ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 4

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 17:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 4
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 4 

 

ตัดครั้งที่ 4 

...หอมจัง 

คนที่ยังคงหลับตาพริ้มทำจมูกฟุดฟิดไปมา เมื่อกลิ่นหอมของอาหารลอยเข้ามากกระตุ้นหนึ่งในประสาทสัมผัส 

...กลิ่นแป้งกับน้ำมันงานี่นา รู้สึกจะมีหอมเจียวด้วยใช่รึเปล่า ต้องมีใครทำบะหมี่อยู่แถวนี้แน่ๆ  

เด็กหนุ่มที่คลุกคลีกับการทำบะหมี่มาตั้งแต่จำความได้ย่อมคุ้นชินกับกลิ่นพวกนี้ 

...ถ้าเป็นเปี๋ยงไข่หมักซีอิ๊วซอสน้ำมันงาโรยด้วยหอมเจียวก็คงจะดีสินะ 

เด็กหนุ่มคิดถึงเมนูเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยน หนึ่งในเส้นบะหมี่ซึ่งนิยมทานกันมากที่สุดในมณฑลซีอานและเป็นของโปรดของเขาอีกด้วย 

ด้วยตัวเส้นบะหมี่เปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนเป็นเส้นทำมือ โดยจะทำเส้นสดชามต่อชาม ลักษณะเป็นแบบเส้นใหญ่ ให้รสสัมผัสเหนียวนุ่ม หนึบๆ เวลาเคี้ยว ยิ่งพอเอาไปคลุกเคล้ากับน้ำมันงา แล้วเสริมกลิ่นด้วยหอมเจียว กินคู่กับไข่หมัก จะกลายเป็นอาหารเลิศรส หาที่ใดเปรียบ 

แค่คิดน้ำลายก็ไหลซะแล้ว กลิ่นยั่วยวนขนาดนี้ไม่ปลุกให้เด็กหนุ่มผู้หิวโซอย่างเขาตื่นได้ยังไง กลิ่นต่างๆ ที่คุ้นเคยแบบนี้... 

...หรือว่าเขาได้กลับบ้านแล้ว!  

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมอง เมื่อกลิ่นหอมแสนคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง หากไม่รีบตื่นตอนนี้คงถูกปู่บ่นอีกแน่ ที่สำคัญตอนนี้เขาหิวมากๆ อยากจะไปซัดเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนสักชามสองชามให้พุงกาง  

แค่คิดถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่รายล้อมด้วยปู่ย่าและน้องชาย ซือเป่าก็อดที่จะยกยิ้มไม่ได้ 

 

แต่แล้วสิ่งที่เด็กหนุ่มคิดเอาไว้ก็ต้องมลายหายไป เมื่อพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอีกครั้ง 

เด็กหนุ่มถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง สภาพแวดล้อมโดยรอบบ่งบอกว่าเขายังคงอยู่ในอดีต แต่ที่นี่คือที่ไหนซือเป่าก็ไม่อาจรู้ 

ก้มมองอาภรณ์ที่ตัวเองกำลังสวมใส่อีกครั้งเพื่อยืนยัน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือชุดจีนโบราณเหมือนครั้งก่อนที่เขาตื่นขึ้นมา เพียงแต่ว่าเนื้อผ้าเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง 

นั่งมองสภาพตัวเองด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะหันไปเห็นป้ายหยกที่วางอยู่ไม่ไกล  

ซือเป่าหยิบป้ายหยกมาถือเอาไว้ จ้องมันอยู่สักพักก่อนจะเอามาผูกไว้ยังผ้าคาดเอวเหมือนทุกครั้ง 

กระเพาะที่กำลังส่งเสียงประท้วงบังคับให้ซือเป่าต้องลุกออกจากเตียง เมื่อคว้าเสื้อคลุมได้เด็กหนุ่มก็เดินเซๆ ออกไปภายนอกห้องด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อยเท่าไหร่นัก 

กลิ่นหอมและเสียงพูดคุยดึงดูดให้เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหา ก่อนจะพบว่าแหล่งกำเนิดเสียงและกลิ่นหอมนั้นมาจากในครัว 

กลุ่มคนจำนวนหนึ่งแบ่งหน้าที่กันชัดเจนในการเตรียมอาหาร คนหนึ่งเคี่ยวน้ำซุปอยู่หน้าเตา อีกคนเตรียมเครื่องเคียง ถัดไปก็กำลังนวดแป้งทำเส้นและคงเป็นโชคของซือเป่าที่คนกลุ่มนี้กำลังทำเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนพอดี 

เด็กหนุ่มที่กำลังหิวโซไม่มีเวลาให้มาเหนียมอาย เขาก้าวเท้าเข้าไปในครัวทันทีโดยไม่ต้องให้ใครมาเชื้อเชิญ 

“พี่สาวทั้งหลาย หากข้าฝากท้องสักมื้อจะเป็นการรบกวนหรือไม่” เข้าไปได้ก็ประกาศความต้องการของตัวเองให้ทุกคนในครัวได้รับรู้ทันที 

กลุ่มคนในห้องหยุดการกระทำ สายตาทุกคู่จับจ้องมายังเด็กหนุ่ม เมื่อพินิจพิจารณาจนแน่ใจ พวกนางก็ส่งยิ้มมาให้ก่อนจะมีหนึ่งในนั้นเดินตรงมาหาซือเป่าอย่างเป็นมิตร 

“คุณชายพึ่งฟื้น ท่านคงจะหิว เชิญนั่งตรงนี้ก่อนประเดี๋ยวข้าจัดสำรับให้”  

ซือเป่าไม่ลืมประสานมือค้อมกายคำนับกลุ่มคนตรงหน้าก่อนส่งยิ้มให้ แล้วนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ รอไม่นานเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนของโปรดก็มาวางอยู่ตรงหน้า 

เด็กหนุ่มผู้หิวโหยลงมือจัดการในทันที โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกกล่าวอีกครั้ง 

 

“มีใครเห็นคุณชายที่นอนอยู่ในห้องหรือไม่!”  

ซือเป่าที่กำลังพูดคุยกับกลุ่มแม่นางทั้งหลายไปพร้อมการทานเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนชามที่สามหันไปมองบุคคลมาใหม่ในทันทีด้วยความสงสัย 

“ท่านอยู่ที่นี่เอง” เมื่อหันมาพบเขาอีกคนก็ถอนหายใจในทันที 

ซือเป่าวางตะเกียบกับชามในมือก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วประสานมือค้อมกายทำความเคารพคนตรงหน้าเพราะเห็นว่าอีกคนอายุมากกว่า และไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าคนคนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยเขาจากการตกหน้าผาน้ำตก 

“ขอบคุณท่านที่ให้ความช่วยเหลือ ข้า...แซ่ต่ง นามหานตง ขอคารวะ” ซือเป่าเอ่ยออกไปพร้อมแนะนำตัวด้วยชื่อของบรรพบุรุษซึ่งเป็นเจ้าของร่างนี้ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ 

...พูดถึงหน้าผาน้ำตก แล้วคุณชายจางล่ะ 

“ตอนพบข้า ท่านเห็นคุณชายอีกท่านหรือไม่” ซือเป่าที่พึ่งระลึกได้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันรีบเอ่ยถามคนตรงหน้าทันที 

“ข้าแซ่หวง นามกู่ ตอนนี้คุณชายจางยังไม่ได้สติ” คำตอบที่ได้เป็นการบอกว่าคนคนนี้รู้จักคุณชายจาง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลนั้นคือความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้ง 

“รบกวนท่านพาข้าไปพบคุณชายจางได้หรือไม่” ซือเป่าเอ่ยถามและเมื่อได้รับคำตอบตกลง คนทั้งสองก็เดินออกมาจากห้องครัวในทันที 

ระหว่างทางเดินซือเป่าลองสอบถามหวงกู่ว่าไปพบตนได้อย่างไร ก่อนจะได้คำตอบว่าที่แห่งนี้คือหมู่บ้านหลังหุบเขาที่คุณชายจางพูดถึง และคนที่ไปพบเขาทั้งสองแถวริมแม่น้ำคือสตรีในหมู่บ้านซึ่งออกไปตักน้ำ ในยามเช้าตรู่ 

เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้รับแจ้งก็ให้คนในหมู่บ้านไปช่วยกันพาเขากับคุณชายจางกลับมายังหมู่บ้าน และที่ได้มาพักรักษาตัวยังเรือนของหวงกู่เพราะผู้ใหญ่บ้านเห็นป้ายหยกที่ซือเป่าห้อยอยู่ 

