ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

♫ ♬ ♪ ♩ ‘เสียง’ เต้นรำในคืนเดือนมืด ✐ - บทที่ 1

ชื่อตอน : ♫ ♬ ♪ ♩ ‘เสียง’ เต้นรำในคืนเดือนมืด ✐ - บทที่ 1

คำค้น : ❥ทำนายทายรัก✡THE SERIES : ♫♬♪♩ ‘เสียง’เต้นรำในคืนเดือนมืด ✐ (กันย์xกุมภ์)

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2558 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
♫ ♬ ♪ ♩ ‘เสียง’ เต้นรำในคืนเดือนมืด ✐ - บทที่ 1
แบบอักษร

 

 

 

 

♩ เสียงเต้นรำในคืนเดือนมืด  (กันย์xกุมภ์)

 

 

 

 

 

"แอลรู้ไหมว่านาฬิกากับเวลาต่างกันยังไง”

“พี่ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น แอลไม่อยากฟัง”

“นาฬิกาถ้าเราให้ใครไปมันยังขอคืนมาได้ แต่เวลา.. ถ้าให้ใครไปแล้วไม่มีวันที่จะเอาคืนมาได้"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วครับ พรุ่งนี้กลับบ้านได้”

 

“ขอบคุณนะครับคุณหมอ”

ห้องมันดูหนาวๆเน๊าะ ใครก็ได้ปรับแอร์ให้ผมที..

อากาศมันเย็นตั้งแต่ที่หมอทิ้งให้คนป่วยอย่างผมอยู่กับร่างสูงที่กำลังทำหน้าจริงจังอยู่ในห้องตามลำพัง!

 

“พี่เชนท์.. แอลคอแห้ง”

ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแหบๆฟังดูน่ากลัว ลุกขึ้นนั่งบนเตียงผู้ป่วยมองร่างสูงที่รินน้ำใส่แก้ว ก่อนจะยื่นมันมาให้ผม

           

           “แอลไม่มีแรง ป้อนหน่อยนะ”

ผมฉีกยิ้มกว้างพยายามทำท่าทางที่คิดว่าน่ารักที่สุด ทั้งที่สภาพผมตอนนี้มันซีดเปื่อยเป็นผีดิบดีๆนี่เอง

 

“พี่เชนท์โกรธแอลเหรอ”

 

เขาเมินหน้าหนี ไม่ยอมคุยกับผมสักคำ หึๆ แต่อย่างพี่เชนท์นะเหรอจะงอนผมได้นาน? ผมใช้แขนเล็กๆที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีแรงดึงเอวแกร่งมากอดแน่น

 

“ทำไมชอบทำให้พี่เป็นห่วง”

 

“แอลขอโทษ”

ผมบอกเสียงอ่อยอย่างคนสำนึกผิดเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าๆของอีกคน

 

“ทำไมแอลต้องฆ่าตัวตาย”

“แอลไม่ได้ฆ่าตัวตายสักหน่อย”

ผมเถียงกลับเสียงอู้อี้เพราะกำลังซุกหน้าตัวเองกับหน้าท้องแกร่งของพี่เชนท์

 

 

“ไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่กินยานอนหลับเป็นกำๆ?”

 

“พี่เชนท์! แอลไม่ใช่เด็กอนุบาลนะจะได้ไม่รู้วิธีกินยานอนหลับ แต่ตอนนั้นเอลก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมกินไปซะเยอะ แอลแค่รู้สึกเครียดมึนๆเบลอๆ แอลผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมต้องดุแอลด้วย ฮึก!

 

 “โอ้ๆ ไม่ร้องนะครับ”

 

พี่เชนท์ลูบหัวปลอบ เมื่อได้ยินผมพูดเสียงสั่น ผมสะอึกแล้วแกล้งดึงเสื้อพี่เชนท์มาเช็ดหน้าเช็ดตาทั้งที่มัน..ไม่-มี-น้ำ-ตา-สัก-หยด! นี่ใคร.. แอลร้อยเล่มเกรียนนะบอกเลย ฮ่าๆ

 

 “แล้วแอลเครียดเรื่องอะไรละครับ”

 

 

          “ก็แอลฝันร้าย”

 

            “ฝันร้าย?”

