ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 18 You Are Only One Who Make Me Feel Like This (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 18 You Are Only One Who Make Me Feel Like This (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.7k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ธ.ค. 2558 10:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 18 You Are Only One Who Make Me Feel Like This (100%)
แบบอักษร

 

 

You Are Only One Who Make Me Feel Like This

 

 

 

 

                “ทิวา!?”

 

                ทันทีที่สิ้นเสียงทุ้มตาโตที่สบมานั้นก็เบิกกว้างพร้อมๆกับปากบางอ้าค้างอย่างตกใจทันที ยิ่งภีมเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนกำลังสงสัยนั้นใช่แน่นอน

                ‘ต้องคุยกันหน่อยแล้ว ภีมคิดพร้อมกับมือหนาตะครุบไหล่บางของคนที่กำลังจะดิ้นหนีไว้แน่น

 

                “จะไปไหน?!

 

                “ปล่อย!

 

                 “ไปคุยกัน!” ภีมบอกพลางรั้งร่างขาวที่เขย่งบนรองเท้าส้นสูงให้เดินตาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่ออีกฝ่ายขืนตัวไว้แถมกระซิบมาเสียงเขียว

 

                 “ปล่อยก่อนสิ มีอะไรค่อยคุยกันวันหลังได้ไหมเล่า?”

 

                  “ไม่ได้! ต้องไปคุยกันเดี๋ยวนี้ อธิบายมาสิว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” 

 

                 “ก็บอกอยู่นี่ว่าจะอธิบายให้ฟังวันหลังไง ตอนนี้ปล่อยก่อนได้ไหม!...เห็นไหมคนมองกันใหญ่แล้ว” แขนเปลือยขาวพยายามบิดหนีแต่ทว่าเจ้าของอุ้งมือหนากลับไม่ปล่อยหนำซ้ำยังรั้งเอวบางนั้นเข้ามากอดจนเต็มอ้อมแขนทำเอาเจ้าของเอวตกใจเหลียวซ้ายแลขวาเพราะดูเหมือนว่าสายตาทุกคู่จะโฟกัสมาทางนี้เป็นจุดเดียว

 

                  “จะไปด้วยกันดีๆตอนนี้หรืออยากจะให้โชว์อะไรนิดๆหน่อยๆซะก่อน?”

 

                  “บ้าแล้วหรือไง พูดไม่รู้เรื่อง!” ตาคมสบกับตากลมโตที่ถลึงมาบวกกับมือบางขาวพยายามดันอกหนาของตนให้ออกห่าง แถมเบี่ยงเอวเล็กๆหนีแขนแกร่งของตนที่เกี่ยวไว้จนแน่นชนิดที่ดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หลุดจนภีมรู้สึกขำปนโกรธ เพราะหารู้ไม่ว่ายิ่งบิดเอวหนียิ่งทำให้หน้าท้องที่กำลังชิดกันอยู่นี่กลับสียดสีหนักยิ่งกว่าเดิม

 

                   ภีมไม่สนอะไรแล้ว คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเอาคนตัวบางกลับไปด้วยกันให้ได้ อารมณ์ที่อยากจะบินไปหาหวานใจคนนั้นหายไปแต่กลายมาเป็นความโมโหหวานใจคนนี้แทน

 

                   จำได้ว่าหลังจากที่คนนึงพยายามผลักกับคนนึงพยายามกอดภายใต้แสงสลัวแบบนี้ มองไปมองมาเหมือนไอ้ขี้เหล้าบ้ากามที่พยายามลวนลามผู้หญิงยังไงอย่างงั้น จะเพราะความบังเอิญหรือจงใจของใครบางคนที่ผลักหลังร่างบางเต็มแรง และมันก็แรงพอที่จะทำให้ทั้งภีมหงายหลังลงนั่งโซฟาพอดี พร้อมๆกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะยึดเอวบางไว้แน่นแล้วลากร่างบางที่กำลังตกใจพอกันให้มานั่งคล่อมมาบนตักของตนอย่างเหมาะเหมง

 

                   ทีนี้เป็นไงล่ะ ไฟสว่างพรึบ ทำเอาทุกสายตาคนทั้งคลับหันขวับมาโฟกัสที่ภีมกับนางฟ้าบนตักกันเป็นจุดเดียวราวกับนัดเลยคราวนี้

 

                   มีทั้งเสียงเฮและเสียงโห่อย่างเสียดาย แต่ภีมกลับไม่สนใจใครยกเว้นคนที่กำลังบิดตัวหนีอย่างเอาเป็นเอาตายบนตัก พลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนๆเมื่อเสียงหวานกระซิบแห้ว

 

                  “ไอ้โรคจิต ปล่อยซักทีสิ เห็นไหมเป็นเรื่องเลย”

 

                  “เรื่องอะไร?”

 

                 “ยังจะมีหน้ามาถามอีก ทำแบบนี้คนเขาจะคิดกับแองเจิ้ลยังไง”

 

                 “จะคิดยังไง ก็เห็นๆกันอยู่แล้ว” ภีมกระซิบตอบอย่างโมโห

 

                  “ไม่ใช่นะ แองเจิ้ลจริงๆเขาไม่ได้ทำแบบนี้ แค่มานั่งโต๊ะลูกค้าเพื่อขอบคุณเขาเท่านั้น ไม่ได้จะมาทำอะไรแบบนี้ซะหน่อย นายทำแบบนี้เสียชื่อเขาหมด!

 

                 “แบบนี้น่ะแบบไหน?”

 

                 “ก็นั่งกอดกันแบบนี้ไงเล่า ตัวจริงรู้เข้าจะทำยังไง?”

 

                 “ตัวจริง? แล้วนายไม่ใช่ตัวจริงหรือไง?”

 

                 “ก็ไม่ใช่นะสิ บอกแล้วว่าจะอธิบายให้ฟังทีหลัง เห็นไหมว่านายทำให้อะไรยุ่งไปหมด!” เสียงหวานแห้วอย่างอดไม่ได้พลางยันอกหนาแล้วขยับลุกจากตักแกร่งแต่ก็ต้องนั่งแป๊ะลงไปอีกเมื่อแขนแข็งๆนั้นไม่ยอมปล่อยแถมยังออกแรงรัดจนคนตัวบางแทบจมเข้าไปในอกกว้าง

 

                 “โอ๊ย!? อะไรอีกล่ะ รู้แล้วก็ปล่อยซักทีสิ! 

 

                 “ยังไม่ปล่อย ดีจริงๆไหนๆก็เจอกันแล้วไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปหาที่บ้าน”

 

                 “หา?! น นี่นายกำลังจะไปที่บ้านเหรอ?”

 

                 “ถูกต้อง”

 

                “จะไปทำไม?”

 

                 “ไปทำแบบนี้ไง!” ไม่ทันจะสิ้นเสียงทุ้มด้วยซ้ำมือหนาก็คว้าท้ายทอยบอบบางแล้วยึดไว้มั่น ทำเอาคนไม่ทันเกมส์ตาโตนั่งตัวแข็ง แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อปากบางถูกประกบอย่างแนบแน่นในวินาทีต่อมา

 

                 “อื๊อออ!?”  ลิ้นหนากวาดเลียริมฝีปากนุ่มแล้วแทรกเข้าหาความหวานภายใน ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย และในวินาทีต่อมาก็แทบหมดแรงเมื่อจูบที่ได้หนักหน่วงและดูดดื่มราวกับจะสูบวิญญาณออกจากร่างกระนั้น

 

               เสียงเฮเสียงปรบมือราวกับจะเชียร์อย่างชอบใจดังเข้าหูทำให้คนเสียเปรียบที่กำลังอ่อนระทวยรีบเรียกสติของตัวเองที่หลุดไปกลับเข้าร่างอย่างรวดเร็ว มือบางยกขึ้นผลักไหล่หนาๆนั้นออกห่างแต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นทุบแทนเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวไม่ยอมปล่อยอย่างที่คิด

 

              “อื๊ออ! อ่อยย!”

