ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 5

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 18:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 5
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 5

หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบในตอนนี้กลับครึกครื้นไปกับการเฉลิมฉลองให้องค์รัชทายาทคนใหม่

ค่ำคืนที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยแสงสว่างของโคมไฟ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ไปทั่วหมู่บ้านหลังหุบเขาอันห่างไกล

“เชิญดื่ม!” ไหเหล้ามากมายวางเกลื่อนกลาด เหล้าจอกแล้วจอกเหล้าถูกเชื้อเชิญขึ้นดื่มอย่างไม่ขาดสาย

“เชิญ!” ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของงานก็ต้องตอบรับทุกครั้ง เมื่อมีคนมาขอดื่มแสดงความยินดี

ภายในห้องรับรององค์รัชทายาทจางเหว่ยนั่งอยู่ในจุดเหนือกว่าผู้ใด ใบหน้าดังหยกแกะสลักยังคงสุขุมนุ่มลึก ยากหยั่งถึงภายในใจ

แต่เมื่อยามหันไปพูดคุยกับสหายรู้ใจ ดวงหน้านั้นกลับปรากฏรอยยิ้มอันน่าหลงใหลชวนมอง

...เหอะ! หวานใส่กันไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง

เด็กหนุ่มจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อมองภาพตรงหน้าก่อนจะหาทางปลีกตัวออกมา

ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินทำให้เด็กหนุ่มไม่อยากยืนอยู่ภายในห้องนั้น

 

“ท่านยังมีเรื่องอะไรปิดบังข้าอีก” หลังจากหาที่เหมาะๆ ในการทิ้งตัวลงนอน เด็กหนุ่มที่ยังคงรู้สึกหน่วงๆ ในจิตใจก็เอ่ยถามป้ายหยกในมือซึ่งในตอนนี้มันกำลังลอยอยู่เหนือใบหน้าของเขา

“ที่ท่านทำดีกับข้าก็เพราะข้าเป็นน้องของต่งซุนเทียนใช่หรือไม่” เด็กหนุ่มยังคงพูดคุยกับป้ายหยกในมือ อยากจะเอ่ยถามเจ้าของมันแต่ก็ทำได้แค่เพียงระบายกับสิ่งของที่ได้มา

“ถ้าข้าไม่ใช่น้องชายของต่งซุนเทียน ท่านจะยังสนใจข้าหรือไม่”

“คืนนั้นที่ท่านพูดถึงคือเรื่องอะไร ให้ข้ารับรู้ไม่ได้เลยหรือ”

“แล้วทำไมท่านถึง...” เด็กหนุ่มเงียบลงเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา สองครั้งที่เขาทั้งคู่เกือบจูบกัน

ถ้าไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ทำไมอีกคนไม่ขัดขืนแต่กลับคล้อยตาม

...เขาควรโทษสิ่งใด เพราะบรรยากาศพาไปหรือเพราะตัวเองที่เผลอหลงใหลไปกับอีกคน

คำถามมากมายยังคงค้างคาในจิตใจ แต่คำถามสำคัญกว่าคำถามใดคือทำไมเขาถึงต้องมารู้สึกหดหู่แบบนี้

...เขาควรทำยังไงกับความรู้สึกที่มันกำลังเกิดขึ้น เจอกันเพียงแค่สิบวันแต่ทำไมอีกคนถึงมีอิทธิพลต่อเขาขนาดนี้

 

“หงุดหงิด โว้ย!!” เด็กหนุ่มตะโกนเสียงดังลั่นหวังเพื่อระบายสิ่งที่อยู่ในใจ ยิ่งคิดถึงภาพที่อีกคนส่งยิ้มให้ซุนเทียนซึ่งในตอนนี้คือพี่ชายของตน เขาก็ยิ่งหงุดหงิด

“เจ้าเป็นอะไรหรือ?”