 

“อื้อ” ผมพยักหน้าเอาเป็นเอาตายเพื่อนยืนยัน

 

            “แอลฝันว่าอะไรครับ”

 

            “แอลฝันว่า..” ผมหยุดชะงักเมื่อนึกถึงความฝันแปลกๆ

 

            “ฝันว่า?”

 

 

“พี่เชนท์ทิ้งแอล!

 

          “โธ่ เด็กน้อย มันก็แค่ฝัน”

พี่เชนท์ยิ้มขำๆจนผมอดหน้าบูดไม่ได้ นี่จริงจังนะครับ จริงจัง!

 

            “แต่มันเหมือนจริงมากแล้วแอลก็ฝันติดๆกันมาหลายวันแล้วด้วย”

 

            “ไม่ต้องกลัวนะ พี่สัญญา พี่จะไม่ทิ้งแอลไปไหนหรอก”

 

            “จริงนะ?”

 

            “จริงสิ”

 

            “งั้นเกี่ยวก้อย”

 

 

ผมยื่นนิ้วก้อยออกไป ทำอะไรเหมือนเด็กๆแม้อายุจะเลยวัยที่ต้องมากระโดดยางหรือเตะบอลตอนพักเที่ยงแล้วก็ตาม พี่เชนยิ้มอ่อนละมุนแบบที่เคยทำประจำ เขายื่นนิ้วมาเกี่ยวก้อยอย่างไม่ถือสากับนิสัยชอบเล่นอะไรเป็นเด็กของผม

 

“ครับ พี่สัญญา พี่จะไม่ทิ้งแอลและจะอยู่ข้างๆแอลตลอดไป”

 

 

 

 

 

เธอคงพอรู้ ในสิ่งเหล่านี้..โดยไม่มีถ้อยคำบอกไว้

 

 

 

 

 

“หูย.. สวยมากกกกกกกกกกก”

 

 

ผมลากเสียงยาวๆเมื่อภาพตรงหน้าคือบ้านขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่สวยจนไม่อาจละสายตาไปได้ บ้านสีขาวสะอาดตัดกับสวนนั่งเล่นสีเขียวชอุ่ม ต้นไม้และดอกไม้นาๆชนิดดึงดูดให้ผมวิ่งเข้าไปดูพวกมันใกล้ๆมองจากข้างหน้าดูเป็นเพียงสวนเล็กๆ ทว่ากลับความจริงกลับใหญ่กว่าที่ตาเห็น แต่ที่น่าตกใจกว่านั่นคือบางสิ่งที่ตั้งวางอยู่ใต้ต้นลีลาวดี

 

“พี่จำได้ว่าแอลเคยบอกว่าอยากเล่นเปียโนใต้ต้นไม้”

ผมยิ้มโชว์ฟันขาวแทนคำตอบ เดินไปหาเปียโนตัวสีขาว ลูบแผงคีย์เบาๆก่อนจะกดมันทีหนึ่งจนเกิดเสียงไพเราะที่คุ้นหู

 

“พี่เชนท์ซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกแอลบ้าง”

 

“เซอร์ไพร์.. ของขวัญครบรอบสามปีที่เราคบกัน”

 

“...”

บึ้มมมมมมม! ระเบิดกลายเป็นโก้โก้ครั้ช!

