ซอฟท์วาย รักที่เพิ่งเริ่มต้น (ไป๋หลง)
บทที่ 117 กระต่ายตัวน้อยๆของผม
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร
บทที่ 117 กระต่ายตัวน้อยๆของผม

  ไม่อยากจะเชื่อ ก็ต้องเชื่อ... จูไฉ่หงเบิ่งตามองจูอี้หลงตวัดชายเสื้อตัวยาวแบบฮั่นฝูออกก่อนจะก้าวขามาข้างหน้าแล้วคุกเข่าลง ดูองอาจห้าวหาญเหมือนเมื่อยามเขาเข้าฉากถ่ายละคร เอี้ยวตัวมารับน้ำชาจากถาดที่แม่บ้านของสกุลไป๋ยื่นให้แล้วส่งถ้วยที่มีจานรองเล็กๆให้แก่ไป๋เทียนจ้าว... ไป๋อวี่ก็ทำเหมือนกัน ... 

  น่าขันที่ก่อนหน้านี้ คุณนายของทั้งสองบ้านต่างก็ตั้งใจจะเป็นฝ่ายรับน้ำชาก่อน ไม่มีใครยอมใคร แต่พอจูอิงสงตวัดสายตามองไป๋เทียนจ้าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ไป๋เทียนจ้าวก็รีบดึงแขนภรรยาไว้ บอกเธอว่าใครรับก่อนก็เหมือนกัน ทำเอาคุณนายไป๋โกรธจนหน้าเขียวแล้วซีดสลับกัน เธอเกือบจะอาละวาดแต่กลับสบสายตาของลูกชายเข้าเสียก่อน สายตาขอร้องอย่างล่ะห้อยของไป๋อวี่ทำให้เธอต้องกลืนน้ำลาย เก็บเอาคำพูดแห่งความไม่พอใจทั้งหลายลงท้องไป 

  "ฉันเห็นแก่ลูกหรอกนะ ไม่ได้เห็นแก่คุณ" เธอคำรามรอดไรฟันเบาๆ 

  

  เหล่ยลี่นั่งจิกเล็บลงบนหน้าขาทั้งสองข้าง ตาไม่ได้มองพิธียกน้ำชาด้านหน้า แต่มองเผิงกวนอิงที่นั่งในแถวแรกแต่เยื้องไปทางด้านซ้ายมือของเขาอยู่ เขาเห็นใบหน้าด้านข้างที่เรียบเฉย มือสองข้างประสานกันวางไว้บริเวณหน้าขา เผิงกวนอิงนั่งพิงพนักเก้าอี้ ดูผ่อนคลาย ผ่อนคลายจนเหล่ยลี่ใจไม่ดี ต้องเอนตัวมาด้านหน้าสะกิดเผิงกวนอิงเบาๆ ไม่มีปฏิกริยาตอบมา เขาสะกิดแรงขึ้น พร้อมเอนตัวมากระซิบข้างหู 

  "เผิงเหล่าซือ" 

  เผิงกวนอิงรู้สึกตัว เขาเอี้ยวตัวหันมามอง เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม 

  "เราต้องออกไปก่อนนะครับ ไปถึงเร็วดีกว่าไปถึงช้านะครับ" เหล่ยลี่กระซิบเตือน 

  "ไปเลยมั้ย" เผิงกวนอิงกระซิบกลับ 

  "ก็ดีสิครับ" เหล่ยลี่ตอบรับพร้อมขยับตัว 

  "ไปก่อน เดี๋ยวผมตามไป" เผิงกวนอิงเพยิดหน้าบอก 

  "ผมจะให้รถมารอเลยนะครับ" เหล่ยลี่บอก ลุกขึ้นยืนค้อมตัว เดินออกจากโถงกลางของบ้านสกุลไป๋ไปเงียบๆ 

 

