว่าบนเรือนี้ไม่มีแค่พวกเรา”

                “มึงจะบอกว่ามีฆาตกรอยู่บนเรือหรอวะ” ไกด์เอ่ยออกมา

                “กูไม่รู้ แต่มันก็มีส่วนห้าสิบเปอร์เซ็น เพราะอีกห้าสิบเปอร์เซ็นอยู่กับติ๋ว”

                “ฉันไม่ได้ทำ !” หญิงสาวร้องกรี๊ดออกมาทันทีที่มีคนพาดพิง

                “มึงมั่นใจได้ไงว่ากัปตันจะไม่ฆ่าตัวตาย เค้าอาจจะเครียดจนฆ่าตัวตายไปเองก็ได้ อยู่ในห้องคนเดียวนานๆ อาจจะคิดฟุ้งซ่านไปได้ทั้งนั้น เราไม่รู้หรอกว่าก่อนขึ้นเรือแกมีปัญหาในใจอะไร” ไกด์ออกความเห็น

                “เป็นไปไม่ได้” กอล์ฟยืนยันแทนณัฐ “ถ้าฆ่าตัวตายจริง รอบตัวต้องมีมีดหรืออะไรซักอย่างที่ตกอยู่ แต่นี่ไม่มีอะไร นอกจากถาดอาหาร”

                ว่าแล้วกอล์ฟก็เดินไปข้างๆ กัปตัน ก่อนจะมองถาดอาหารที่วางอยู่ข้างๆ หญิงสาวย่อตัวลงเล็กน้อย...พลันนั้นเองเธอพบก็คราบเลือดจำนวนหนึ่งจุดที่ติดอยู่ตรงกดถาด...คราบเลือดมีรูปทรงเป็นจุด...เหมือนผู้ตายโดนปาดคอแล้วเลือดกระเซ็นมาติดถาดเลย...

                “ติ๋ว” กอล์ฟเอ่ยออกมาโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย “...ตอนเธอเข้ามา เธอพบกัปตันตายแล้วใช่มั้ย”

                “ใช่”

                กอล์ฟเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ยังไม่ปักใจเชื่อมากนัก...อาจจะมีสาเหตุอื่นก็ได้ที่ทำให้เลือดติดที่ก้นถาดเช่นนั้น

                “ถ้ามีฆาตกรอีกคน เราจะไม่ตายห่าเหวตามกัปตันหรอวะ” พ็อตโพล่งขึ้นมาดื้อๆ ทำให้ทุกคนสีหน้าวิตกขึ้นมาทันที “...วงจรปิดไง ห้องนี้มีวงจรปิดมั้ยไอ้ณัฐ”

                ท้ายประโยคเขาหันไปถามณัฐ

                “กูไม่รู้” ณัฐตอบเสียงแผ่วตามความจริง เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับรถสำราญลำนี้

                ว่าแล้วพ็อตก็ผลีผลามเข้าไปกดปุ่มวงจรควบคุมตรงหน้าสารพัด กดมั่วซั่วเพราะหวังว่าจะมีปุ่มดูวงจรปิดบ้าง แต่ไกด์ไม่เห็นด้วย จึงกระโจนเข้ามาดึงแขนเพื่อนออกไปสงบสติอารมณ์

                “มึงจะบ้าไปแล้วหรือวะไอพ็อต กดมั่วขนาดนี้เดี๋ยวเรือแม่งก็เป็นห่าอะไรขึ้นมาพอดี ยิ่งไม่มีคนควบคุมเรือเป็นอยู่ด้วย”

                “โธ่โว้ย !” พ็อตสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะขยี้หัวตัวอย่างฉุนเฉียว

                “มึงใจเย็นๆ ก่อน” ไกด์พยายามดึงเพื่อนออกห่างจากปุ่มควมคุมเรือ “...มีใครเอาโทรศัพท์มือถือมามั้ย โทรไปยังบนฝั่งลองดูซิ”