 

ภาพโฆษณาอาหารเช้าซีเรียลชื่อดังแว่บเข้ามาในหัว ความรู้สึกผมตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า ฟิน-โคตร!!’ ฟินเหมือนโกโก้ครัชท่วมทุ่มสาลีไปแล้วววววว

 

 

“แต่มันไม่มากไปหน่อยเหรอ” ผมบอกทั้งที่ปากยังยิ้มไม่หยุด

 

“พี่อยากให้แอล.. ข้างหลังมีสระน้ำด้วยนะ พี่รู้ว่าแอลขี้ร้อนเผื่อวันหยุดจะลงไปเล่น”

 

ผมตาโตเป็นสองเท่าเมื่อได้ยินแบบนั้น ค่อยๆมองตามนิ้วที่พี่เชนท์ชี้ ก้าวขาฉับๆเดินไปยังจุดหมายนั่นทันที น้ำสีฟ้าใสที่อยู่ตรงหน้าทำเอาผมนึกอยากถอดเสื้อกระโดนลงเล่นน้ำแล้วว่ายท่ากบขึ้นมาดื้อๆ!

 

“เพิ่งออกจากโรงบาลพี่ไม่อนุญาตให้เล่นนะ”

 

“พี่เชนท์อ่ะ..” รู้ทันตลอด!

 

“ไม่ต้องอ้อนเลย งด! เข้าไปดูข้างในตัวบ้านกัน”

 

“อื้อ!

 

 

ผมพยักหัวขึ้นลงเร็วๆ ดันหลังพี่เชนท์ให้นำทางเข้าบ้านซึ่งมีทั้งหมดสองชั้น ชั้นแรกมีห้องนั่งเล่นอยู่ทางด้านซ้าย ห้องครัวและห้องกินข้าวอยู่ทางขวา เปิดประตูไปด้านหลังเป็นสระว่ายน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นห้องไหว้พระ ถัดมาเป็นห้องนอนรับแขก ห้องแต่งตัวและสุดท้ายเป็นห้องนอนของผมกับพี่เชนท์ ฮิ้ววว

 

 

“แอลย้ายมานอนกับพี่ที่นี้แหละ พี่ขอแม่เราเรียบร้อยแล้ว”

 

“คร้าบบบบ”

 

ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงไซต์คิงแล้วเอนหัวซบไหล่พี่เชนท์ยิ้มๆก่อนที่รอยยิ้มจะถูกแทนด้วยสีหน้างงงวย

 

 

            “ทำไมรูปนี้พี่เชนท์ทำหน้าดุจัง”

 

ผมเดินไปหยิบกรอบรูปที่ถูกวางไว้บนโต๊ะไม้เล็กๆมุมห้อง มองรูปพี่เชนท์ในเวอร์ชั่นเข้มๆตลอดเวลาที่รู้จักกันผมไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้เลยสักนิด ไม่มีรอยยิ้ม ทำหน้านิ่งๆมองกล้องแต่คงเพราะอ่อร่าความหล่อบวกกับชุดสูทมันเลยดูไม่เหมือนถ่ายรูปบัตรประชาชน

 

“ยังกับร็อตไวเลอร์”

 

อันนี้ไม่ได้กวนนะครับ คือมันดูดุจริงๆ ฮ่าๆ พี่เชนท์ไม่ตอบ เพียงแค่ยิ้มบางๆให้ มือใหญ่ยกมาลูบหัวผมเล่นเบาๆ.. ทำแบบนี้จะบอกว่าผมต่างหากที่เป็นหมาใช่ไหมเนี่ย?

 

            “แอลไปอาบก่อนนะครับ เสร็จแล้วลงมาทานข้าว เดี๋ยวพี่ลงไปทำข้าวเย็นรอ”

 

            “อื้อ”

 

ผมตอบรับว่าง่าย มีพี่เชนท์เหมือนมีแม่ ฮ่าๆๆ งานบ้านงานครัวพี่แกทำเป็นหมด ผิดกับผมที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เจียวไข่ยังไหม้ อย่างเก่งก็กวาดบ้านถูบ้าน ผมหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำ ยืนอยู่ใต้ฝักบัวปล่อยให้สายน้ำเย็นๆไหลผ่านกาย กะจะอาบนานๆเพราะตอนที่นอนแช่อยู่โรงบาลรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวเลยจริงๆ

 

            แอล..