“เฮ้ย!” ซือเป่าดีดตัวขึ้นยืนในทันที เมื่อคนที่อยู่ในความคิดปรากฏตัวขึ้นพร้อมใบหน้าที่โน้มลงมาหา

“ข้า...กระหม่อมไม่ได้เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ” เด็กหนุ่มประสานมือค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อมตามมารยาทที่ควรทำในทันที

“พูดเหมือนที่เจ้าเคยพูด ทำตัวเหมือนที่เจ้าเคยทำ ไม่ต้องมากพิธี” องค์รัชทายาทเอ่ยพร้อมจะนั่งลงแทนที่เด็กหนุ่ม

“ไยเจ้ายังยืนอยู่ นั่งลงสิ” คนพูดตบลงยังที่ว่างด้านข้างเป็นการเชื้อเชิญ

“กระหม่อมมิบังอาจ” เด็กหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อน

“เจ้าโกรธข้าหรือ” คนที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเด็กหนุ่ม

“กระหม่อมมีสิทธิ์อะไรโกรธเคืองพระองค์” ซือเป่าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

...ข้าไม่มีสิทธิ์โกรธ ไม่มีสิทธิ์คิด ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น

“ข้าขอโทษ เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะ”

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นท่าทีของคนตรงหน้า ปกติคุณชายจางหรือองค์รัชทายาทจะวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่อยู่เสมอ ทำไมตอนนี้ถึงมีท่าทีแปลกไป

แล้วทำไมดวงตาเหยี่ยวคู่นั้น ในตอนนี้มันกำลังส่งสายตาออดอ้อนและคลอไปด้วยน้ำตา

“กระหม่อมนั่งแล้ว” แล้วเด็กหนุ่มก็ต้องรีบนั่งลง เมื่ออีกคนกำลังเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้

...นี่มันไม่ปกติแล้ว!

“ยกโทษให้จางเกอได้หรือไม่เสี่ยวตง อย่าโกรธจางเกอเลย” ไม่เพียงแค่น้ำเสียงที่ออดอ้อน แม้แต่ไหล่ของเขาอีกคนก็เอียงหัวมาพักพิง

...มีถูหัวไปมาด้วย!

กลิ่นสุราที่ลอยตลบอบอวลผสมกับกลิ่นเครื่องหอมจากตัวของอีกคน เป็นสิ่งไขข้อข้องใจของเด็กหนุ่มถึงสาเหตุของการกระทำที่แปลกไป

เมื่อกี้เขายืนอยู่ไกลจึงไม่ได้กลิ่น พอได้มานั่งใกล้แบบนี้กลิ่นสุราจึงชัดเจน และพึ่งเห็นว่าดวงหน้าของอีกคนกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ

“พระองค์เมามากแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซือเป่าเอ่ยบอกคนด้านข้างพร้อมจับมือที่ไม่ยอมอยู่นิ่งของอีกคนเอาไว้

...กรุณาอย่าไปเมาให้ใครเห็น ถ้าพระองค์จะเมาแล้วเลื้อยขนาดนี้!

“งื้อ” คนด้านข้างพยักหน้าหงึกหงักยอมรับแต่โดยดี

...มีงื้อด้วย น่ารักเว้ยเฮ้ย!

“พระองค์ควรเข้าบรรทมได้...” เด็กหนุ่มยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกอีกคนเอานิ้วชี้มาแตะริมฝีปากไม่ให้พูดต่อ

“พูดกับข้าเหมือนเดิม” คนเมามองเขาด้วยสายตาเว้าวอนจนเด็กหนุ่มต้องยอมพยักหน้ารับแต่โดยดี

“ดีมาก เจ้าเป็นเด็กดี” องค์รัชทายาทส่งยิ้มจนตาหยีให้พร้อมตบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มอย่างอารมณ์ดี

ซือเป่าจึงทำได้เพียงแค่นั่งนิ่ง กลายร่างเป็นหมอนใบใหญ่ให้อีกคนใช้พักพิงเพราะไม่รู้จะทำยังไง

“เสี่ยวตง” นั่งเงียบไปได้ไม่เท่าไหร่เจ้าของหัวที่พิงไหล่ของเขาอยู่นั้นก็เอ่ยขึ้น

...ทำไมชอบเรียกเขาแบบนั้น เขาไม่ใช่เด็กแล้วนะ

“พ่ะย่ะค่ะ...เออ...ขอรับ” เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนคำก่อนที่อีกคนจะทำอะไรแปลกๆ อีก

“ได้โปรดเข้าใจข้า ที่ข้าไม่บอกเจ้าเพราะข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย ยิ่งเจ้ารู้มากเท่าไหร่ ชีวิตของเจ้าก็ยิ่งไม่ปลอดภัย” คนเมาเริ่มพร่ำเพ้อถึงสิ่งที่อยู่ในใจ

“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าคืนนั้นที่ท่านเอ่ยถึงเกิดสิ่งใดขึ้น” ซือเป่าได้โอกาสถามในสิ่งที่อยากรู้

...ว่ากันว่าคนเมาไม่โกหก นี่แหละโอกาสทอง!