  เผิงกวนอิงนั่งอยู่อีกไม่ถึงสามนาทีก็ค่อยๆลุก หมุนตัวเดินจากมา นัยตาไม่ได้มองไปทางพิธียกน้ำชาเบื้องหน้าเสียด้วยซ้ำ เขาก้าวออกจากประตูหน้าของบ้านทรงยุโรปหลังใหญ่พร้อมพ่นลมหายใจเบาๆ ก้าวเดินลงบันไดหินอ่อนที่ทอดลงไปสู่ถนนปูด้วยอิฐขนาดกว้างเกือบแปดเมตรที่ทอดยาวผ่านสวนและสนามหญ้าสองข้างก่อนโค้งไปทางประตูรั้วที่ถูกแนวต้นไม้และพุ่มไม้ใหญ่บังไว้จนมิด 

  มือข้างขวาคลำแกะสายนาฬิกาบนข้อมือซ้ายก่อนปลดออกมากำไว้ในมือ เผิงกวนอิงกำนาฬิกาเรือนนั้นไว้ในมือเพียงครู่ก่อนจะเงื้อมือขึ้นสูงแล้วขว้างนาฬิกาเรือนนั้นออกไปทางสนามที่อยู่ด้านข้างโดยไม่แม้แต่จะหยุดเดิน ... ให้เวลามันหยุดอยู่แค่นี้เถอะ ... เวลาของฉันกับนาย ให้มันหยุดอยู่แค่นี้... 

  รถเก๋งอินโนว่ารุ่นแปดที่นั่งเคลื่อนออกจากลานจอดรถด้านข้างพอดีกับที่เผิงกวนอิงสาวเท้ายาวๆมาถึง เหล่ยลี่รีบลงมาเปิดประตูให้ร่างสูงใหญ่นั้นมุดพรวดเข้าไป เหมือนมีใครหรืออะไรวิ่งตามเขามา 

  "ไปสนามบินเลย" เหลยลี่บอกคนขับรถพร้อมก้าวขึ้นรถตามหลังเผิงกวนอิงขึ้นมาติดๆ 

 

  จางฟงกำหูหิ้วของถุงกระดาษสีดำในมือไว้แน่น เขารับมันมาจากเหล่ยลี่ ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มพิธียกน้ำชา...ฝากคืนจูเหล่าซือด้วย เหล่ยลี่บอก แค่ชำเลืองดูก็เห็นกล่องเล็กๆขนาดใกล้เคียงกันหลายใบ นาฬิกา? ทั้งหมดเลย? ... ทำไมไม่คืนเอง จางฟงถามเสียงแหบแห้ง เหล่ยลี่ตระหวัดตาขึ้นมองแล้วกระตุกยิ้มที่ริมฝีปาก 

  "นายอยากให้พิธียกน้ำชาวันนี้ล่มเรอะ" เขาถามก่อนสบัดหน้า เดินไปนั่งเก้าอี้ที่เยื้องไปทางด้านหลังของเผิงกวนอิง 

 

  อาการที่สงบนิ่งและใจเย็นของจูอี้หลงหายไปแล้ว เมื่อเขายกน้ำชาและฟังโอวาทผู้ใหญ่จนครบคน แล้วถอยมายืนทางด้านข้างพร้อมไป๋อวี่ เพื่อรอให้ผู้ใหญ่จากทั้งสองบ้านลุกขึ้นจากเก้าอี้ เผิงกวนอิงไม่ได้อยู่ในที่นั่ง จูอี้หลงเกิดอาการลนลานแล้ว ไป๋อวี่ยึดแขนเขาไว้แน่น ทำให้อาการลนลานนั้นค่อยๆสงบลง 

 

  "เธอจะคืนเขาตอนนี้เลยเหรอ อาหง" หลินชิงหูถาม หัวคิ้วขมวดจนเป็นปม 

  "คืนตอนไหนก็เหมือนกันแหละ" จูไฉ่หงตัดบทห้วนๆ 

  "เอ่อ... รอเอาไว้คืนวันหลังดีกว่าไหม" หลินชิงหูยังคงไม่เห็นด้วย 

  "เอาคืนให้วันนี้แหละ ตอนนี้เลย" จูไฉ่หงยืนยัน นัยตาคอยมองหาจังหวะที่จะยื่นถุงกระดาษที่เธอรับมาจากจางฟงให้แกจูอี้หลง 