 

            เสียงสายน้ำยังคงดังไม่ขาดสาย ผมเอื้อมมือไปปิดมันเมื่อหูคลับคล้ายคลับคลาได้ยินเสียงใครเรียกชื่อผม แต่พอเงี่ยหูฟังดีๆกลับได้ยินเพียงความเงียบ

 

อืม.. สงสัยจะหูฟาดละมั้ง

 

            ฮื่อๆ

 

            “...” เสียงร้องไห้..

 

แอล..

 

เรียกชื่อผม..

           

           ผมหายใจสะดุด ขนแขนสแตนอัพไม่ทันตั้งตัว หันซ้ายหันขวามองหาที่มาของเสียงแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รีบอาบน้ำแต่งตัวเหมือนสมัยมัธยมที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปโรงเรียนสาย..

 

บางทีผมคงต้องให้หมอเช็คประสาทหูบ้าง ใครจะมาร้องไห้เรียกชื่อผมกลางวันแสกๆแบบนี้ได้ละ!!

 

 

 

 

 

            “ความรักที่อยู่ในความทรงจำเหรอ?”

 

            “คือแอลอยากให้คนฟังรู้สึกว่ามันมีความสุขแต่ก็เศร้าจนอยากร้องไห้นะ”

 

            ผมจ้องมองกระดาษสีขาวที่มีตัวโน๊ตขีดเขียนได้สองสามบรรทัด.. ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจใช้ดินสอขีดฆ่าแล้วขยำกระดาษขว้างไปด้านหลังโดยไม่สนใจว่ามันจะรกห้องหรือไม่

 

            “ถ้ายังคิดไม่ออกก็พักก่อนสิ กระดาษเกลื่อนพื้นหมดแล้วนะ”

 

            “ฮื่อออออ ทำไมมันตันแบบนี้!

 

 

ผมแหกปากโวยวาย รับแก้วโกโก้ร้อนที่พี่เชนท์ชงมาให้

 

“คุณเสือเขาจะเอาอัลบั้มเพลงนี้ภายในสองเดือนนะสิ บ้าไปแล้ว!

 

 

ย้ำสองเดือนครับ มาเป็นอัลบั้ม! อาชีพผมคือนักแต่งเพลง และถึงแม้มันจะเป็นงานศิลปะที่บังคับกันไม่ได้แต่ผมที่มีประสบการณ์การทำงานมาไม่น้อยก็รู้ดีว่า แม้จะเรียกว่าศิลปะแต่ก็ต้องมีกฏระเบียนในตัวมันเอง สร้างผลงานออกมาในเวลาที่กำหนด..แต่สองเดือนกับอีกสิบเพลง ต้องเขียนทั้งทำนองและคำร้องคนเดียวนี่มัน..โหดร้ายไปแล้วเว้ยยยย

 

 

 “แล้วคราวนี้แอลแต่งให้ใครละ”

 

 

Dark Sun วงน้องใหม่ที่พึ่งได้รับคัดเลือกจากโครงการลับอะไรของคุณเสือเมื่อปลายปีนั่นแหละ”

 

ผมบ่น ไม่ใช่ว่าไอ้เพลงที่ใช้เวลาแต่งแค่วันสองวันมันจะไม่เคยมี ก็มีครับแต่นั้นคือเขาช่วยกันหลายคน แต่ผมมาแบบกล้าหาญชาญชัยมาก หน่อเดียวกระเทียมลีบเลย.. ผมชอบแต่งทุกแนวแหละครับแต่ที่ถนัดสุดคือแนวเพลงอินเลิฟ แต่โจทย์อัมบั้มคราวนี้มันไม่ใช่ไง

 

“ย้ายมานั่งนี่มา”

พี่เชนท์ดึงแขนผมลุกขึ้นไปนั่งเก้าอี้ที่ลากมาจากมุมห้อง แล้วนั่งแทนที่ผมเมื่อกี้นี้

 

“พักฟังพี่เล่นเปียโนก่อน แล้วค่อยแต่งเพลงต่อดีไหม?”

