ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 3

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2563 17:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 3
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 3

ความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่รอบกายสร้างความหวาดหวั่นให้แก่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังลอยเคว้งคว้างไร้จุดหมาย

ความเหน็บหนาวส่งผลให้ร่างกายสั่นสะท้านไปจนถึงขั้วหัวใจ ความอึดอัดทรมานที่เคยพบเจอวนกลับมายังอีกครั้งโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

“ฮือ ฮือ ฮือ”  

เสียงร้องไห้สอดประสานไปกับเสียงบทสวดดังระงมอยู่รอบทิศ เขย่าขวัญผู้ที่ได้ยินจนทำให้รู้สึกหวาดกลัว

“หลับให้สบายนะอาตี๋ใหญ่ ฮือ”  

“ฮึก พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ฮึก ผมจะดูแลปู่ย่าเอง”  

“โถ่ อาตี๋ใหญ่ทำไมลื้อถึงอายุสั้นแบบนี้”  

“น่าสงสารจัง อายุแค่นี้เอง

“ยังไม่ทันได้ทดแทนพระคุณก็ตายเสียแล้ว น่าสงสารจริงๆ”  

เสียงของบุคคลมากมายลอยมาให้ได้ยินสลับกับเสียงร้องไห้และบทสวด

ประโยคเหล่านั้นเสียงเบามากเหมือนคนพูดอยู่ในที่ไกลแสนไกล แต่ซือเป่าก็ยังคงจำเสียงของปู่กับย่าและน้องชายได้ดี ซึ่งน้ำเสียงของคนเหล่านั้นมันช่างเศร้าสร้อยเสียจนเขารู้สึกไหววูบตาม

“ปู่! ย่า! ลู่หลิน!” ซือเป่าตะโกนเรียกหาญาติผู้ใหญ่และน้องชายในความมืด แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงความว่างเปล่าอันน่าหวาดกลัว

“ปู่ ย่า ลู่หลิน! อยู่ไหนกัน” ยิ่งเรียกเสียงของบุคคลเหล่านั้นก็ยิ่งห่างออกไป จนสุดท้ายเหลือเพียงเขาที่ยังคงเคว้งคว้างอยู่ในความมืดมิด

ซือเป่าพยายามยื่นสองมือออกไปไขว่คว้าอย่างไร้จุดหมาย หวังแค่เพียงไออุ่นจากใครบางคนมาแทนที่ความอ้างว้างและเหน็บหนาวนี้

จนเมื่อรับรู้ถึงไออุ่นที่เริ่มโอบล้อมเข้ามา เด็กหนุ่มก็ไม่พลาดที่จะเบียดกายเข้าหาความอบอุ่นนั้น

ยิ่งเบียดเข้าหาก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่น ทั้งมือทั้งขากอดรัดสิ่งสิ่งนั้นเอาไว้แน่น เมื่อนั่นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ความเหน็บหนาวที่เขาได้รับนั้นจางหายไป

 

“อื้อ...” เด็กหนุ่มส่งเสียงทักท้วงในลำคออย่างขัดใจ เมื่อสิ่งที่เขากกกอดอยู่นั้นขยับเขยื้อน

“หากเจ้าเบียดกายเข้ามามากกว่านี้ ข้าคงจมหายไปกับผนังถ้ำ” ไม่ใช่แค่ขยับได้แต่ส่งเสียงได้อีกด้วย

...ทำไมหมอนข้างถึงมีเสียงและขยับได้ล่ะ?

ซือเป่ารีบเปิดเปลือกตาขึ้นก่อนจะพบว่าหมอนข้างในอ้อมกอดที่แสนอุ่นและนุ่มสบายนั้นได้กลายร่างเป็นมนุษย์ไปเสียแล้ว

เด็กหนุ่มรีบผละออกจากบุคคลตรงหน้าด้วยความตกใจ ก่อนจะก้มมองตัวเองเมื่อเห็นท่อนบนของอีกคนเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ นั่งอวดเนื้อหนังอย่างหน้าไม่อาย

“คะ คุณ คุณ” ยิ่งเห็นว่าสภาพของตัวเองนั้นไม่ต่างจากคนตรงหน้า เด็กหนุ่มก็ยิ่งไปไม่เป็นพูดถูกพูดผิด ลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในยุคสมัยไหน

“ไม่ต้องกังวล ข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง” คนตรงหน้าลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดพร้อมโค้งศีรษะให้เล็กน้อย

ซือเป่าอ้าปากพะงาบๆ อย่างไม่รู้จะพูดอะไร ในสมองยังคงมึนงงปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ทัน

...รับผิดชอบอะไร? แล้วทำไมเขาถึงมานอนเปลือยกอดอีกคนอยู่แบบนั้น

...หรือว่า.....บ้าไปแล้ว!