  "จูเหล่าซือจะได้ตัดสินใจให้แน่นอน ก่อนที่จะสายเกินไป แล้วต้องมาเสียใจทีหลัง" เธอบอก เสร็จแล้วสาวเท้าพรวดเข้าหาจูอี้หลงเมื่อเธอเห็นไป๋อวี่ถูกเสี่ยวหลานรั้งตัวไว้ ทำให้เขาต้องปล่อยมือที่เกาะกุมแขนของจูอี้หลงออก 

 

  "ผู้จัดการเหล่ยฝากมาค่ะ" เธอยื่นถุงออกไป จูอี้หลงยื่นมือมารับ แววตาที่แฝงความกังวลเปลี่ยนเป็นคล้ายมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา 

  สองมือของจูอี้หลงจับหูหิ้วถุงกระดาษกางออกเพื่อมองดูของข้างใน ลำคอเขาตีบตันขึ้นมาอย่างกระทันหัน รอยยิ้มหายไปจากแววตา เขาเผยอริมฝีปากเอ่ยคำว่า ทำไม แต่กลับไม่มีเสียงอะไรหลุดรอดออกมา จูไฉ่หงรู้ได้โดยไม่ต้องได้ยินเสียงว่านักแสดงในความดูแลของเธอตั้งใจจะพูดว่าอะไร 

  "ผู้จัดการเหล่ยบอกว่าเผิงเหล่าซือฝากมาคืนค่ะ" 

  จูอี้หลงรวบหูหิ้วถุงกระดาษไว้ในมือข้างซ้าย มือข้างขวาพยายามควานหาโทรศัพท์ที่เขาเอาใส่ไว้ในกระเป๋าหลังของกางเกง ทำให้ชายเสื้อผ้าแพรสีเทาหนาถูกตวัดเปิดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่าจะเสียมาด เท้าก็ก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด จนแซงสามีภรรยาสกุลไป๋และสกุลจูขึ้นไป 

  ไป๋อวี่เห็นการเคลื่อนไหวของจูอี้หลงจากหางตา เขาไม่สนใจเยี่ยหลานที่คล้องแขนเขาไว้ เต๊ะท่าให้จางฟงถ่ายรูป เยี่ยหลานแทบเสียหลักล้ม เมื่อจู่ๆไป๋อวี่หมุนตัวผละออกมา 

  ไป๋อวี่ก้าวยาวๆตามมารั้งข้อมือที่กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นมาของจูอี้หลงไว้ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้แค่ว่าเขาจะปล่อยมือไม่ได้ สัญชาตญาณบอกเขาว่าเขาจะปล่อยมือไม่ได้.... เด็ดขาด 

  สมาชิกบ้านสกุลไป๋และสกุลจูต่างมีสีหน้าสับสน ไป๋เทียนจ้าวรีบกางแขนต้อนทุกคนไปทางห้องอาหารเมื่อเห็นไป๋อวี่รั้งตัวจูอี้หลงเข้ามากอดไว้แน่น หลินชิงหูเองก็รีบลากจูไฉ่หงตามประมุขสกุลไป๋ไป จางฟงใช้แขนข้างหนึ่งพยุงเยี่ยหลานไว้ไม่ให้ล้ม มืออีกข้างยังจับกริ๊ปของกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ไว้แน่น ในใจหายวาบ นึกโทษตัวเองเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นถุงกระดาษสีดำใบนั้น .... เขาน่าจะเข้าใจ เมื่อเหล่ยลี่ย้อนถามเขาว่า อยากให้พิธียกน้ำชาล่มหรือไง ... เขาน่าจะเก็บถุงนั่นไว้ก่อน.... ไม่น่าจะรีบเอาให้จูไฉ่หงไปเลย... 