ซือเป่าก้มมองที่ป้ายหยกโดยที่ไม่เอ่ยถามอะไรต่อ เก็บความสงสัยต่างๆ เอาไว้ในใจ เพราะไม่รู้ว่าก่อนที่เขาจะมาอยู่ในร่างนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องตามน้ำทำเป็นเหมือนเข้าใจสถานการณ์ไปก่อน 

ทำไมป้ายหยกแกะสลักนี่ถึงสามารถบอกได้ว่าใครคือพวกของคุณชายจาง ผู้ใหญ่บ้านรู้ได้ยังไงว่าต้องไปรายงานห่วงกู่หากพบคนที่พกป้ายหยกนี้  

คุณชายจางกับหวงกู่มีความสัมพันธ์กันแบบไหน คุณชายจางคนนั้นคือใครทำไมชีวิตถึงดูวุ่นวายนัก นั่นคือคำถามที่ซือเป่าต้องรู้ให้ได้ 

บนเตียงภายในห้องแสนเรียบง่ายปรากฏหนึ่งบุรุษที่ยังคงไร้สติ ใบหน้าดังสวรรค์บรรจงตั้งใจปั้นแต่งไร้สีสัน ริมฝีปากสีชาดบัดนี้กลับขาวราวกระดาษ 

“ทำไมคุณชายจางถึง...” ซือเป่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ถึงจะยังมีข้อข้องใจในตัวอีกคน แต่พอมาเห็นสภาพคนที่เคยช่วยชีวิตและหนีตายมาด้วยกันเป็นแบบนี้ ซือเป่าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ 

“คุณชายจางถูกยิงด้วยลูกธนูอาบยาพิษ ถึงน้ำจะช่วยชะล้างไปบ้าง แต่ร่างกายคุณชายก็รับพิษเข้าไปไม่น้อยเช่นกัน” หวงกู่อธิบายด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล 

“คุณชายจาง...จะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ซือเป่าเอ่ยถามทั้งที่แววตายังคงจับจ้องใบหน้าของอีกคนไม่ไปไหน 

“ท่านหมอบอกว่า หากพ้นคืนนี้ไปแล้วไข้ไม่ลด...โอ้ สวรรค์เหตุใดต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”  

คำตอบที่ได้ยินทำให้ซือเป่ารู้สึกไหววูบ จนเผลอยื่นมือไปแตะที่แก้มของอีกคนก่อนจะรีบดึงมือกลับเมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่แผ่ซ่านออกมา 

“พวกเจ้าทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รีบป้อนยาต่อ” หวงกู่หันไปหาสองสตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างซึ่งตอนที่เขาทั้งคู่เดินเข้ามาในห้องนั้น พวกนางกำลังช่วยกันป้อนยาบุคคลที่ยังคงไร้สติ 

“เจ้าค่ะ” พวกนางรีบกลับเข้าไปนั่งประจำที่แล้วเริ่มป้อนยาคนบนเตียงอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะป้อนยังไงก็ไหลออกด้านข้างริมฝีปากจนหมด 

“ทำเช่นนั้นคุณชายจางจะได้กินยาหรือ” ซือเป่าที่มองอยู่นานเอ่ยถามออกไปอย่างเหลืออด  

“พวกข้าไม่รู้จะทำยังไงเจ้าค่ะ” คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ปล่อยไว้แบบนี้คนบนเตียงคงได้ตายพอดี 

...ในซีรีส์ย้อนยุคที่เคยดู เวลานางเอกป่วยแล้วดื่มยาไม่ได้ต้องทำยังไงหว่า 

 

“ข้าจัดการเอง” เด็กหนุ่มเอ่ยออกไปเมื่อนึกขึ้นได้  

สตรีสองนางยอมถอยออกไปแต่โดยดี ก่อนที่เด็กหนุ่มจะนั่งลงบนเตียงแล้วจัดการพยุงร่างไร้สติขึ้นมาพิงตัวเองเอาไว้เพื่อเป็นหลัก 

“ท่านจะทำอะไร!” หวงกู่เอ่ยถามด้วยความตกใจ แม้แต่สตรีสองนางก็ยังแสดงท่าทีประหลาดใจที่เขาทำแบบนั้น 

“ทำอะไร? ข้าแค่จะป้อนยา” ซือเป่าถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะแบมือขอถ้วยยา  

สองสตรีรีบหันไปมองหน้าผู้เป็นนายที่ในตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ  

“พวกท่านรออะไรอยู่ รีบส่งยามาสิ” จนเมื่อซือเป่าเอ่ยเร่ง หวงกู่จึงยอมพยักหน้าอนุญาต สตรีนางหนึ่งก็ส่งชามยามาให้แก่เขา 

เด็กหนุ่มมองน้ำสีดำในชามด้วยความพะอืดพะอม กลิ่นฉุนของสมุนไพรชวนให้คลื่นไส้จนแทบอาเจียน 

แต่เพื่อช่วยผู้มีพระคุณและสหายที่หนีตายมาด้วยกัน เด็กหนุ่มก็ต้องกลั้นใจทน 

“กรุณาให้ความร่วมมือกับข้าด้วย” เด็กหนุ่มพึมพำกับร่างไร้สติก่อนจะจับใบหน้าของอีกคนให้เงยขึ้น 

“ท่าน! ท่านทำสิ่งใดลงไป!” เสียงเหวลั่นด้วยความตกใจดังขึ้น 

เมื่อซือเป่าจัดการป้อนยาคนในอ้อมแขน โดยการใช้มือบีบแก้มทั้งสองข้างอย่างแรง ง้างปากที่ปิดตายให้อ้าออกจากกัน แล้วจัดการกรอกยาลงไปจนหมดชาม 

เพื่อกันไม่ให้ยาไหลออกมาเด็กหนุ่มก็รีบปิดปากของอีกคนเอาไว้ พร้อมใช้มือปิดทับอีกชั้น ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของร่างกาย 

“เรียบร้อย” เมื่อเห็นว่ายาถูกลำเลียงลงไปตามลำคอจนหมด เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก 

“แค่ทำให้คุณชายจางดื่มยาได้ก็พอไม่ใช่หรือ” หลังจากวางร่างของอีกคนลง เด็กหนุ่มก็หันไปส่งยิ้มให้หวงกู่ที่กำลังมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก  

“ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ คุณชายจางคือ! คือ!” หวงกู่รีบหุบปากในทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังจะเผยความลับบางอย่างออกไป  

“คุณชายจางทำไมหรือ?” ซือเป่าลองหยั่งเชิง แต่ยังไม่ทันได้คำตอบก็มีบุคคลเข้ามาขัดเสียก่อน 

“นายท่าน นายท่านขอรับ”  

“มีสิ่งใด” คนถูกเรียกเอ่ยถามคนมาใหม่ในทันที 

“ใต้เท้าอี้มาถึงแล้วขอรับ”  

“อืม” หวงกู่ขานรับก่อนจะหันกลับมาหาซือเป่า 

“ทางนี้ข้าฝากท่านด้วย” อีกคนประสานมือค้อมกายคำนับก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไป 

ตัวละครใหม่โผล่มาให้ซือเป่าเกิดความสงสัย แต่เขาก็ต้องวางทุกอย่างเอาไว้เพราะในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลให้คนบนเตียงรอดพ้นคืนนี้ไปให้ได้  

“แม่นางทั้งสองมีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ ตรงนี้ข้าจัดการเอง” ซือเป่ามองการกระทำของสองนางอยู่นานก่อนจะเอ่ยออกไปเมื่อทนดูไม่ได้  

...เช็ดแค่ใบหน้าแบบนั้นไข้มันจะไปลดได้ยังไงฟ่ะ 

“เจ้าค่ะ” พวกนางย่อตัวรับคำสั่งก่อนจะออกจากห้องไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซือเป่า 

เด็กหนุ่มจัดการถอดเสื้อบุคคลที่นอนอยู่ก่อนจะลงมือเช็ดร่างกายของอีกคนด้วยแรงที่ไม่เบานัก เพื่อไล่ความร้อน ตามที่เคยถูกสอนมาตอนที่ดูแลน้องชาย 

ซือเป่าละสายตาจากผิวขาวเนียนที่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่ผิวพรรณของชาวบ้านทั่วไป หากเป็นคุณชายก็คงเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ไม่น้อย 

