ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ ๒

คำค้น : เรือสำราญสีเลือด,นิยายฆาตกรรม,นิยายสืบสวน,golffinee,golffee

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ธ.ค. 2558 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๒
แบบอักษร

ตอนที่ ๒

                แสงไฟสปอร์ตไลต์เริ่มฉายสาดลงกระทบพื้นหญ้าเขียวขจี บริเวณสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเวลาพลบค่ำเริ่มมีผู้คนบางตาลง ริมสนามทั้งสองฝากมีเหล่านักศึกษาหลายคณะเริ่มทยอยเดินกลับที่พัก บางคนที่รักสุขภาพก็จะเริ่มมาวิ่งออกกำลังกายกัน บ้างก็มาเล่นแบดมินตัน กระโดดเชือก หรือกระทั่งเต้นคัพเวอร์ก็มี กล่าวได้ว่าเวลาหลังเลิกเรียนเช่นนี้บริเวณสนามฟุตบอลครึกครื้นไปด้วยเหล่าหนุ่มสาวที่รักสุขภาพเลยก็ว่าได้

                “อะแฮ่ม น้องสาวครับ พี่อยากจะขอดูบัตรประชาชนหน่อย อยากรู้ว่าคำนำหน้าชื่อของน้อง...ขึ้นต้นด้วยคำว่านางสาว หรือว่านางฟ้ากันแน่ สวยชิบหาย ฮ่าๆ”

                ไกด์ที่นั่งอยู่ริมสนามฟุตบอลเพื่อรอลงฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ ผิวปากเรียกความสนใจจากกลุ่มสาวๆ เสื้อชอปสีแดงเลือดนกที่กำลังเดินผ่านตรงหน้า ประโยคที่เขาใช้หยอกเอิ้นทำให้นักศึกษาหญิงกลุ่มนั้นเบ้ปาก ก่อนจะมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดสวนกลับมาว่า

                “พวกเราใช้คำนำหน้าบัตรประชาชนกันว่า นาง ค่ะ...มีสามีกันแล้วทุกคน !

                “โดนแล้วไงมึงไอ้ไกด์ ฮ่าๆ”

                “เป็นชู้กับแฟนชาวบ้านผิดศีลนะเว้ย”

                กลุ่มชายหนุ่มที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่นั่งข้างๆ ไกด์พากันร้องเฮฮาขึ้นมาอย่างถูกอกถูกใจ  มีเพียงไกด์เท่านั้นที่นั่งหน้าเสีย แต่เพียงไม่นานก็กลับมายิ้มครื้นเครงกับเพื่อนตามเดิม

                “ไอ้ไกด์”

                เสียงเรียกมาจากด้านหลังทำให้ไกด์ที่กำลังนั่งกับกลุ่มเพื่อนหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี

                “ไอ้ณัฐ !

                “เออ กูเอง ตอนเช้าโทรหากูเกือบยี่สิบกว่าสาย กูนึกว่าใครตาย”

                ณัฐขมวดคิ้ว เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว เผยให้เห็นแผงอกแน่นกำยำและกล้ามทั้งสองข้างที่เป็นมัดได้รูปสวยขนาดพอดี กางเกงขาสั้นสีดำที่ใส่มาเพื่อร่วมเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ นั้นทำให้เห็นขนหน้าแข้งบ้างประปรายตามประสาวิสัยชายหนุ่มทั่วไปที่ไม่ค่อยจะดูแลเรื่องพรรค์นี้นัก แต่นั่นเหมือนจะไม่ได้เป็นข้อบกพร่องของเขาเลยสักนิด เพราะผิวที่ขาวราวกับหยวกกล้วย ผนวกกับใบหน้าที่หล่อเหลา...คิ้วเข้มดกเป็นทรง ดวงตาเรียวยาวคล้ายมีเชื้อจีนอยู่ จมูกโด่งเป็นสันสวย ริมฝีปากสีชมพูบางๆ ราวกับคนสุขภาพดี เพียงแค่นี้ก็ทำให้บรรดาสาวๆ ที่เดินผ่านไปมาต้องเผลอหันไปมองทุกราย จนไกด์เคยตั้งฉายาให้อย่างอิจฉาว่า...ไอ้หล่อสะกดสายตาหญิง