                แล้วณัฐก็เป็นคนล้วงเอาโทรศัพท์มือถือตัวเองออกมาจากกระเป๋า ทีแรกยิ้มอย่างมีความหวังว่าจะเป็นอย่างที่ไกด์พูด...ใช่ เขามีความหวัง รวมทั้งทุกคนด้วย แต่เมื่อพบว่าบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่มีคลื่นสัญญาณเลยซักขีด รอยยิ้มเขาก็ต้องหุบลงทันควัน

                “ไม่มีสัญญาณว่ะ”

                “ดี ! ได้ตายห่ากันหมดนี่แน่”

                “ไอ้พ็อต ! มึงหุบปากไปเลยนะ ผู้หญิงเค้ากลัวหมดแล้ว” ไกด์หันไปตวาดใส่ว่าที่หมอหนุ่มนี่เริ่มจิตตกเต็มกำลัง

                “แล้วพี่ไม่รู้จักวิธีส่งสัญญาณไปที่ฝั่งเลยหรอคะ แบบสัญญาณวิทยุพิเศษฉุกเฉินที่เค้าเอาไว้ใช้ยามเรือมีปัญหาน่ะค่ะ” กอล์ฟเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง พลางหันไปทางณัฐ

                ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา ทั้งที่เขาไม่อยากทำเช่นนี้เลย

                “ปกติบนเรือใหญ่ขนาดนี้น่าจะมีเรือฉุกเฉินนะคะ เราเอาเรือฉุกเฉินออกทะเลกันดีมั้ย” วิเสนอความเห็นบ้าง

                “แต่พี่ว่าให้มันเป็นหนทางสุดท้ายเถอะ เรายังไม่รู้ว่าภายนอกจะมีพายุหรือเปล่า ออกไปมีความเสี่ยงมาก แต่อยู่บนเรืออย่างน้อยก็จะทนพายุเล็กๆ น้อยๆ ได้” ณัฐหันไปพูดกับวิ ซึ่งเธอก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

                “แต่อยู่บนเรือพวกมึงไม่กลัวตายกันหรือไง” พ็อตโพล่งออกมาอีกรอบ “...ถ้าติ๋วไม่ได้ทำก็แปลว่ามีฆาตกร บนเรือนี้ไม่ได้มีแค่เรา ใครจะไปรู้ว่ามันโรคจิตแค่ไหน ฆ่าคนเดียวได้ มั่นใจแค่ไหนว่ามันจะไม่ฆ่ายกลำเรือ”  

                “งั้นเราต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา จับตาดูติ๋วไปด้วย ดูฆาตกรไปด้วยเผื่อเจอ” ณัฐหันไปมองทุกคน แววตาเขาหม่นลงเพราะรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้ทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

                “พี่ณัฐพูดถูกค่ะ เราต้องรอ...รอให้มีคนผ่านมา หรือว่ามีสัญญารอะไรที่ติดต่อได้” กอล์ฟหันไปหาณัฐ เมื่อเธอเห็นด้วยกับเขา...เขาจึงยิ้มให้เธอเล็กน้อย

                “มั่นใจแค่ไหนว่ารอแล้วจะไม่ตายห่ากันไปจนหมดก่อน” พ็อตยังยืนยันคำเดิม

                “ไม่ตายค่ะ” กอล์ฟหันไปจ้องหน้าอดีตแฟนหนุ่มอย่างไม่ลดละ “ถ้าไม่มีคนพูดย้ำเป็นลางบ่อยๆ ไม่มีใครตายแน่นอน !