ดวงตาคู่คมจดจ้องใบหน้าของคนที่ยังคงหลับใหล ด้วยคำถามมากมายที่ยังคงไร้ซึ่งคำตอบ 

“ท่านคือคนเดียวที่จะให้คำตอบข้าได้ ท่านห้ามเป็นอะไร”  

 

เช้าวันรุ่งขึ้น 

“อืม...” แรงขยับพร้อมเสียงครางในลำคอปลุกให้เด็กหนุ่มที่นั่งฟุบอยู่บนโต๊ะรู้สึกตัว 

ซือเป่ารีบดีดตัวพุ่งตรงไปหาคนบนเตียง เมื่อลองใช้หลังมือแตะลงบนหน้าผากและลำคอของอีกคน เด็กหนุ่มก็พบว่าความพยายามของเขาตลอดทั้งคืนนั้นไม่เสียเปล่า  

เมื่ออุณหภูมิร่างกายของคุณชายจางลดลง ริมฝีปากและใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้าง 

ยืนดีใจได้สักพักดวงตาที่เคยปิดสนิทก็เริ่มขยับและค่อยๆ เปิดขึ้น 

“น้ำ” เสียงแหบแห้งเอ่ยขอด้วยความทรมาน  

“มาแล้วๆ” เด็กหนุ่มรีบไปรินน้ำชาใส่จอกก่อนจะกลับเข้ามาช่วยพยุงให้อีกคนดื่มน้ำได้สะดวกขึ้น 

“หานตง ที่นี่คือที่ใด” เมื่อดื่มน้ำจนพอใจคนที่พึ่งกวาดสายตาไปรอบห้องก็เอ่ยถามในทันที 

“หมู่บ้านหลังหุบเขาที่ท่านบอกข้า” ซือต่งตอบพร้อมรับจอกน้ำชามาเก็บ 

“เจ้าพาข้ามาหรือ?” คุณชายจางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเพราะจำได้ว่าก่อนสลบ เขาทั้งคู่กระโดดลงไปในแม่น้ำด้วยกัน 

“มีคนพบเราสองคนแถวน้ำตก” ซือเป่าส่ายหน้าไปมาก่อนจะจับป้ายหยกที่ห้อยอยู่ขึ้นมาตรงหน้าของอีกคน 

“พอผู้ใหญ่บ้านเห็นป้ายหยกนี้ก็พาพวกเรามาที่เรือนของท่านหวงกู่”  

“ที่แท้ก็เรือนของท่านหวงกู่ สวรรค์ช่างเมตตาข้ากับเจ้ายิ่งนัก” อีกคนว่าพลางเอนกายพิงหัวเตียง สีหน้าของคุณชายจางผ่อนคลายในทันทีเมื่อรู้ว่าที่นี่คือที่ใด 

“ป้ายหยกชิ้นนี้ ท่านเป็นคนให้ข้าใช่หรือไม่” ซือเป่าเอ่ยถามออกไปตามที่คิด เมื่อลองจับต้นชนปลายดูแล้วป้ายหยกนี่ต้องเกี่ยวข้องอะไรกับอีกคนแน่ๆ  

“สิ่งใดทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น” คนบนเตียงหันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่ม 

ทั้งที่ดวงตาเหยี่ยวเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แต่ในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง  

“ความทรงจำของข้ากลับมาแล้ว” ซือเป่าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในแววตาไร้การสั่นคลอน 

“ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับมา” คนถูกจ้องประสานสายตากลับมาด้วยแววตาไร้การหยอกล้อ 

“ท่านจะรู้ดีไปกว่าเจ้าของความทรงจำอย่างข้าได้อย่างไร” ซือเป่ายังคงยืนกระต่ายขาเดียว ยืนยันในคำตอบของต้น 

“หากความทรงจำเจ้ากลับมา เจ้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้และไม่มองข้าเช่นนั้น” คุณชายจางยังคงสบตาเขานิ่งไม่สั่นไหวในยามตอบ และดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไม่อยากให้ความทรงจำของหานตงกลับมามากกว่าช่วยฟื้นฟู 

“ทำไมท่านถึงไม่อยากให้ความทรงจำของข้ากลับมา” เด็กหนุ่มเอ่ยถามออกไปตามตรง 

“ไยเจ้าพูดเช่นนั้น ข้าต้องอยากให้เจ้าจำได้อยู่แล้ว” คนพูดเลิกเล่นเกมจ้องตากับเด็กหนุ่ม แล้วหันกลับไปสนใจผ้าพันแผลที่หัวไหล่ของตัวเองแทน 

“เจ้ารู้หรือไม่ จางเกอคนนี้เหงาขนาดไหนที่ไม่มีเสี่ยวตงมาคอยออดอ้อน ดูสิจางเกอของเจ้าเจ็บขนาดนี้ เจ้ายังไม่สนใจใยดี” คนพูดทำท่าเจ็บแผลก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เด็กหนุ่ม ไม่เหลือแววตาจริงจังก่อนหน้านี้แม้แต่นิดเดียว 

“ข้าจะไปตามท่านหมอ” ซือเป่าเอ่ยบอกเมื่อเห็นท่าทางของอีกคน  

...ในเมื่อไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก กลับจวนไปเขาค่อยหาวิธีสืบเอาเองก็ได้ 

 

ซือเป่าพึ่งเข้าใจคำว่าหมอเทวดาเป็นอย่างไร ทั้งที่เจ็บเจียนตาย เท้าก้าวเข้าสู่ปรโลกอยู่รอมร่อ แต่ใช้เวลารักษาเพียงแค่สามวัน คนใกล้ตายคนนั้นกลับเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว ขยับแขนขยับขาอย่างกับว่าไม่มีบาดแผลบนหัวไหล่ให้เจ็บปวด 

“เจ้าอยากฝึกกระบี่หรือ” คำถามดังขึ้นจากคนมาใหม่ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนป่วยนอนโทรมเมื่อสามวันก่อน 

“อย่างน้อยก็ได้ใช้ยามคับขัน” ซือเป่าละสายตาจากกลุ่มคนที่กำลังฝึกกระบี่ ทั้งที่แต่งกายเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่ว่าซือเป่าดูยังไงคนพวกนั้นก็ไม่น่าใช่คนในหมู่บ้าน ลักษณะท่าทางเหมือนทหารหรือองครักษ์อะไรพวกนั้นเสียมากกว่า 

“หากเจ้าอยากฝึก ให้จางเกอผู้นี้สอนเจ้าดีหรือไม่” คนด้านข้างเสนอตัวออกมา 

“ท่านหรือจะสอนข้า?” ซือเป่าหันไปเลิกคิ้วถาม ถึงแม้อีกคนจะพกกระบี่ แต่ดูจากรูปร่างและผิวพรรณแล้วนั้น น่าจะเป็นคุณชายเจ้าสำอางเสียมากกว่า 

“ไยเจ้ามองข้าเช่นนี้ ลืมแล้วหรือว่าข้าเคยช่วยชีวิตเจ้า” คนถูกมองตอบกลับมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ 

“ข้าก็เคยช่วยท่าน” ซือเป่าว่ากลับไปอย่างไม่ยอม ทำมาเป็นโอ้อวดที่ว่าเคยช่วย ใช้กระบี่สักครั้งรึยัง  

“ผู้คนมากมายอยากให้ข้าสอนเพลงกระบี่ให้ ดีเท่าไหร่ที่ข้ายอมรับเจ้าเป็นศิษย์” คุณชายจางว่าพลางเดินเข้ามาดึงมือเด็กหนุ่มให้เดินตามไป 

“เดี๋ยวๆ ท่านจะพาข้าไปไหน” ซือเป่ารีบยื้อเอาไว้ไม่ยอมเดินตาม แล้วนี่เขาไปตกลงเป็นลูกศิษย์อีกคนตอนไหน 

“ข้าจะพาเจ้าไปฝึกกระบี่ แต่ก่อนอื่นต้องจัดการเรื่องบางเรื่องเสียก่อน” พูดจบคนตรงหน้าก็ออกแรงดึง 

“เฮ้ๆ เรื่องอะไร เดี๋ยวก่อนสิท่าน” คนถูกฉุดกระชากโวยวายขึ้นและยังคงไม่ยอมเดินตาม 

“เจ้าจะโวยวายให้ผู้คนแตกตื่นทำไม” คุณชายจางหันมาว่าก่อนจะปล่อยมือของซือเป่าแล้วไปกุมที่หัวไหล่ของตัวเองแทนพร้อมใบหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวด 