  แกมันก็อยากให้งานเขาล่มล่ะวะ ... อีกเสียงหนึ่งของจางฟงตะคอกขึ้นมาในใจ 

 

  "ผมอยู่นี่ เกอไม่เห็นหรือไงว่าผมอยู่นี่" ไป๋อวี่พูด น้ำเสียงเขาสั่นเครือ สองแขนโอบรัดไว้แน่น เขารู้ว่าแรงแขนของเขาสู้แรงของจูอี้หลงไม่ไหว จึงเกร็งข้อด้วยแรงทั้งหมดที่มี ในใจนึกว่าต่อให้ตายเขาก็จะไม่คลายวงแขน 

  จูอี้หลงดิ้นอยู่เพียงครู่ก็หยุด ใจที่พลุ่งพล่านค่อยๆสงบลง 

  "เกอแค่อยากจะโทรศัพท์" เขาบอกไป๋อวี่เบาๆ นึกเสียใจที่ปล่อยให้ความตระหนกครอบงำจนขาดสติ 

  "ไม่โทรได้ไหม เกอก็รู้อยู่แล้วนี่นาว่าเผิงเกอจะบินไปไต้หวันวันนี้น่ะ" ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาพอเดาได้ว่ามันเกี่ยวกับการที่เผิงกวนอิงหายออกไปจากงาน 

  "ยัง... ยังไม่ได้ลา..." 

  "ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เกอล่ะก็ ทำอย่างกับว่าจะไม่ได้เจอกันอีก" ไป๋อวี่หัวเราะ พยายามควบคุมไม่ให้เสียงของเขาสั่น 

  "ไต้หวันนี่เอง ว่างเมื่อไหร่เราก็บินไปหาเผิงเกอไจ๋เกอได้" 

  "ขอเกอโทรศัพท์หน่อยนะ" จูอี้หลงยืนยันคำเดิม ไป๋อวี่ค่อยๆคลายวงแขนอย่างไม่เต็มใจนัก ปล่อยให้จูอี้หลงเดินเลี่ยงออกไปที่ลานหินอ่อนด้านข้าง ดูเหมือนเผิงกวนอิงจะปิดโทรศัพท์ หรือเขาอาจจะไม่ยอมรับโทรศัพท์ก็ได้...ไป๋อวี่นึก 

  จูอี้หลงพยายามอยู่สามสี่ครั้งก็ตัดใจเก็บโทรศัพท์ เดินกลับเข้ามา เขาส่งยิ้มบางๆให้คนตรงหน้าที่ตอนนี้ใจฝอลงจนแทบจะหายใจไม่ออก 

  "ขอโทษนะ" จูอี้หลงเอ่ยเบาๆ เขาขยับตัวเขาใกล้ ยื่นมือมารั้งศรีษะไป๋อวี่แล้วแนบแก้มสัมผัสใบหน้าซีดเซียวนั้น 

  "เกอไม่ดีเอง เกอแค่กลัวว่ากวนอิงจะโกรธ" 

  "ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ" ไป๋อวี่หัวเราะเบาๆ เสียงแหบแห้งแฝงความรู้สึกเยาะหยัน เอ่ยปากถามก่อนที่จะทันยับยั้งชั่งใจ 

  "แล้วเกอไม่กลัวว่าผมจะโกรธบ้างเหรอ" น้ำเสียงเหมือนจะชวนทะเลาะ 

  "......." จูอี้หลงเงียบไปแล้วค่อยๆผละออกมา มือข้างที่ยึดจับหูหิ้วของถุงกระดาษไว้คลายออก ปล่อยให้ถุงสีดำนั้นตกลงข้างตัว 

  "ขอโทษ... " เขาสบตาไป๋อวี่ สายตาบอกให้รู้ว่าคำขอโทษไม่ใช่สักแต่ว่าเอ่ยออกมาแบบอัตโนมัติ 

  แต่ตอนนี้ไป๋อวี่ก็เป็นเหมือนรถเบรคแตกแล้ว เขารวบจับต้นแขนทั้งสองข้างของจูอี้หลงไว้แน่น 

  "ระหว่างผมโกรธกับเผิงเกอโกรธ เกอใส่ใจอย่างไหนมากกว่ากัน ผมจะโกรธก็ช่างมัน แต่เผิงเกอจะโกรธ เกอทนไม่ได้อย่างนั้นเหรอ" สองมือเขย่าจูอี้หลงไปมา นึกอยากจะให้หัวใจของคนเบื้องหน้าหลุดกระฉอกออกมาให้เขาได้เห็น 