 

              เสียงหวานที่พยายามพูดอู้อี้ออกมาได้เพียงเท่านี้เหตุผลเพราะลิ้นบางนุ่มพยายามหดหนีจากปลายลิ้นหนาที่แทรกเข้ามาเกี่ยวพันรัดรึงไม่ยอมถอยห่างตามคำขอ ทำให้เจ้าของร่างบางเปลี่ยนมือจากทุบไหล่หนาที่ไม่ยอมสะทกสะท้านหรือรู้สึกอะไรนั้นมาขยุ้มผมตรงท้ายทอยแล้วออกแรงดึงเต็มที่ จนภีมต้องพละริมฝีปากร้อนผ่าวออกให้อย่างเสียดาย แต่ก็ไม่วายรั้งท้ายทอยเล็กๆเข้ามาแล้วบดจูบปากนุ่มหวานนั้นหนักๆอีกหลายครั้งจนฝ่ายที่นั่งตักชักเดือด

 

              “นี่ตกลงพูดกันไม่รู้เรื่องใช่ไหม!?”  กำปั้นเล็กง้างขึ้นอย่างแน่วแน่เป้าหมายคือหน้าหล่อๆที่ยิ้มกวนตรงหน้าแล้วลงน้ำหนักชกอย่างโมโห แต่เป้าหมายกลับเอียงหน้าหลบนิดเดียวอย่างรู้ทันจนกำปั้นนั้นพลาดเป้าไปชกโซฟานุ่มด้านหลังแทนเรียกเสียงเชียร์ดังลั่นจากคนรอบข้างอย่างชอบใจราวกับกำลังเชียร์ไฮไฟว์อยู่ก็ไม่ปาน

 

              หลังจากนั้นภีมก็ปัดป้องกำปั้นที่เหวี่ยงมาไม่เบานักแต่ก็ไม่ได้ระคายผิวตนไปขำๆ แถมยังแอบแต๊ะอั๋งคนตัวบางที่เอาแต่โมโหลืมไปว่าฝ่ามือหนาตอนนี้ได้แอบแหมะไว้บนสะโพกเพรียวแถมรั้งเข้ามาชิดโดยที่คนตัวบางลืมที่จะสนใจ

 

              ปากบางๆพึมพำว่าคนตัวโตที่หน้าหนานัก ยิ้มอยู่ได้ คนแปลกหน้านั่งล้อมหน้าล้อมหลังขนาดนี้ยังมีอารมณ์กล้าบ้าบิ่นนั่งจูบแลกลิ้นกันไม่อายผีสางเทวดา โมโหทั้งตัวเองที่แรงน้อยนักขัดขืนปฏิเสธยังไงสุดท้ายก็แพ้อีกฝ่ายจนได้

 

             “ปล่อยสิ ไม่เห็นหรือไงว่าคนกำลังมองอยู่น่ะห๊ะ?!” กำปั้นเล็กชกเข้าที่กลางอกหนาดังปึ๊กแต่กลับกลายเป็นว่าท่าทางแบบนั้นเรียกเสียงเฮโรโห่ร้องอย่างชอบใจให้บันดาขี้เหล้าทั้งหลายที่กำลังมองมาเป็นตาเดียว ชอบใจที่นางฟ้าร่างบอบบางกำลังถูกโอบกอดไว้อย่างแนบแน่นประหนึ่งว่ากำลังได้ดูหนังสดฟรีๆ

 

              “ยอดเลยลูกพี่ ขออีก! ขออีก!...” เสียงเชียร์ที่ไม่รู้ว่าดังมาจากทิศไหนทำเอาคนเสียเปรียบแก้มร้อนแล้วร้อนอีก นึกขอบคุณหน้ากากขนนกอันนี้ที่มันปิดบังหน้าเนียนไว้จนมิด จะเห็นก็เพียงแต่ปากบางอิ่มที่เดี๋ยวกัดเดี๋ยวก็เม้มอย่างโมโห ยิ่งเห็นหน้าหล่อๆยิ้มอย่างได้ทียิ่งเจ็บใจก่อนจะนึกได้รีบประกบฝ่ามือรั้งใบหน้าคมเข้ามาหาทันทีกะจะเอาให้หน้าหงาย แต่กลับกลายเป็นว่าไอ้หน้าหล่อดันรู้ทัน ยกฝ่ามืออุ่นประคองหน้าเรียวไว้มั่นแล้วกระแทกจูบมาอีกครั้งหนักๆ

 

              จูบดูดดื่มแถมยังหนักหน่วงประหนึ่งว่าคราวนี้จะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆเหมือนอย่างคราแรกทำเอานางฟ้าตาเหลือก ดิ้นขลุกขลักหนีอย่างทุลักทุเลเพราะไอ้รองเท้าส้นสูงนอกจากมันจะไม่เป็นใจแล้วยังทำให้ลำบากในการทรงตัวหนักเข้าไปอีก พยายามให้มือข้างหนึ่งทั้งหยิกทั้งทึ้งมือหนาที่รั้งท้ายทอยของตนไว้ส่วนมือบางอีกข้างก็พยายามผลักลำแขนหนาให้ออกจากเอวบาง แต่ก็ไม่เป็นผลแถมยังรู้สึกอ่อนแรงลงทุกที

 

               ภีมไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ตะโบมจูบกอดเนื้อขาวหวานคนตรงหน้าจนลืมตัวอยู่หลายวินาที และราวกับมีมือมารเข้ามาขวางเมื่อร่างบางที่กำลังกกกอดถูกดึงจากข้างหลังอย่างแรงจนหลุดจากอ้อมแขนหนาไปหยุดยืนอยู่ห่างจากร่างสูงที่ดีดตัวลุกขึ้นยืนทันทีอย่างตกใจอยู่หลายช่วงตัว

 

              “ต้องขออภัยท่านที่กระผมเข้ามาขัดจังหวะ” คนพูดเดินเข้ามาขวางแล้วก้มหัวให้ก่อนที่คนสูงวัยกว่าจะเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้ภีมอย่างใจเย็น

 

              “แต่กระผมต้องขอตัวคนของเราคืนก่อนเพราะเธอคนนี้ไม่มีหน้าที่ให้ความสำราญกับท่านแบบนั้นได้ ถ้ายังไงหลังจากนี้เชิญท่านสนุกต่อได้ตามสบายเลยนะครับ แองเจิ้ลเลือกแล้วและท่านก็สามารถใช้สิทธินั้นได้เต็มที่”

 

               ภีมอยากจะตะโกนบอกว่าเขาไม่ต้องการสิทธิกินฟรีห่าเหวอะไรทั้งนั้น ตาคมได้แต่มองตามแผ่นหลังขาวเนียนที่ถูกใครบางคนในจำนวนบอดี้การ์ดของทางคลับโอบเดินลับตาไปอย่างเคืองๆ

 

 

 

               จากนั้นอีกวันภีมก็ไปหาคนผมเปียที่บ้าน........แต่ก็ได้คำตอบที่อารมณ์หงุดหงิดหนักเข้าไปอีก

 

              “ยัยหนูไม่อยู่หรอกค่ะคุณ เขาขอไปเที่ยวกับเพื่อนที่ทำงานเห็นบอกว่าเจ้านายเป็นเจ้ามือเลี้ยงวันเกิดอะไรซักอย่างนี่แหละค่ะ"

              

              "งั้นเหรอครับ งั้นวันหลังผมมาใหม่ก็ได้ครับ"

 

               "อืม? แต่ก็น่าแปลกใจอยู่อย่างนึงนะคะ”

 

              “อะไรเหรอครับคุณน้า?”

 

              “ปกติแล้วแม่คนนี้เขาจะกลัวน้ำมากเลยค่ะ ถ้าเจ้านายพาไปเลี้ยงหรือเพื่อนชวนไปเที่ยวทะเลอะไรแบบนี้เขาจะปฏิเสธไปทันทีเลยนะคะ แต่คราวนี้มาแปลกขออนุญาตไปเองเลย”

 

               ภีมนึกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน......เพราะมันช่างเหมาะเหมงกับที่ตนรีบโทรเช็คกับทางโรงแรมและก็ได้คำตอบที่ทำให้ภีมเกือบหัวเราะออกมาอย่างถูกใจราวกับคนบ้า

 

              “อะไรนะครับท่าน อ๋อ มีครับผม กลุ่มลูกค้าที่โทรจองเรือสำราญแต่ว่าเรือของเราได้มีลูกค้าจองและเช่าไปหมดแล้วครับทางเราเลยปฏิเสธไป”

 

               “รับไว้”

 

               “ครับ? อะไรนะครับท่าน? แต่ว่าเรือที่ให้เช่ามันหมด!...”