“ท่านเจ็บแผลหรือ?” ซือเป่ารีบถามด้วยความเป็นห่วง นึกว่าหายแล้วเสียอีก 

“เพราะเจ้าขัดขืน” คุณชายจางตอบกลับมา ใบหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดชัดเจน 

“เพราะท่านบังคับข้า” ซือเป่าบ่นให้คนตรงหน้าก่อนจะยอมเดินตามอีกคนไปแต่โดยดี และจุดหมายปลายทางก็คือห้องพักของอีกคนนั่นเอง 

“นั่งลงสิ” คนที่ทำสีหน้าเจ็บปวดกุมไหล่ก่อนหน้านี้พอเข้าห้องได้ก็เปลี่ยนท่าทางในทันที 

“ท่านไม่เจ็บแผลแล้วหรือ เฮ้ย!” ซือเป่าถามออกไปเมื่อเห็นท่าทางของอีกคนก่อนจะโดนดึงลงไปนั่งบนเก้าอี้โดยไม่ทันได้ตั้งตัว 

“ข้าหลอกเจ้า” คนด้านหลังตอบกลับมาอย่างหน้าไม่อาย 

“ท่านนี่มัน!” ซือเป่ามองเงาสะท้อนของอีกคนในกระจกโลหะตรงหน้าด้วยความโมโห  

...คนอุตส่าห์เป็นห่วง!  

“ไม่งั้นเจ้าจะยอมตามข้ามาดีๆ หรือ” คุณชายจางตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดีพร้อมกดไหล่ซือเป่าเอาไว้ไม่ยอมให้ลุกขึ้น 

“แล้วนี่ท่านจะทำอะไร!” เด็กหนุ่มถามออกไปด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ดีๆ ผมที่เขารวบเอาไว้แบบลวกๆ ถูกแกะออก 

“อยู่เฉยๆ ข้าจะทำผมให้เจ้า เห็นแล้วขัดตาข้ายิ่งนัก” พูดจบอีกคนก็หยิบหวีขึ้นมาสางผมที่พันกันยุ่ง 

“ข้าทำเองได้” ซือเป่าพยายามแย่งหวีจากมือของอีกคน แต่ก็ไม่สำเร็จ 

“ผมพันกันยุ่งเช่นนี้ยังกล้าเอ่ยว่าทำเองได้ ข้าเห็นมาหลายวันแล้ว แต่ในยามนั้นข้ายังไม่แข็งแรงพอบังคับเจ้า” คุณชายจางตอบโต้โดยที่มือยังคงทำงานไม่หยุด  

“หัวข้า ผมข้าจะเป็นเช่นไร มันก็เรื่องของข้า” ซือเป่าบ่นกลับไป พร้อมลอบมองใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจก 

คุณชายจางไม่ตอบโต้ทำเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาจัดการผมของเด็กหนุ่ม  

สัมผัสแสนอ่อนโยนทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ยามนิ้วเรียวแทรกผ่านเส้นผมเป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีเป็นอย่างมาก 

จนเมื่อผมยาวสยายที่เป็นปัญหาของซือเป่ามาตลอด เรียงตัวสวยจนน่าสัมผัส คนด้านหลังก็จัดการรวบครึ่งหัวให้อย่างสวยงาม 

“เรียบร้อย ไปฝึกกระบี่กันเถอะ”  

“อืม” เด็กหนุ่มที่กำลังเพลิดเพลินกับการถูกเล่นหัวพยักหน้ารับ และเมื่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกก็อดที่จะชื่นชมตัวเองไม่ได้ 

...คนมันหล่อไม่ว่าอยู่ในสภาพไหนก็หล่อ แต่พอเปิดใบหน้าขึ้นแบบนี้ ออร่าความหล่อก็ยิ่งเปล่งประกาย 

“เป็นเช่นไร พอใจหรือไม่” คุณชายจางหยอกเย้าเมื่อเห็นท่าทางของเด็กหนุ่ม 

“ก็ดี” ซือเป่าพึมพำตอบกลับไป 

“ถ้าเช่นนั้นทุกเช้าเจ้าจงมาหาข้าที่ห้อง ข้าจะเป็นคนทำผมให้เจ้าเอง” อีกคนตอบกลับมาพร้อมส่งยิ้มสดใสให้ 

“ข้าต้องขอรบกวนท่านแล้ว” ซือเป่าได้ทีลุกขึ้นค้อมกายตอบรับน้ำใจ เมื่อมีหนทางจัดการเส้นผมอันยุ่งเหยิง 

“ด้วยความยินดี” คนถูกเคารพค้อมกายตอบรับเช่นกัน 

...จะว่าไปคุณชายจางคนนี้ก็ดูแลเขาดีเหมือนกันแฮะ 

 

“เมื่อไหร่พวกเราถึงจะกลับเข้าเมือง” เด็กหนุ่มที่กำลังทำท่าทางตามอีกคนเอ่ยถาม 

“ข้ายังไม่สามารถให้คำตอบเจ้าได้ แต่คงอีกไม่นาน” คุณชายจางที่กำลังกวัดแกว่งกระบี่ไปมาเอ่ยตอบ  

ทั้งที่อีกคนใช้กระบี่จริงแล้วทำไมเขาถึงได้แค่จับกระบี่ไม้กันล่ะนี่ 

“ปัญหาอยู่ที่กลุ่มคนชุดดำที่เจอในป่าใช่หรือไม่” ซือเป่าเก็บความไม่พอใจกระบี่ไม้ของตนไว้ แล้วเริ่มใช้วิธีชวนพูดคุยไปเรื่อยเปื่อยเพื่อสืบสิ่งที่อยากรู้ 

“เมื่อถึงเวลาเจ้าจะได้รู้ด้วยตนเอง” แต่คุณชายจางคนนี้ก็ไม่ยอมหลงกลเขาเสียที 

“ท่านไปทำให้ใครไม่พอใจมาหรือ” ซือเป่าทำเป็นลืมประโยคพูดคุยที่ได้ยิน ระหว่างคุณชายจางและกลุ่มคนชุดดำ 

การใช้ลูกธนูอาบยาพิษยิง หมายความว่าคนกลุ่มนั้นหมายจะเอาชีวิต แล้วยังสรรพนามและคำราชาศัพท์ที่ได้ยินนั่นอีก คุณชายจางคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ  

“อย่าบอกนะว่าท่านไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน ถึงถูกไล่ล่าแบบนี้” เด็กหนุ่มยังคงทำตัวไม่รู้เรื่องรู้ราวในสิ่งที่เกิดขึ้น 

“หึ เป็นเช่นนั้นยังดีเสียกว่า” คุณชายจางกระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนที่สีหน้าของอีกคนจะกลับไปเรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ 

“ท่านจะไปเป็นชู้กับใครข้าไม่สนใจ แต่ข้าอยากรีบกลับไปหาท่านแม่ของข้า ท่านแม่ข้ากำลังป่วยไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง” เมื่อเห็นท่าทีของอีกคน ซือเป่าจึงเปลี่ยนหัวข้อในการพูดคุย  

...อยู่ดีๆ ก็เข้าโหมดดราม่า เลิกถามก็ได้ฟ่ะ 

 

“เวลานี้ข้ายังให้เจ้าไปไหนไม่ได้ ทนรออีกหน่อยได้หรือไม่” คนด้านข้างตอบกลับมาพร้อมหยุดการร่ายรำกระบี่ 

“ข้ามีทางเลือกด้วยหรือ” เมื่อเห็นอีกคนหยุดซือเป่าก็หยุดเช่นกัน 

“เชื่อเถิดว่าข้าหวังดีต่อเจ้า อย่าคลางแคลงใจในตัวข้าไปเลย” คนที่ซือเป่าคิดว่าเหนื่อยแล้วจึงหยุดการรำกระบี่กลับเดินเข้ามาซ้อนด้านหลังพร้อมจับมือของเขาขึ้นมาอยู่ในท่าจับกระบี่ที่พึ่งวาดลวดลายไป 

“ยามกระบี่แกว่งไกว สมาธิของเจ้าต้องจดจ่ออยู่ที่ปลายกระบี่ อย่าคิดถึงสิ่งอื่นใด” คนด้านหลังเอ่ยคำสอน มือหนึ่งกุมทับมือที่ถือกระบี่ของซือเป่า ส่วนอีกมือจับเข้าที่เอวเด็กหนุ่มให้เคลื่อนไหวตาม  