“อืม บอกได้ๆ” อีกคนพยักหน้าหงึกหงักกับไหล่ของเด็กหนุ่มก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวในคืนนั้น

“คืนนั้นก็คืนที่เจ้าจมน้ำครั้งแรก”

ซือเป่าเงียบฟังเมื่อสิ่งที่อีกคนเอ่ยคือเหตุการณ์วันที่ทำให้เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้

“ไม่รู้เพราะเหตุใดเจ้าถึงไปที่เรือนของข้าในยามวิกาล ทำให้เจ้าได้รับรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้”

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ หรือว่าหานตงไปเห็นองค์รัชทายาทกำลังพลอดรักอยู่กับพี่ชายของตน

“เจ้าไปได้ยินข้ากับเหล่าใต้เท้าปรึกษากันเรื่องตำแหน่งรัชทายาท”

ซือเป่ารู้สึกหายใจโล่งในทันทีเมื่อได้ยินในสิ่งที่คนด้านข้างเอ่ย

“เจ้าโกรธมากที่ข้าปิดบังเจ้า ข้าพยายามอธิบายอย่างไรเจ้าก็ไม่ยอมฟัง เราทั้งคู่โต้เถียงกันรุนแรง จนข้าเผลอ...” คนพูดเงียบลงก่อนจะถอนหายใจ

“ข้าเผลอตบหน้าเจ้า... หลังจากนั้นเจ้าก็วิ่งหนีข้าไป จนพลัดตกลงไปในแม่น้ำ ข้า...ข้าทำให้เจ้าเกือบตาย” ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้ง เมื่อองค์รัชทายาทยังคงโทษตัวเองว่าคือสาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มเกือบจมน้ำตาย

“ท่านอย่าโทษตัวเองไปเลย ข้าต่างหากที่ซุ่มซ่ามเอง” ซือเป่าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกคนถึงห่วงเขานักหนา ที่แท้ก็เพราะความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจนี่เอง

“ถ้าหากข้าไม่ทำให้เจ้าโกรธ เจ้าคงไม่...” ไม่ว่ายังไงอีกคนก็ยังคงรู้สึกผิด

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ท่านก็เห็นหนิ” ซือเป่ากางสองมือออกพร้อมตอบด้วยรอยยิ้ม

“อืม” คนด้านข้างพยักหน้ารับก่อนจะเอนหัวลงมาซบไหล่เด็กหนุ่มอีกครั้ง

“ข้าขอถามคำถามอีกสักข้อได้หรือไม่” เด็กหนุ่มเอ่ยถามคนที่กำลังเหม่อมองดวงจันทร์

“ได้สิ เจ้าจะถามอะไรหรือ”

“ทำไมท่านถึงให้ป้ายหยกนี้กับข้า” ซือเป่าว่าพลางยื่นป้ายหยกไปให้อีกคนดู

“เพราะเจ้าอยากได้ ข้าถึงให้เจ้า”

“แค่นั้นหรือ?” ซือเป่าถามออกไปด้วยความสงสัย นึกว่าจะมีอะไรพิเศษมากกว่านี้เสียอีก

“ใช่ เพียงเท่านั้น เดิมทีข้าพกป้ายหยกนี้ติดตัวเสมอ แต่ข้าให้เจ้าเพราะในวันเกิดครบสิบห้าปีของเจ้า เจ้าเอ่ยขอจากข้าเพื่อเป็นของขวัญ”

ซือเป่าพยักหน้าเข้าใจที่แท้หานตงก็เป็นคนขอมาพกติดตัวนี่เอง

“เจ้ามีอะไรจะถามอีกหรือไม่” คนที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราพึมพำถามออกมา

