ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ธ.ค. 2562 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

****กลัวค้างดองไว้ก่อนได้นะคะ**** 

 

 

 

13 

  

 

. 

แกร๊ง 

เสียงช้อนกระทบชามใบน้อยดังขึ้นเบาๆยามเมื่อชายวัยกลางคนปล่อยมันออกจากมือ เรียกสายตาเป็นกังวลจากชายวัยกลางคนที่ดูจะมีอายุมากกว่าซึ่งยืนเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่มุมห้องให้ฉายชัดขึ้นมา 

"ไม่ทานอีกหน่อยหรือครับคุณท่าน" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลพรางเดินเข้ามาใกล้ร่างกำยำที่ดูผ่ายผอมกว่าวัยหนุ่มไปมากซึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ 

"ทานอะไรมันก็ไม่อร่อยหรอกสตีฟ" ชายบนเตียงเอ่ยพรางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะวางมันลง 

"แต่ช่วงนี้คุณท่านทานข้าวน้อยมากนะครับ ถ้าเป็นแบบนี้..." สตีฟเอ่ย 

"ฉันก็ทานน้อยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว นายอย่ามัวกังวลเป็นตาแก่อยู่เลย" ชายกลางคนกล่าวทีเล่นทีจริง พรางเอื้อมมือไปรับยาในแก้วใส่ยาใบน้อยที่คนสนิทยื่นให้ ชายกลางคนมองมันพรางทอดถอนใจ" ฉันต้องทนกินมันไปอีกถึงเมื่อไหร่" 

"ก็จนกว่าคุณท่านจะหายดีนั่นแหละครับ แต่ถ้าคุณท่านเอาแต่ทานข้าวอย่างแมวดมแบบนี้ดูท่าจะอีกนานครับ" สตีฟเอ่ยอยากเป็นห่วงปนอ่อนใจผสมแขวะอยู่กลายๆ 

"..." ชายบนเตียงกรอกตาไปมาก่อนจะกระดกยาในแก้วเข้าปาก ตามด้วยจิบน้ำน้อยๆแล้ววางแก้วลงบนถาดบนรถเข็นตามเดิม พรางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย 

"..." สตีฟมองภาพคนเหม่อลอยตรงหน้าอย่างเห็นใจก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง "คุณท่านครับ" 

"..." แม้จะเอ่ยเรียกแต่ก็ไร้การตอบรับจากนายเหนือหัวผู้ตรอมใจ สตีฟเม้มปากน้อยๆก่อนจะเอ่ยต่อ 

"...บ่ายนี้มีกายภาพบำบัดนะครับ เดี๋ยวอีกซักพัก..." 

"นายออกไปเถอะฉันจะพักผ่อน" ชายกลางคนเอ่ยปัด 

"แต่ถ้าเป็นแบบนี้คุณท่านก็..." สตีฟพยายามเอ่ยขัดแต่ครั้นเมื่อถูกจับจ้องจากดวงตาคมกริบ พ่อบ้านคนสนิทก็ได้แต่ชะงักไปก่อนจะขานรับอย่างเสียไม่ได้ "ครับ" 

เมื่อเห็นว่าคนสนิทขานรับชายกลางคนก็ละความสนใจหันออกไปเหม่อมองนอกหน้าต่างตามเดิม สตีฟถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะลากรถเข็นสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ทานอาหารบนเตียงอย่างดีติดมือออกไปด้วย ก่อนปิดประตูสตีฟลอบมองนายเหนือหัวที่เอาแต่เหม่อลอยน้อยๆก่อนจะปิดประตู 

แกร็ก 

"..." เสียงประตูปิดลงเบาๆดังขึ้นพร้อมๆกับหัวใจชายผู้ผ่านชีวิตมาที่หนักอึ้งขึ้นดังเช่นทุกที สตีฟเข็นรถเข็นออกห่างห้องพักส่วนตัวของนายเหนือหัวมาตามทางเดินครู่หนึ่งก่อนจะชะงักลงเมื่อถึงกระจกบานใหญ่บานหนึ่ง ทิวทัศน์สวนอันงดงามแต่ดูหมองเศร้านอกหน้าต่าง ชุดเก้าอี้เหล็กสีขาวที่ดูเหงาเศร้าซึมทำให้ชายแก่นึกถึงภาพอดีตที่ฝังอยู่ในความทรงจำ ภาพของเด็กชายวัย 15 ย่าง 16 ที่คอยเฝ้ามองเด็กน้อยหนึ่งขวบซึ่งกำลังคานไปมาบนพื้นหญ้า ภาพรอยยิ้มของนายเหนือหัวที่ฉีกยิ้มอย่างมีความสุขอยู่บนเก้าอี้เหล็กสีขาวมองเหล่าลูกๆด้วยความรักอันเต็มเปลี่ยมยังคงฉายชัด แต่แล้วมันก็ศูนย์สลายไปกับตาราวปราสาททรายที่ถูกคลื่นและสายลมพัดหาย 

ปัง! 