  "เกออยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ อยู่กับนายอย่างนี้ ....แล้วนายจะเอาอะไรอีก" เสียงของจูอี้หลงเริ่มดังไม่แพ้เสียงไป๋อวี่ 

  "แต่เกอกำลังจะวิ่งตามเผิงเกอไป..." ไป๋อวี่ยกแขนเหยียดชึ้นิ้วไปทางประตูหน้า เสียงยิ่งดังขึ้นไปอีก 

  "แค่จะตามไปคุยให้รู้เรื่อง... นายคิดว่าเกอจะไม่กลับมาหรือยังไง" จูอี้หลงลดระดับเสียงลง เริ่มรู้ตัวว่าตนเองทำตัวไม่ถูกต้อง 

  "แล้ว แล้ว ถ้าไม่กลับมาล่ะ" ไป๋อวี่ลดเสียงลงบ้าง แต่น้ำเสียงยังฟังดูคาดคั้น 

  "อย่ามาดูถูกกันให้มากนักนะ ไป๋อวี่" เสียงจูอี้หลงเย็นเยียบ ... 

  "ผมกลัว! เกอไม่เคยทำให้ผมมั่นใจเลย" ไป๋อวี่ยอมหลุดปากเอ่ยถึงความวิตกกังวลในใจแล้ว 

  "ก็นายเป็นอย่างนี้ แล้วเกอจะมั่นใจได้ยังไง" น้ำเสียงอ่อนโยนลงกว่าเมื่อครู่มาก จูอี้หลงเริ่มผ่อนคลายเมื่อเขาตัดสินใจได้แล้วว่าตอนนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเปิดใจคุยกันให้รู้เรื่อง 

  "........." ไป๋อวี่เริ่มอึ้ง เพราะรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของจูอี้หลง 

 

  "แต่ทั้งๆที่ไม่มั่นใจ เกอก็เลือกนายแล้ว.... เกอคิดว่าการเลือกหัวใจของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว แต่เกอไม่ได้มีแต่หัวใจ เกอยังมีสมอง สมองสั่งให้เกอคิด ความคิดของเกอบอกว่าเพื่อนที่เข้าใจเกอมากที่สุด เพื่อนที่ทำทุกอย่างให้เกอได้อย่างไม่เคยบิดพริ้ว กำลังจะหันหลังให้ ไม่ว่าเขาจะมีความรู้สึกอย่างไรกับเกอ เกอก็ไม่อยากทำให้เขาเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว" 

  "....เกอรู้ใช่ไหมว่าเผิงเกอรักเกอ... แบบ เอ่อ แบบ... ไม่ใช่แค่เพื่อน" ไป๋อวี่ตะกุกตะกัก จูอี้หลงหลุบตาลงต่ำถอนหายใจเบาๆ พยักหน้ารับบางๆจนแทบจะมองไม่เห็น 

  "อาอวี่...." คำเรียกชื่อนี้ อ่อนโยนจนไป๋อวี่แทบน้ำตาซึม เขาลูบจับไรผมด้านหน้าของจูอี้หลงอย่างแผ่วเบา 

  "กวนอิงไม่อยากให้เกอรู้ แต่เกอก็รู้ ....รู้มานานแล้ว..." จูอี้หลงเอ่ยความในใจที่เขาไม่อยากแม้แต่จะนึกถึงมัน 

    "กวนอิงไม่เคยรู้ว่าเกอรู้.... แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว...." 

  "ว่าเกอรู้..." ไป๋อวี่จบประโยคให้ 

 

  ....หลงเกอที่น่าสงสาร... ไป๋อวี่นึก 

  กระต่ายตัวน้อยๆของผม... คงว้าวุ่นใจ.... คงยิ่งกว่าว้าวุ่นใจ ไหนจะเรื่องของผม ไหนจะเรื่องของเผิงเกอ... คงนอนไม่ได้หลับไม่ลง จนถึงกับ... กินยานอนหลับเข้าไปขนาดนั้นสินะ... ผมมันเอาแต่นึกถึงเรื่องของตัวเอง จนลืมใส่ใจความรู้สึกนึกคิดของเกอ ... ผมเข้าใจแล้ว ... 