                “กูก็ต้องมีเรื่องดิ” ไกด์ดึงณัฐออกมาห่างจากกลุ่มคน “แล้วทำไมมึงไม่รับสายกู”

                “เรียนอยู่โว้ย ว่าแต่มึงมีเรื่องอะไร”

                “กูล่ะเบื่อไอ้พวกเด็กสถาปัตย์ติสท์แตกอย่างมึงจริงๆ”

                ไกด์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เขากับณัฐเรียนกันอยู่คนละคณะ แต่เริ่มมารู้จักและสนิทกันก็ตอนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่ง ทั้งสองเจอกันในชมรมฟุตบอล เพราะด้วยคุยกันถูกคอ ไปไหนไปกัน เวลาหล่อหลอมทั้งสองคนมากระทั่งเรียนถึงปี ๔ ทำให้กลายเป็นเพื่อนรักกันโดยไม่รู้ตัว

                “ถ้ามึงจะโทรเรียกกูมาเพื่อบ่นล่ะก็...กูขอบาย วันนี้กูนั่งฟังอาจารย์บ่นมาทั้งวันแล้ว” ณัฐทำท่าจะเดินหนี

                “เออ ไม่บ่นก็ได้วะ” ไกด์รีบดึงเพื่อนไว้ ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวา “...ว่าแต่ไอ้พ็อตไม่ได้มาด้วยนะ”

                “ไม่นี่ ทำไมวะ”

                ณัฐเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัยในตัวเพื่อน ปกติทุกเย็นอย่างนี้ ถ้าพ็อตว่างก็จะมาร่วมเล่นฟุตบอลกัน พ็อตก็จัดเป็นคนหนึ่งที่มาจากต่างคณะแล้วสนิทกับพวกเขาตอนเข้าชมรมฟุตบอล แต่พ็อตอาจจะดีกรีสูงสาวเหลียวตามมากกว่าหน่อยเพราะรายนั้นเรียนแพทยศาสตร์ แถมยังพ่วงตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยมาด้วย

                “ก็เรื่องสำคัญที่กูจะคุยกับมึง ไอ้พ็อตจะรู้ไม่ได้...เพราะเป็นเรื่องของน้องกู !

                “กอล์ฟ...” ได้ยินชื่อนั้นแล้วณัฐก็เผลอเรียกออกมาอย่างไม่รู้ตัว

                “ใช่”

                “แล้วทำไมวะ กอล์ฟกับพ็อตก็เลิกกันไปนานแล้วนี่ มึงจะขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมอีก หรือว่า...” ณัฐหรี่ตาอย่างจับผิด “...มึงแค้นแทนน้องวะ ที่ไอ้พ็อตหักอกน้องมึง”

                “เหอะ กูแยกแยะออกเว้ยว่าคนไหนน้อง คนไหนเพื่อน เรื่องความรักของใครก็ตามกูไม่อยากเข้าไปยุ่งนักหรอก มันเป็นเรื่องของคนสองคน”

                “มึงนี่ท่าจะดูละครมามาก พูดเป็นลิเกเชียว”

                “ไอ้เชี่ย กูไม่ตลก !