เฮือก! 

ชายกลางคนสะดุ้งเฮือกหลุดออกจากห้วงคำนึงเมื่อจู่ๆหูก็ได้ยินเสียงดังลั่น ตามองเห็นเงาดำที่ทาบทับลงมากระทันหันหลังกระจก เมื่อเพร่งมองดีๆจึงได้รู้ว่าเจ้าสิ่งปริศนาที่ทำให้เกิดเสียงดังนั้นคือนกเอ๋อตัวหนึ่งซึ่งบินมาชนกระจก 

"เฮ้ออออ~" สตีฟถอนหายใจออกมาพรางส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะเข็นรถเข็นนั้นออกห่างจากจุดที่เคยยืน โดยที่ไม่ทันเห็นผีเสื้อสีน้ำเงินตัวใหญ่ซึ่งบินมาเกาะตรงผนักพิงเก้าอี้ในสวนที่ไร้คนนั่งตัวนั้นก่อนจะบินหายไป 

. 

.……………………………………………….…………………….. 

  

ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการมาตลอดทั้งชีวิต แต่ทำไมผมกับไม่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้คืนมาเลยซักนิด ภาพของเด็กหนุ่มร่างเล็กซึ่งกำลังคุดคู่กายแอบอยู่มุมห้องอย่างตื่นกลัว ภาพของดวงตากลมโตที่มองสาดส่องไปมารอบกายอย่างหวาดระแวง ภาพของร่างเล็กที่ดิ้นขันขืนการจับกุมของเหล่าหมอและพยาบาลชุดขาวอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต เสียงร้องอย่างหวาดกลัวยังคงดังก้องอยู่ในหู มันทำให้ผมรู้สึกราวกับมีมีดมาแทงเข้าที่อก คมมีดที่บาดลึกเสียดแทงจนเหมือนกำลังตัดขั้วหัวใจผมช้าๆ 

...น้องชาย... 

น้องชายที่ผมกับพ่อตามหามาทั้งชีวิต ทั้งๆที่เค้ากลับมาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว แต่ทำไมในใจของผมมันถึงได้เจ็บ...เจ็บมาก ทำไมมันถึงได้เจ็บจนหายใจไม่ออกขนาดนี้กัน 

ปุ 

"นายโอเคนะ" เจฟที่ไม่รู้เดินมาเมื่อไหร่ตบไหล่ผมเบาๆ มือบีบที่ไหล่เบาๆอย่างห่วงใย 

"ไม่...ไม่เลยซักนิด" ผมกล่าวเสียงสั่น สภาพน้องชายตัวน้อยของผม น้องชายคนสำคัญของผมที่เปลี่ยนไปมันทำให้ผม... "ถ้าหากวันนั้น...ถ้าหากฉัน..." 

"ไม่มีใครต้องการให้มันเกิดคาเฟล ไม่มี!นายอย่าโทษตัวเอง" เจฟเอ่ยเสียงเข้ม แน่นอนว่ามันต้องไม่พอใจ ไม่พอใจที่ผมกล่าวโทษตัวเองทั้งๆที่มันก็สมควรแล้ว แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับความผิดพลาดในวันนั้น 

  

.……………………………………………….…………………….. 

  

'มีอะไรรึเปล่าพี่เจมส์' เด็กหนุ่มเอ่ยถามชายหนุ่มผู้อายุเยอะกว่าที่มีท่าทีร้อนรนแบบแปลก ซึ่งกำลังคะยั้นคะยอให้ตนรีบก้าวขึ้นรถคันเก่งหลังเลิกเรียนตามปกติของทุกวันอย่างผิดสังเกต 

'ไม่มีอะไรหรอกครับคุณหนู เรารีบกลับคฤหาสน์กันเถอะครับ เดี๋ยวคุณท่านจะเป็นห่วง' เจมส์เอ่ยยิ้มๆพรางเปิดประตูรถให้เด็กหนุ่มขึ้นอย่างปกติ แม้เด็กหนุ่มจะมีความแปลกใจอยู่บ้างแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่คิดอะไรมาก 

'ผมอยากกลับไปหาวาเนฟเร็วๆ' เด็กหนุ่มเอ่ยยิ้มๆเมื่อนึกถึงเจ้าน้องชายเทวดาตัวน้อยนุ่มนิ่มที่บ้านอย่างคิดถึงให้ชายหนุ่มฟังหลังจากที่อีกฝ่ายเข้ามานั่งประจำตำแหน่งแล้ว 

'งั้นเรารีบกลับไปหาคุณหนูน้อยกันเลยนะครับ' เจมส์กล่าวยิ้มๆก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้คนขับรถออกรถ 