 

“ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ใครอีกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาในทันทีเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเด็กหนุ่ม

“คุณ...เจ้าหลอกข้า!” เมื่อสมองเริ่มทำงาน ซือเป่าก็โวยวายใส่คนตรงหน้าทันทีเมื่อรู้ว่าถูกแกล้ง

“ข้าหลอกอันใด เจ้าต่างหากที่คิดไปเอง” คนที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ดเอ่ยพร้อมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา

“เสื้อ...เสื้อข้าล่ะ” เมื่อไม่รู้จะตอบโต้คนตรงหน้าอย่างไร ซือเป่าก็หาเรื่องเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาทันที

“ตากอยู่ตรงนั้น” อีกคนว่าพลางพยักพเยิดหน้าไปด้านหลังของเด็กหนุ่ม

ซือเป่ามองตามสายตาของคนตรงหน้าก่อนจะรีบตรงไปยังเสื้อผ้าที่พาดอยู่บนราวไม้ง่ายๆ ซึ่งซือเป่าก็เดาเอาว่าอีกคนน่าจะเป็นคนทำขึ้นมา

“รอให้แห้งก่อนเถอะ นำมาสวมตอนนี้เจ้าจะไม่สบายเอาได้” ผู้หวังดีที่นั่งอยู่ด้านหลังเอ่ยบอกพร้อมใช้ไม้เขี่ยกองไฟตรงหน้าไปด้วย

ซือเป่าจับเสื้อผ้าที่ยังคงเปียกชื้น ก่อนจะเดินกลับมานั่งกอดเข่าข้างกองไฟ ชุดในยุคนี้ทำมาจากผ้าที่ค่อนข้างบางอีกนิดก็น่าจะแห้ง อดทนนั่งเปลือยแบบนี้ไปสักพักก็แล้วกัน

“ที่นี่ที่ไหน” หลังจากมองสำรวจไปทั่วเด็กหนุ่มก็ถามขึ้น เขาจำได้ว่าตัวเองตกลงไปในแม่น้ำ แล้วทำไมถึงมาโผล่อยู่ในถ้ำกับใครก็ไม่รู้

“เจ้าจำไม่ได้หรือว่าตัวเองกระโดดลงไปในแม่น้ำ?”

ซือเป่าส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ อยากจะสวนกลับไปว่าเขาไม่ได้กระโดดลงไป แต่ก็อายเกินกว่าจะบอกว่าที่ตกลงไปนั้นเพราะสะดุดชายเสื้อคลุมของตัวเอง

“มีเรื่องอันใดทำให้เจ้าไม่สบายใจ บอกข้าได้หรือไม่”

ซือเป่าต้องส่ายหน้าไปมาอีกครั้งเพราะไม่รู้จะตอบอะไร

“ข้าลงแรงช่วยเจ้าถึงสองครั้ง ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอกเหตุผล ครั้งหน้าข้าคงต้องยอมให้เจ้าตายสมใจ” น้ำเสียงที่อีกคนใช้ออกไปทางตัดพ้อจนเกือบประชดประชัน

“สองครั้ง?” ซือเป่าหันไปเลิกคิ้วถาม สองครั้งนี่คือครั้งไหนอีก

“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?” เป็นอีกครั้งที่ซือเป่าต้องส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

“แม้แต่จางเกอ เจ้าก็จำไม่ได้หรือนี่ ข่าวที่ว่าเจ้าสติเลอะเลือนคือเรื่องจริงสินะ มิน่าเล่าคำพูดของเจ้าถึงผิดแปลกไป” คนด้านข้างเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหดหู่