               

                ณัฐจัดแจงให้ผู้ชายนอนรวมอยู่กับเขา ส่วนผู้หญิงนอนรวมอยู่กับกอล์ฟที่ห้องข้างๆ กัน และย้ำให้ทุกคนจับตาดูติ๋วหรือคนแปลกหน้าบนเรือให้ดี พร้อมทั้งเตือนให้ทุกคนระวังตัวด้วย...จะออกไปไหนต้องไปเป็นกลุ่ม ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเขาจะต้องช่วยไกด์นำศพของกัปตันลงไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพใต้ท้องเรือ...อีกทั้งยังต้องทำหน้าที่ปลอบโยนคนอื่น รวมทั้งตัวเองด้วย

                เวลาดึกมากแล้ว เขานึกเป็นห่วงหญิงสาวทั้งสามคนในห้องข้างๆ จึงปล่อยให้ไกด์และพ็อตอยู่ในห้องตามลำพัง ส่วนเขาออกมาเคาะประตูห้องข้างๆ ไม่นานหญิงสาวผมสับสั้นอยู่ในสภาพผมเปียกน้ำ...เสื้อยืดสีฟ้าและกางเกงเลก็แง้มประตูออกมาพร้อมมีดพกขนาดเล็ก

                “พี่เอง”

                เมื่อเห็นว่าเป็นณัฐ กอลฟจึงเปิดประตูอย่างง่ายดาย

                “พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถาม น้ำเสียงเธอบ่งบอกว่าเหนื่อยใจไม่แพ้กัน

                “เหตุการณ์ข้างในปกติดีมั้ย”

                “ก็ดีค่ะ ติ๋วร้องไห้จนหลับไปแล้ว ส่วนวิอ่านหนังสือธรรมะปลอบใจตัวเองอยู่ พี่จะเข้าไปดูมั้ยล่ะ”

                “ไม่ล่ะ...” ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย มองคนตัวเตี้ยกว่าแล้วนึกเอ็นดู “พี่ไม่อยากไปรบกวนพวกเค้า”

                “พี่ณัฐดูเพลียๆ นะคะ”

                กอล์ฟกวาดสายตามองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ จริงๆ เธอก็รู้อยู่ว่าเขาคงเหนื่อย...นอกจากเหนื่อยแล้วคงยังหนักใจด้วยที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

                “พี่ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เราเถอะ โอเคแล้วใช่มั้ยกับเรื่องบนดาดฟ้า”

                “คะ?” หญิงสาวเอียงคอสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะร้องอ๋อออกมาเบาๆ เสมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ความจริงเรื่องการตายของกัปตันทำให้เธอลืมสนิทไปเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างบนดาดฟ้า

                “เป็นจนลืมไปเลยค่ะว่าเป็น” กอล์ฟพูดติดตลก

                “พี่ขอโทษนะ ที่ทำให้ต้องมาเจอเรื่องอะไรแย่ๆ แบบนี้”

                “เรื่องไหนล่ะคะที่แย่ เรื่องบนดาดฟ้า หรือห้องควบคุม”

                “ทั้งสองเรื่องเลย”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวยิ้มเล็กน้อย แต่เธอไม่รู้หรอกว่ายิ้มนั้นทำให้ณัฐใจเต้นแรงขนาดไหน “จริงๆ ต้องขอบคุณพี่มากกว่าที่เข้ามาช่วยไว้ตอนอยู่บนดาดฟ้า ไม่งั้นกอล์ฟคงรู้สึกแย่มากกว่านี้”

                “คือ...เรื่องที่พี่พูดว่า...” ชายหนุ่มยิ้มอย่างขวยเขิน “...เรื่องที่บอกว่ากอล์ฟเป็นผู้หญิงของพี่น่ะ ไม่ได้ตั้งใจ...”