 

               “รับเอาไว้ แล้วใช้เรือของผมได้เลย”

 

               “แต่ว่าเรือของท่านเป็นเรือส่วนตัว”

 

              “ไม่เป็นไร ถ้าคนที่จองมาเป็นคนของบริษัทรูมม์ ผมให้คุณเอาเรือของผมให้คนกลุ่มนี้เช่าได้เป็นกรณีพิเศษ”

 

              “รับทราบครับท่าน จะทำตามที่ท่านสั่งเดี๋ยวนี้ครับผม”

 

 

 

 

 

                  Rrrrr!!

 

                  Rrrrr!!

 

                  เสียงเรียกเข้าคุ้นหูปลุกภีมให้ตื่นจากภวังค์ความคิดกับเรื่องวุ่นๆที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันที่แล้วก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่นี่......

 

                 มือเรียวหนาหยิบโทรศัพท์ยกขึ้นแนบหูพลางอิงไหล่กับกรอบประตู มืออีกข้างยกกล้องส่องทางไกลประสิทธิภาพสูงแนบตาคม ไม่นานหลังจากที่ปลายสายรายงานความคืบหน้าบางอย่าง มุมปากหยักได้รูปก็ยกยิ้มอย่างถูกใจ

 

                 หึๆ

 

                 ร่างสูงผละไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงมาสวมอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็คว้าแค่แว่นตาโทรศัพท์กับกุญแจรถรีบวิ่งออกจากห้องนอนหรูราวกับกามนิตหนุ่ม

 

                  มือหนายกกันแดดขึ้นสวมปกปิดตาคมเจ้าเล่ห์ไว้พลางคิดอะไรบางอย่างไว้ในใจแล้วยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้น

 

                  ‘รอพี่ก่อนนะคนสวย พี่เองก็มีเกมส์ให้น้องเล่นเหมือนกัน

 

                  ร่างหนายืนกอดอกอิงผนังลิฟท์เพียงไม่กี่วินาทีก็เดินควงกุญแจมาถึงพอร์ชคันเก่งก่อนจะตาร์ทเครื่องและขับออกไปยังจุดหมายอย่างสบายอารมณ์แบบที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

 

 

 

 

                  ผิดกับคนตัวบางอีกคน........ที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ขอแม่มาเที่ยวกับเพื่อนที่ทำงาน.....เพราะมันช่างเป็นอะไรที่ทรมานอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน........

 

                  ทิวานั่งมองเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมงานที่พากันตื่นเต้นกับทริปเที่ยวครั้งนี้อย่างออกหน้าออกตา พวกผู้หญิงก็พากันเซลฟี่ตรงนั้นทีตรงนี้ที เดินชื่นชมลูบคลำเรือยอร์ชลำใหญ่ที่บังเอิญโชคดีเช่ามาได้ในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่ออย่างกับว่าถูกรางวัลที่หนึ่งมาแทบจะทุกซอกทุกมุม ส่วนพวกผู้ชายก็พากันนั่งดื่มอยู่ชั้นบนของเรือ เสียงลุ้นป๊อกเด้งดังมาเป็นพักๆอย่างไม่กลัวว่าเสียงนั้นมันจะส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน เพราะสามร้อยหกสิบองศารอบด้านล้วนแล้วแต่เป็น....น้ำ

 

                   มองไปทางไหนก็น้ำ ซ้ายขวาหน้าหลังก็น้ำ.............น้ำล้วนๆ..........

 

                  น้ำที่ทิวาไม่เคยถูกโรคมาแต่ไหนแต่ไร ให้กินให้อาบก็พอได้ แต่แบบนี้มันน่ากลัวเกินไป แถมเรือที่กำลังนั่งอยู่ก็ลำโตมโหฬารแถมยังโคลงเคลงทำเอาท้องใส้ปั่นป่วนชวนขย้อนของเก่าออกมาซะให้ได้

 

                   ‘แม่จ๋า หนูอยากกลับบ้าน

 

                   “เฮ้ยไอ้ทิ มึงจะอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมวะ กอดเสาเรือเป็นปลิงจนกูเห็นมึงจะสิงเสาเข้าไปละ มาตรงนี้ดีกว่าลมเย็นดีเร็วๆ” เสียงวิโรจน์ตะโกนฝ่าลมมาแว่วๆทำเอาทิวาหน้าบึ้งแหงนหน้าตะโกนกลับไปเสียงดัง

 

                   “ไม่เป็นไร กูนั่งตรงนี้ก็ลมดีแล้ว มึงไม่ต้องห่วงกูหรอก” พอตะโกนตอบกลับไปแล้วก็นั่งหลับตานิ่งๆ ยึดเสาไว้แน่นราวกับว่าถ้าเรือเกิดเรือล่มขึ้นมาจริงๆอย่างที่กลัวยังไงก็ไม่ปล่อยเสาต้นนี้เด็ดขาด

 

                   “ไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก ไอ้นี่เลี้ยงง่ายจะตาย ตักของกินไปให้มันจานนึงก็อยู่ได้ละ” ทิวาได้ยินเสียงบอสกับใครอีกหลายคนคุยกันหลายประโยคก่อนจะได้ยินวิโรจน์ตะโกนบอกกลับมา

 

                    “เป็นเอามากแฮะ เออ รออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวกูเอาของกินลงไปให้ ”

 

                   ‘ไม่ต้องบอกกูก็จะไม่ไปไหนคนกลัวน้ำพึมพำ จนเมื่อเห็นปลายเท้าเพื่อนเดินเข้ามาใกล้เลยเงยหน้าขึ้นมองเพราะของกินที่รวมทุกอย่างไว้ในจานใบใหญ่ยื่นมาให้เกือบจะทิ่มหน้า

 

                    “ขอบใจ”

 

                   “กินสิวะ มองเฉยๆแบบนั้นมันจะอิ่มไหม ไม่หิวหรือไง?”

 

                   “เออ กูกินอะไรไม่ลง”

 

                   “อะไร? ยังไม่หายอีกเหรอ? ก็เห็นพริมเอายาแก้เมาให้มึงแล้วนิ?”

 

                   “อืม กูก็กินแล้ว แต่ว่ามันรู้สึกโหวงๆแปลกๆ”

 

                   “แล้วมึงจะมาด้วยทำไมวะกูงง ปกติมึงไม่เคยมาเที่ยวด้วยกันนี่หว่า?” วิโรจน์กอดอกวิจารณ์แล้วก็มองมานิ่งนานจนทิวาแปลกใจเหลือบตาขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวอย่างงงๆ

 

                   “อะไร?”

 

                   “ผู้ชายด้วยกันแท้ๆแต่มึงจะขาวไปไหนวะ ยิ่งใส่เสื้อแบบนี้แล้วมองเลยเข้าไปข้างใน จุ๊ จุ๊ จุ๊ นี่ถ้ามึงไม่ใช่เพื่อนกูนะ”

 

                   “หุบปากเน่าๆของมึงทันทีเลยไอ้โรจน์! ขืนพูดออกมาอีกคำเดียว มึงได้สนทนากับกำปั้นกูแน่ วันนี้กูไม่มีอารมณ์จะเล่น” หน้าหวานหงิกงอทำให้วิโรจน์ยิ้มทะเล้น

 

                  “เออ โทษที กูลืมไปว่าเมื่อวานมึงทำงานหนัก” ร่างผอมสูงเดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆแล้วหันหน้ามามองหน้าขาวของทิวา “แต่กูก็ขอบใจมึงนะที่อุตส่าห์ไปทำงานแทนหลินตั้งหลายคืน”

 

                  “ไม่เป็นไร แค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย ว่าแต่ว่าทำไมต้องเป็นกูด้วยวะถามหน่อยเถอะ?”

 

                  “ก็พราะมึงขาวแบบนี้ไง แต่งหน้าแต่งตัวเข้าหน่อยยังไงคนก็ไม่สงสัยแถมยังเหมือนมากๆด้วย”

 

                  “ว่าไปนั่น แล้วข้อเท้าหลินเป็นไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?”