                สีหน้าที่นิ่งขึมและจริงจังของไกด์ทำให้ณัฐเริ่มจะสงสัย

                “แล้วตกลงมันเรื่องอะไรวะ เมื่อไหร่มึงจะเข้าเรื่องให้กูรู้เนื้อรู้หนังซักที”

                “คือ...” ไกด์กลืนน้ำลายลง วูบหนึ่งที่เสมองไปทางอื่นคล้ายไม่อยากจะเล่า แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจยาว อาจจะเพราะคิดมานานแล้วว่าจะเล่าให้เพื่อนฟัง จึงเริ่มเอ่ยออกไป “...กูสงสัยว่าน้องกูจะเป็นโรคเครียดว่ะ ตั้งแต่โดนหักอกมานี่น้องกูดูซึมเศร้ายังไงไม่รู้ ตอนกลางคืนก็ฝันร้ายจนร้องออกมาซะกูตกใจ กูว่าถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ ไม่ดีแน่”

                “มึงไม่พาไปหาหมอวะ” ณัฐเสนอความเห็น

                “กูเคยลองพูดแล้ว นี่โดนโกรธหนักเลย เค้าหาว่ากูมองว่าเค้าเป็นบ้า”

                “อย่าบ้าเลย น้องมึงสวย...กูเสียดาย ฮ่าๆ”

                “ไอ้นี่ ! ยังมามีอารมณ์ตลก”

                “อ่ะๆ แล้วมึงจะให้กูช่วยอะไร” ณัฐพยายามปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น “...ให้ช่วยเป็นแฟนมั้ย”

                ไกด์มองหน้าเพื่อน...สบตากันอย่างเข้าใจ เขารู้ว่าณัฐไม่ได้พูดเล่น ณัฐชอบน้องสาวของเขาจริงๆ เพียงแต่ว่าตอนนั้นพ็อตชิงจีบกอล์ฟเป็นแฟนไปก่อน จนกระทั่งเลิกกัน ณัฐก็พยายามทำคะแนน...ซื้อของไปให้ ดอกไม้ ตุ๊กตา สารพัดของขวัญหรือสิ่งสวยงามที่คิดว่าผู้หญิงสามัญจะชอบ แต่เปล่าเลย...กอล์ฟไม่ใช่ผู้หญิงดาษดื่นอย่างที่ณัฐคิด เธอไม่เคยรับอะไรจากเขาและพูดตัดเยื่อใยไปตรงๆ ว่าเธอไม่ชอบ แม้ว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างพากันหลงใหลในตัวเขาก็ตาม นั่นจึงทำให้ณัฐถอดใจ...แอบมองเธออยู่ห่างๆ เมื่อเธอมีแฟนแล้วก็ใจแป้วเหมือนลูกโป่งโดนเข็มเจาะจนแฟ่บลง แต่เมื่อได้ข่าวว่าเธอเลิกกับแฟนเขาก็จะใจชื้นฟองตัวเป็นลูกโป่งประหนึ่งถูกอัดแก๊สเข้าไปอีกครั้ง วนเวียนเป็นวัฏจักรการแอบรักแบบนี้ไปเรื่อยๆ ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร

                “กูอยากพาน้องกูไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตา”

                ไกด์เอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจเมื่อคิดไปถึงสภาพที่น้องสาวเป็นอยู่ตอนนี้

                “ได้สิ มึงจะให้กูช่วยยังไง เที่ยวต่างประเทศหรือในประเทศกูจัดให้” ณัฐพูดออกมาจากใจจริง “...เรื่องเงินไม่ต้องห่วง”

                “กูรู้ว่าพ่อมึงรวย กูไม่ใช่เพื่อนเหี้ยๆ ที่จะเกาะมึงนะเว้ย ที่เล่าให้ฟังนี้กูจะชวนน้องกูไปเที่ยวที่ไหนซักแห่ง ให้น้องกูพาเพื่อนไปด้วยซักคนสองคน ส่วนกูก็จะชวนมึงไปด้วย”

                “เข้าใจแล้ว ที่มึงเลือกชวนกูไม่ชวนไอ้พ็อต ก็เพราะไอ้พ็อตเป็นแฟนเก่าน้องมึง ไปเที่ยวด้วยกันกลัวจะเศร้าหนักกว่าเดิมอีกว่างั้น”

                “ใช่”

                “โอเค กูเข้าใจมึงแล้ว แล้วมึงคิดว่าจะพาน้องมึงไปเที่ยวไหน”

                “กูอยากไปตั้งแคมป์”

                “น้องมึงชอบตั้งแคมป์กับมึงมั้ย”

                “น้องกูชอบน้ำทะเล...”