“จงจำเอาไว้กระบี่อยู่ที่ใจ ปลายกระบี่คือปลายนิ้วของเจ้า” เสียงทุ้มขับกล่อมให้ได้ยินอยู่ไม่ไกล กลับช่วยสร้างสมาธิให้เด็กหนุ่มจดจำท่วงท่าที่อีกคนกำลังควบคุมให้เขาทำ 

“ยามใดที่เจ้าใช้ปลายนิ้วสัมผัสสิ่งใด สิ่งที่หลงเหลือคือร่องรอยที่ไม่มีวันเลือนหายไป” เมื่อคนด้านหลังเอ่ยจบประโยคกระบวนท่าสุดท้ายก็เสร็จสิ้นพอดี 

“เจ้าเข้าใจที่ข้าสอนหรือไม่”  

“อืม เข้าใจ” ซือเป่าพยักหน้ารับก่อนจะหันกลับไปหาอีกคนจนพบว่าใบหน้าของเขาทั้งคู่นั้นอยู่ใกล้กันเกินไปเสียแล้ว 

ใบหน้าหยกแสนงดงามอยู่ใกล้เพียงแค่ลมหายใจ ในดวงตาเหยี่ยวอันน่าหลงใหลกำลังสะท้อนเงาของเขา และเมื่อเลื่อนสายตาลงต่ำก็พบกับริมฝีปากสีชาดที่โดดเด่นจนยากเกินจะละสายตา  

เด็กหนุ่มในวัยเจริญพันธุ์ยากจะห้ามปรามความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาภายในจิตใจ  

ซือเป่าที่กำลังโดนริมฝีปากนั้นล่อลวง เกือบเผลอไผลเลื่อนริมฝีปากเข้าไปพิสูจน์ความอ่อนนุ่ม หากไม่มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นเสียก่อน 

“คุณชายจางขอรับ” ทั้งคู่รีบดีดตัวออกจากกันไปคนละทางโดยมิได้นัดหมายในทันที 

“มีสิ่งใด” ทั้งที่ซือเป่ายังไม่ทันปรับอัตราการเต้นของหัวใจ แต่คุณชายจางกลับสามารถตีหน้านิ่งเอ่ยถามคนมาใหม่ โดยไม่มีอาการอะไรเหมือนกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น 

“ใต้เท้าอี้ ใต้เท้าหมิง มาถึงแล้วขอรับ” คนมาใหม่รีบเข้ามารายงานในทันที 

“ใต้เท้าทั้งสองอยู่ที่ใด”  

“อยู่ที่เรือนรับรองกับนายท่านขอรับ”  

คุณชายจางพยักหน้ารับเมื่อได้คำตอบก่อนจะหันมาหาซือเป่าที่ยืนมองอยู่ 

“เจ้าฝึกกระบี่รอข้าไปก่อนประเดี๋ยวข้ากลับมา” เมื่อเด็กหนุ่มพยักหน้ารับอีกคนก็รีบเดินตามชายคนนั้นไปในทันที 

“ท่านนี่ความลับเยอะซะจริง” ซือเป่าพึมพำตามหลังอีกคนก่อนจะเดินไปนั่งยังระเบียงทางเดิน  

เด็กหนุ่มสลัดความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ทิ้งไป ก็แค่บรรยากาศพาไปไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น 

ดวงตาเรียวยาวเหม่อมองก้อนเมฆที่กำลังเคลื่อนผ่านอย่างใช้ความคิด  

คำถามมากมายในตัวคุณชายจางยังคงวนซ้ำ เรื่องหาทางกลับบ้านก็ยังคงไร้วี่แวว มีแต่เรื่องให้ปวดหัวจนเด็กหนุ่มต้องเผลอถอนหายใจ 

/ “เชื่อเถิดว่าข้าหวังดีต่อเจ้า อย่าคลางแคลงใจในตัวข้าไปเลย” / 

จนเมื่อประโยคที่คุณชายจางเอ่ยผุดขึ้นมาในความคิดของเด็กหนุ่ม เขาก็ทำได้แค่ทิ้งตัวลงนอนแล้วใช้สองมือประสาน รองท้ายทอยแทนหมอนก่อนจะมองท้องฟ้าสีครามอย่างเหม่อลอย 

“มีทางเลือกอื่นให้ข้ารึไง” ซือเป่าเอ่ยถามไปตามสายลมโดยไม่ต้องการคำตอบ 

...ในเมื่อไม่มีทางเลือก ข้าจะลองเชื่อใจท่านสักครั้งก็แล้วกัน  

 

เวลาผ่านพ้นไปจากหนึ่งเป็นสองและสาม จนล่วงเลยเข้าวันที่สิบของการใช้ชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับเข้าไปในเมือง 

“เมื่อไหร่จะได้กลับสักที” เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนอนใต้ต้นไม้ใหญ่หลังจากฝึกซ้อมกระบี่ตามกระบวนท่าที่คุณชายจางสอนเอาไว้ 

“ไปไหนก็ไม่ได้เบื่อวุ่ย” เด็กหนุ่มยังคงบ่นไปเรื่อย นอกจากการฝึกซ้อมกระบี่ก็ไม่มีอะไรให้เขาทำ จะออกไปไหนก็ไม่ได้ เหมือนถูกกักขังเอาไว้มากกว่ามาพักรักษาตัวเสียอีก 

ส่วนคุณชายจางที่พอจะเป็นเพื่อนพูดคุยก็แทบไม่มีเวลาให้เด็กหนุ่ม  

ซือเป่าจะได้พูดคุยกับคุณชายจางแค่ช่วงเช้าตอนที่อีกคนทำผมให้และออกมาสอนกระบี่เท่านั้น  

นอกจากนั้นเวลาส่วนใหญ่ของคุณชายจางจะหมดไปกับการสนทนากับท่านหวงกู่หรือสองใต้เท้าที่มาหารืออะไรสักอย่างแทบทุกวัน  

ซือเป่าเคยลองหาวิธีแอบฟังแต่กลับพบว่าทั้งประตูและหน้าต่างแม้แต่บนหลังคาก็มีคนคอยเฝ้าอย่างแน่นหนา 

...มีความลับอะไรร้ายแรงมากรึไง 

สงสัยให้ตายยังไงซือเป่าก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ สุดท้ายจึงต้องทำตัวเป็นเด็กดี ทำตามที่อีกคนสั่งอยู่แบบนี้ 

“ไปห้องครัวดีกว่า” เด็กหนุ่มดีดตัวขึ้นก่อนจะตรงไปยังสถานที่ที่ทำให้เขาอารมณ์ดี 

“พี่สาวข้าช่วย” เข้าไปได้เด็กหนุ่มก็เสนอตัวช่วยคนในครัวนวดแป้งในทันที พอได้อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เขารู้สึกสบายใจเหมือนได้อยู่บ้านของตัวเอง 

เสียงหัวเราะดังไปทั่วห้องครัวเมื่อเด็กหนุ่มชวนเหล่าสตรีพูดคุยอย่างสนุกสนาน เรียกสายตาให้คนที่เดินผ่านไปมาหันไปสนใจ 

คุณชายจางที่พึ่งคุยกับสองใต้เท้าเสร็จก็เช่นกัน เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มจนต้องเดินเข้าไปดู ก่อนภาพตรงหน้าจะเรียกรอยยิ้มให้เขาในทันที 

เด็กหนุ่มรูปงานที่เขามัดผมให้ทุกเช้า ในตอนนี้กำลังวาดลวดลายในการทำเส้นบะหมี่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยแป้ง ใบหน้าเรียวยาวได้รูปถูกแต่งแต้มไปด้วยผงแป้งสีขาวชวนน่าขบขัน 

“ข้าคงต้องจับเจ้าอาบน้ำแล้วกระมัง” คุณชายจางอดที่จะเดินเข้าไปหยอกเย้าไม่ได้  

แต่ใครจะรู้ว่าประโยคที่เขาเอ่ยออกไปนั้นจะทำให้เด็กหนุ่มตกใจจนทำเส้นบะหมี่ในมือหลุด และที่สำคัญมันดันลอยมาแปะลงบนหัวของเขาอย่างพอดิบพอดี 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เด็กหนุ่มส่งเสียงหัวเราะดังลั่น เมื่อเห็นสภาพของคุณชายจางผู้สูงส่งถูกเส้นบะหมี่มากมายประดับอยู่บนร่างกาย ผงแป้งขาวแต่งแต้มลงบนตัวเด็กหนุ่มแบบไหน สภาพของอีกคนก็ไม่ต่างกัน 