 

“อื้อ”

 

ผมว่าเสียงกระตือรือร้น ไม่อยากจะอวดว่าพี่เชนท์เล่นเปียโนเก่งมากๆแม้จะเล่นแค่เป็นงานอดิเรกก็ตาม นอกจากนี้บางเพลงที่ผมเขียนจริงๆก็ได้พี่เชนท์ช่วยคิดช่วยแก้เหมือนกัน พอผมเครียดๆจากงานพี่เชนท์ก็มักจะเล่นเปียโนให้ผมฟังเสมอ

 

“ไหล่ใครเอ่ย น่าซบจัง”

 

ผมว่าแล้วเอนหัวซบไหล่พี่เชนท์ เหลือมองนิ้วที่ไล่ไปตามคีย์บอร์ดของเปียโนตัวสีขาวอย่างเคลิมเคลิ้ม ท่วงทำนองที่อธิบายความรู้สึกไม่ถูกไหลเข้ามาในหู สะกิดต่อมความรู้สึกในใจจนผมเผลออินไปกับทำนองของมัน

 

 

“พี่แต่งเมโลดี้ไว้ครึ่งหนึ่ง เนื้อเพลงก็ไม่มี ไม่รู้จะพอเป็นแนวให้เราได้หรือเปล่า”

 

“ช่วยได้มากเลยละพี่เชนท์ เล่นซะแอลอินเลย!

 

“ไอ้เด็กคนนี้มันเวอร์จริง”

 

พี่เชนท์ขยี้หัวผมอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้

 

            “เอ้า ก็แอลอินของแอล!

 

            ผมเถียงกลับไม่ยอมแพ้ ได้ไงละ อยู่ดีๆมาหาว่าเวอร์ซะงั้น

 

            “พรุ่งนี้ไปทะเลกันไหม”

 

“ที่ไหน!

 

“เสม็ด”

 

            “เสร็จทุกราย?” ผมยิงมุก

 

            “คราวนี้เดี๋ยวได้เสร็จจริง”

 

            “แก้ผ้านอนรอบนเตียงอะบอกเลย”

 

 

ผมยักคิ้วใส่ ทำเป็นพูดดีไปงั้นแหละ..

 

คบกันมาสามปีอย่างมากก็จูบ มากกว่านี้ไม่เคยฮ่าๆ ผมเดินหนีไปเก็บกระเป๋าอย่างดี๊ด๊า ก็แน่ละ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลก็เอาแต่หมกตัวอยู่บ้านมาสองอาทิตย์เต็มๆ ไม่เบื่อให้มันรู้ไป เหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆแต่ผมยังแต่งไม่เสร็จสักเพลง..งานนี้คุณเสือได้หักคอผมแหงๆ!

 

 

 

 

 

เธอคงพอรู้ จากทุกความเป็นไป..ในวันที่สองเราใกล้กัน

 

 

 

 

 

 

จากกรุงเทพถึงระยองใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆก็ถึง..

 

เราจอดรถกันไว้ที่ท่าเรือไม่ลืมใช้บริการฝากรถแบบเหมาจ่ายเพื่อนความปลอดภัยเพราะเราจะอยู่กันสองอาทิตย์เต็มๆบนเกาะ ที่อยู่นานขนาดนั่นก็เพราะพี่เชนท์อยากให้ผมได้เปลี่ยนบรรยายในการแต่งเพลงนะสิ! ไม่ได้มาเที่ยวเฉยๆนะครับ

 

“ผีเสื้ออะไรตัวใหญ่กว่าบ้าน”

 

 

“ผีเสื้อสมุทร”

 

พี่เชนท์ส่ายหัวยิ้มๆ ใช้สายตามองไปที่รูปปั้นนางผีเสื้อสมุทรตัวใหญ่ที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่เกาะ.. เอ๊า ก็มุกคิดสด! ต้องมีแป๊กกันบ้างสิครับ

 

“งั้นลิงอะไรโรแมนติก”

 

“ก็ลิงตัวนี้ไง”

 