“กลับห้องของท่านเถอะ เดี๋ยวข้าไปส่ง” ซือเป่าเอ่ยบอกก่อนจะช่วยพยุงให้อีกคนยืนขึ้น แต่ดูท่าองค์รัชทายาทจะเมามายเสียจนไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้แล้วในตอนนี้

“ข้าง่วงเหลือเกิน” คนอายุมากกว่าพึมพำเสียงเบาร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่

“เดี๋ยวสิท่าน อย่าพึ่งหลับ ข้าอุ้มท่านไม่ไหวหรอกนะ” หากเป็นร่างเดิมซือเป่าคงพอจะอุ้มอีกคนได้

แต่ในร่างของหานตงเด็กหนุ่มผอมแห้งแรงน้อยที่อายุเพียงสิบห้าปีและร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กมีหรือจะอุ้มชายหนุ่มโตเต็มวัยและแข็งแรงอย่างองค์รัชทายาทไหว

“ข้าจะพาองค์รัชทายาทกลับห้องเอง” เสียงคนมาใหม่ดังขึ้นก่อนที่ร่างขององค์รัชทายาทจะถูกอีกคนช้อนขึ้นไปอุ้มแนบอก

“พี่ใหญ่ให้ข้า...” ซือเป่ารีบลุกขึ้นตาม

“เจ้าไม่มีแรงพออุ้มองค์รัชทายาทหรอกน้องรอง เจ้ารีบไปพักผ่อนเถิดประเดี๋ยวล้มป่วยอีก ส่วนองค์รัชทายาทข้าจะดูแลเอง” คำพูดเหมือนแสดงความห่วงใย แต่ซือเป่าฟังยังไงมันก็คือคำถากถางชัดๆ

“ข้ายังไม่ง่วงและข้าแข็งแรงดี พี่ใหญ่เดินทางทั้งวันคงเหนื่อยไม่น้อย ยังไงให้ข้าตามไปช่วยดูแลองค์รัชทายาทนะขอรับ” ซือเป่าส่งยิ้มตาใสให้ผู้ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชาย แสดงถึงความปรารถนาดีอย่างสุดซึ้ง

...คิดจะอยู่ด้วยกันสองต่อสองอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ

 

“ตามใจเจ้า” ซุนเทียนตอบกลับมาด้วยสายตาราบเรียบก่อนจะอุ้มองค์รัชทายาทซึ่งในตอนนี้ได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว กลับไปยังเรือนพำนัก

ซือเป่าซึ่งเดิมตามไม่ห่าง มองซุนเทียนที่ก้าวเท้าเดินด้วยความมั่นคง ไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยหรือแสดงอาการว่าบุรุษที่อุ้มอยู่นั้นมีน้ำหนักเพียงใด

ทั้งที่ตอนซือเป่าช่วยพยุง บุรุษผู้นั้นหนักอึ้งดังหินผา แต่พออยู่ในอ้อมกอดของซุนเทียนกลับดูไร้น้ำหนักประหนึ่งอีกคนเบาหวิดดังปุยนุ่น

เด็กหนุ่มก้มมองมือตัวเองก่อนจะกำเอาไว้แน่น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้ำหนักขององค์รัชทายาทจางเหว่ย แต่อยู่ที่ตัวของเขาต่างหากที่ไร้เรี่ยวแรง

ดวงตาของซือเป่ากลับไปอยู่ที่ดวงหน้าของคนที่กำลังหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของซุนเทียนอีกครั้ง

...สักวันคนที่อุ้มท่านและคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะต้องเป็นข้า

 

เช้าวันใหม่กับปัญหาใหม่ เมื่อพาหนะที่จะพาเขากลับเข้าไปในเมืองนั้นคืออาชาไนยซึ่งกำลังยืนอวดโฉมอยู่ตรงหน้า

ไม่ว่าจะเป็นในร่างนี้หรือร่างเดิมซือเป่าแทบจะไม่ได้เฉียดเข้าใกล้สัตว์จำพวกนี้ อย่าว่าแต่ขี่ เห็นใกล้สุดก็คงเป็นตอนที่ไปสวนสัตว์กับทางโรงเรียน ซึ่งเด็กหนุ่มจำไม่ได้แล้วว่ามันผ่านมานานเท่าไหร่