“ต่งหานตง เจ้านี่มัน!” คนถูกกระทำโมโหไม่น้อย 

“ข้าผิดอันใด ท่านเดินเข้ามาเองมิใช่หรือ” ซือเป่าว่ากลับไปก่อนจะเดินเข้าไปช่วยเก็บเส้นบะหมี่ออกจากตัวของอีกคนพร้อมกลั้นขำไปด้วย 

“ดูท่าทั้งข้าและท่านต้องไปอาบน้ำซะแล้วสิ” เด็กหนุ่มยังคงหยอกเย้าคนตรงหน้าไม่เลิก 

“เจ้านี่มันซนจริงๆ ข้าให้เจ้าฝึกกระบี่ แต่เจ้ากลับมาทำเส้นบะหมี่” คนตรงหน้าถอนหายใจพร้อมบ่นให้เด็กหนุ่ม 

“เอาน่า ก็บี่ๆ หมี่ๆ เหมือนกันไม่ใช่หรือ” เด็กหนุ่มยังคงพูดคุยอย่างสนุกสนาน 

“ไปล้างหน้าล้างมือกับข้าก่อน ประเดี๋ยวค่อยอาบน้ำ” คุณชายจางเอ่ยบอกก่อนจะหันไปหากลุ่มสตรีที่กลัวจนทำอะไรไม่ถูก 

“ให้คนเตรียมน้ำให้ข้ากับหานตงด้วย”  

“เจ้าค่ะ” พวกนางรีบตอบรับก่อนจะรีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง 

“ส่วนเจ้าตามข้ามา” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามอีกคนไปด้านหลังห้องครัว 

“ล้างหน้าล้างตาเสียก่อนสิ” คุณชายจางตักน้ำขึ้นมาก่อนจะยื่นให้เด็กนุ่มล้างคราบแป้ง 

“ท่านไม่ล้างหรือ” ซือเป่าเอ่ยถามพร้อมทำตามอย่างว่าง่าย 

“ให้เจ้าเสร็จก่อนข้าค่อยล้าง” อีกคนตอบกลับมาพร้อมยื่นผ้ามาให้เด็กหนุ่มเช็ดหน้า 

ซือเป่ารับผ้าในมืออีกคนมาเช็ดหน้าก่อนจะนึกสนุก 

“งั้นข้าช่วยท่านล้างเอง!” พูดจบเด็กหนุ่มก็ตักน้ำสาดใส่อีกคน 

“หานตง!” คุณชายจางพลิกตัวหลบอย่างรวดเร็ว 

“ข้าแค่อยากไถ่โทษ ท่านอยู่เฉยๆ เดี๋ยวข้าล้างหน้าให้” ซือเป่ายังคงแกล้งสาดน้ำใส่อีกคนไม่เลิก 

“ข้าทำเองได้ เจ้าหยุดบัดเดี๋ยวนี้!” คนถูกแกล้งว่ากลับมาพร้อมหลบสายน้ำที่เด็กหนุ่มสาดใส่ 

“ท่านอย่าหักหามน้ำใจข้าสิมาเถอะให้ข้าจัดการให้” คนที่กำลังสนุกอย่างซือเป่ามีหรือจะหยุด  

ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าทั้งสองคนกำลังยื้อยุดแย่งถังน้ำในมือกันไปมา 

“หานตงปล่อย” คนตรงหน้าว่าออกมาเสียงดุ 

“ท่านก็ปล่อยก่อนสิ” เด็กหนุ่มตอบกลับไปอย่างไม่ยอม 

“ถ้าข้าปล่อยเจ้าก็จะสาดน้ำใส่ข้า”  

“ข้าแค่อยากช่วยท่านทำความสะอาด”  

“เจ้าจะแกล้งข้าต่างหาก!”  

คนทั้งคู่เถียงกันไปกันมาอย่างไม่ยอม ต่างคนต่างดึงถังน้ำเอาไว้สุดแรง จนเด็กหนุ่มที่กำลังเล่นเกมจ้องตากับคนตรงหน้านึกอะไรขึ้นได้ เมื่อมองไปเห็นสระน้ำด้านหลังของอีกคน 

...อยากให้ปล่อย ข้าปล่อยก็ได้ 

 

เมื่ออยู่ดีๆ อีกฝั่งยอมปล่อยมือโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง คุณชายจางที่ออกแรงดึงเต็มกำลังก็เกิดเสียหลักสะดุดก้อนหินหงายหลังลงไปในสระน้ำทันที 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเด็กหนุ่มแกล้งคุณชายจางสำเร็จ  

“ไยคุณชายจางใจร้อนเยี่ยงนี้ อยากอาบน้ำจนรอไม่ไหวเลยหรือ” เด็กหนุ่มย่อตัวลงไปแกล้งหยอกเย้าคนที่พึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ 

“ต่งหานตง! เจ้านี่มัน!” ดูท่าอีกคนจะโกรธจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว เด็กหนุ่มแอบเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุ๊บๆ อยู่ตรงขมับด้วย 

“ข้าทำไมหรือ?” ซือเป่าตัวแสบเอียงคอถามเหมือนตัวเองไม่ได้ผิดอะไร 

“....” คนที่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าเลิกสนทนากับเด็กหนุ่มแล้วว่ายเข้าฝั่งเพื่อขึ้นจากน้ำ 

“มาข้าช่วย โกรธข้าขนาดนั้นเลยหรือ” เมื่อถูกเมินเด็กหนุ่มก็เริ่มหมดสนุกและเริ่มรู้สึกว่าแกล้งอีกคนแรงเกินไป เขาจึงยื่นมือออกไปเพื่อหวังช่วยฉุดคุณชายจางขึ้นมาจากสระน้ำ 

“....” คนที่อยู่ในสระมองมือเด็กหนุ่มด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะยอมยื่นมือมาให้ 

แต่ในระหว่างที่ซือเป่าจะดึงอีกคนขึ้นมานั้น คนที่อยู่ในสระกลับออกแรงดึงเขาลงไปแทน 

ตู้ม!  

เสียงน้ำสาดกระเซ็นอีกครั้งพร้อมร่างของเด็กหนุ่มที่ตกลงไปในสระน้ำ 

“ท่านแกล้งข้า!” เด็กหนุ่มโวยวายในทันทีเมื่อโผลขึ้นมาเหนือน้ำ 

“เจ้าแกล้งข้าก่อน” คุณชายจางตอบกลับพร้อมวักน้ำสาดใส่เด็กหนุ่มเพื่อเอาคืน 

“คิดว่าข้าจะยอมรึ!” ซือเป่าวักน้ำสาดใส่อีกคนอย่างไม่ยอมเช่นกัน สาดน้ำใส่กันไปมาจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยทั้งคู่ 

“พอแล้วๆ ข้าเหนื่อย” คุณชายจางพูดขึ้นพร้อมจับมือเด็กหนุ่มเอาไว้หนึ่งข้าง 

“เอ่ยออกมาว่ายอมแพ้ข้าก่อน ข้าถึงจะหยุด” เด็กหนุ่มที่พลังยังคงเต็มเปี่ยมใช้อีกมือวักน้ำสาดใส่คนตรงหน้าไม่หยุด 

“ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว” คุณชายจางต้องยอมเอ่ยตามที่เด็กหนุ่มต้องการ จนเมื่อน้ำที่ถูกสายใส่หยุดลง ใบหน้าดังหยกสลักที่ในตอนนี้ประดับไปด้วยหยดน้ำก็หันไปหาคนตรงหน้า 

“ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว พอใจหรือไม่” เด็กหนุ่มคงไม่ชะงักงันหากคนพูดไม่ส่งยิ้มแสนหวานมาให้ แสงแดดที่ตกกระทบหยดน้ำบนผิวหน้ายิ่งส่งเสริมความงดงามของอีกคนให้น่าหลงใหล 

“ทำไมหรือ?” คนถูกจ้องถามกลับมาด้วยความไม่เข้าใจ 

เด็กหนุ่มที่เหมือนถูกต้องมนต์สะกดยื่นมือไปกอบกุมยังแก้มสีแดงระเรื่อก่อนจะไล่ปลายนิ้วไปตามผิวเนียนอย่างลืมตัว 

“หานตง...” ริมฝีปากสีชาดที่กำลังเอ่ยชื่อร่างของเด็กหนุ่มถูกปิดเอาไว้ด้วยปลายนิ้วโป้งของซือเป่า  

เด็กหนุ่มใช้ปลายนิ้วคลึงเคล้าริมฝีปากนั้น ก่อนที่ดวงหน้าของคนต้องมนต์เคลื่อนเข้าไปหาใบหน้าแสนงดงามของคุณชายจาง โดยที่ไม่เอ่ยคำพูดใด  

แต่ก่อนที่สองริมฝีปากจะได้สัมผัสกัน คนซึ่งกำลังจะถูกช่วงชิงริมฝีปากก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง 

“เจ้าได้ยินหรือไม่”  

“ได้ยิน” เด็กหนุ่มตอบกลับไป  

...เสียงหัวใจเต้นแรงถึงเพียงนี้จะไม่ได้ยินได้อย่างไร 

“ข้าไม่ได้หมายถึงเสียงนั่น กลั้นหายใจ!”  

