ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภรรยา? หมายเลข1

ชื่อตอน : ภรรยา? หมายเลข1

คำค้น : ฮาเร็ม จีนโบราณ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2558 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภรรยา? หมายเลข1
แบบอักษร

 

 

 

           หลังจากโดนจู่โจมเมื่อวานเฟยอวี่ก็ได้มาพักผ่อนในห้องข้างๆ เสวี่ยฟง และเขาเองก็ได้มาคิดทบทวนเหตุการณ์เมื่อวานนี้ด้วย ทำให้รู้ว่าเสวี่ยฟงตกหลุมรักเขาเข้าเสียแล้ว ไม่รู้ทำไมเจ้าตัวถึงรักใครๆ ได้ง่ายๆ เช่นนี้หรืออาจเป็นเพราะพรหมลิขิตด้ายแดงที่พันผูกชะตาเข้ากับเขาไว้ก็เป็นได้ แต่เรื่องนั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับที่เจ้าตัวยังเป็นชายพิการเขาคิดว่าจะช่วยรักษาเลยหรือว่าปล่อยผ่านไปก่อน แต่เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกสงสารเสวี่ยฟงที่เดินไม่ได้มานานหลายปี นี่อาจเป็นของขวัญก่อนที่เขาจะเดินทาง
         

            เสียงล้อรถเข็นดังมายังหน้าประตูทำให้เขาลุกขึ้นยืนเดินไปเปิดประตูให้ และเป็นเสวี่ยฟงตามที่คิด ดวงตาคมมองเขานิ่งๆ ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่ออาจเพราะความอายจากเมื่อวาน
         

          “ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะตื่นแล้วจึงมาเชิญไปทานข้าวเช้าด้วยกัน” น้ำเสียงนุ่มทุ้มและอ่อนโยนทำให้รู้สึกสบายใจ สรรพนามที่เรียกทำให้รู้สึกความห่างเหินหายไปแต่เขาก็รู้สึกดีกว่าเสี่ยงฟงเรียกเขาว่าท่านเสียอีก
        

           “เจ้าให้คนอื่นมาตามข้าก็ได้ไม่น่าจะลำบากมาเอง” เอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง ดวงตาคมวูบไหวไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเขากลับมา
         

           “ข้าแค่อยากมาหาเจ้าเอง”
        

           “อ้อ เจ้าคิดถึงข้าเลยมาหาข้าเองสินะ” เฟยอวี่แกล้งแปลความหมายผิดๆ แต่คนเอ่ยกลับไม่ได้โต้เถียงนอกจากยกยิ้มบางที่มุมปาก เขาจึงเดินเข้าไปช่วยเข็นรถพากลับไปยังห้องของเสวี่ยฟง อาหารถูกเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยและดูน่าทานทั้งสิ้น
       

            “หากข้าอยู่กับเจ้านานๆ คงอ้วนเป็นหมูแน่ๆ” เฟยอวี่เอ่ยอย่างขำขันเมื่อเห็นอาหารตรงหน้า
         

           “แต่ข้ายินดีให้เจ้าเป็นหมู เผื่อเจ้าจะได้อยู่กับข้านานๆ” คำกล่าวของเสวี่ยฟงทำให้เฟยอวี่เงยหน้ามองดวงตาคมที่มองเขาอย่างวาดหวัง เขายกยิ้มบางที่มุมปากนิดๆ
         

          “เจ้าเอาอาหารมารั้งข้าหรือ”
         

          “เปล่าข้าเอาหัวใจรั้งเจ้าไว้ต่างหาก แต่ข้ารู้ว่าเจ้าคงมิอาจอยู่กับคนพิการเช่นข้าได้ ข้าคงหวังสูงเกินไป” รอยยิ้มเศร้าและดวงตาที่หม่นหมองของเสวี่ยฟงทำให้เฟยอวี่มองนิ่งๆ ก่อนจะคีบหมูหันใส่ถ้วยให้อย่างเอาใจ
         