รถหรูคันงามขับออกจากรั้วโรงเรียนไปตามเส้นทางตามปกติได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น เด็กหนุ่มก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาได้ รถที่ขับด้วยความเร็วที่มากกว่าทุกวันเริ่มแล่นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับวิวข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมันไม่ใช่วิวเส้นทางกลับบ้านเหมือนอย่างทุกวัน ความรู้สึกบางอย่างเริ่มตีรวนขึ้นมาในอก 

'พี่เจมส์?...' คาเฟลเอ่ยเสียงเครียดเมื่อรับรู้ถึงความไม่ปกติ 

'เราโดนสะกดรอยตามครับคุณหนู' เจมส์กล่าวเสียงเครียดพรางเหลือบมองกระจกหลังเป็นระยะ 

'อะไรนะ?!' เด็กหนุ่มอุทานออกมาแต่ครั้นจะหันหลังกลับไปมองตามสายตาของคู่สนทนา ลูกน้องของพ่อที่ถูกมอบหมายให้มาดูแลตนก็รีบเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน 

'อย่าหันไปครับ!' 

'อึก!' เด็กหนุ่มชะงักไปก่อนจะลอบกลืนน้ำลาย ตาก็มองชายหนุ่มตรงเบาะหน้าที่ค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบปืนคู่กายซึ่งเหน็บซ่อนเก็บไว้ข้างเอว ฝ่ามือของเด็กหนุ่มเริ่มชื้นเหงื่อ 

'เราจะทำตัวตามปกติ เพื่อไม่ให้พวกนั้นสงสัย เพราะเรายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาดีหรือมาร้าย' เจมส์กล่าว เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักตรงคอนโซลหน้ารถก่อนจะล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกมายื่นให้นายน้อยตนโดยไม่หันกลับมามอง โดยที่ตาก็ยังคงจับจ้องไปที่กระจกมองหลัง 

'...' คาเฟลมองกระบอกปืนสีดำสนิทในมือของอีกฝ่ายอย่างเป็นกังวลก่อนจะรับมันมาไว้ในมือ จริงอยู่ที่ครอบครัวตนมีธุรกิจหลายอย่าง ซ้ำธุรกิจยังไปได้ดีจนนับเม็ดเงินแทบไม่ได้ จึงไม่แปลกที่อาจจะไปขัดแข้งขัดขาใครบ้าง ปืนหรือศิลปะป้องกันตัวจึงถูกฝึก ถูกถ่ายทอดมาบ้างบางส่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์จริงซ้ำยังไม่คาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้น แถมยังเจอจังๆเป็นครั้งแรกจึงไม่แปลกที่เด็กหนุ่มจะอดกังวลปนตื่นเต้นไม่ได้ เจมส์ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบมือถือเครื่องเก่งออกมาอย่างแนบเนียน ไร้พิรุธก่อนจะกดโทรออก 

'ถูกสะกดรอยตาม ไม่ทราบฝั่งส่งกำลังเสริมมาด้วย' เจมส์กล่าวนิ่งๆก่อนจะกดวาง แต่แล้วก็เหมือนอะดรีนาลีนจะถูกกระตุ้นให้พุ่งสูงถึงขีดสุด เมื่อบุคคลปริศนาที่ไม่ทราบที่มาเริ่มเร่งความเร็วรถเพิ่มมากขึ้นหมายจะแซงรถที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ 

'พวกมันรู้ตัวแล้ว! อีริค!' เจมส์ร้องขึ้นมาเสียงเครียด ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้แก่คนขับรถที่อายุน้อยกว่าเล็กน้อย ซึ่งเจ้าของชื่อเองก็ไม่ปล่อยให้เวลาศูนย์เปล่า เสี้ยวนาทีที่ฝั่งนั้นเร่งความเร็วขึ้นอีริคก็ไม่ปล่อยให้รถปริศนาคันนั้นได้โอกาสได้เปรียบ ชายหนุ่มรีบเร่งเครื่องยนต์ให้ตัวรถพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดระยะห่างพอสมควร ไม่กระชั้นชิดจนเป็นกังวล 

ปังปังปัง 

'ชัดแล้ว!' คาเฟลสบทออกมาเสียงดัง เมื่อทันทีที่รถคันที่ตนนั่งอยู่เร่งความเร็วขึ้น รถปริศนาที่ตามสะกดรอยมาก็เปิดกระจกกระหน่ำยิงตามหลังมาทันที 

'มันกล้ายิงกลางเมืองแบบนี้คงไม่ธรรมดาแล้วละครับ' อีริคเอ่ยพรางเหลือบตามองกระจกข้างรถสังเกตท่าทีของฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวัง พรางประครองรถหักหลบ แซงรถคันอื่นๆไปด้วยอย่างชำนานญ 