                “ไอ้เชี่ย ! เอาที่น้องมึงชอบดิ งั้นไปเที่ยวทะเลกัน”

                “น้องกูไม่ชอบคนเยอะ ไปเที่ยวทะเลคนอย่างกับตลาดนัดคลองถม เดินไปทางไหนแทบจะเหยียบกันตาย”

                ณัฐนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มกริ่มแล้วเอ่ยออกมาว่า

                “กูรู้แล้วว่าจะพาน้องมึงไปเที่ยวที่ไหน”

                “ที่ไหน?” ไกด์ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจกับท่าทีของอีกฝ่าย

                “เชื่อสิ น้องมึงต้องชอบแน่ๆ”

 

                กอล์ฟมองไปยังวิที่ลากกระเป๋าลงท่าเรือแล้วนึกขำ...ทางท่าเพื่อนสาวดูจะทุลักทุเลเอาการ เพราะนอกจากจะพะวงกับกระเป๋าที่ลากและร้องเท้าส้นสูงที่ใส่แล้วแล้ว กระโปรงที่สั้นเพียงคืบนั้นก็เหมือนจะเป็นอุปสรรคหนึ่งในการเดินผ่านไม้สะพานเพื่อไปสู่ตัวเรือสำราญ ถัดจากวิไปก็เป็นติ๋ว...รายนั้นดูเหมือนจะเข้าใจทัวร์ล่องเรือสำราญเป็นอย่างดี เพราะแต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมเป้สะพายหลังเดินเหินได้สะดวกรวดเร็ว กอล์ฟเห็นแล้วหลุดขำออกมาเบาๆ...เพื่อนสองคนของเธอนี่ต่างคนต่างสไตล์จริงๆ

                เพียงไม่นานกอล์ฟก็ละสายตาจากเพื่อน หันขึ้นไปมองบนเรือสำราญขนาดมหึมาเทียบเท่าตึกสิบชั้น...สัมภาระของเธอนั้นคงถูกไกด์ยกขึ้นไปจัดเก็บบนเรือแล้วเรียบร้อย เพราะเธอเห็นพี่ชายเดินหอบของพะลุงพะลังขึ้นเรือไปพร้อมกับผู้ชายหน้าขาวเนียนคนหนึ่ง...ชื่อว่าณัฐสินะ เท่าที่เธอจำได้ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของพี่ชาย เพราะเธอเคยเห็นเขาไปหาพี่เธอบ่อยๆ ตอนอยู่คอนโดมิเนียม วูบคิดไปถึงนายณัฐนั่นแล้วเธอก็นึกสงสัยขึ้นมาครามครัน เพราะพี่ไกด์เคยบอกว่าทัวร์ล่องเรือสำราญครั้งนี้เป็นความคิดของเขา เนื่องจากพ่อของเขาเป็นพ่อค้าน้ำมันอันดับต้นๆ ของประเทศ พ่วงด้วยธุรกิจเรือสำราญอีก...แล้วแน่นอนว่าเรือสำราญยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าเธอตอนนี้ก็เป็นของเขา...