 

  ไป๋อวี่เข้าใจแล้ว... คงรู้สึกผิดสินะ ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นความรักฉันท์เพื่อนหรือฉันท์คนรัก ต่างก็เป็นความรักที่มีให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเงื่อนไข แต่จูอี้หลงกลับหลอกลวงคนที่มีความบริสุทธิ์ใจให้เขา ทั้งๆที่รู้ว่าเพื่อนมีใจให้มากเกินกว่าความเป็นเพื่อนแต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ หยิบฉวยความรักที่เพื่อนมีให้ มาหาประโยชน์ให้ตนเองถึงแม้ว่าจะไม่มีเจตนาอย่างนั้นจริงๆก็เถิด ...จะมีสักกี่ครั้งที่ตนเองโมโห อารมณ์ร้ายแต่อีกฝ่ายต้องคอยงอนง้อ ...จะมีสักกี่ครั้งที่ตนเองเอาแต่ใจแล้วอีกฝ่ายได้แต่โอนอ่อนผ่อนตาม ...จะมีอีกกี่ครั้งที่ตนเองเอารัดเอาเปรียบแต่อีกฝ่ายกลับแย้มยิ้มและยอมสูญเสียเพียงเพื่อให้ตนเองพอใจ.... หลายปีที่ผ่านมาเอาแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ เน้นย้ำความเป็นเพื่อนรักทำให้อีกฝ่ายได้แต่ทนกล้ำกลืนไม่สามารถเผยความจริงในใจได้ ถ้าเขาเป็นเผิงกวนอิง เขาก็คงโกรธ โกรธจนไม่อยากจะเห็นหน้าอีก 

  เกอคงจะกลัวสินะ กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้เห็นหน้าอีก ที่กลัวก็เพราะรู้ว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตัวเองล่ะสิ แล้วมันน่าเสียดายด้วยใช่ไหม จะหาเพื่อนแบบนี้ได้จากที่ไหน เพื่อนที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข นี่มันล้ำค่าเสียยิ่งกว่าสมบัติชิ้นใดๆในโลก ใช่ว่าทุกคนจะมีเพื่อนแบบนี้ได้เสียที่ไหน 

  ไป๋อวี่โอบกอดจูอี้หลงเข้ามาอีกครั้งอย่างเบามือ 

  "ผมรู้แล้ว" เขากระซิบที่ข้างหูจูอี้หลง 

  "ผมเข้าใจแล้ว" เขาย้ำก่อนจะค่อยๆถอยออกมา เลื่อนสองมือมาอุ้มทั้งสองแก้มของจูอี้หลงไว้เหมือนกลัวว่ามันจะแตกไปอย่างฟองสบู่ 

  "เราไปสนามบินกัน ...ไปส่งเผิงเกอ" ไป๋อวี่เอ่ยปากพร้อมจับจ้องตาของจูอี้หลง ให้เขารู้ว่าตนเองไม่ได้เสแสร้ง แล้วไป๋อวี่ก็หันมองไปรอบๆ เห็นถังซันยืนหลบอยู่ห่างๆ ไม่ได้ตามคนอื่นๆไปที่ห้องอาหาร 

  "พี่ซัน" ไป๋อวี่เรียก 

  "หลงเกอกับผมจะไปส่งเผิงเกอที่สนามบิน" เขาบอก ถังซันไม่ตอบว่าอะไรแค่พยักหน้าแล้วล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนขับรถ 

  "เกอรออยู่นี่นะ ผมขอไปบอกคนอื่นๆก่อน" ไป๋อวี่ใช้หัวแม่มือทั้งสองข้างปาดเช็ดน้ำตาให้จูอี้หลงก่อนจะหมุนตัวผละออกมา 