'แล้วจะเอายังไงดีพี่เจมส์' เด็กหนุ่มอย่างถามพรางเอนกายหลบหลังเบอะรถเพื่อให้ศรีษะและร่างกายพ้นกระจกหลัง 

'รถเราเป็นกระจกกันกระสุนแบบพิเศษครับคุณหนู คงทนแรงกระสุนได้มากกว่ากระจกกันกระสุนปกติระดับหนึ่ง' เจมส์กล่าว ก่อนจะหันไปสั่งคนอายุน้อยกว่าที่นั่งข้างๆ 'เลี่ยงใช้ทางอื่น' 

'ครับ!' อีริคขานรับเสียงแข็ง ในขณะที่ประครองตัวรถไปตามท้องถนนสมองก็ประมวลเส้นทางโดยรอบจุดหมายไปด้วย 

ปังปังปัง 

กระสุนจากผู้ประสงค์ร้ายสาดเข้ามาที่ตัวรถอย่างต่อเนื่อง จนกระจกหลังเริ่มมีรอยร้าวเป็นวงกว้างแต่กระนั้นก็ยังคงแข็งแรงและพอทนแรงกระแทกได้อีกระยะ 

'ผมจะเลี้ยวซ้ายออกนอกเส้นทาง ทางนั้นเป็นถนนสร้างใหม่ยังไม่ค่อยมีรถสัญจรเพราะเป็นทางอ้อม' อีริคกล่าวพรางเหลือบตาไปจ้องตากับเจมส์เขม็ง เจมส์พยักหน้ารับรู้เบาๆ 

'ฉันจัดการเอง' ชายหนุ่มขานรับ อีริคพยักหน้าหันกลับไปสนใจที่หน้าที่ของตนเองต่อก่อนจะหักรถเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางที่ตนตั้งใจไว้ 

'1...2' อีริคเริ่มนับสัญญาณเวลา ตาก็เหลือบมองกระจกหลังมองรถของผู้ไม่หวังดีที่เลี้ยวเข้าซอยตามมา ชายหนุ่มพยายามเว้นระยะห่างจากบ้านของชาวบ้านที่อยู่ต้นซอย 

คืด~ 

'พี่เจมส์จะทำอะไร' คาเฟลเอ่ยถามอย่างตกใจเมื่อเห็นคนสนิทที่พ่อส่งมาลดกระจกรถลงทั้งๆที่ไม่ควร มือกระชับปืนแน่น 

'เคลียร์ขยะครับ' เจมส์เอ่ยยิ้มๆ 

'3!' ทันทีที่อีริคให้สัญญาณเจมส์ก็ยื่นมือออกไปยิงขัดฝนกระสุนจากรถข้างหลังทันที เมื่อฝนกระสุนหยุดชะงักไป ชายหนุ่มก็เอี่ยวตัวเองออกมานอกรถผ่านช่องกระจก สาดกระสุนปืนยิงตอบโต้ฝั่งตรงข้ามทันที โดยมีอีริคที่ลดกระจกลงค่อยยิงกันสนับสนุน 

ปังปังปัง 

เจมส์รัวสาดกระสุนเข้าที่กระจกหน้ารถของรถที่ตามหลังมา ดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็คงเตรียมการมาบ้างจึงใช้กระจกกันกระสุนแต่กระนั้นเมื่อโดนกราดยิงเข้าที่บริเวณจุดๆเดิมหลายครั้งเข้ากระจกกันกระสุนก็สิ้นท่า ทำให้ลูกกระสุนที่เจมส์ยิงต่อๆมาเจาะเข้าที่ร่างของมือปืนคนนั้นจนเลือดสาดเศษกระจกหน้ารถ ด้านฝั่งคนขับเมื่อเห็นว่ามือปืนที่นั่งข้างตนสิ้นท่าไปแล้วก็ลดกระจกรถลงแล้วยื่นมือออกมาหมายจะยิงรถของเป้าหมายแต่ก็ถูกอีริคที่สังเกตการณ์อยู่ยิงสวนไปก่อน กระสุนปืนถูกเข้าที่แขนของคนขับรถคันหลังจนปืนตกถนนไป รถคันดังกล่าวส่ายไปมาเล็กน้อย 

'เกาะไว้นะครับคุณหนู' อีริคเอ่ยพรางอาศัยจังหวะที่รถคู่กรณีนั้นกำลังส่าย ละเท้าออกจากคันเร่งแล้วใส่เกียร์ถอยชนรถที่ขับตามมาจนรถที่แต่เดิมก็ส่ายอยู่แล้ว หมุนจนตกข้างทางไป 

โครม!!! 

 

.................ต่อตรงนี้................. 