 

                  “หมอบอกอีกไม่กี่วันก็เอาเฝือกอ่อนออกได้ละ”

 

                  “เออ แล้วก็ฝากบอกหลินด้วยว่าไม่ต้องใส่แล้วไอ้ส้นสูงบ้าๆนั่น เมื่อวานก็เล่นงานกูเกือบแย่”

 

                   “ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูก็ว่าอย่างนั้น บางทีกูก็งงผู้หญิงแม่งอยากจะสูงไปไหนวะ ตัวเล็กๆกูว่าน่ารักดีออก”

 

                    “ผู้หญิงตัวเล็กก็น่ารักดี แต่ผู้ชายตัวเล็กมันไม่น่าดูเท่าไหร่”

 

                    “ใช่ แต่ว่าผู้ชายตัวเล็กหน้าตาแบบมึงกูก็ว่าน่ารักนะ”

 

                    “วันนี้มึงเป็นไรวกเข้าหากูตลอด ไปห่างๆเลยไปถ้ามึงจะพูดเรื่องนี้ วันนี้กูไม่มีอารมณ์ แค่นี้ก็ผะอืดผะอมจะแย่อยู่แล้ว”

 

                    “เออ จริงด้วย!” วิโรจน์ตะโกนลั่นจนทิวาตกใจ

 

                    “อะไรของมึงอีก!?”

 

                    “มีคนเคยบอกกูมาว่าถ้ากลัวเมารถเมาเรือต้องกินเหล้าแก้จะได้ไม่เมา งั้นเดี๋ยวกูขึ้นไปเอามาให้มึงกิน กูก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะจริงหรือเปล่า?”

 

                    “อ่าว?! อย่างนี้ก็มั่วสิ กูไม่ใช่หนูทดลองนะเว้ยไอ้โรจน์ เฮ้ย! ไม่ต้องเอามานะกูไม่กิน!” เปล่าประโยชน์เมื่อเห็นแต่หลังไวๆของเพื่อนที่รีบวิ่งลับตาไปทันทีแล้วก็หายไปพักใหญ่ นานจนทิวาคิดว่าอีกฝ่ายคงลืมไปแล้วซะอีก แต่กลับหอบทั้งไวน์ทั้งเหล้าน้ำแข็งและของขบเคี้ยวครบเซ็ตแถมคนที่ช่วยหิ้วของมาทำเอาทิวาพูดไม่ออก

 

                    “บอสก็บ้าจี้กับไอ้นี่ไปอีกคน” ทิวารับแก้วเครื่องดื่มที่เจ้านายเป็นคนชงเองส่งให้กับมือ

 

                   “เป็นไรไปว้า เอ็งก็ลองดูหน่อยไม่เสียหาย ดีกว่านั่งเฉยๆเป็นไหนไหน เอ้า! กินกิน เฮ้ยพวกเอ็งข้างบนตามลงมาข้างล่างตรงนี้นะเว้ย ข้าว่าตรงนี้น่านั่งกว่าเป็นเยอะเลย”

 

                   ทิวากลอกตาอย่างไม่อยากเชื่อว่าบอสจะเป็นไปด้วย หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเรียกกันดังโหวกเหวกพร้อมทั้งพวกคอเหล้าทั้งหลายพากันเฮโลหอบของกินมาสบทบ จนกลายเป็นว่ากราบเรืออันสงบสุขที่ทิวายึดไว้แต่แรกเริ่มเต็มไปด้วยของกินกับขวดเบียร์ขวดเหล้าโซดาแถมอีกน้ำเมาสารพัดยี่ห้อบวกกับเสียงเคาะตะเกียบกับขวดให้เป็นจังหวะเพลงที่ช่วยกันร้องเสียงดังโหวกเหวก

 

                   จะอนุรักษ์นิยมไปไหน นั่งเรือยอร์ชแต่พวกมึงดันร้องเพลงลูกทุ่งเนี่ยนะ ใครมาได้ยินเข้าเขาคงขำตาย ขนาดกูยังขำเลย

 

                  ทิวาหัวเราะหึๆ พลางยกแก้วที่บอสอุตส่าห์ชงให้กับมือขึ้นจิบ แต่ก็ต้องหน้าหยีเพราะรสชาตที่กลืนลงไปนั้นมันบาดลำคอจนต้องแอบวางแก้วลงเพราะกินต่อไม่ไหวแล้วนั่นเอง

 

                 “เฮ้ย จะไปไหน?”

 

                 “เดินเล่น”

 

                 “เดินเล่น งั้นก็แปลว่าสูตรกูได้ผลอะดิ มึงหายเมาเรือแล้วใช่ปะ?”

 

                 “เออ! ต้องขอบใจสูตรแก้เมาเรือของมึงที่ทำให้กูหายเมาเรือ แต่มันทำให้กูง่วงโครตๆ จะไปเดินเล่นแก้ง่วงหน่อย”

 

                  “อย่าไปนานนะโว้ย เดี๋ยวหาย”

 

                  “ไอ้บ้า กูไม่ใช่เด็ก”

 

                  “ก็เพราะมึงไม่ใช่เด็กไงเดี๋ยวใครขโมยไปกูขี้เกียจตอบคำถามแม่มึง”

 

                  “พูดมาก เรืออยู่กลางน้ำขนาดนี้คนจะหายไปได้ยังไง”

 

                  “ก็ไม่แน่น้า อาจจะมีพลังงานบางอย่าง ก็ เป็น ได้” เสียงเลียนแบบพิธีกรรายการทีวีชื่อดังแทรกขึ้นมาทำเอาทั้งวงเหล้าปรบมือหัวเราะกันอย่างถูกใจ

 

                  “ไม่แน่น้า พอกูกลับออกมาอีกที ฝ่ายที่หายไปอาจจะเป็นพวกมึงซะเอง ฮึ!ฮึ!ฮึ! เพราะมันอาจจะมีพลังงานบางอย่าง ก็ เป็น ได้”  ทิวาทำเสียงเลียนแบบแล้วค่อยๆถอยหลังเหลียวซ้ายแลขวาทำท่ากลัวแล้วหลบหลังประตูห้องของเรือก่อนจะปลีกวิเวกออกมาเพียงลำพัง

 

                   เรือยอร์ชสุดหรูลำละเท่าไหร่ไม่อยากจะคิด แต่การตกแต่งและเครื่องอำนวยความสะดวกสบายช่างครบครันเสียนี่กระไร แบบนี้สามารถอยู่ในเรือได้เป็นอาทิตย์ อืม อย่าว่าเป็นอาทิตย์เลยแบบนี้อยู่เป็นเดือนก็ไม่เดือดร้อน

 

                    ทิวาเลยเดินเพลิน ตรงนั้นก็น่าสบาย จากตรงนี้ก็วิวดี เลยลืมความรู้สึกกลัวตอนแรกเป็นความแปลกใหม่แทนเพราะเป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้ขึ้นมานั่งบนเรือกลางทะเลกว้างๆแบบนี้

 

                    พอเดินไปเดินมาชักเมื่อยขา บวกกับยาแก้เมาแถมยังบ้าจี้ตามไอ้โรจน์ซดเหล้าเข้าไปหลายอึก หนังตาที่แข็งแรงดีก็ทำท่าอ่อนล้าหน่วงๆหนักๆจนอยากหาที่พักเอนกาย และห้องนี้ที่ทิวาบังเอิญเปิดประตูเข้ามาเห็น ว๊าวว!! มันช่าง มันช่างอะไรดีกับความหรูหราที่น่าซุกร่างบอบบางที่ดูเหมือนกำลังคล้ายหมดพลังงานเข้าไปทุกที

 

                     คนตัวบางยืนมองเตียงนอนรูปไข่ที่ตกแต่งไว้อย่างดีตาปรอย เจ้าของเขาจะว่าไหมนะถ้าขอขึ้นไปงีบหลับซักตื่นสองตื่น?

 

                     เอ? คงไม่มั้งไม่งั้นเขาคงไม่เอามาให้เช่าหรอก? เท้าก็ไม่เปื้อนนี่นา ตื่นขึ้นมาแล้วค่อยจัดให้มันเหมือนเดิมก็คงไม่เป็นไร กลิ่นตัวก็......คิดแล้วก็ยกแขนยกเสื้อขึ้นแล้วทำจมูกฟุ๊ตฟิ๊ต.....อืม ใช้ได้........