  "อาอวี่" จูอี้หลงเรียกเขาไว้ ไป๋อวี่หันกลับมามอง 

  "ขอบคุณ..." จูอี้หลงเอ่ยขอบคุณแล้วอดใจไม่ได้ โผเข้ากอดไป๋อวี่อีกครั้งหนึ่ง 

  "เกอรักนาย เกอรักนายจริงๆนะ" เขากระซิบยืนยันความรู้สึกของตัวเอง 

  "ผมรู้แล้ว เกอไม่ต้องกลัว ผมรู้นานแล้ว... ที่ผ่านมาผมมันแค่งี่เง่า... แต่ตอนนี้ผมไม่โง่อีกแล้ว" ไป๋อวี่แนบแก้มกับแก้มของจูอี้หลง เขาจูบขมับของจูอี้หลงติดๆกันหลายครั้ง.... เดี๋ยวมา... เขาพึมพำผ่านรอยจูบก่อนผละตัวเดินไปทางห้องอาหารอย่างรวดเร็ว 

  ที่ประตูห้องอาหารไป๋อวี่สวนทางกับจูไฉ่หงที่พรวดพราดออกมา ในมือเธอยังถือโทรศัพท์ไว้ จูไฉ่หงไม่สนใจไป๋อวี่เธอรีบเดินไปหาจูอี้หลง 

  ไป๋อวี่แจ้งคนในห้องอาหารไปตรงๆว่าพวกเขาอยากจะไปส่งเผิงกวนอิงที่สนามบิน เพราะไปคราวนี้ เผิงกวนอิงคงจะต้องอยู่ที่ไต้หวันเป็นปี ทุกคนได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยว่าเขาควรจะไป ไป๋อวี่โบกมือปฏิเสธเสี่ยวหลานกับจางฟงที่ทำท่าว่าจะลุกขึ้นตามเขาไปด้วย หลินชิงหูยกนิ้วชี้หน้าตนเองเป็นเชิงถาม ไป๋อวี่ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้า 

 

  จูอี้หลงรออยู่ที่รถ จูไฉ่หงเอาเสื้อมาให้เขาเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ถังซันชี้นิ้วไปที่เสื้อผ้าในไม้แขวนที่พาดอยู่บนเบาะหลังสุด ไป๋อวี่มุดเข้าไปแล้วเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่ว ถังซันเลื่อนประตูรถปิดตามหลังไป๋อวี่แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูก้าวขึ้นที่นั่งคนขับ จูไฉ่หงรีบเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ วางถุงกระดาษสีดำใบนั้นบนเก้าอี้แล้วก้าวขึ้นนั่งบ้าง ถังซันถลึงตาใส่เธอ จูไฉ่หงถลึงตาตอบ เธอไม่ยอมปล่อยให้จูเหล่าซือไปกับสองคนนี่ตามลำพังแน่ๆ 

  ...ถึงเขาจะยกน้ำชาคารวะผู้ใหญ่กับนายแล้ว แต่เขาก็ไม่ใช่จะอยู่ในกำมือนายอย่างไร้ญาติขาดมิตรนะ นายรู้ไว้ด้วย.... จูไฉ่หงหันหน้าไปมองด้านหลัง ไป๋อวี่สบสายตาพิฆาตของเธอเข้าพอดี ทำเอาเขาชะงัก ต้องเผยอรอยยิ้มแหยๆออกมา เขาขยับมานั่งเก้าอี้แถวเดียวกับจูอี้หลง แล้วก็อดพูดเย้าแหย่ไม่ได้ 

  "เกอไม่ต้องห่วงเลย ถึงเผิงเกอจะไม่อยู่ ผมก็ไม่กล้ารังแกเกอหรอก ผมยังรักชีวิตอยู่" ไป๋อวี่เอียงคอเหลือบตาไปทางจูไฉ่หง ทำเอาจูอี้หลงต้องหลุดหัวเราะเบาๆ 

  "นายรู้ก็ดีแล้ว" เขาว่า 

..... 

..... 

 

***ต้องขออภัยทุกท่านที่หายหน้าไปนานนะคะ สาเหตุเนื่องจากเขียนไม่ออกค่ะ เพราะโมเม้นต์ไม่มี หากาวสูดดมแทบไม่ได้ เลยไปแวะเที่ยวกูซูอยู่ระยะหนึ่ง แหะแหะ  

กลับหน้าเรื่อง
ความคิดเห็นทั้งหมด ()
ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น