 

เมื่อทำรถที่สะกดรอยตามตกถนนไปได้ อีริคก็เหยียบคันเร่งกระชากตัวรถออกตัวพุ่งไปตามเส้นทางด้วยความเร็ว เจมส์ล้วงหยิบมือถือเครื่องเก่งออกมาจากอกเสื้ออีกครั้งแล้วกดโทรออกเพื่อรายงายสถานการณ์ให้กลุ่มของตนเองฟังก่อนจะกดวางและหันกลับไปหาคุณชายที่นั่งถอนหายใจอย่างโล่งอกเปราะหนึ่ง 

'ไม่ได้รับบาดเจ็บนะครับคุณหนู' เจมส์กล่าวด้วยยิ้มราวเทพบุตรทั้งๆที่ครู่นี้เจ้าตัวพึ่งจะฉุดใครบางคนลงนรกไปราวกับซาตาน 

'นี่มันเรื่องอะไรกันพี่เจมส์?' คาเฟลเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ เจมส์เหลือบตามองคนขับรถก่อนจะเอ่ยตอบ 

'ผมว่าคุณหนูรอลองถามเรื่องราวกับคุณท่านด้วยตัวเองเถอะนะครับ' 

'ทำไมต้องรอถามพ่อ แสดงว่าไอ้พวกเมื่อกี้มาจากงานของพ่อจริงๆใช่มั้ย' คาเฟลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าธุรกิจของผู้เป็นบิดานั้นมีอะไรบ้างแต่กระนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มเองก็มีแอบคิดอยู่บ้างว่ามันอาจจะมีซักวันที่ธุรกิจบางอย่างของพ่อมันอาจจะไปขัดขาใครเข้าสักวัน แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้คิดไปถึงว่าจะต้องมีถึงขนาดส่งคนมาตามฆ่าเหมือนเหตุการณ์เมื่อครู่ เพราะบิดาตนก็ไม่ได้หน้าเนื้อใจเสือหรือเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงขนาดมุ่งร้ายกับใคร อีกทั้งธุรกิจของผู้เป็นบิดาก็คงจะไม่ได้ดำมืดขนาดนั้น แต่ถึงขนาดส่งคนมาขนาดนี้ เด็กหนุ่มเกรงว่าต่อไปครอบครัวของตนก็คงจะไม่สงบสุขดังแต่ก่อน และที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คงจะไม่พ้นวาเนฟน้องชายของเค้า 

'ผมคิดว่าคุณท่านคงอยากจะพูดบอกคุณหนูด้วยตัวเอง คุณหนูรอเอ่ยถามกับท่านด้วยตัวเองเถอะนะครับ' 

'...' คาเฟลเม้มปากตัวเองน้อยๆก่อนจะทิ้งตัวลงเอนหลังพิงพนักเบาะรถ ครู่หนึ่งก็มีรถคนของบิดาขับตามมาถึงและคอยอารักษ์ขารถที่นายน้อยตนนั่งอยู่รอบตัวรถ ทั้งหลัง ซ้ายและขวาไปตลอดทาง ไม่นานรถคันงามซึ่งมีร่อยรอยของกระสุนปืนก็แล่นผ่านประตูคฤหาสน์ที่เปิดรอรับก่อนจะปิดลง รถหรูเคลื่อนตัวไปจอดที่หน้าประตูคฤหาสน์หลังงามแล้วหยุดนิ่ง เจมส์เปิดประตูลงจากรถไวๆก่อนจะเดินวกกลับไปหมายเปิดประตูรถให้นายน้อยของตนอย่างเช่นทุกที แต่ก็ไม่ทันใจคนใจร้อนที่ร้อนใจ จนเปิดประตูลงมาเสียก่อน ก่อนจะรีบเดินไวๆเข้าไปในคฤหาสน์ 

'นี่มันอะไรกันครับ?' คาเฟลเอ่ยถามกับชายที่ยืนอุ้มเด็กตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนทั้งที่ยังหลับสนิทท่ามกลางความวุ่นวายของเหล่าสาวใช้และชายชุดดำทันทีที่เดินเข้าไปถึงห้องรับแขก 

'กลับมาแล้วเหรอ...' ชายร่างสูงกำยำหันกลับมามองบุตรชายของตนน้อยๆก่อนจะหันไปส่งบุตรตัวน้อยในอ้อมแขนให้กับพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ไม่ไกล 'ปลอดภัยดีใช่มั้ย ไม่ได้บาดเจ็บอะไรใช่มั้ย?' 

'ไม่ครับ ผมไม่เป็นอะไร' คาเฟลเอ่ยพรางบิดตัวออกจากมือผู้เป็นพ่อที่จับตนพลิกซ้ายทีขวาที ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยถามบิดาอีกครั้งด้วยคำถามเดิม 'แล้วนี่มันอะไรกันครับ?' 