มองซ้ายขวาเพื่อหาตัวช่วย ก็เห็นมีแต่เหล่าทหารกับขันที จะให้บากหน้าไปพึ่งพามันก็ยังไงอยู่

ยืนพิจารณาเจ้าม้าตัวโตได้ไม่เท่าไหร่ บุคคลที่เมามายแล้วทำตัวอย่างกับเด็กเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาก็ปรากฏตัวขึ้น

องค์รัชทายาทยังคงความสุขุม เยือกเย็น วางตัวเหมาะสมกับตำแหน่งที่ตนได้รับ แตกต่างจากบุรุษที่เมามายในค่ำคืนที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง

เมื่อคืนทั้งเขาและพี่ชายพาองค์รัชทายาทไปส่งยังห้องนอนก่อนจะโดนเหล่าขันทีและนางกำนัลไล่กลับห้องใครห้องมัน จึงกลายเป็นว่าทั้งเขาและซุนเทียนก็ไม่มีใครได้ทำหน้าที่ดูแลอีกคน

“เป็นอะไรไป กลัวม้าหรือ?” หลังจากที่องค์รัชทายาทรับการเคารพจากบุคคลในบริเวณนั้นเสร็จ อีกคนก็เดินตรงเข้ามาหาเด็กหนุ่มพร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” เด็กหนุ่มไม่ลืมแสดงความเคารพคนตรงหน้า ก่อนจะตอบกลับไป

“กระหม่อมไม่ได้กลัว กระหม่อมแค่...ไม่เคยขี่ม้า” ประโยคหลังเสียงของซือเป่าเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน

...โคตรไม่เท่เลยอ่ะ

 

“เจ้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กจะเคยขี่ม้าได้อย่างไร แม้แต่แสงแดดยังแทบไม่กระทบผิวกายเจ้าเลย” พี่ชายผู้หวังดี? ที่พึ่งเดินตามเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้น

“ข้าเพียงแค่ยังไม่เคยลอง หากข้าได้ลองทำ ใครจะรู้ ข้าอาจทำได้ดีกว่าใครๆ ก็เป็นได้” เด็กหนุ่มส่งยิ้มให้ผู้เป็นพี่ชายอย่างท้าทายก่อนจะหันไปหาองค์รัชทายาทที่ยืนอยู่

“พระองค์ช่วยสอนกระหม่อมได้หรือไม่”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า” องค์รัชทายาทตอบรับก่อนจะเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่ม แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มสอนอะไรกัน ซุนเทียนกลับเอ่ยแทรกขึ้น

“กระหม่อมขอพระราชทานอภัยแทนน้องชายที่บังอาจล่วงเกินพระองค์” ซุนเทียนประสานมือคำนับ ผู้มีฐานะสูงกว่าก่อนจะเอ่ยต่อ

“เชิญพระองค์ประทับด้านในก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเป็นคนสอนน้องชายเอง”

“หากเป็นเช่นนั้น เราก็วางใจ” องค์รัชทายาทเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินกลับเข้าด้านในตามคำแนะนำของซุนเทียน

“เจ้าไม่ควรเอ่ยเช่นนั้น” เมื่ออีกคนเดินห่างไปได้พอสมควรผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายก็เอ่ยขึ้น

“ทำไมหรือ?” ซือเป่าเลิกคิ้วถามออกไป

“ท่านผู้นั้นคือองค์รัชทายาท ผู้สืบทอดบัลลังก์มังกรต่อจากองค์ฮ่องเต้ เจ้ามีสิทธิ์อันใดไปทำตัวสนิทสนมกับพระองค์” น้ำเสียงและคำพูดของซุนเทียนไม่เหมือนการต่อว่าเด็กหนุ่ม

แต่เหมือนกับว่ากำลังตอกย้ำบางสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองเสียมากกว่า สายตาที่มองตามหลังองค์รัชทายาทนั้นสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

“คำพูดนี้ พี่ใหญ่ควรบอกกับตัวเองก่อนไม่ใช่หรือ” คำพูดของเด็กหนุ่มเจ็บแสบไม่ต่างจากการเอาน้ำเกลือราดลงไปบนแผลสด