                สองวันก่อน ไกด์เล่าให้เธอฟังว่าณัฐอยากไปล่องเรือสำราญคลายเครียดหลังจากสอบเสร็จ เลยชวนพี่ชายและเธอไปด้วย อีกทั้งยังใจกว้างอย่างที่เธออดสงสัยไม่ได้ เพราะเขาอนุญาตให้เธอพาเพื่อนสาวมาได้อีก ๒ คน แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี...เพราะกอล์ฟคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอะไรถ้าจะมาล่องเรือยักษ์ดูน้ำทะเลอย่างไม่มีเงินหล่นกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว ซึ่งเธอก็ชอบสีเขียวอมครามและเกลียวคลื่นสวยๆ ของน้ำทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

                แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ กอล์ฟก็ยังอดสงสัยในความคิดพิลึกพิลั่นของณัฐไม่ได้ ล่องเรือสำราญข้ามน้ำข้ามทะเลทั้งทีไม่ใช่เงินแค่บาทสองบาท ถ้าเธอเป็นพ่อของเขา...หมอนี่โดนเขกมะเหงกยับ !

                “เฮ้ พาเพื่อนขึ้นมาได้แล้วกอล์ฟ”

                หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงพี่ชายตะโกนมาจากบนเรือ เธอจึงหันไปมองเพื่อนสาวทั้งสองคนที่เดินเข้ามาใกล้เธอแล้ว เธอจึงเดินนำขึ้นไปบนเรือก่อน

                ทันทีที่ก้าวขึ้นไปบนตัวเรือสำราญ กอล์ฟก็พบว่าด้านในตัวเรือนั้นผิดที่เธอคาดไว้มาก อารามทีแรกคิดว่าคงมีแต่ห้องนอน...ที่นั่งรับลมเล่นๆ เพียงเท่านั้น แต่เมื่อจักษุสัมผัสกับภาพเบื้องหน้าแล้วเธอก็ได้แต่ตะลึงงัน นึกอยากยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะภายในตัวเรือชั้นล่างสุดเป็นร้านรวงต่างๆ ที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งทาง ไม่ต่างอะไรกับการไปเดินซื้อของในถนนคนเดินเลย เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นไปด้านบน เธอก็พบว่าตัวเรือน่าจะมีอยู่ประมาณ ๕ ชั้น แต่ละชั้นดูโอ่อ่าน่าค้นหาจนเธอนึกอยากจะวิ่งขึ้นไปดูเสียตอนนี้...ถ้าไม่ติดว่าสายตาของผู้เป็นเจ้าของเรือกำลังจ้องมองอยู่...

                “โอ้โห นึกว่าเดินขึ้นมาโรงแรมระดับห้าดาว”

                วิเดินขึ้นมาบนเรือแล้วร้องขึ้นมาด้วยความตื่นตะลึง ส่วนติ๋วก็ไม่ต่างกัน...แต่รายหลังนั้นเหมือนจะไวกว่าคว้าโทรศัทพ์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปรอบๆ ตัวเรียบร้อยแล้ว

                “เป็นไงสาวๆ สวยใช่มั้ย” ไกด์เอ่ยขึ้นพลางมองน้องสาวและเพื่อนๆ ด้วยสีหน้าระบายรอยยิ้ม

                “ขอให้ทุกคนสนุกกับทัวร์ครั้งนี้นะครับ” ณัฐกวาดตามองลูกเรือไปเรื่อยๆ และมาหยุดตรงร่างบางที่ไว้ผมสับสั้นซอยคล้ายเด็กผู้ชาย “...โดยเฉพาะน้องลูกกอล์ฟ เก็บเกี่ยวความสุขให้เต็มที่นะครับ”

                “ทำไมต้องเจาะจงที่ฉัน?” กอล์ฟขมวดคิ้วแน่น มองณัฐอย่างสงสัย

                ไกด์ขยับไปชนไหล่ณัฐเล็กน้อยเป็นการเตือนให้รู้ตัว ก่อนจะช่วยแก้ต่างว่า

                “ไม่มีอะไรหรอก ไอ้ณัฐมันก็เป็นงี้แหละ ป้ำๆ เป๋อๆ”

                “อ้าว ! ไอ้นี่...” ณัฐหันไปมองเพื่อนตาเขียวปัด

                “หรือไม่จริงวะ”

                “ถ้ากูป้ำๆ เป๋อๆ มึงก็เอ๋อล่ะวะ”