...จางเกอ? จางเกอไหนฟ่ะ แล้วข่าวที่ว่าเขาบ้านี่คืออะไร

ซือเป่าขมวดคิ้วยุ่งเรียบเรียงข้อมูลที่ได้รับรู้ก่อนจะต้องสะดุ้งขึ้นเมื่อคนที่นั่งห่างออกไปก่อนหน้านี้เข้ามาใกล้เสียจนเขาต้องถอยหนี

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับตนตรงหน้า เพราะก่อนหน้านั่งห่างกันพอสมควร ซือเป่าจึงไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของอีกคนชัดนัก แต่ในตอนนี้เขากลับได้เห็นเต็มสองตาภายใต้แสงสีส้มจากกองไฟ

ดวงตาดำขลับทอประกายระยิบ เด็ดเดี่ยวดังดวงตาพญาเหยี่ยวแต่กลับแฝงไปด้วยความอบอุ่น และในความอบอุ่นนั้นกลับซ้อนความลึกลับบางอย่างเอาไว้

สันจมูกโด่งรับกับใบหน้าได้รูปซึ่งในตอนนี้ถูกโอบล้อมด้วยแพรผมยาวสีดำสนิท

คิ้วเรียวเรียงตัวสวยดังคันศร มุมด้านล่างปากกระจับสีชาดมีไฝเม็ดเล็กเพิ่มเสน่ห์ชวนมอง

เครื่องหน้าเหมือนดั่งสวรรค์บรรจงปั้นแต่ง จนซือเป่าอดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าบุคคลตรงหน้าเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

...แต่ก็ยังน้อยกว่าเขาล่ะนะ

 

“เจ้าจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือ?” น้ำเสียงที่เคยหยอกล้อก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง แววตาคู่นั้นฉายแววคมปลาบยิ่งกว่าใบมีด

“ขะ ข้าจำไม่ค่อยได้” เพราะมัวแต่พินิจพิจารณาใบหน้าของอีกคน รู้ตัวอีกทีดวงหน้านั้นก็เคลื่อนเข้ามาใกล้เสียจนเด็กหนุ่มต้องถดตัวหนีตามสัญชาตญาณ

จนแผ่นหลังของเด็กหนุ่มสัมผัสเข้ากับความเย็นเฉียบของหินก้อนใหญ่ ซือเป่าก็ไม่มีทางให้ถอยหนีอีกต่อไป

“ข้ามีนามว่าอะไรเจ้าก็จำไม่ได้หรือ?” คนตรงหน้ายิงคำถามพร้อมยกมือขึ้นมากักตัวซือเป่าเอาไว้กับก้อนหินเมื่อเด็กหนุ่มทำท่าจะลุกหนี ซึ่งคำตอบที่อีกคนได้ก็คือการส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง

“เรื่องในคืนนั้น เจ้าก็จำไม่ได้?” ซือเป่าหันกลับมาประจันหน้ากับอีกคนเมื่อได้ยินคำถาม

“คืนนั้น? คืนไหน?” เด็กหนุ่มทวนคำถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ หานตงกับชายคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกัน

“......” คนที่เคยยิงคำถามกลับเงียบงัน ดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นจดจ้องเขาอย่างต้องการคำตอบ

“คุณชายจาง?” ซือเป่าเอ่ยออกไปเมื่อเริ่มประมวลผลข้อมูลในสมองได้

คนตรงหน้าบอกว่าเคยชั่วชีวิตเขาถึงสองครั้ง แถมยังบอกอีกว่าเขาเรียกตัวเองว่าจางเกอ ถ้าอย่างนั้นคนคนนี้ก็ต้องเป็นคุณชายจางที่เสี่ยวกวงเคยพูดถึงแน่ๆ

“เจ้าเริ่มจำได้แล้วหรือ” คิ้วของคนตรงหน้าขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยิน

“ข้าแค่คิดว่า ข้าควรเรียกท่านเช่นนั้น” ซือเป่าปรับสรรพนามที่ใช้ในทันที

หากคนตรงหน้าคือคุณชายจางที่เสี่ยวกวงพูดถึงอีกคนก็คือเพื่อนของพี่ชาย ดังนั้นเขาก็ควรให้เกียรติ