         “ชะตาข้าไม่ได้มีผู้เดียว เจ้าอาจเสียใจที่ยกหัวใจให้ข้า” เอ่ยบอกอย่างไม่จริงจัง เสวี่ยฟงมองสบตาอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่หัวใจกลับกระตุกรัวเร็วพร้อมนึกไปถึงด้ายซะตาเมื่อวานนี้ แต่ไม่ว่าคนตรงหน้าจะมีใครสักกี่คนขอให้หนึ่งในนั้นมีชายพิการเช่นเขาก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ
         

         “ข้าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ตนเองเลือก” รอยยิ้มจริงใจที่ส่งมาทำให้เฟยอวี่อึ้งไป จะมีคนใจกว้างเป็นแม่น้ำในทะเลจริงๆ หรือ แม้จะครุ่นคิดแต่ก็คีบเป็ดนึ่งไท่ไป๋เข้าปากกินเรื่อยๆ เพราะอย่างไรเขาต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องแบบนี้อีกมากอยู่แล้วดูจากเส้นด้ายแดงที่พันธนาการเขาเอาอย่างแน่นหนา แน่นจนฉุดกระชากให้วิญญาณหลุดมายังที่แห่งนี้
         

         “ข้าทำให้เจ้าไม่สบายใจหรือ” เสวี่ยฟงเอ่ยถามอย่างระวังเมื่อเห็นคนตรงหน้านิ่งเงียบไปไม่พูดไม่จาเช่นเดิม ทว่ารอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมาทำให้รู้สึกโล่งใจมากขึ้น
        

         “เปล่า เป็นข้าต่างหากที่จะทำให้เจ้าเหนื่อยใจ ช่วยอดทนหน่อยแล้วกันนะ” คำกล่าวแม้ไม่ได้สวยหรูแต่กลับทำให้หัวใจเต้นระรัวด้วยความดีใจเพราะเพียงแค่นี้ก็รับรู้แล้วว่าเฟยอวี่ยอมรับตนแล้ว
       

           “ขอแค่เจ้ามีความสุขข้าก็ยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อเจ้า” คำตอบรับกลับมาทำให้เฟยอวี่หัวเราะในคอด้วยความสบายใจมากขึ้น
        

           หลังจากอาหารมื้อเช้าจบลงทั้งคู่ก็เดินย่อยอาหารในสวนหลังบ้านของเสวี่ยฟง ระหว่างนั้นคนสนิทของเสวี่ยฟงก็เข้ามารายงานว่าคุณชายใหญ่กับน้องเล็กกลับมากจากแดนใต้แล้วทำให้เสวี่ยฟงพาเขาไปแนะนำให้รู้จัก คุณชายใหญ่ชื่อเสวี่ยหวงมีรูปร่างสูงหนาและสูงกว่ามากกว่าสิบเซ็นสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มทำให้ดูน่ายำเกรงมีอายุยี่สิบสองปีมากกว่าเสวี่ยฟงสองปี
         

          คุณชายเล็กมีชื่อว่าเสวี่ยไป๋รูปร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเขียวอ่อนดูเหมือนคุณชายเจ้าสำอางมากกว่าพ่อค้า ทว่าแม้จะต่างมารดาแต่กลับมีใบหน้าหล่อเหลางดงามกันทุกคนโดยเฉพาะเสวี่ยไป๋ที่หน้าตาออกงามมากกว่าหล่อคมคาย ในเวลานี้เขาสวมใส่หน้ากากสีเงินเพื่อปกปิดใบหน้า เขาไม่อยากให้ใครมาตกหลุมรักที่ใบหน้างดงามนี้ ทว่าเส้นผมสีเงินสว่างกลับทำให้สะดุดตาสองพี่น้องที่จ้องมองมาเหมือนจะจ้องไปให้ถึงกระดูก ทว่าเขากลับไม่สะทกสะเทือนสายตาเช่นนี้เพราะตอนเป็นมาเฟียถูกจ้องมากกว่านี้เสียอีก
        