'...' แต่บิดากับนิ่งเงียบไป 

'พ่อครับ?' 

'คุณท่านคะ' เมื่อเห็นว่านายใหญ่ของบ้านมีท่าทีเคร่งเครียด แม่บ้านประจำคฤหาสน์ซึ่งอยู่กับชายร่างสูงมานานและยืนสังเกตการณ์อยู่ก็รีบเอ่ยขึ้น คนถูกเรียกหันไปมองเธอน้อยๆ เธอคลี่ยิ้มบางๆแล้วเอ่ย 'บอกคุณหนูไปเถอะค่ะ' 

'ใช่ครับ! พ่อต้องบอกผมเดี๋ยวนี่ อะไรที่ผมควรรู้!' คาเฟลยืนยันเสียงหนักแน่น 

'...เฮ้อ' นายใหญ่ของบ้านถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ 'ผมฝากวาเวฟซักครู่นะเจสซิกา' 

'ค่ะ' เจสซิกาคลี่ยิ้มออกมาบางๆก่อนจะพาร่างในอ้อมแขนเดินปลีกตัวไปอีกทาง 

'ส่วนลูก ขึ้นไปคุยกับพ่อที่ห้อง' 

'ครับ' เด็กหนุ่มขานรับก่อนจะรีบเดินตามหลังร่างสูงนั้นไป 

  

.……………………………………………….…………………….. 

  

'ไม่ยอม!ยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด!' คาเฟลผลุดลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินสิ่งที่บิดาของตนพึ่งเอ่ยออกมา เรื่องที่ธุรกิจของบิดามันไปได้ดีจนมีคนอิจฉาและอยากล้มบิดาตนลงเด็กหนุ่มนั้นเข้าใจดี แม้มันจะเป็นการยากที่ต้องมารับรู้ว่าญาติของตนก็มีส่วนเอี่ยวกับเรื่องนี้จนตอนนี้แทบไว้ใจใครไม่ได้ มันก็มากจนเด็กคนหนึ่งแทบรับไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เรื่องที่บิดาเอ่ยออกมาหลังจากนั่นมันทำให้เด็กหนุ่มไม่เห็นด้วยมากที่สุด 

'พ่อไม่เคยสอนให้แกไร้มารยาทแบบนี้คาเฟล!' ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแข็งเมื่อเห็นท่าทีของบุตร 

'ชิท!' เด็กหนุ่มสบทออกมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง 'แต่เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย! พ่อจะส่งน้องไปอยู่กับเธอ' 

'พ่อรู้ แต่ลูกก็รู้แล้วว่าเหตุการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไง การส่งน้องไปอยู่กับโรซารี่มันเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้' 

'ปลอดภัย? พ่อเอาอะไรมายืนยันว่ามันจะปลอดภัย ผู้หญิงคนนั้น...' 

ปัง! 

'...!!!' ชายหนุ่มตบมือลงบนโต๊ะเสียงดังแล้วผลุดลุกขึ้น 'อย่าน้อยลูกก็ควรให้เกียรติเธอ! เธอเป็นแม่ของลูกกับน้องนะ' 

'ผมไม่นับเธอเป็นแม่หรอก! เธอทิ้งพ่อ ทิ้งผม ทิ้งน้อง!' คาเฟลเอ่ยออกมาอย่างฉุนเฉียวเมื่อบิดาบอกจะส่งน้องชายอันเป็นที่รักไปอยู่กับผู้หญิงที่ให้กำเนิดแต่ไม่มีความเป็นแม่สักนิดคนนั้น 

'โรซารี่ไม่ได้ทิ้งลูก' ชายหนุ่มพยายามเอ่ยอย่างใจเย็นเพราะไม่อยากให้เรื่องเก่าๆไปกระทบกับจิตใจบุตรอันเป็นที่รัก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆ 

'ไม่ได้ทิ้ง? พ่อกล้าพูดได้ยังไง!' คาเฟลผลุดลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับบิดาอีกครั้ง 'ตั้งแต่ผมเกิดมาเธอแสดงท่าทีความเป็นแม่ต่อผมแทบนับครั้งได้ ผมแทบไม่รู้สึกถึงความรักที่เธอมีต่อพ่อ! ต่อผม!เลยด้วยซ้ำ!' เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด ภาพที่เด็กหนุ่มจำได้เกี่ยวกับมารดาก็คือภาพของเธอที่นั่งเช็ดนั่งถูเครื่องเพชรที่บิดาตนซื้อให้เป็นของขวัญ 

'เธอก็มีความรักในแบบของเธอ ลูกในตอนนี้คงไม่เข้าใจหรอก' ผู้เป็นบิดาพยายามเอ่ยอย่างใจเย็น 

'ใช่!ผมไม่เข้าใจ ถ้าการที่เธอขอหย่าทันทีที่น้องเกิดพร้อมเรียกร้องเงินอีกหลายสิบล้านจากพ่อไปบำเรอสามีใหม่ ผมก็ต้องขอบอกเลยว่าผมไม่เข้าใจ!' 