“....” คนด้านข้างเงียบลงก่อนจะเดินไปจับสายบังเหียนมายื่นให้กับซือเป่า

“เจ้าต้องขี่ม้าให้ได้ก่อนออกเดินทาง” การเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที เป็นการบอกว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดนั้นถูกต้อง

เมื่อคืนซือเป่านอนรื้อฟื้นความรู้ที่เคยร่ำเรียนมา ถึงมันจะน้อยนิด แต่เด็กหนุ่มก็พอจำได้รางๆ ว่าตามประวัติศาสตร์กล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเอาไว้ว่า

หลังจากฮ่องเต้อ้ายหมิงขึ้นครองราชย์ก็ได้พบกับต่งซุนเทียน บุรุษรูปงามซึ่งต้องพระทัยของพระองค์ในทันทีเมื่อยามแรกพบ

แต่สิ่งที่ร่ำเรียนมากับสถานการณ์ที่พบเจอกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่รักแรกพบ

เมื่อตอนที่อยู่ในร่างเดิมเด็กหนุ่มเคยคิดเล่นๆ เอาไว้ว่า หากเป็นรักแรกพบ การทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้อ้ายหมิงกับต่งซุนเทียนคงเป็นเรื่องง่าย แต่ในตอนนี้เขาคงต้องคิดใหม่เสียแล้ว

การที่ทั้งคู่เป็นสหายกันก่อนฮ่องเต้อ้ายหมิงขึ้นครองราชย์ แถมต่งซุนเทียนยังมีส่วนช่วยผลักดันให้จางเหว่ยได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาท จนได้ขึ้นเป็นองค์กษัตริย์ มันเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ยากจะทำลายลงได้ง่ายๆ

แต่โชคก็ยังพอจะเข้าข้างซือเป่าอยู่บ้าง จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนน่าจะยังเป็นเพียงแค่สหายรู้ใจ ยังไม่น่ามีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของคนทั้งคู่ให้พัฒนาไปมากกว่านั้น

สำหรับองค์รัชทายาท ซือเป่าค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเช่นนั้น แต่กับซุนเทียน ในใจน่าจะกำลังเริ่มมีความรู้สึกอะไรบ้างไม่มากก็น้อย

เด็กหนุ่มคิดทบทวนจนตัดสินใจแล้วว่า ระหว่างหาทางกลับไปยังโลกปัจจุบัน เขาก็จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ ทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางคนทั้งสองไม่ให้พัฒนาความสัมพันธ์มากเกินไปกว่าที่เป็นอยู่

...ตระกูลต่งจะต้องไม่ใช่ส่วนเกี่ยวข้องในการกำเนิดสำนวน ‘พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ’

 

เด็กหนุ่มที่คิดการใหญ่มองสองบุคคลผู้ซึ่งเป็นเป้าหมายอย่างใช้ความคิด เมื่อตลอดเส้นทางคนทั้งคู่แทบไม่ออกห่างจากกัน

ซุนเทียนจะคอยขี่ม้าตามหลังองค์รัชทายาทจางเหว่ยไม่ห่าง คอยดูแลอยู่เคียงข้าง ระวังตัวรอบทิศทาง ทำตัวเป็นองครักษ์ประจำกายอีกคน ทั้งที่มีเหล่าทหารรายล้อมระวังเภทภัยไม่น้อย ซุนเทียนก็ยังคงวิตกกังวล

องค์รัชทายาทเองก็ไม่ได้ขัด แต่มีหันมามองเขาด้วยความเป็นห่วงบ้างในบางครั้ง

...ไม่ได้จะให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ไม่ได้

ซือเป่าเริ่มคิดหาทางขัดขวาง ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองเข้าไปแทรกกลางระหว่างสองคนนั้น

“โอ๊ย!” และการตกม้าก็คือสิ่งที่เด็กหนุ่มเลือกทำ อาศัยที่ยังขี่ม้าไม่ค่อยคล่องและร่างกายที่อ่อนแอมาเป็นข้ออ้าง

“หานตง!” และคนที่ดูเป็นห่วงเขามากกว่าใครก็คือองค์รัชทายาทผู้มีความผิดในใจ

“เจ็บ...กระหม่อมเจ็บข้อเท้าพ่ะย่ะค่ะ” ข้อดีของร่างนี้คือความอ่อนแอที่สามารถนำมาเรียกร้องความสงสารจากใครต่อใครได้ไม่ยาก