                “พอเถอะค่ะ” สุดท้ายติ๋วที่ยืนมองอยู่นานก็เอ่ยแทรกขึ้น “...อย่าทะเลาะกันเลย หนูอยากไปล่องเรือแล้ว ไปกันได้หรือยังคะ”

                “ถ้าคุณหนูทุกคนพร้อมแล้วก็ไปครับ”

                ประโยคดังกล่าวเป็นของชายวัยกลางคนในชุดสีขาวคล้ายเครื่องแบบทหารเรือ เขาโค้งศีระลงเล็กน้อยเมื่อทุกคนในวงสนทนาหันมามอง

                “ผมชื่อ ไรอัน นะครับ อายุ ๓๙ ปี เป็นลูกครึ่งไทย – สหรัฐฯ และวันนี้ก็มาทำหน้าที่เป็นกัปตันเรือสำราญให้คุณหนูได้มีความสุขกับการทัวร์ในครั้งนี้ครับ”

                ณัฐพยักหน้าไปยังสาวๆ ที่อ้าปากเหวอ คงมัวแต่ตะลึงเลยไม่ทันได้สังเกตว่ามีอีกคนยืนอยู่

                “ไว้ใจอาแกได้นะ พ่อเลือกให้คนที่ดีที่สุดมาดูแลพี่และพวกเราอยู่แล้ว”

                ไรอันยิ้มน้อยๆ ให้กับทุกคน

                “ขอต้อนรับสู่เรือสำราญ Lovey & Happy นะครับ ก่อนอื่นขอแนะนำก่อนว่า เรือสำราญที่คุณหนูๆ จะต้องพักอยู่ ๕ วันต่อจากนี้มีทั้งหมด ๖ ชั้น ชั้นแรกสุดที่คุณหนูๆ ยืนอยู่ตอนนี้เป็นร้านสรรพสินค้าในเรือสำราญนะครับ พนักงานขายของอาจจะไม่มีเพราะคุณหนูณัฐต้องการความเป็นส่วนตัวในการทัวร์ครั้งนี้”

                “แต่ถ้าใครอยากได้ของชิ้นไหนในร้านบอกพี่ได้เลยนะ” ณัฐเอ่ยแทรกขึ้น

                “ต่อนะครับ” ไรอันยิ้มอีกครั้ง “ส่วนชั้น ๒ เป็นห้องพัก คุณหนูๆ มีอยู่ทั้งหมด ๕๐๐ ห้อง คุณหนูๆ ประสงค์จะพักห้องไหนก็ตามสบายเลยครับ แต่ขออย่างเดียวควรพักห้องติดๆ กันหน่อยเผื่อมีปัญหาอะไรผมจะได้ดูแลได้ทันท่วงทีทุกคน เพราะพนักงานบนเรือมีผมคนเดียว”

                “เพราะพี่อยากได้ความเป็นส่วนตัวที่สุด เลยไม่ให้พนักงานคนไหนขึ้นมาเลยนอกจากกัปตันไรอันมาช่วยขับเรือให้เรา” ณัฐหันไปมองหญิงสาวทั้งสามคนอีกครั้ง ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจ

                “ส่วนชั้น ๓ เป็นห้องอาหารทั้งหมด ๑๐ ห้อง แน่นอนว่าไม่มีพนักงานอย่างที่บอกไว้ คุณหนูประสงค์อยากทำอะไรรับประทานสามารถทำได้เลยครับ เครื่องมืออุปกรณ์ รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ เรามีให้ครบครัน” ลุงไรอันเว้นวรรคเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนคิดตาม “...ส่วนชั้น ๔ เป็นโรงละคร คาสิโน รวมถึงบาร์ ให้คุณหนูๆ หาความสำราญได้ตามใจชอบ ส่วนชั้นที่ ๕ เป็นดาดฟ้า มีสระว่ายน้ำขนาดย่อม หน้าผาขนาดย่อม สนามกอล์ฟและสนามบาสเกตบอลขนาดย่อมให้คุณหนูๆ ได้ออกกำลังกายกัน นอกจากนี้ยังมีมุมพักผ่อนให้คุณหนูๆ ชมทิวทัศน์ทะเลอันไกลโพ้นด้วย”