          “จ้องนานกว่านี้ระวังจะตกหลุมรักข้าขึ้นมานะ” เฟยอวี่ยกยิ้มร้ายที่มุมปาก ทว่าเสวี่ยหวงกลับนิ่วหน้าแล้วกล่าวเสียงเรียบ
      

          “เจ้าเป็นบุรุษเหตุใดข้าต้องตกหลุมรักเจ้า”
        

           “แต่ข้าชักสนใจเขาอ่ะพี่ใหญ่” เสวี่ยไป๋แย้งด้วยรอยยิ้มขยับเข้ามาสำรวจใกล้มากขึ้น เขายังยืนนิ่งให้เจ้าตัวมองตามใจชอบ
         

          “พวกเจ้าช่วยไว้หน้าข้าบ้างได้หรือไม่” เสวี่ยฟงกล่าวเสียงเรียบดวงตาคมมองพี่และน้องอย่างดุๆ แต่ทั้งคู่กลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
         

         “แหม ท่านพี่อย่าเก็บไว้คนเดียวสิ น่าสนใจขนาดนี้ว่าแต่เจ้าทำไมเส้นผมถึงได้เป็นสีขาวงดงามเช่นนี้” ไม่เอ่ยถามเปล่ามือยังจับเส้นผมเฟยอวี่มาสูดดมกลิ่นหอมอย่างหลงใหล เขาไม่เคยเห็นใครมีสีผมเส้นนี้มาก่อนนอกจากคนแก่ แต่คนตรงหน้าดูอย่างไรไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปีไปได้ แม้จะมีหน้ากากปิดไปกว่าครึ่งหน้าแต่ริมฝีปากที่ยกยิ้มบางที่มุมปากกลับให้สนใจยิ่ง
         

         “แขกของเจ้าก็ดูแลไปข้ายังมีธุระต้องจัดการ ขอตัวก่อน” พี่ใหญ่ของบ้านบอกเสียงเรียบดวงตาคมมองน้องๆ อย่างระอาก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่สนใจสายตาที่มองตาม
         

         “เฟยอวี่กลับกันเถอะ” เสวี่ยฟงเอ่ยบอกพร้อมหมุนล้อเข้าไปใกล้แล้วดันน้องชายออกห่างจากร่างสูงโปร่งที่หันมามองตนเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเสวี่ยไป๋อย่างพิจารณา
         

         “อื้ม เจ้าเองคงเหนื่อย” เฟยอวี่ตอบรับก่อนจะมาเข็นรถให้เสวี่ยฟงแล้วหันไปบอกเสวี่ยไป๋เสียงเรียบ
     

          “ข้าขอตัว หากยังจ้องไม่พอก็ตามมาก็แล้วกัน”
         

         “เฟยอวี่เจ้ากำลังยั่วน้องข้า” เสียงนุ่มเรียบของเสวี่ยฟงทำให้เฟยอวี่หัวเราะในลำคอ เขาแค่ประชดยั่วตรงไหนกัน ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเข็นรถกลับตำหนักอย่างเอาใจนิดหน่อย ใบหน้าคมคายก้มหน้าซ่อนความเศร้าหมองด้วยความละอายใจที่ต้องให้คนที่รักมาบริการตนเช่นนี้
        

          “อาฟงหากวันหนึ่งเจ้าเดินได้ สิ่งแรกอยากทำคืออะไรเหรอ” เฟยอวี่เอ่ยถามขณะเข็นรถกลับตำหนัก เสวี่ยไป๋ก็เดินตามมาอย่างเงียบๆ เช่นกันแต่เขาก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่
        

           คนบนรถเข็นรู้สึกอุ่นวาบในอกคำเรียกขานที่ทำให้หัวใจเต้นรัว ทว่าคำถามที่ทำให้หัวใจสั่นสะท้านหวาดหวั่นเพราะไม่ว่าอย่างไรตนก็ไม่โอกาสนั้นอีกแล้ว
        

          “อยู่เคียงข้างเจ้า ดูเจ้ามีความสุข” คำตอบแน่วแน่ทำให้เฟยอวี่ยกยิ้มบางเพราะไม่เกินจากที่คิดเอาไว้
       