“ข้อเท้าคุณชายรองต่งน่าจะพลิกพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอที่เข้ามาดูเอ่ยขึ้น

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าขึ้นมาขี่ม้ากับเราดีหรือไม่” องค์รัชทายาทยื่นข้อเสนออย่างไม่ถือตัว เพราะเข้าใจว่าเด็กหนุ่มที่เสียความทรงจำคงไม่ไว้ใจใครนอกจากตัวเอง

ซือเป่ายกยิ้มในใจเมื่อเป็นไปตามแผน ก่อนจะต้องทำหน้าเซ็งเมื่อใครบางคนขัดขึ้น

“หานตงมิบังอาจกระทำเช่นนั้น ให้ขี่ม้ากับกระหม่อมดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” ซุนเทียนคนเดิมเอ่ยขึ้นก่อนจะเข้ามาช่วยพยุงเด็กหนุ่ม

“เจ้าไหวหรือไม่หานตง” ถึงอย่างนั้นองค์รัชทายาทก็ยังคงเป็นห่วงเขาไม่น้อย

“กระหม่อมไหวพ่ะย่ะค่ะ” ซือเป่าตอบกลับไปก่อนจะให้คนช่วยพยุงขึ้นไปขี่ม้ากับผู้เป็นพี่ชาย

“ถ้าเช่นนั้นก็เดินทางต่อเถอะ” องค์รัชทายาทส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปยังม้าของตัวเอง

การเดินทางดำเนินต่อไปด้วยความเร็วคงที่ เด็กหนุ่มค่อนข้างพอใจกับผลการแกล้งเจ็บตัวของตน ถึงจะไม่เป็นตามที่คิด แต่ซือเป่าก็สามารถแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ได้

การที่เขาได้เกาะติดซุนเทียนแบบนี้ อีกคนจึงต้องหันมาให้ความสนใจกับเขาแทนการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์รัชทายาท

ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้เป็นไปได้ว่าระหว่างเดินทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น

จากที่เคยดูซีรีส์ฝ่ายตรงกันข้ามน่าจะใช้โอกาสนี้ส่งนักฆ่ามาดักรอ เพื่อลอบทำร้าย ก่อนที่องค์รัชทายาทจะได้กลับเข้าวัง

ซือเป่าไม่รู้สึกเป็นห่วงในจุดนี้เพราะยังไงองค์รัชทายาทจางเหว่ยก็ได้ขึ้นครองราชย์

แต่เด็กหนุ่มกลับกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน

ทฤษฎีสะพานแขวน อาการตกหลุมรักเมื่อพบเจอเหตุการณ์น่าตื่นเต้น หรือเมื่อต้องฟันฝ่าอุปสรรคบางอย่างด้วยกัน

ร่างกายของคนเราจะผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลีน เมื่อรู้สึกตื่นเต้นหรือตกอยู่ ณ ภาวะคับขัน ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวเดียวกันกับเวลาที่เรารู้สึกตกหลุมรักใครสักคน

หากระหว่างการเดินทางกลับแล้วเกิดอะไรขึ้น ซุนเทียนจะต้องเข้าไปช่วยเหลือองค์รัชทายาทอย่างแน่นอนและมีสิทธิ์ที่ทฤษฎีนี้จะเกิดขึ้นกับทั้งสองคน

ดังนั้นเขาต้องขัดขวางไม่ให้มันเกิดขึ้นมา ไม่ให้ทั้งสองคนพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

เด็กหนุ่มมัวแต่คิดขัดขวางคนทั้งสอง จนลืมไปว่าทฤษฎีสะพานแขวนนั้นสามารถเกิดขึ้นกับตัวเองได้และมันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย....

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

ซือเป่าเจ้าแห่งการวางแผน ระวังเถอะวางไปวางมาจะเข้าตัวเอง

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป

ซือเป่าของเราจะต้องเจอกับอะไรอีกและเขาจะสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้หรือไม่

รอติดตามกันต่อไปจ้า

1 คอมเม้น = 1 กำลังใจ

มาคุยกันบ้างอะไรบ้างนะเออ

 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน

#หานตงอ้ายหมิง

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น