'...' ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ                                                                     

'แล้วถ้าพ่อยังยืนที่จะส่งน้องไปอีกผมก็ต้องขอขัดใจพ่อ เพราะผมจะไม่ยอมให้น้องไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ' ...เอ่ยก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้องไป 

'เรื่องที่พ่อจบไม่สวยกับโรซารี่ใครๆก็รู้กันหมด ที่พ่อจะส่งวาเฟลไปอยู่กับเธอก็เพราะเรื่องนั้น' 

'...' ขาที่ก้าวเดินของเด็กหนุ่มชะงักไปก่อนจะหันกลับไปมองบิดาอีกครั้ง 'พ่อหมายความว่าไง' 

'เพราะพ่อรู้ว่าคงไม่มีใครจะคิดว่าพ่อจะกล้าให้สิ่งสำคัญอีกอย่างในชีวิตพ่อไปไว้กับอดีตภรรยาที่จบกันไม่สวยจนเป็นข่าวดัง' ชายหนุ่มเอ่ยพรางทิ้งตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม ดวงตาคมสบเข้ากับลูกชายที่ยืนทำหน้าไม่เข้าใจอยู่กับที่ ก่อนจะเอ่ยต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายทิ้งตัวนั่งลงตรงหน้าตามเดิม 'เพราะพ่อเองก็ไม่เต็มใจนักหรอกที่จะส่งวาเฟลไปอยู่กับโรซารี่ อย่างน้อยเธอก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด เธอก็คงไม่ใจดำกับลูกของตัวเองขนาดนั้น และมันก็เป็นการดีที่จะให้น้องไปอยู่ไกลตาเราตอนนี้' 

'ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่โอเค ผมไม่ไว้ใจเธอ ถ้าน้องไปผมก็จะไป...' เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะถูกเอ่ยขัดจากบิดา 

'ถ้าลูกไปคนพวกนั้นก็จะเริ่มเอะใจ มันจะเป็นอันตรายทั้งกับลูกเองและน้องด้วย' 

'...บ้าเอ้ย!' คาเฟลสบทออกมาอย่างเจ็บใจแต่มันคือเรื่องจริง ที่ผ่านมาพ่อพยายามปิดข่าวเรื่องการมีอยู่ของวาเฟลเพื่อความปลอดภัยของชีวิตน้อยๆอันขาวบริสุทธิ์นั้น ถ้าหากตนไปด้วยวาเฟลก็คงไม่แคล้วจะถูกเพ่งเล็งจากศัตรู 

'พ่ออยากให้ลูกเข้าใจ...' ชายหนุ่มเอ่ยพรางเอื้อมมือไปลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู 

'เมื่อไหร่...' 

'...' มือที่ลูบศีรษะบุตรชายชะงักไป 

'เรื่องมันจะจบเมื่อไหร่ครับ' 

'เร็วที่สุด พ่อเองก็ไม่รู้ว่ามันจะนานเท่า แต่พ่อก็ไม่อยากจะให้น้องอยู่ไกลหูไกลตานักหรอกนะ' ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆพรางลูบมือลงบนศีรษะลูกชายแป๊ะๆ 

'พ่อ!' เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงแข็งพรางปัดมือบิดาออกด้วยท่าทีไม่พอใจ ครั้นมองสบตากับบิดาตรงๆก็มองเห็นแค่ความระริกระรี้ที่แกล้งแหย่ลูกชายให้หัวเสียได้เท่านั้น 

'ชิ!ผมจะถือว่าครั้งนี้มันจำเป็นจริงๆ ผมจะยอมแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่อย่าหวังเลยว่าครั้งหน้าผมจะยอมอีก' คาเฟลเอ่ยเสียงแข็งพรางหยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะเดินหันหลังไปโดยไม่สนใจรอยยิ้มล้อเลียนของบิดาตน 

'...' ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างอ่อนใจปนโล่งใจเมื่อในที่สุดลูกชายก็เข้าใจถึงเจตนาของตนเองเสียทีแต่แล้ว... 

'พ่อให้เงินเธอไปเท่าไหร่'  คาเฟลชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูห้องและหันไปเอ่ยกับผู้เป็นบิดา 

'...' คนเป็นพ่อชะงักไปก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนใจออกมาน้อยๆเมื่อสุดท้ายก็ถูกบุตรชายจับได้เสียนี่ 

'คราวนี้กี่สิบล้านล่ะครับ อย่างผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมทำอะไรที่ไม่ได้สิ่งตอบแทนแสนงามหรอกครับ' เด็กหนุ่มกล่าวพรางหันไปเผชิญหน้ากับบิดาตรงๆซึ่งยังนั่งอยู่กับที่ 

'...' 