 

                     หลังจากที่สรุปเอาเองแล้วก็คลานขึ้นมาถึงกลางเตียงนุ่มอย่างอดใจไว้ไม่ไหว มือบางลูบไล้ไปทั่วผ้าปูที่นอนนุ่มมือพลางพึมพำเบาๆ

 

                     “มีเจ้าของหรือเปล่าไม่รู้ แต่ยังไงผมก็ขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางของีบหลับสักสิบยี่สิบนาทีนะครับ ตอนนี้...ไม่...ไหวแล้......ว” เสียงหวานพึมพำไม่ทันจะจบดีก็โงนเงนล้มหน้าคว่ำลงกับหมอนแล้วหลับสนิทไปในทันทียังกับโดนทุบหัวยังไงอย่างงั้น

 

                      Z...z...z....z.............

 

                      10 นาที

 

                      ฟี้...............  

                                                        

                     20 นาทีผ่านไป

 

                     ฟี้...............

 

                    1 ชั่วโมงผ่านไปและเวลาก็เดินของมันไปเรื่อยๆแต่คนนอนอยู่บนเตียงนุ่มกลับนอนนิ่งหาได้รู้สึกตัวตื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ไม่

 

                     คล่อกฟี้............

 

                     จนกระทั่ง

 

                     ก๊อก! ก็อก! ก็อก! “ทิ! ไอ้ทิ! เปิดสิวะ มึงจะล็อกประตูทำไมเนี่ย!?”

 

                     ..........หือ?.........อือ.............อีกแป๊บนึง...................Z …...Z…….Z…….Z………Z

 

                    ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง! “ไอ้ทิ! ตายหรือยังวะ ไอ้ทิ! ไอ้ทิโว้ย! เราจะกลับโรงแรมกันแล้วนะเว้ยเฮ้ย ตื่นสิวะ! ตื่น!”    //    ตึ๊ง! ตึ๊ง! ตึ๊ง! ไอ้ห่าทิ! ตื่นนน!....นี่มันหกโมงกว่าแล้วจะนอนไปถึงไหนวะ?....”  //   “เฮ้ยไอ้โรจน์มึงไปถีบแบบนั้นเดี๋ยวของเขาก็พังหรอก มีปัญญาใช้คืนเขาไหมเนี่ย”   //  “ไม่รู้ละ ไอ้ทิตื่น!......”//  “ถอยไปซิเดี๋ยวกูลองปลุกบ้าง  ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ทิวาจ๋าตื่นเถอะ เราจะกลับกันแล้วนะเตง”   //  “โอ๊ย! พอพอ เสียงแบบนั้นชาติหน้ามันก็ไม่ลุกมาเปิดประตูให้มึงหรอก นี่มันต้องแบบกูนี่ ไอ้เชี่ยทิ จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง ลุกขึ้นมาเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะมึง ได้ ไม่เปิดใช่ไหม แบบนี้มันต้อง!// “พอพอ ไปกันได้แล้วไป เรือเล็กมารับแล้วเราทะยอยขึ้นฝั่งกลับโรงแรมกันก่อน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรือต้องมาขัดข้องเอาตอนนี้ก็ไม่รู้ คนขับเขาบอกว่าลำนี้พิเศษอยู่หน่อยตรงที่ห้องนี้ถ้าล็อกจากด้านในต้องใช้กุญแจไขจากด้านนอก แบบนี้เราก็กลับกันก่อน”  // “แต่ว่าบอสครับไอ้ทิมันยังไม่ออกมาจะปล่อยมันไว้ที่นี่คนเดียวเหรอครับ?”  // “เอาน่าเขาก็บอกว่าจะดูแลให้ไง เดี๋ยวเราไปรอกันที่ห้องใครจะไปต่อที่อื่นก็แล้วแต่ ให้ไอ้ทิมันตามไปทีหลังใกล้แค่นี้เอง มันไม่หายหรอก” //  “เอางั้นเหรอครับ?” //  “เอางี้แหละ ไปไป ฮ้าววว! ข้าก็ชักจะง่วงแล้วเหมือนกัน ”  // “แล้วไอ้พวกที่เมาเรี่ยราดนอนอยู่นี่ละครับบอส?” // “พวกเอ็งก็ช่วยกันหามลงเรือไปสิวะ ไปเลยไปช่วยกัน”

                     “หา?!

 

                     “ห้ามบ่น รีบทำตามที่สั่งซะ”

 

                     “คร๊าบบ //  ครับบอส!

 

 

 

 

.................................................

 

 

 

                       แป๊ะ! แป๊ะ! แป๊ะ!

 

                      “อื้อ!.....มือเย็นอย่ามาจับ!......”

 

                      “ลุกขึ้นมาคุยกันหน่อย!

 

                      “ไม่ อื้อ บอกว่าอย่ามาจับไง”

 

                     “หึๆ เอางั้นก็ได้ ง่วงมากเหรอ?”

 

                    “อือ....”

 

                    “งั้นก็ไม่ปลุกละ ตามสบายเลยคนสวย!

 

                    “ใจว่ะ......” เสียงหวานพึมพำบอกคนที่บังอาจมารบกวนเวลานอนแล้วก็เอาหน้าซุกหมอนตั้งท่าจะหลับอีกครั้ง ถ้า.........

 

                    ใช่........ถ้า..........ถ้าประโยคสุดท้ายกับเสียงอันแสนจะคุ้นหูไม่ดังกระแทกเข้าสู่โสตประสาทจนทำให้คนที่กำลังสะลืมสะลือปรือตาขึ้นช้าๆก่อนจะกระพริบตาปริบๆแล้วใช้สมองที่มีพลังอันน้อยนิดประมวลผลเสียงทุ้มนั้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายวินาที.........

 

                    ‘คนสวยเหรอ?

 

                    มีเพียงไม่กี่คนบนโลกที่ตั้งแต่รู้จักมามีเสียงและลักษณะการพูดที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้ทิวาฟังแล้วขนลุกได้

 

                    แน่นอนคนแรกที่รู้จักมาตั้งแต่เกิดคือแม่ อย่าให้แม่ทำเสียงเย็นเชียว เพราะ ณ.ตอนนั้นแม่จะน่ากลัวที่สุด อีกคนก็คือพ่อที่เสียไป กับบอสที่เวลาหัวเสียอย่าได้เฉียดเข้าไปใกล้เพราะมันไม่มีอะไรน่าพิสมัยสักนิด

 

                   กับอีกคนนึง.......... คนที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่นานแท้ๆ แต่สามารถทำให้ทิวาขนลุกได้ทุกครั้งที่พบหน้ากัน คือ?!............

 

                   ก็คือ?............

 

                   หน้าขาวกับผมเปียยุ่งๆค่อยๆผินกลับมามองด้านหลังช้าๆ........ช้ามากๆราวกับว่าไม่อยากให้เวลานั้นมาถึง ไม่อยากหันไปเจอกับสิ่งที่กำลังมโนอยู่ในหัวและกำลังนึกกลัวตอนนี้.......

 

                   ‘กลัวเหรอ? ทิวาถามตัวเองก่อนจะค้านในใจเสียงดัง   ปล๊าววว!!! ไม่ได้.......กลัว..........ซักกะหน่อย........เพียง..........แค่... ....เอ่อ.....แค่.. ....... ..... .!!!!.......แล้วเจ้าตัวก็ตัดสินใจหันขวับกลับไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว

 

                   “อ๊ากกกกกกก!!!!!.........”

 

                    เสียงร้องอันดังกับตาหวานเบิกโพลงขึ้นอย่างตกใจราวกับเห็นผี อีกทั้งความสงสัยผสมงงงวยจนทำให้คนตัวบางที่ใส่เพียงเสื้อแขนกุดมีฮูดกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่าดีดตัวลุกจากที่นอนนุ่มอย่างแสนเสียดายไปซุกอยู่มุมเคบินเล็กๆแทนเมื่อประจักษ์ชัดต่อสายตาแล้วว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นเสียงจากบุคคลที่ควรเว้นระยะห่างไว้ให้ไกลที่สุด สุดชีวิตเท่าที่จะทำได้

 

                   “น นี่นาย! นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!?” ปลายนิ้วสั่นระริกยกขึ้นชี้ใบหน้าหล่อเหลาเจ้าเล่ห์ที่กำลังยิ้มกริ่มเหมือนถูกใจอะไรซักอย่าง และแล้วทิวาต้องรีบลดมือตัวเองลงเมื่อมันเริ่มสั่นหนักขึ้นพร้อมกับกุมไว้แน่น

 

                    “ทำไมจะมาที่นี่ไม่ได้? ฉันไปได้ทุกที่ที่อยากไปอยู่แล้ว!