เด็กหนุ่มตื่นจากภวังค์ในทันทีเมื่อถูกคนตรงหน้ากดหัวลงไปในน้ำ เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ลูกธนูผ่านหัวของเขาไปอย่างฉิวเฉียด 

“เกิดอะไรขึ้น!” เด็กหนุ่มรีบถามเมื่อโผล่ขึ้นมาหายใจ 

“อย่าพึ่งถาม ดำน้ำลงไป” คนตรงหน้าตอบกลับมาก่อนจะดึงเด็กหนุ่มดำลงไปในน้ำอีกครั้ง 

สองร่างว่ายหลบลูกธนูจนมาถึงใต้ศาลากลางน้ำ พอได้ที่ซ่อนก็รีบโผล่ขึ้นมาหายใจ 

“พวกคนชุดดำใช่หรือไม่” ซือเป่ารีบกระซิบถามคนด้านข้าง 

“ใช้ ข้าไม่นึกว่าพวกมันจะกล้าบุกเข้ามา” คุณชายจางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล 

“เราจะทำยังไงดี” ซือเป่าเอ่ยถาม สระน้ำแห่งนี้อยู่ทางด้านหลังหากไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็คงไม่มีใครรู้ว่าเขาทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในอันตราย 

“ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง ส่วนเจ้ารออยู่ที่นี่แล้วหาโอกาสออกไปตามคนมาช่วย” คนด้านข้างคิดสักพักก่อนจะตอบกลับมา 

“ท่านเสียสติไปแล้วรึไง” ซือเป่ารีบสวนกลับไปในทันที ออกไปก็มีแต่ตายกับตาย 

“คนพวกนั้นต้องการเอาชีวิตข้า เจ้าไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย แค่เจ้ารออยู่ในนี้ก็พอ” คุณชายจางสรุปจบก่อนจะดำลงไปในน้ำ แต่ซือเป่าก็รีบคว้าอีกคนเอาไว้ในทันที 

“เจ้าทำอะไร!” คนที่พึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ 

“หากจะออกไปก็ไปด้วยกัน” ซือเป่ายืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  

“เจ้านี่มัน...” คนตรงหน้าว่าออกมาก่อนจะถอนหายใจ 

“เจ้าเข้าใจหรือไม่ หากเจ้าออกไปกับข้า เจ้าอาจต้องตาย” คุณชายจางประสานสายตากับเด็กหนุ่มด้วยแววตาจริงจัง 

“แค่ความตายมีอะไรน่ากลัว” แววตาของเด็กหนุ่มหนักแน่นไม่มีสั่นไหวเช่นเดียวกับน้ำเสียง 

“นั่นสิ มีสิ่งใดให้กลัว” คุณชายจางต้องจำยอมให้ความแน่วแน่ของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง 

“พร้อมหรือไม่”  

“พร้อม” ซือเป่าตอบกลับไป แต่ในระหว่างที่ทั้งคู่จะออกจากที่ซ่อนนั้น  

ภายนอกกลับมีเสียงต่อสู้ดังขึ้น เสียงของโลหะกระทบกันไปมาพร้อมเสียงน้ำสาดกระเซ็นจากการที่บางอย่างตกลงมาในสระน้ำ บ่งบอกถึงความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น 

เพราะตรงที่ซ่อนอยู่เป็นจุดอับสายตาทั้งสองคนจึงไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ภายนอกได้  

จนเมื่อเสียงการต่อสู้สงบลง เสียงเรียกจากคนด้านนอกก็ดังขึ้นมาแทน 

“คุณชายจาง! คุณชายรองต่ง! อยู่ไหนขอรับ”  

“คุณชายจาง คุณชายรองต่งได้ยินหรือไม่ ออกมาเถอะขอรับ”  

ซือเป่าแทบจะพุ่งตัวออกไปเมื่อได้ยินแต่ก็ถูกคนด้านข้างฉุดเอาไว้เสียก่อน 

“ทำไมท่านไม่ออกไป?” ซือเป่าเลิกคิ้วถาม มีคนมาช่วยแล้วไม่ใช่หรือ 

“รอก่อน อย่าพึ่งออกไป” คุณชายจางตอบกลับมาและยังคงอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับปล่อยให้กลุ่มคนภายนอกร้องเรียกต่อไป 

“ข้าไม่ได้ติดใจในรสชาติของสุรา หากแต่ข้าชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา ดื่มสุรากับสหายรู้ใจ แม้ดื่มพันจอกก็มิเมามาย” จนเมื่อบทกวีบทนี้ดังขึ้น คุณชายจางที่นิ่งอยู่นานก็เริ่มขยับตัว สีหน้าตึงเครียดเมื่อก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด 

“ออกไปได้แล้วหรือ” ซือเป่าหันไปถามคนด้านข้าง 

“อืม พี่ชายเจ้าเดินทางมาถึงแล้ว นั่นหมายความว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี” คุณชายจางพยักหน้ารับก่อนจะว่ายน้ำนำออกไป 

“พี่ชายข้า...” ซือเป่าพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย อีกคนรู้ได้อย่างไรว่าพี่ชายเขาเดินทางมาถึงและรู้ได้ยังไงว่าด้านนอกปลอดภัยแล้ว 

เด็กหนุ่มเก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วรีบว่ายน้ำตามออกไป จนเมื่อเห็นสภาพภายนอกเด็กหนุ่มก็ต้องตาค้าง 

ศพชายชุดดำเกลื่อนกลาดไปหมดและมีบางส่วนที่ถูกจับเอาไว้ ด้วยคนอีกกลุ่ม  

คนในกลุ่มนั้นบางคนแต่งกายเหมือนทหาร บางคนแต่งกายเหมือนชาวบ้าน แต่ซือเป่าก็พอจำได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนั้นที่เขาเคยเห็นในลานฝึก 

ซือเป่าที่ยังคงงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรับเสื้อคลุมจากหวงกู่มาคลุมร่างกายอันเปียกปอนเอาไว้ ก่อนจะหันไปพบว่าในตอนนี้คุณชายจางได้ใส่เสื้อคลุมเอาไว้แล้วเช่นกันและกำลังพูดคุยกับใครบางคน 

“น้องรองเจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” คำทักทายดังขึ้นเมื่อคนทั้งสองพูดคุยกันจบ 

“ข้าไม่เป็นอะไร” ซือเป่ามองคนแปลกหน้าก่อนจะเขยิบเข้าไปหาคุณชายจางที่เหมือนเป็นบุคคลเดียวที่เขาไว้ใจ 

“แม้แต่พี่ชายของเจ้า เจ้าก็จำไม่ได้หรือ” คำถามที่ดังขึ้นทำให้ซือเป่าพอจะเดาได้ ชายคนนี้คงเป็นต่งซุนเทียนพี่ชายของต่งหานตงที่เสี่ยวกวงเคยเล่าให้ฟังสินะ 

“ข้าขออภัย” ซือเป่าประสานมือค้อมกายคำนับคนตรงหน้าก่อนจะกลับไปยืนข้างกายคุณชายจางอีกครั้ง 

“หานตงจำสิ่งใดไม่ได้ ทั้งท่านและข้าหรือแม้แต่เรื่องในคืนนั้น” คุณชายจางขยายความให้อีกคนเข้าใจมากขึ้น 

...เรื่องในคืนนั้นอีกแล้ว เมื่อไหร่เขาจะได้รู้สักทีว่ามันคือเรื่องอะไร 

“ท่านรีบเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเถิด หวังกงกงรออยู่” ซุนเทียนวางเรื่องความทรงจำของน้องชายเอาไว้ก่อนจะเอ่ยบอกคุณชายจางให้ทำเรื่องสำคัญก่อน 