พี่เชนท์ว่าพรางบีบแก้มข้างซ้ายผมซะแรง

 

“ผิด”

 

ผมหยิกแก้มพี่เชนท์คืนบ้าง แรงจนขึ้นรอยแดงจางๆ ฮ่าๆ มันเป็นกฏของเรานะครับเวลาทายคำถามผิดต้องโดนหยิบแก้ม แต่กฎแปลกๆแบบนี้อย่าคิดว่าผมเป็นคนเริ่มนะ บอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อเพราะคนที่คิดกฎนี้ขึ้นมาคือพี่เชนท์นั้นแหละ

 

แอล ไหนๆเราก็เป็นแฟนกันแล้ว พี่ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม

 

ใบหน้าหล่อที่ผมมักแอบมองบ่อยๆกำลังแดงราวกับเขินอะไรสักอย่าง

 

อะไรเหรอครับ

 

พี่อยากจะขอ..

 

นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้น.. ไอ้เราก็นึกว่าจะขออะไรที่ฟังดูโรแมนติกๆ เผลอบ้าจี้ไปเขินอยู่ตั้งนาน! พอตอบตกลงเป็นแฟนด้วย พี่แกก็ขอหยิบแก้มหยุ่ยๆของผมทันทีพร้อมให้เหตุผลว่า

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่พี่เห็นเรา พี่ก็อยากหยิกแก้มแดงๆนั่นจะแย่แล้ว

 

หื้อ ผมควรจะดีใจไหมครับ ตกลงพี่เชนท์ชอบผมหรือแก้มผมกันแน่

 

“เฉลยมาสิ”

 

“ลิงจั๊ก”

 

รักจริงนะคร้าบบบ ฮิ้ววว เล่นเองเขินเอง ฮ่าๆ

 

“ถนัดจริงนะเราไอ้มุกแป้กๆนะ”

 

 

พี่เชนท์ขยี้หัวผมจนยุ่ง แต่ถึงจะพูดแบบนั้นพี่เชนท์ก็ยังเป็นคนเดียวที่ยอมฟังยอมขำไปกับมุกแป้กๆของผมอยู่ดี

 

พอขึ้นท่าเรือพี่เชนท์ก็เช่ามอเตอร์ไซต์คันหนึ่งราคาต่อชั่วโมงเรียกว่าแอบแพงไม่เบา แต่ก็ต้องเช่าเพราะบ้านพักที่พี่เชนท์จองไว้อยู่อีกฝากหนึ่งของท่าเรือ ขืนเดินไปแบกกระเป๋าหนักๆไปได้ขาลากแน่ ขับไม่นานก็ถึงบ้านไม้หลังเล็กที่ตั้งเดี่ยวๆอยู่ไม่ไกลจากหาด

 

 

หื้อ.. พักแบบส่วนตัวสุดๆ คงแพงกระเป๋าฉีก แต่ที่น่าทึ่งคือพี่เชนท์ไปหาเปียโนมาจากไหนไม่รู้ พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอมันตั้งเด่นหราอยู่ในห้องนั่งเล่น

 

“เอาของวางไว้แล้วไปหาอะไรกินกัน”

 

“อาหารทะเลลลลล”

 

พอพูดถึงท้องก็ร้องขึ้นมา เราต้องขี่มอเตอร์ไซต์กลับไปเพราะหาดที่พักไม่มีร้านอาหารหรือเซเว่น ต้องไปแถวหาดทรายแก้วถึงจะมี

 

“เราไม่ได้มากินข้าวกันเหรอ”

 

ผมถามออกไปงงๆเพราะพี่เชนท์แค่แวะเข้าเซเว่นแล้วขี่มอไซต์พากลับบ้านพักเลย อย่าบอกนะว่าจะให้กินขนมแทนข้าวเย็น.. แต่ไม่ทันที่พี่เชนท์จะตอบ แสงเทียนและอาหารมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าบ้านก็ตอบข้อสงสัยผมหมดสิ้น

 

“นึกยังไงอยากกินข้าวใต้แสงเทียนกับแอล”