 

                    “รวมทั้งที่นี่ด้วยงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ยังไง? นี่เรากำลังฝัน ฝันอยู่แน่ๆ!” เสียงสุดท้ายของเจ้าตัวพึมพำกับตัวเองพร้อมกับยกมือขึ้นหยิกแก้มแถมตบทั้งซ้ายทั้งขวาเหมือนกับจะหาคำยืนยันว่าตัวเองได้ฝันไป?

 

                    “ถ้าอยากรู้ว่าไม่ได้ฝัน ให้ฉันช่วยไหม?”

 

                    “อ๊ากกกก!!!?”     จู่ๆร่างสูงก็ทรุดนั่งพร้อมกับที่ใบหน้าคมยื่นมาจนเกือบจะชิดเรียกเสียงร้องอีกกับร่างเล็กผละหนีเบียดตัวเองอุตลุตกับผนังสีขาวนั้นหนี หน้าหวานส่ายหัวปฏิเสธรัวเร็วจนผมเปียแกว่งไปมาเป็นภาพน่าดูจนภีมอดถามอย่างขำๆไม่ได้

 

                    “ทำไมล่ะ หือ?” มือเรียวหนายกขึ้นเก็บปอยผมที่รุ่ยร่ายข้างแก้มเนียนทัดหูให้เบามือ กิริยานั้นทำเอาทิวาตาเหลือกผลักอกหนาเต็มแรงแล้วรีบลุกจากตรงนั้นวิ่งไปเปิดประตูเคบินมือไม้สั่น

 

                     “บ้าเอ้ย! มันเปิดยังไงของมันวะ?!” อารมณ์รีบร้อนทำให้คนตัวบางลนลานจนไม่มีสติ ลืมไปว่าประตูแบบนี้มันต้องกดเปิดยังไง จนเมื่อมือครามยื่นมาจากด้านหลังแล้วเปิดให้พร้อมกับเสียงทุ้มดังขึ้นชิดริมหู

 

                    “เขาต้องเปิดกันแบบนี้”

 

                    “อ๊ากกก!?......” เป็นอีกครั้งที่อกหนาโดนผลักแล้วคนที่ผลักก็ไม่รอดูผลงาน พอประตูเปิดได้เท่านั้นก็รีบวิ่งตาลีตาเหลือกออกมายังลานกว้างของเรือที่ทิวาจำได้ว่าทุกคนนั่งกันอยู่ตรงนี้

 

                     “หา?!....” ตาหวานเบิกกว้างเมื่อเห็นทุกอย่างโล่งเตียน เงียบและเรียบร้อยราวกับไร้สิ่งมีชีวิตขึ้นมาสังสรรค์กันโหวกเหวกเมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา

 

                     “เป็นไปไม่ได้ ทุกคนหายไปไหน?!” ทิวาส่ายหน้าพึมพำซ้ำไปซ้ำมาราวกับไม่อยากเชื่อ หันซ้ายหันขวาเหลียวมองไปทั่ว ก่อนจะนึกขึ้นได้แหงนมองชั้นบนของเรือ คิดได้ดังนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบันไดจนขึ้นมายืนบนดาดฟ้าพลางหอบแฮ่กๆ หันมองไปรอบๆก็สัมผัสได้เพียงความมืดกับความว่างเปล่ารอบกาย

 

                                  “บอส!! ไอ้โรจน์! ไอ้เอก! พริม! พี่วิทย์! ทุกคนหายไปกันหมด อย่าเล่นอย่างนี้สิวะ ไม่ตลกนะโว้ย!!” ทิวาป้องปากตะโกนเสียงดัง แต่คำตอบที่ได้มีเพียงเสียงน้ำกระทบเรือกับลมเย็นๆที่พัดผ่านเบาๆ

 

                      “เรียกไปก็ไม่มีใครได้ยินหร๊อก ทุกคนเขาขึ้นฝั่งกันหมดแล้ว”

 

                      “หมายความว่ายังไงขึ้นฝั่งหมด? เป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่มีใครไปปลุกเลยล่ะ”

 

                     “ทำไมจะไม่มี ปลุกจนแทบจะงัดห้องกัน เสียแต่ว่าห้องนั้นมันนิรภัยถ้างัดก็ลำบากหน่อย แต่มาตอนนี้รู้สึกดีใจที่ห้องนั้นมันงัดไม่ได้”

 

                     “ทำไมหึ!?” ทิวาถลึงตาใส่คนตรงหน้าก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำตอบ

 

                     “เพราะมันทำให้ฉันไม่ต้องลำบากคิดแผนการพานายมาที่นี่ไง”

 

                     " ไอ้ ไอ้...ปีศาจ”

 

                     "จุ๊ จุ๊ จุ๊ ไม่เอาน่า พูดไม่เพราะเลย พูดไม่เพราะแบบนี้จับโยนลงน้ำดีไหม เอาน้ำทะเลเค็มๆล้างปากซะหน่อยท่าจะดี"

 

                     "แน่จริงก็เข้ามาเลย ถ้านายหัวไม่แตกคราวนี้อย่ามาเรียกว่าไอ้ทิเชียว!..."

 

                     "เอางั้นเลยเหรอ โมโหอะไรนักหนา?..."

 

                     "จะไม่ให้โมโหได้ยังไง คนอื่นก็หายไปหมด แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คิดจะทำอะไรกันแน่!?"

 

                     "ก็ช่วยไม่ได้นะ แอบไปหลับคนเดียวแบบนั้นแถมเคาะประตูปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน คนอื่นเขาขี้เกียจรอก็เลยขึ้นฝั่งกันไปก่อน ฉันก็เลยอาสาว่าจะดูแลให้ ตื่นเมื่อไหร่จะพาไปส่งที่โรงแรม"

 

                    "ง งั้นตอนนี้ก็ตื่นแล้ว  เราเอาเรือเข้าฝั่งกันเลยดีไหม?

 

                    "ยังไม่ดี ตอนนี้ไม่มีอารมณ์..."

 

                     "แล้วจะมีเมื่อไหร่ล่ะ!?"

 

                     "ก็ไม่แน่ อาจจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือจะเป็นตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าหากว่าเราสองคน........" ได้ยินแบบนั้นทิวาก็แทบกระโดดเข้าบีบคอคนพูดพร้อมกับแห้วเสียงดัง

 

                     “หยุดเลยนะ หยุดคิดอะไรบ้าๆแบบนั้นเลย ฉันบอกนายไปไม่รู้กี่ครั้งแล้วไงว่า.......”

 

                     “ใจเย็นๆน่า แค่จะบอกว่าถ้าหากว่าเราหาทางทำให้เรือให้มันแล่นได้ก่อนไง คิดอะไรอยู่เนี่ย?” ภีมเลิกคิ้วถามยิ้มๆ

 

                      “จะคิดอะไร นายตั่งหากที่พูดจากำกวมจนฟังสองแง่สามง่าม อย่ามาหลอกกันซะให้ยากเลยเรือใหม่ขนาดนี้ไม่เสียง่ายๆหรอก”

 

                     “นั่นสินะ ปกติมันก็ไม่เสียง่ายๆหรอก แต่ทำไมวันนี้เครื่องมันฟังรวนๆชอบกล สงสัยจะเพราะช่วงก่อนไม่ค่อยมีเวลาจอดไว้นานไม่ได้เอาออกมาแล่นเลยมันเลยฝืดๆขัดๆ” ร่างสูงที่ยืนกอดอกทำท่าคิดทำให้ทิวาขมวดคิ้วก่อนจะถึงบางอ้อถามกลับเสียงดัง

 

                      “หมายความว่ายังไงจอดไว้นานเกิน? อย่าบอกนะว่าเรือลำนี้เป็นของ....” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้ไปที่หน้าหล่อนั้นเหมือนเป็นคำถามแล้วก็ได้รับคำตอบที่ทำเอาทิวาเกือบสั่น

 

                       “ถูกต้อง เรือส่วนตัวฉันเอง”  

 

                       “แล้วที่ฉันมาที่นี่นายก็รู้ใช่ไหม?”

 

                        “ก็พอรู้” ภีมตอบก่อนจะค่อยๆลดมือที่กอดอกลงราวกับเตรียมพร้อม พลางถอยหลังก่าวต่อก้าวเมื่อคนตัวบางเดินเข้าหาช้าๆ

 

                        “แล้วที่ทุกคนบนเรือหายไปหมดเป็นแผนของนายด้วยใช่ไหม?!