                พูดยังไม่ทันจบประโยค กอล์ฟก็สวนกลับขึ้นมาเหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ

                “ช่างมันเถอะค่ะ พี่ช่วยกอล์ฟนะ...กอล์ฟเข้าใจ”

                “จริงๆ มาทัวร์เรือสำราญครั้งนี้พี่ไม่ได้ชวนไอ้พ็อตมาด้วยเลยนะ”

                “ก็พอจะรู้ค่ะ ตั้งแต่เห็นพี่กับพ็อตเจอกันครั้งแรกที่ทางเข้าเรือแล้ว แต่คงเป็นเคราะห์ซวยของเค้าด้วยมั้งคะ มาทั้งทีเลยเจออะไรที่ไม่เข้าท่าขนาดนี้”

                “เคราะห์ซวยของเราด้วย”

                “ถ้าหมายถึงกอล์ฟ...กอล์ฟซวยมาตลอดชีวิตจนชินแล้วค่ะ”

                พูดแล้วหญิงสาวก็ขำคิก แต่ชายหนุ่มตรงหน้ารู้ว่าเธอไม่ได้เจตนาจะขำเพื่อให้มันเป็นตลกอย่างที่แสดงออก เขารู้ว่าลึกๆ แล้วเธอเองก็เจ็บ...ความจริงก็อย่างที่เธอพูดออกมานั่นแหละ เธอเจ็บมานานแล้วกับเรื่องราวความรักที่กัดกร่อนความรู้สึกของเธอ บางทีเขาก็อยากจะให้เธอเปิดใจให้เขาบ้าง เขาอยากให้เธอได้รู้ว่า...การที่เธอเจอคนไม่ดีมาตลอด ไม่ได้หมายความว่าคนข้างๆ เธอ...ที่แอบรักเธอ...จะเป็นคนไม่ดีไปด้วย

                “พี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้กอล์ฟเศร้า...” ชายหนุ่มพูดเสียงเบา นึกอยากจะดึงเธอเข้ามาปลอบโยน

                “อันนี้ก็เศร้าจนเป็นปกติแล้วค่ะ” หญิงสาวพยายามจะทำให้เป็นเรื่องตลอกอีกครั้ง ก่อนจะเสเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่พี่ณัฐคิดว่า...บนเรือสำราญนี้จะมีฆาตกรจริงๆ หรือคะ”

                “บอกตรงๆ ว่าพี่ไม่รู้ และพี่ก็ไม่คิดว่าติ๋วจะทำด้วย แต่ตอนขึ้นมาเราก็เห็นกันนะว่ามีแค่พวกเราเท่านั้นอยู่บนเรือ”

                หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้ แต่ตาเหม่อมองไปข้างหน้าคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

                “แล้วกอล์ฟล่ะ คิดว่าไงกับเรื่องนี้”

                “กอล์ฟไม่รู้หรอกค่ะ”

                “โกหกพี่หรือเปล่า พี่ไปคอนโดฯ ไอ้ไกด์บ่อยๆ ไปทีไรเจอแต่เราอ่านนิยายฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนทุกที น่าจะมีความรู้ติดตัวมาบ้างแหละน่า”

                หญิงสาวยิ้มบางๆ

                “จริงๆ ก็มีอะไรน่าสังเกตบ้างนะคะ”

                “นั่นไง พี่ว่าแล้วเชียว”

                “ก็...ถ้าเราสังเกตรอยแผลที่คอกัปตันดีๆ จะพบว่ารอยมีดที่เชือดลงไปตรงเนื้อคอนั้นไม่ได้รอยเดียวค่ะ มีหลายรอยซ้ำๆ จนแผลเหวอะ บ่งบอกว่าฆาตกรน่าจะเพิ่งฆ่าคนเป็นครั้งแรก แต่เค้ากลบเกลื่อนเก่งนะคะที่ทำให้รอยเป็นคอเป็นรอยเดียวจนคนอื่นจับสังเกตไม่ได้”

                “พี่ก็เห็นเป็นรอยเดียว ไม่คิดว่าจะมีหลายรอย...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ฆาตกรคงยังมือใหม่”