 

ปกติพี่เชนท์ก็ดีอยู่แล้วครับแต่ไม่ได้ทำอะไรเวอร์ๆแบบนี้

 

“ก็พี่อยากใช้เวลาอยู่กับแอลให้นานที่สุดแล้วก็ดีที่สุดนี่ครับ”

 

พี่เชนท์บอกขณะเลื่อนเก้าอี้ให้ผมนั่งลง ข้าวอะไรไม่ต้องกินมันแล้วเพราะผมแทบจะสำลักน้ำตาลตาย! มดเต็มโต๊ะแน่งานนี้ฮ่าๆ

 

“แอลเชื่อที่หมอดูคนนั้นทักเราไหม”

 

ผมชะงักข้าวที่กำลังตักใส่ปากเมื่อจู่ๆพี่เชนท์ก็ถามเรื่องเมื่อสามเดือนที่แล้วขึ้น

 

“คนที่ทักว่าเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ถ้ายังคบกันต่อไปก็ต้องแยกย้ายลาจากนะเหรอ”

 

“อืม”

 

“ไม่อะ แอลว่ามันไร้สาระทั้งเพ เขาเป็นใครก็ไม่รู้อาจจะเป็นคนบ้าก็ได้นะพี่เชนท์”

 

ผมบอกพี่เชนท์อย่างไม่ชอบใจเมื่อนึกถึงคำพูดพวกนั้นจากคนแปลกหน้า ใครจะไปเชื่อเรื่องงมงายพวกนี้กันละ



 

 

 

 

 

“แอล ตื่นได้แล้วครับ”

 

เสียงกระซิบและลมหายใจอุ่นๆที่ข้างหูไม่อาจกระตุ้นต่อมความง่วงให้หายไปได้ ผมพลิกตัวหนีพี่เชนท์อย่างสะลึมสะลือ ไม่คิดจะเปิดเปลือกตาหนักๆขึ้นมามองคนเรียกแม้แต่น้อย

 

“อื้อ แอลขออีกห้านาทีนะ”

 

“ก็ได้ครับ แต่ห้านาทีจริงๆนะเดี๋ยวไม่ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น”

 

“อื้อออ”

 

ผมครางตอบแบบไม่ใส่ใจนัก รู้สึกเพียงไออุ่นที่กอดรัดจากด้านหลัง อยากนอนอยู่ในอ้อมกอดพี่เชนท์แบบนี้นานๆจัง..

 

“แอล..”

 

“อื้อ”

 

 

ผมครางอืออย่างขัดใจเมื่อได้ยินพี่เชนท์เรียกชื่ออีกครั้ง แต่หนังตาผมมันลืมไม่ขึ้นจริงๆ ก็ปกติผมไม่ได้ตื่นเช้าขนาดนี้นี่น่า

 

“แอล.. ตื่นเถอะ”

 

“ผมบอกแล้วไงว่าขออีกห้าที”

 

ผมถอนหายใจยาว ลืมตาขึ้นมองพี่เชนท์อย่างขัดใจทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นสีหน้างงงวยของคนที่นอนอยู่ข้างๆแทน

 

“แอลตื่นก็ได้ ไม่เห็นต้องปลุกกันไม่หยุดแบบนี้เลย”

 

“พี่ไม่ได้ปลุกแอล”

 

“...”

 

 

“แอลบอกว่าขออีกห้านาทีพี่เลยนอนรอเราตื่น”

 

อีกแล้ว..

 

ผมได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อผมอีกแล้ว แต่ในห้องนี้ก็มีแค่ผมกับพี่เชนท์ ไม่ได้มีคนอื่นอยู่เลย แล้วผมก็ไม่เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างเช่นผีอะไรนั่นด้วย แต่ว่า..งั้นเสียงที่ผมได้ยินละ? มันมาจากไหน หูฟาดไปเองงั้นเหรอ?

 

 

 

ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆซะแล้วสิ..

 

 

 

ความคิดเห็น