            “หากข้าให้เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่คือความสุขของข้าเจ้าจะยินยอมหรือไม่” เสวี่ยฟงอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างข่มขื่นเพราะถึงอย่างไรตนก็ไม่มีโอกาสติดตามเฟยอวี่ไปที่ใดได้อยู่แล้ว
       

           “หากเป็นความปรารถนาของเจ้าข้าก็ยินดี”
         

          เสวี่ยไป๋ที่ติดตามมาเงียบๆ มองทั้งคู่อย่างพิจารณาพลันถอนหายใจออกมาคำรบหนึ่งเพราะเหมือนสองคนนี่จะมีความรู้สึกมากกว่าสหายตามที่ได้แนะนำให้รู้จัก แม้จะรู้ว่าตนเป็นส่วนเกินแต่เพราะคนผมสีเงินดูน่าสนใจมากจนเกินที่จะหักห้ามใจให้ตามมา แต่เวลานี้ดูเหมือนตนต้องถอยออกก่อนพี่รองน่าสงสารเกินกว่าที่จะทำร้ายน้ำใจ
      

          “พี่รองข้าเดินทางไปแดนใต้มาจึงได้นำยาวิเศษของที่นั่นมาให้ มันจะช่วยให้พี่รองมีกำลังภายในที่แกร่งขึ้นขอรับ” เมื่อมาหยุดหน้าประตูเสวี่ยไป๋ก็กล่าวขึ้นพร้อมยื่นขวดยาที่ดูสวยงามมาให้พี่รองของตน เสวี่ยฟงหันไปมองแล้วรับยามาดมดูเล็กน้อยพร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้น้องเล็กที่อายุย่างเข้าสิบเก้าปีแล้ว
        

         “หยาดน้ำค้างพิรุณหาได้ยากจริงๆ ขอบใจเจ้ามาก”
        

          “ข้ายินดี ข้าเดินทางมาเหนื่อยๆ ขอไปพักก่อนวันพรุ่งนี้จะมาหาใหม่” เสวี่ยไป่บอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะผละจากไป เฟยอวี่มองตามแล้วยกยิ้มบาง
        

          “น้องชายเจ้าดูเหมือนรักเจ้าดี”
         

          “อื้ม ข้ากับน้องเล็กสนิทกันมากกว่าพี่ใหญ่” เฟยอวี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะเสวี่ยหวงต้องทำงานทุกอย่างแทนเสวี่ยฟงจึงทำให้ห่างเหินกันเป็นธรรมดา ตอนนี้เสวี่ยฟงแค่ช่วยทำบัญชีเท่านั้น เขาใช้ลมปราณผลักบานประตูพร้อมเข็นรถเข้าไปในห้อง เวลานี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่าควรช่วยให้เสวี่ยฟงเดินได้เหมือนที่ผ่านมาอย่างน้อยก็ตอบแทนความจริงใจที่มีให้
        

           “ไปนอนบนเตียง” เสวี่ยฟงหันขวับมามองเขาด้วยหน้าตื่นๆ เมื่อเขาเข็นรถจนมาถึงเตียงนอน ใบหน้าแดงระเรื่องด้วยความอาย
        

           “เอ่อ ข้ายังไม่ง่วง” น้ำเสียงที่ตอบกลับมาสั่นพร่าเล็กน้อย เฟยอวี่เลิกคิ้วมองตามก่อนจะขำออกมา
         

          “เจ้าคิดไกลไปถึงไหนกัน หื้ม” เอ่ยอย่างหยอกเย้าพร้อมยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้แกล้งคนหน้าแดงแม้จะอายแต่ก็จ้องมองเขาตอบอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
         

          “เจ้ายั่วข้าอีกแล้วนะ” เสียงนุ่มอ่อนโยนทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนใจมองเฟยอวี่ด้วยความเสน่หา ก่อนจะขยับไปนอนบนเตียงอย่างว่าง่ายแม้จะไม่รู้ว่าให้นอนทำไม แต่จะทำอย่างไรได้ก็ยกหัวใจให้ไปแล้วนี่
        