 

                        “ไม่ใช่แผนแต่เป็นความบังเอิญตั่งหาก”

 

                       “บังเอิญยังไง?!

 

                      “ฉันแค่คิดไว้นานแล้วว่าจะพานายมาแล่นเรือด้วยกันได้ยังไง เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถามนายก่อนเท่านั้นเอง ก็บังเอิญรู้ว่านายมาเที่ยวที่นี่พอดี บังเอิญรู้ว่าพวกนายได้เช่าเรือลำนี้มา บังเอิญว่า.......”

 

                       “บอกมาแค่คำเดียวว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนของนายใช่ไหม” ทิวากำมือแน่นจนตัวสั่นเทิ้มจนเมื่อเสียงทุ้มเอ่ยบอกว่า

 

                       “ใช่”

 

                        “ไอ้ปีศาจ ฉันจะฆ่านาย”      ร่างบางกระโจนเข้าหาคนตัวใหญ่กว่าอย่างลืมตัว หลังจากนั้นก็มีเสียงตุ๊บตั๊บ เสียงเพี๊ยะ เสียงอุ๊ย เสียงโอ้ย เสียงชก เสียงกระทบกระแทกของการต่อสู้ดังอยู่พักใหญ่เพราะว่าคนที่โมโหจนลมออกหูปล่อยหมัดซัดเข่าเข้าหาร่างหนาที่ปัดป้องไปหัวเราะไปอย่างขำๆ

 

                       “หัวเราะบ้าอะไร?”       ทิวาทั้งเหนื่อยทั้งหัวเสียเพราะกำปั้นกับแรงชกของตนนั้นเมื่อเทียบกับอีกฝ่ายแล้วคนละรุ่นกันเห็นๆชกไปเท่าไหร่ก็เหนื่อยเปล่าเพราะมันไม่ได้สะกิดแม้แต่ปลายขนของคนตัวหนาเลยแม้แต่น้อย จนเมื่อข้อมือบางทั้งสองข้างถูกยึดไว้แน่นนั่นแหละ

 

                       “ปล่อย!...”     คนบอกหอบแฮ่กทั้งดึงมือทั้งขืนตัวหนีอุตลุตเมื่อเห็นว่าไม่เป็นผลก็ใช้เท้าเตะเข้าที่ขาอีกฝ่ายอย่างเหลืออดแล้วก็นึกเสียใจที่ทำอย่างนั้นไปเพราะนอกจากมันจะไม่ได้ช่วยอะไรแล้วขาแข็งๆที่ปะทะกับเท้าเปล่าของตนนั้นยังแข็งแกร่งจนทิวาหน้าเหยเมื่อแรงที่ส่งไปนั้นมันได้สะท้อนกลับมาหาตนจนเจ็บขาซะเอง

 

                    “บอกให้ปล่อยไงเล่า!...”    ภีมส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกลับดึงร่างบางเข้ามาใกล้แล้วรั้งข้อมือขาวขึ้นสูงจนแขนเรียวทั้งสองข้างคล้องต้นคอหนาแล้วยึดให้อยู่ท่านั้นจนใบหน้าของทั้งสองชิดกันทันทีทำเอาทิวาหลับตาปี๋เมื่อใบหน้าคมจงใจโน้มลงมาใกล้เหมือนแกล้ง

 

                   “แล้วถ้าไม่ปล่อยล่ะ”    ยิ่งทิวาเบือนหน้าหนีภีมกลับยิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งเอาปากอุ่นแนบหน้าผากเนียนหนักๆแล้วค้างไว้อย่างนั้นนิ่งๆทำเอาตาโตเบิกกว้างก่อนที่ทิวาจะตกใจหนักยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่ทันระวังตัวเมื่อรู้สึกว่าเอวบางของตนถูกรวบแล้วยกให้นั่งบนที่สูงเพียงเสี้ยววินาที

 

                   “อ๊ะ? .....อ๊ากกก!!?....” เมื่อมองซ้ายมองขวารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แขนเรียวทั้งสองข้างกลับรั้งต้นคอหนามากอดไว้แน่นซะเอง เท่านั้นยังไม่พอขาเรียวทั้งสองข้างก็เกี่ยวลำตัวหนาๆไว้แน่นชนิดที่เจ้าตัวก็ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต จุดยิ้มถูกใจให้ใครบางคนขึ้นมาทันทีเมื่อได้กอดคนตัวบางได้ถนัดถนี่โดยที่เจ้าตัวไม่ขัดขืน

 

                     “อ๊ากกกก!! ปล่อยนะปล่อย”

 

                    “โอเค ปล่อยก็ได้”    แขนแกร่งที่กอดเอวบางไว้คลายออกอย่างว่าง่ายแต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ไม่ยอมคราวนี้เป็นคนตัวเล็กกว่าแถมด้วยเสียงโวยวายเสียงดังลั่นเพราะหัวเรือที่ร่างบางกำลังนั่งอยู่อย่างหมิ่นแหม่ตอนนี้ลักษณะของมันยื่นยาวออกมากลางน้ำไม่มีแม้แต่พื้นข้างใต้ให้เห็น มีเพียงน้ำทะเลกระเพือมไหวดูน่าหวาดเสียวพาเอาหัวใจดวงเล็กหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ใครไม่กลัวอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ทิวารู้สึกกลัวและตัวสั่นจนคนแกล้งรู้สึกได้ว่าร่างบอบบางสะท้านไหวในอ้อมแขนจริงๆ

 

                    “ไม่ใช่ปล่อยแบบนี้ อย่าพึ่ง!..อ๊ากกกก....เดี๋ยวเดี๋ยว!!!” แขนเรียวกอดต้นคอหนาของภีมไว้แน่นเมื่อลมเย็นๆพัดวูบขึ้นมาจนทิวาเสียวสันหลังวาบ

 

                     “แบบนี้ไม่เอา อย่าเล่นแบบนี้เลยนะภีม” ทิวาหลับหูหลับตาซุกหน้าเข้าที่ซอกคออุ่นแล้วบอกอีกฝ่ายเสียงสั่นโดยไม่ทันได้เห็นยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉายออกมาอย่างถูกใจ

                     “อยากให้ปล่อยก็มาเล่นเกมส์กันก่อน!

 

                     “เกมส์? เกมส์บ้าอะไร แล้วไปเล่นที่อื่นไม่ได้หรือไงเล่า ทำไมต้องมาเล่นกันตรงนี้ด้วย?”

 

                     “เกมส์หนึ่งคำถาม กับหนึ่งคำตอบ อ๊ะอ๊ะ อย่าดิ้นเชียว คลื่นแรงขนาดนี้ถ้าตกลงไปลำบากแน่ๆกว่าจะงมหาเจอก็พรุ่งนี้เช้าละมั้ง” ภีมเตือนร่างบางที่ทำท่าจะดิ้นหนีพร้อมกับยิ้มถูกใจเมื่ออีกฝ่ายชะงักทันทีเหมือนกัน

 

                    “ว่าไงหือ? จะเล่นไม่เล่น!?”

 

                   “อ๊ากกก!!...โอเคเล่นก็ได้!...เล่นเล่น!....ถามมาเลย!” เสียงหวานบอกรัวเมื่อร่างหนาแกล้งเอนตัวไปมาราวกับจะเร่ง

 

                  “งั้นมาเริ่มคำถามแรกกัน”

 

                   “เดี๋ยวก่อน!”

 

                   “ว่าไง!

 

                   “แล้วถ้าเกิดว่าคำถามนั้นคำตอบของมันเป็นความลับบอกไม่ได้หรือถ้าไม่อยากตอบล่ะ?”

 

                   “เดี๋ยวนายจะได้รู้ว่าผลมันจะเป็นยังไงถ้านายไม่ตอบคำถาม เริ่มกันกับคำถามที่ค้างไว้เมื่อวันก่อน นายไปทำแบบนั้นที่คลับนั่นได้ยังไง? เอาให้เคลียร์!เพราะถ้าไม่เคลียร์อย่าหวังว่าฉันจะยอม ตอบมา!