“รบกวนท่านรับหน้ารอข้าก่อนแล้วข้าจะรีบตามออกไป” คุณชายจางตอบรับคนตรงหน้าก่อนจะรีบตรงกลับห้องเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้า 

“เจ้าเองก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด ร่างกายเจ้ายิ่งไม่ค่อยแข็งแรง จะเจ็บไข้เอาได้” ซุนเทียนหันกลับมาหาน้องชายพร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 

“งั้นข้าขอตัว” ซือเป่าค้อมกายทำความเคารพคนตรงหน้าก่อนจะรีบเดินออกไป โดยมีสายตาของพี่ชายมองตามจนสุดสายตา 

เมื่อเด็กหนุ่มจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เขาก็รีบตรงไปยังห้องของคุณชายจางด้วยความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้น 

“เจ้าเสร็จแล้วหรือ” เป็นโชคดีของเด็กหนุ่มอีกครั้งที่มาทันคุณชายจาง 

“เรียบร้อย แล้วทำไมท่านแต่งตัวแบบนี้” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถามเมื่อเห็นการแต่งกายของอีกคน 

เสื้อผ้าที่สวมใส่แค่มองก็รู้ว่าถักทอมาจากผ้าเนื้อดี ปักดิ้นทองด้วยลวดลายสวยงาม ผ้าคาดเอวก็ถูกประดับด้วยหยก  

กวานที่ประดับอยู่บนหัวของอีกคนก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นเพียงผ้าธรรมดา ในตอนนี้กลับเป็นกวานที่ทำมาจากทอง ฉลุลวดลายอย่างสวยงาม 

“ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้” คุณชายจางตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินนำเด็กหนุ่มไป 

 

จนเมื่อทั้งคู่เดินมาถึงหน้าประตูเรือนรับรอง ข้อขาของคนด้านหน้าก็หยุดการเคลื่อนไหว  

“หานตง” คุณชายจางหันกลับมาประสานสายตากับเด็กหนุ่มก่อนจะเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 

“มีสิ่งใดหรือ?” ซือเป่าถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“หากภายภาคหน้าเกิดสิ่งใดขึ้น ขอให้เจ้าจงจำเอาไว้ว่า ข้าหวังดีต่อเจ้าเสมอ ไม่ว่าเมื่อใดข้าก็ยังเป็นจางเกอของเจ้า” ไม่ทันให้เด็กหนุ่มซักถามหรือตอบรับ คนตรงหน้าก็หันกลับไปเปิดประตูพร้อมก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องด้วยท่าทีแสนสง่า 

“ถวายบังคมองค์ชายสาม ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”  

ในทันทีที่เปิดประตูถูกเปิดออก ผู้คนที่รออยู่ก็ส่งเสียงทำความเคารพพร้อมประสานมือค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ซือเป่าได้รับรู้ถึงฐานะอันแท้จริงของคุณชายจาง 

“ตามสบายเถิด” คุณชายจางหรือองค์ชายสามเอ่ยกับกลุ่มบุคคลตรงหน้าก่อนจะเดินตรงไปกลางห้อง  

ซือเป่าที่ไม่รู้จะไปยืนตรงไหนจึงเลือกไปยืนข้างหวงกู่ ก่อนจะมองอีกคนด้วยสายตาคาดโทษ 

...ทำไมท่านไม่กระซิบบอกข้าบ้าง  

คนถูกมองตอบกลับมาด้วยสายตาให้ความหมายว่าหากบอกได้คงบอกไปแล้ว สุดท้ายซือเป่าก็ได้แต่ถอนหายใจ  

“เชิญองค์ชายสาม พ่ะย่ะค่ะ”  

ชายชราในชุดแตกต่างจากคนอื่นผายมือเชิญองค์ชายสามให้ประทับในจุดที่ยืนต่ำกว่าตนก่อนจะหันไปหยิบม้วนผ้าสีทอง 

ซือเป่าพิจารณาสักพักก่อนจะนึกได้ว่าชายชราคนนั้นแต่งตัวเหมือนขันทีในซีรีส์ที่ตัวเองเคยดู  

...แล้วที่ถืออยู่นั่นเรียกว่าอะไรนะ ใช่ราชโองการหรือเปล่า 

 

“จางเหว่ย รับราชโองการ” ข้อสงสัยของซือเป่ากระจ่างในทันทีเมื่อได้ยินในสิ่งที่ราชขันทีเอ่ย  

แต่แล้วเขาก็ต้องตัวชาเมื่อได้ยินชื่อขององค์ชายที่พึ่งคุกเข่าลงไป  

เนื้อหาในพระบรมราชโองการไม่เข้าหูซือเป่าแม้แต่งน้อย เด็กหนุ่มรับรู้เพียงแค่ว่าคนคนนั้นคือองค์ชายจางเหว่ย และพึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทสืบต่อราชบัลลังก์ 

องค์ชายจางเหว่ย ชื่อที่เขาได้ยินต่งหานตงเอ่ยถึงตอนอยู่ในปรโลก 

...จางเหว่ย  

...ต่งซุนเทียน 

เด็กหนุ่มแทบจะจับหัวตัวเองโขกเสาเมื่อนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นได้ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่ควรลืม 

จางเหว่ยคือพระนามเดิมของฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิงผู้ให้กำเนิด สำนวน ‘พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ’ และต่งซุนเทียนพี่ชายของต่งหานตงก็คือคนรักที่ฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิงรักเสียจนยอมตัดแขนเสื้อของตน เพื่อไม่ให้รบกวนคนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรา  

ต่งซุนเทียนชายผู้ซึ่งทำให้ฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิงลุ่มหลงจนเกือบทำให้บ้านเมืองล่มจม  

และคุณชายจางก็คือฮ่องเต้ผู้ฉาวโฉ่ว ผู้ซึ่งมักมากในกาม มัวเมาลุ่มหลงในบุรุษ เป็นฮ่องเต้ผู้สร้างยุคมืดให้แก่ประวัติศาสตร์จีน ในราชการเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการเก็บภาษีหนักหน่วง 

 

“ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ของพระองค์ทรงพระเจริญ!”  

“ยินดีกับองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ของพระองค์ทรงพระเจริญ”  

ทั่วทั้งห้องเซ็งแซ่ไปด้วยคำสรรเสริญและคำยินดีกับองค์รัชทายาทหมาดๆ แตกต่างจากซือเป่าที่กำลังตกอยู่ในความสับสน 

ดวงตาของเด็กหนุ่มจดจ้องไปยังคนผู้นั้น ผู้ที่เคยชั่วชีวิต ผู้ที่เปรียบเสมือนอาจารย์และเป็นผู้ที่เขาเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้ 

แต่แล้วคนผู้นั้นกลับกลายเป็นคนที่เขาเกลียดชังตั้งแต่จำความได้ คนที่ทำให้ตระกูลของเขาต้องถูกตราหน้าว่าเป็นตระกูลของชายชู้ 

ผู้ถูกจ้องหันมาสบตากับเด็กหนุ่มก่อนจะส่งยิ้มแสนอ่อนโยนมาให้ รอยยิ้มที่ทำให้ซือเป่ามีความสุขเสมอเมื่อได้รับ แต่ในตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกแบบนั้น 

ซือเป่าไม่อาจตอบตัวเองได้ว่าความรู้สึกเจ็บหน่วงๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในอกนี้มีสาเหตุมาจากอะไร  

เพราะจางเกอของเขากลายเป็นฮ่องเต้ที่แสนเกลียดชัง หรือเป็นเพราะเขาได้รับรู้ว่าคนที่อยู่ในใจของฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิงหรือองค์ชายจางเหว่ยก็คือพี่ชายของตน 

...ต่งซุนเทียน มิใช่ ต่งหานตงหรือต่งซือเป่า 

 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

อ้าวเฮ้ย ดราม่าเฉย  

ซือเป่าจะทำยังไงต่อไป เด็กหนุ่มจะจัดการกับความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นมาเช่นไร 

คนที่อยู่ในใจคุณชายจางเหว่ยหรือองค์รัชทายาท ต่งซุนเทียนจริงหรือ 

รอติดตามกันต่อไปจ้า 

ตอนนี้ยาวหน่อยถือว่าชดเชยที่หายไปนานก็แล้วกันเนาะ 

คอมเม้นติชมกันมาได้น่าาา 

หากพู่ใช้คำผิดสามารถแจ้งกันได้จ้า 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

เจอกันใหม่ตอนหน้าครับผม 

ช่องทางการติดตามข่าวสาร 

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น