            เฟยอวี่ช่วยประคองอีกฝ่ายนอนบนเตียง ทว่าร่างที่สั่นเล็กน้อยของเสวี่ยฟงทำให้เขาส่ายหน้าอย่างขำขัน มือขวาปลดหน้ากากออกหันไปมองคนที่นอนบนเตียงซึ่งมองเขานิ่งๆ โดยไม่เอ่ยถามสักคำ ใจง่ายไปไหมเนี่ยแต่ช่างเถอะเพราะมันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
         

           “เจ้าจะไม่ถามข้าหน่อยหรือว่าให้เจ้านอนทำไม”
         

         “ในเมื่อข้ายกหัวใจให้เจ้าแล้วแค่ร่างกายทำไมข้าจะยกให้เจ้าไม่ได้ล่ะ” เสวี่ยฟงตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มือหนายกลูบใบหน้างดงามอย่างแผ่วเบา ดวงตาจริงใจส่งมาให้ทำให้เฟยอวี่อึ้งไปเล็กน้อย
        

           “งั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นทั้งหัวใจและร่างกายของเจ้าเป็นของข้า เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับสตรีหรือบุรุษที่ไหนเพราะข้าเป็นคนหวงของข้ามากรู้หรือไม่” เสวี่ยฟงนิ่งอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง
        

           “แล้วเจ้าเล่า” ครั้งนี้กลับเป็นเฟยอวี่ที่นิ่งอึ้งไป ใบหน้างดงามนิ่งเรียบมิได้ยิ้มเหมือนที่ผ่านมา มองคนถามนิ่งๆ จนเสวี่ยฟงรู้สึกลนลานเป็นครั้งแรก
        

          “ข้าขอโทษ”
         

         “ไม่หรอกต้องเป็นข้าที่ต้องขอโทษเจ้าเพราะข้ามิอาจเป็นของเจ้าได้เพียงคนเดียว นี่เป็นชะตาของข้า” เฟยอวี่บอกเสียงเรียบก่อนจะนั่งลงข้างๆ คนที่นอนอยู่บนเตียง เขาเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายแต่มิอาจทำตามที่เสวี่ยฟงต้องการได้
       

           “แม้ข้าจะไม่เข้าใจ แต่ข้าก็หวังให้เจ้ามีความสุขเพราะเพียงแค่ข้ามิอาจมอบความสุขให้เจ้าได้หรอก” เสวี่ยฟงบอกด้วยรอยยิ้มเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายในใจ
       

           เฟยอวี่มองคนพูดนิ่งๆ เรื่องของหัวใจเป็นเรื่องยากจริงๆ และเขาต้องเจอแบบนี้ไปอีกกี่คน ใช่ว่าเขาจะไม่เจ็บแต่ร่างกายและหัวใจมิอาจแบ่งให้ผู้ใดผู้หนึ่งได้ เขาจึงได้แต่คิดว่ารักทุกคนเท่าเพียงกันเท่านั้น
         

          “ขอบคุณต่อไปเจ้าคงต้องเหนื่อยกับข้าไปอีกนาน” เฟยอวี่บอกพร้อมยกมือจับขาของอีกฝ่ายแผ่วเบาทว่าคนโดนจับกลับตัวแข็งทื่อมองเขาอย่างไม่แน่ใจ จนทำให้หัวเราะออกมาไม่ได้
        

         “ข้ามิได้ทำอะไรเจ้าเสียหน่อย แค่จะรักษาขาเจ้าเท่านั้น” เสวี่ยฟงนิ่วหน้ามองคนบอกว่าจะรักษาตนอย่างฉงน
        