 

                     ทิวาหลบตาคมแล้วทำท่าคิด       “เอ่อ.....คือ.....คือ..........อื๊ออออ!?”        ยังไม่ทันจะให้คำตอบก็ต้องตาเหลือกเมื่อจู่ๆปากบางอิ่มที่ตนกำลังใช้ฟันขบเบาๆเหมือนอย่างทุกครั้งที่กำลังจะใช้ความคิดถูกริมฝีปากอุ่นซ่านประกบจูบลงมาแนบสนิทก่อนจะบดเคล้าอย่างหนักหน่วง จากนั้นคนที่เล่นทีเผลอก็ส่งปลายลิ้นร้อนแทรกปราการความมึนงงเข้าเกี่ยวพันรัดรึงลิ้นเล็กบางที่สั่นระริกอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นหนาปาดเลียชิมลิ้มรสริมฝีปากนุ่มหวานทั้งบนทั้งล่างที่ถวิลหาราวกับไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ทั้งไรฟัน กระพุ้งแก้ม ทำเอาคนที่นั่งบนกราบเรือสะท้านไปทั้งกายเผลอกอดคอหนาของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

 

                     “พอ พอแล้ว........อ๊ะ..........อ่า!”    เสียงบางอย่างหลุดออกมาเบาๆทำเอาเจ้าของเสียงแก้มร้อนวาบรีบกัดปากตัวเองไว้แน่นเพราะมือกร้านลูบไล้คลึงเคล้าขาอ่อนนุ่มเนียนเลยขึ้นมาถึงเอวคอดบางอย่างอดใจไว้ไม่ไหวเพราะกลิ่นและรสชาตที่ได้มันช่างคล้ายกับสารเสพติดชนิดรุนแรงเสียจริง เพราะยิ่งเสพก็ยิ่งติด แต่ครั้นพอไม่ได้เสพสักพักก็คล้ายจะลงแดงตายเอาให้ได้จนต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนมาหาตัวต้นแห่งเหตุนั้น

 

                    “ด เดี๋ยว .....เดี๋ยวสิ .......ยัง ......ยังไม่ได้ อ่า.....ภีม!” เสียงกระท่อนกระแท่นที่พยายามเอ่ยออกมาทำให้ภีมรู้สึกตัว ละปากกับจมูกของตนออกจากซอกคอนุ่มหอมตรงหน้าอย่างเสียดาย

 

                    “ว่าไง?”

 

                   “ยังจะมาว่าไงอีก ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยนะว่าจะไม่ตอบ.........อ๊ะ”      ทิวาคอหดหลับตาปี๋เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังสนั่นหวั่นไหว

 

                   ครื๊นนนนนน!!!!..............

 

                  ครื๊นนนนนนน!!!!!!!!......................

 

                  เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!.....................

 

                  เสียงที่ดังมาจากอีกฟากสุดลูกหูลูกตาก็จริงแต่จากนั้นเพียงวินาทีก็มีแสงวูบวาบขนาดมหึมาพาดระหว่างน้ำกับฟ้าทำให้ภีมรีบรั้งคนตัวบางลงมายืนบนพื้นเรือด้วยกันแต่ยังคงกอดเอวคนตัวเล็กกว่าไว้แน่นราวกับเตรียมพร้อมอะไรบางอย่าง

 

                 “โอ๊ะโอ แย่ละสิ!     เสียงทุ้มพึมพำพร้อมกับที่ตาคมมองไปรอบกายจนทิวาต้องมองตามเพราะตนเองก็ได้ยินทั้งเสียงและสัมผัสได้ถึงลมที่พัดแรงขึ้นจนเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ปลิวผิดสังเกตุ แถมพื้นเรือที่กำลังยืนอยู่ก็คล้ายจะโคลงเคลงหนักขึ้นอีกจนร่างบางเซไปเซมาทรงตัวแทบไม่อยู่

 

                  “อ อะไร อะไรเนี่ย? อ๊ะ!?”      มือหนาคว้าร่างเล็กมากอดไว้แน่นก่อนที่ทิวาจะล้มกลิ้งโคโร่เมื่อคลื่นลูกไม่เล็กไม่ใหญ่กระทบเรือจนดังตึ้ง!! และก่อนที่จะทันตั้งตัวทั้งคู่ก็ต้องพูดไม่ออกเมื่อน้ำทะเลก้อนใหญ่มันม้วนตัวอย่างสวยงามข้ามกราบเรือมาหล่นลงบนหัวของทั้งคู่พอดิบพอดีราวกับแกล้ง

 

                   ซ่าาาาา!!!!

 

                   ทั้งเสียงทั้งสัมผัสนั้นทำเอาทั้งภีมทั้งทิวาตัวสั่นปากสั่นเปียกปอนไปทั้งเนื้อทั้งตัวไม่เว้นแม้กระทั่งกางเกงใน แต่คนตัวบางกลับต้องถลึงตาใส่คนที่ยิ้มกว้างราวกับอารมณ์ดีตรงหน้าจนลืมอารมณ์กลัวของตนไปชั่วครู่

 

                   “ยิ้มบ้าอะไรอยู่ได้?”    เสียงหวานแห้วถามในสภาพที่หัวหูเปียกลีบ ยิ่งคนตัวบางหันซ้ายหันขวาและมีสีหน้ากังวลแต่กลับยังคงกอดเอวหนาของตนไว้แน่นยิ่งทำให้ภีมชอบใจ

 

                    “อย่างนี้ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าคู่ทุกข์คู่ยาก?” ทิวาอ้าปากค้างก่อนจะหุบปากฉับตะโกนใส่ไอ้หน้าหล่ออย่างเดือดดาล

 

                   “ยังจะมีอารมณ์พูดเล่นอีกนะ ไม่เห็นหรือไงว่าเรากำลังจะแย่!

 

                   “ไม่แย่หรอกน่า ลมทะเลแค่นี้อีกซักชั่วโมงก็หยุด! หรือถ้ามันไม่หยุดหลังจากนั้นมันจะกลายเป็นคลื่นยักษ์ขนาดมหึมาที่พัดเอาทุกอย่างในทะเลหายไปในพริบตา ภีมบอกออกไปแล้วก็ต้องกลั้นยิ้มจนปวดกรามเมื่อคนตัวบางหน้าซีดลงซีดลงจนสุดท้ายภีมอดสงสารไม่ได้

 

                   “ล้อเล่นน่ะ”

 

                   “หา?!

 

                  “แค่ล้อเล่น มันไม่ใช่ลมยักษ์อะไรนั่นหรอก ลมแบบนี้แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็หยุด” ภีมบอกแล้วตั้งรับทั้งหมัดทั้งเข่าของร่างบางที่ประเคนกันลงมายังตนอย่างโมโห

                  “ไอ้บ้า! นี่แน่ะตายซะเถอะแก จะตายอยู่แล้วยังจะมาพูดเล่นแบบนี้อีก!” แต่ผ่านไปไม่ถึงนาทีทิวาก็ต้องแปลกใจเมื่อข้อมือตนถูกคว้าไว้แน่นแล้วโดนลากให้วิ่งตามร่างสูงอย่างรวดเร็ว หูได้ยินเสียงทุ้มตะโกนฝ่าเสียงลมมาแว่วๆ

 

                   “วิ่ง!”        

 

                    ไม่ต้องให้บอกซ้ำทิวาก็ใส่เกียร์หมาวิ่งตามแรงลากของอีกฝ่ายลงบันไดมาอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อเห็นแว๊บๆจากหางตาว่าคลื่นอีกลูกกำลังจะมาทักทายทั้งสองอีกในไม่กี่วินาทีข้างหน้าแน่ๆ

 

                    มือหนาล็อกกลอนแล้วยืนพิงประตูหอบแฮ่กๆพอๆกับทิวาที่ยืนกอดอกเนื้อตัวสั่น จนภีมเป็นแล้วอยากกระโดดเต๊ะตัวเองซักพันหนที่เล่นจนได้เรื่อง แขนแกร่งรั้งคนตัวบางเข้ามากอดไว้แน่น พร้อมกับพึมพำชิดกระหม่อมของอีกฝ่ายซ้ำไปซ้ำมาเบาๆ

 

                    “ขอโทษนะทิวา ฉันขอโทษ ฉันจะไม่ยอมให้นายเป็นอะไรเด็ดขาด รอให้ลมสงบฉันจะเอาเรือเข้าฝั่งให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกลัว!

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                  

ความคิดเห็น