                “อุ๊ย ชั้นนี้น่าสนใจเนอะ” ติ๋วหันไปพยักหน้ากับวิ ซึ่งเธอก็ยิ้มตอบเป็นเชิงว่าเห็นด้วย

                “มีใครสงสัยอะไรมั้ยครับ” ไรอันกวาดสายตามองวัยหนุ่มสาวเบื้องหน้า

                “ไปกันเถอะค่ะ” กอล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “...รีบไปรีบกลับ”

                ไกด์หันไปสบตากับณัฐโดยบังเอิญ เหมือนจะรู้ใจกันว่ากอล์ฟคิดอะไรอยู่

                “งั้นทุกคนไปเอาของไปเก็บห้องพักเลยนะครับ เรือจะเริ่มออกจากท่าเวลา ๑๐.๐๐ น.” ไรอันก้มลงดูนาฬิกาข้อมือเล็กน้อย “เหลือเวลาอีก ๕ นาที ให้ทุกคนได้เอาสัมภาระไปเก็บ เราจะออกเดินภูเก็ตไปถึงมาเลเซีย ถึงที่นั่นแล้วจะให้ทุกคนได้ลงชอปปิ้งตามสบาย แล้วผมจะวกเรือกลับมาภูเก็ตอีกครั้ง เราจะมาถึงที่นี่อีกในวันที่ ๕ ตอนเช้ามืด คุณหนูๆ ท่านใดมีอะไรสงสัยมั้ยครับ”

                เมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไร วงสนทนาจึงตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ไรอันจึงทำลายความเงียบด้วยการขอตัวไปดูความพร้อมของเรือสำราญ ส่วนไกด์ก็อาสาช่วยวิและติ๋วเอาสัมภาระขึ้นไปเก็บที่ห้องพัก ระหว่างประตูทางเข้าเรือสำราญตอนนี้จึงมีเพียงณัฐและกอล์ฟยืนนิ่งงันอยู่สองคน

                “ไปบนดาดฟ้ากันมั้ย ขึ้นลิฟท์แก้วไป” ณัฐบุ้ยปากไปทางลิฟต์ที่อยู่ข้างบันไดขึ้นไปชั้น ๒ “...เดี๋ยวพี่พาทัวร์เรือเอง”

                “ไม่เป็นไรค่ะ แต่กอล์ฟขอถามอะไรหน่อย”

                หญิงสาวจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง ทำเอาเขารู้สึกเย็บวาบกับวลีที่จะหลุดออกมาจากริมฝีปากเธอ

                “เรือทั้งใหญ่ทั้งกว้างขนาดนี้ ค่าน้ำมันไม่ใช่บาทสองบาทแน่ๆ พี่คิดยังไงถึงให้พวกเราไปด้วยฟรีๆ”

                “พี่...”

                “มันมีอะไรมากกว่าไปล่องเรือเฉยๆ ใช่มั้ย”

                “เฮ้ย...ไอ้ณัฐ ! จะไปล่องเรือทั้งทีทำไมไม่ชวนกูวะ”

                เสียงทุ้มห้าวที่ดังมาจากบันไดทางขึ้นเรือทำให้ทั้งสองคนที่กำลังตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดหันไปมองพร้อมกัน ณัฐเมื่อเห็นเจ้าของเสียงนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ส่วนกอล์ฟนั้น...ตัวแข็งเป็นหิน !

                “มีณัฐ มีไกด์ จะขาดพ็อตไปได้ไงวะ มันก็ไม่ครบทีมสามหล่อสิเว้ย !

ความคิดเห็น