'คราวนี้เท่าไหร่ล่ะครับ สิบล้าน ยี่สิบล้าน ห้าสิบล้านหรือ...หนึ่งร้อยล้าน' 

'หึ!' ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ถึงบิดาไม่เอ่ยตอบมาตรงๆแต่เด็กหนุ่มก็เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลางๆ 

'เหอะ!ก็สมกับเป็นผู้หญิงคนนั้นดี' คาเฟลเอ่ยอย่างดูแคลนก่อนจะหันกลับไปเปิดประตูและเดินออกจากห้องไปแต่ถ้าหากเรื่องมันผ่านไปได้ด้วยดี ถ้าหากว่ามันจบเร็วกว่านี้ ถ้าหากว่าเราไปรับวาเฟลเร็วกว่านี้ แค่เอะใจเร็วกว่านี้ เรื่องเศร้าตลอด 8 ปี ก็คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเราไปรับวาเฟลเร็วกว่านี้ เรื่องเศร้าตลอด 8 ปี มันคงไม่ฝังลากลึกถึงขนาดนี้... 

'หาให้ทั่ว! ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาให้เจอ' เสียงอันเกรี้ยวกราดที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเศษซากความเสียหายของเศษเหล็กกองหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นรถหรูคันงามใต้หุบเหวกลางป่าเขาอันห่างไกล ฝ่ามือแกร่งบีบกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น ดวงตาคมวาวสาดส่องสายตาไปทั่วบริเวณเพื่อหวังว่าที่ที่สายตาสาดส่องไปจะพบกับบางสิ่ง บางสิ่งที่สำคัญกับตนและลูกชายที่ยืนร้องไห้ไร้เสียงอยู่ไม่ไกล แม้ภายนอกชายร่างกำยำจะมีท่าทีเข้มแข็งซักเพียงไรก็ตาม แต่เหล่าผู้ติดตามก็รู้อยู่แก่ใจว่าใต้ความแข็งแกร่งนั้นแฝงความโศกเศร้าเอาไว้มากมายแค่ไหน เหล่าชายชุดดำกระจายกำลังออกตามหาไปรอบๆอย่างเต็มกำลังแต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย มันทำให้ทุกคนได้แต่ส่ายหน้าในใจ แค่เห็นสภาพศพอดีตนายหญิงและสามีคนใหม่ของเธอใต้เศษซากรถอันน่าเวทนา หัวใจอันเข้มแข็งของทุกคนก็พลันหล่นวูบ แม้จะเคยเห็นความตายมาจนชินตา แม้จะไม่ได้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดแต่ภาพคุณหนูเล็กของบ้านอันบริสุทธิ์ดังเทวดาตัวน้อยๆก็ฉายชัดในความทรงจำของทุกคน ขนาดผู้ที่คอยมองอยู่ห่างๆยังเศร้าโศกขนาดนี้ แล้วหัวใจของคนเป็นพ่อและพี่ชายล่ะจะพังทลายขนาดไหน... 

 

....................................................................................................................................................................................................................................... 

26 ธ.ค 62 

วันคริสต์มาสเด็กดีเยอะจนซานต้าขี่เรนเดียร์มาส่งของขวัญไม่ทัน มาถึงช้าไป 1 วันคงไม่ว่ากันนะคะ 

Merry Christmas ย้อนหลังค่ะ 

🎉🎄🎁🎀🎈⛄🎄🎉 

 

24 พ.ย 62 17:23 น. 

ดีจ้าไรท์กลับมาแบ้ววววววววว 

ก่อนหน้านี้ใครที่ติดตามเพจก็คงจะเห็นสปอยที่ไรท์ลงไปนะคะ ต้องขอโทษอีกหลายๆรอบ คือตอนแรกไรท์กะจะอัพนิยายหลังลงสปอยในวันเสาร์เลย แต่มันมีเหตุทำให้ไม่ได้ลงประจวบกับที่ไรท์กลับต่างจังหวัดอีก เวลามันเลยยืดมา พึ่งถึงบ้านแบบสดๆร้อนๆก็รีบมาอัพต้องขอโทษจริงๆนะคะ 

ปล.ใครที่อยากส่งแฟนอาร์ตใดๆต่างๆสามารถทักส่งได้ในเพจของไรท์เลยนะคะ อาจจะตอบช้าหน่อยก็ต้องขออภัยไว้ล้วงหน้าค่ะ 

ช่องทางการติดต่อ  

facebook : ยมฑูตสีขาว 

เมนท์และติชมแสดงความคิดเห็นได้นะคะ 

แล้วเจอกันค่ะ  

:) 

ความคิดเห็น