                “ไม่แน่หรอกค่ะ เค้าอาจจะเคยฆ่าสัตว์ใหญ่มาก่อนก็ได้ แต่พอได้มาฆ่ามนุษย์เป็นๆ คงตื่นเต้น เลยเชือดไปหลายจังหวะหน่อย แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะว่าฆาตกรฉลาด ตกแต่งแผลให้เป็นรอยเดียวได้ดีมาก”

                “...” ณัฐมองอีกฝ่ายอย่างตะลึงงัน เขาไม่คิดเลยว่าเธอจะวิเคราะห์ได้ถึงเพียงนี้

                “นอกจากนี้ที่ก้นถาดอาหารของกัปตันยังทีคราบเลือดเป็นจุดเล็กๆ ติดอยู่ สันนิษฐานได้ว่าตอนที่ผู้ชายกำลังโดยฆ่าปาดคออยู่นั้นเลือดอาจจะกระเด็นไปโดนได้ ฆาตกรอาจจะเช็ดออก แต่ก็ยังไม่หมด”

                “นี่กอล์ฟจะบอกพี่ว่า ติ๋ว...” ณัฐอ้าปากค้าง เขาไม่อยากให้เรื่องราวเป็นแบบนั้นเลย

                “เปล่าค่ะ ก็อย่างที่บอกว่าแค่สันนิษฐาน...หรือถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่า ติ๋วอาจจะฆ่าเอง หรือคนอื่นฆ่าแล้วติ๋วอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย อาจจะถูกฆาตกรขู่ไม่ให้บอก หรือติ๋วอาจจะไม่ได้ทำ ไม่ได้อยู่ ฝีมือฆาตกรล้วนๆ ติ๋วไม่เกี่ยวข้องด้วย อันนี้มันก็วิเคราะห์ได้หลายทางค่ะ”

                “กอล์ฟเชื่อมั้ยว่าติ๋วจะเป็นคนทำ”

                “ไม่เชื่อค่ะ เพื่อนกอล์ฟเรียบร้อยมาก อีกอย่างติ๋วกับกัปตันก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีเหตุอะไรให้ต้องฆ่าแกงกันเลย”

                “แปลว่าอาจจะเป็นฝีมือฆาตกรที่ลอยนวลอยู่บนเรือ...”

                “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่ออะไรดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ติ๋วตื่นแล้ว กอล์ฟจะไปลองคุยกับติ๋วอีกทีนึง เผื่อได้อะไรมาบ้าง”

                “พี่อยากให้เราระวังตัวด้วย” สีหน้าณัฐเริ่มกังวล เขาไม่อยากให้หญิงสาวเอาตัวเองไปเสี่ยงมากนัก “พี่เป็นห่วง”

                “ขอบคุณมากนะคะ”

                กอล์ฟทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะล่ำลากับณัฐแล้วปิดประตูเข้าไปนอน ณัฐมองตามร่างเล็กที่ปิดประตูไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบใจ...เขาไม่เคยคุยกับเธอเป็นเรื่องเป็นราวนานขนาดนี้มาก่อน...เธอพูดเพราะ น้ำเสียงไพเราะน่าฟัง บุคลิกท่วงท่าสะกดสายตาของให้มองแต่เธอได้อย่างอยู่หมัด ที่สำคัญเธอรู้จักเป็นห่วงคนอื่น...ใส่ใจคนอื่น...และฉลาดเป็นกรดด้วย มันยิ่งทำให้เขาแปลกใจว่าทำไมเธอถึงโดนผู้ชายทิ้งอยู่บ่อยๆ คนพวกนั้นไม่ชอบคนๆ ดีแบบนี้หรือ

                คิดแล้วเขาก็อ้าปากกว้างเพราะง่วง เก็บไปคิดต่อพรุ่งนี้ดีกว่า...

                แล้วณัฐก็เดินเข้าประตูห้องนอนไป

                โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า บททนาของกอล์ฟและณัฐนั้น มีใครบางคนแอบฟังอยู่ด้วยตลอด !

ความคิดเห็น