           “ขาข้ามิหายหรอก ข้าเป็นหมอข้ารู้ตัวข้าดี” เฟยอวี่มองตามแล้วยกยิ้มบาง
         

          “อย่าดูถูกจ้าวยุทธภพเช่นข้าสิ อยู่นิ่งๆ หากเจ้ากลัวก็หลับตา” เฟยอวี่มองดวงตาคมมองมาที่เขานิ่งๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งสงบตามที่คิดไว้แล้วจึงค่อยๆ ทบทวนความทรงจำของท่านพี่เริ่มคลายจุดส่วนขาและถ่ายทอดลมปราณนภาอสูรเข้าไปรักษาช้าๆ ความเย็นค่อยๆ ซึมเขาไป ซึ่งทำให้เสวี่ยฟงกระตุกตัวด้วยความเจ็บ ริมฝีปากเม้มแน่นมองคนลงมือทำอย่างเชื่อใจ เพียงไม่นานความอบอุ่นก็แทรกเข้ามาในร่างเริ่มประสานกระดูกเส้นเอ็นให้เข้าที่
        

           ใบหน้างดงามมีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าเพราะเป็นครั้งแรกที่ประสานกระดูกคลายเส้นเอ็นอีกทั้งใช้ลมปราณไปมากกว่าห้าส่วน ผ่านไปหนึ่งก้านธูปชีพจรขาและทุกอย่างกลับมาเป็นปกติจึงค่อยถอนลมปราณกลับคืนมา เฟยอวี่ถึงกลับหอบแฮ่กในการรักษาครั้งนี้ไม่ใช่ว่าใช้ลมปราณไปมากเกินไปแต่เป็นเพราะเขาเองก็เกร็งร่างกายอีกทั้งคอยระวังมากเป็นพิเศษทำให้เหนื่อยกว่าตวัดกระบี่ใส่ศัตรูเสียอีก
         

           “เฟยอวี่” เสวี่ยฟงเรียกคนตรงหน้าอย่างเป็นห่วงใบหน้าที่ขาวซีดอีกใบเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อมาเช็ดให้อย่างแผ่วเบา
         

           “ข้าไม่เป็นไร เจ้าลองลุกขึ้นยืนสิ” เสวี่ยฟงมองตามอย่างลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยุงตัวเองลุกนั่งมองคนตรงหน้าที่เหมือนจะอ่อนล้าอย่างห่วงใยแต่เมื่อเห็นสายตาที่วาดหวังมองมาทำให้พยายามลุกขึ้นยืนสองขาสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่นระคนตื่นเต้น
        

           เฟยอวี่มองดูเสวี่ยฟงลุกขึ้นยืนด้วยสองขาและพยายามก้าวเดินแต่เพราะไม่ได้เดินมานานกว่าเจ็ดปีทำให้เจ้าตัวดูหวาดกลัวไม่น้อยเขาจึงช่วยพยุงหัดก้าวไปทีละก้าว ทีละก้าว...
        

           “ข้าเดินได้จริงๆ เฟยอวี่ข้าเดินได้แล้ว” เสวี่ยฟงร้องออกมาด้วยความดีใจสองขาก้าวเดินได้เหมือนปกติ ไม่มีอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อยและยังไม่รู้สึกติดขัดอย่างที่หวาดกลัว สองมือคว้าร่างสูงโปร่งของเฟยอวี่ไปกอดด้วยความดีใจ บุญคุณครั้งนี้เขาจะไม่มีวันลืมต่อให้แลกด้วยชีวิตเขาจะต้องปกป้องดูแลเฟยอวี่ให้จงได้
      

           “ดีแล้ว แต่ตอนนี้ข้าขอนอนพักก่อน เหนื่อย” เฟยอวี่บอกอย่างมึนงงเมื่อโดนเขย่าร่างไปมาแต่ก็ไม่ได้ผลักไสออกไปเพราะเข้าใจความรู้สึกของเสวี่ยฟงดี
         

           “อ่ะ จริงสิเจ้านอนพักก่อนเดี๋ยวข้าเอาสมุนไพรบำรุงกำลังภายในมาให้” เสวี่ยฟงกล่าวพร้อมปล่อยร่างสูงโปร่งให้เป็นอิสระ ก่อนจะรีบผละออกไปเอายาสมุนไพรที่ต้มไว้ไม่ห่างจากห้องนอนมาให้ ตอนนี้หัวใจเขารู้สึกมีความสุขจนอยากให้เป็นแบบนี้ในทุกๆ วัน
       

           เฟยอวี่ส่ายหน้ามองคนเดินได้ไปหยิบกาน้ำสมุนไพรมารินใส่ถ้วยมาให้เขาอย่างคล่องแคล่วแล้วรู้สึกยินดีที่เห็นเสวี่ยฟงยิ้มได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเก็บซ่อนปมด้อยในใจอีกต่อไป ก่อนจะรับมาดื่มอย่างว่าง่ายแม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักแต่ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้
      

           “รู้สึกเป็นเช่นไรบ้าง” เฟยอวี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มมองดูเสวี่ยฟงที่ยืนเต็มความสูงซึ่งสูงกว่าเขาไปกว่าสิบเซ็นติเมตรได้ ทว่ารูปร่างมิได้โปร่งบางเช่นตนเพราะแม้จะพิการแต่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ทำไมร่างท่านพี่เป็นผู้เก่งวรยุทธแต่กลับโปร่งบางหากไม่สังเกตจริงๆ อาจคิดว่าเป็นสตรีดีแต่ว่าส่วนสูงเขาพอวัดกับผู้ชายบางคนได้
       

          “ข้ารู้สึกสบายไปทั้งร่างเหมือนกับว่าไม่เคยพิการมาก่อน บุญคุณนี้ข้ามิรู้จะตอบแทนเจ้าเช่นไร” เสวี่ยฟงตอบรับนั่งลงข้างกายพร้อมจับมือเขาไว้แน่น ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างคิดมิตกกับการตอบแทนบุญคุณทำให้เขาหัวเราะเบาๆ
         

          “ไม่เห็นคิดต้องคิดมากเลย เจ้าก็มาเป็นภรรยาหมายเลขหนึ่งของข้าก็สิ้นเรื่อง” เสวี่ยฟงอึ้งไปกับคำแนะนำ พร้อมหรี่ตามองสำรวจร่างเขาอย่างจริงจังโดยไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
       

          “จ้องขนาดนั้นถอดเสื้อผ้าข้าดูด้วยไหม” กล่าวหยอกล้อทว่ามือหนากลับแกะสายรัดกางเกงเขาทันทีทำให้ต้องรีบจับไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เห็นเป็นคนซื่อๆ ไฉนถึงหื่นกามไปได้
       

           “หึ หึ ข้าแค่กำลังสำรวจร่างกายเจ้าว่าจะเหมาะเป็นสามีข้าหรือไม่ แต่เห็นทีข้าคงต้องเป็นสามีเจ้าแล้วล่ะเฟยอวี่” น้ำเสียงนุ่มทุ้มอารมณ์ดีของอีกฝ่ายทำให้เฟยอวี่ยื่นหน้าเขาไปใกล้อย่างหมั่นเขี้ยว
         

         “แล้วมีกฎข้อไหนกันว่าข้าต้องเป็นภรรยาเจ้า”
        

         “ไม่มีแต่ข้าว่าเจ้าเหมาะจะเป็นภรรยามากกว่า” น้ำเสียงนุ่มทุ้มแฝงไว้ด้วยความจริงใจ ดวงตาคมมองมาด้วยรอยยิ้มบางอย่างหยอกเย้าทำให้เฟยอวี่ยักไหล่เล็กน้อยอย่างไม่ค่อยใส่ใจนักเพราะอย่างไรก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าตนเป็นฝ่ายรับ เขาเคยคิดที่จะรุกแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงปลายทาง...

 

 

      เรื่องนี้หาสะระไม่เจอ มีแต่ความหื่นค่ะ หุหุ >< อย่าเพิ่งเผากระท่อมหลังน้อยเลยนะคะ จะพยายามมาลงบ่อยๆ ค่ะ^^ 

 

 

 

 

          

ความคิดเห็น