คนตรงหน้ากลับไม่พูดอะไรต่อเอาแต่จ้องหน้าเขาอยู่แบบนั้นไม่ขยับไปไหน ใช้ดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องเอกซเรย์ สแกนเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ท่านจะทำอะไร! ข้าไม่นิยมตัดแขนเสื้อ!” ซือเป่ารีบยกมือขึ้นปิดร่างกายท่อนบนเอาไว้ อย่างน้อยก็ขอแสดงจุดยืนก่อนที่คุณชายจางอะไรนี่จะเกิดความคิดอกุศลกับเขา

“ฮะ ฮ่า ฮ่า เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่าขันยิ่งนัก ข้าจะไปตัดแขนเสื้อเจ้าทำไม” คุณชายจางระเบิดเสียงหัวเราะอีกครั้งเมื่อได้ยินประโยคที่ซือเป่าพูดก่อนจะถอยออกไปนั่งหัวเราะต่ออย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“ท่านไม่รู้จักสำนวนนี้เหรอแบบ...ตัดแขนเสื้อไง” ซือเป่าพยายามเอ่ยถึงสำนวนตัดแขนเสื้อนั่น

“ที่นี่ไม่มีกรรไกรข้าจะตัดได้อย่างไร อีกอย่างข้าก็ไม่รู้จะเอาแขนเสื้อเจ้ามาทำอะไร” คุณชายจางตอบกลับมาพร้อมยกมือขึ้นปาดน้ำตาไปด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้ยินนั้นทำให้ซือเป่ารู้ว่าในตอนนี้ ยังไม่มีสำนวน ‘พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ’ เกิดขึ้น

“แปลว่าตอนนี้อยู่ก่อนยุคฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิง” ซือเป่าพึมพำชื่อที่เขาจำขึ้นใจ

สำนวนนั้นเกิดขึ้นในช่วงยุคฮ่องเต้ฮั่นอ้ายหมิง ถ้าคนตรงหน้าไม่รู้จักงั้นก็แปลว่าในตอนนี้ช่วงเวลาที่เขาอยู่คือก่อนช่วงยุคนั้น

..นี่เขาย้อนเวลากลับมากี่พันปีเนี่ย!

 

“เจ้าพูดอะไรหรือ” คุณชายจางที่ได้ยินไม่ชัดเท่าไหร่นักหันมาถาม

“ไม่มีอะไร” ซือเป่าตอบกลับไปก่อนจะนั่งกัดเล็บอย่างใช้ความคิด

...จะถามพระนามฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ไม่ได้ เพราะในสมัยโบราณการเอ่ยพระนามของพระมหากษัตริย์คือการหมิ่นพระเกียรติ

...เอาไว้กลับไปที่จวนค่อยหาวิธีก็แล้วกัน

พอนึกมาถึงตรงนี้ซือเป่าก็ต้องรีบหันไปถามอีกคน

“ทำไมท่านไม่พาข้ากลับจวน” ครั้งก่อนยังพากลับได้ แล้วทำไมครั้งนี้ถึงพาเขามาอยู่ในถ้ำล่ะ ซึ่งคนถูกถามก็นิ่งไปในทันที

“ครั้งก่อนท่านยังพาข้ากลับจวนในทันที แล้วทำไมครั้งนี้ถึงพามายังถ้ำแห่งนี้” ซือเป่ายิงคำถามซ้ำอีกครั้ง

“ข้าต้องไปทำธุระเสียก่อน” คุณชายจางหันมาตอบพร้อมรอยยิ้ม

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?” ซือเป่าเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

“เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าลอยน้ำมาไกลแค่ไหน ถ้าหากข้าไปส่งเจ้าที่จวนก่อน ข้าก็เสียเวลาน่ะสิ” คนพูดว่าพลางยกแขนขึ้นหนุนก่อนจะเอนกายพิงผนังหินด้านหลัง

“ยามห้าย (21.00 - 22.59 น.) แล้ว พักผ่อนเอาแรงก่อนเถอะ” คุณชายจางพูดขึ้นก่อนจะหลับตาลงทั้งที่ท่อนบนยังคงเปลือยเปล่า

“เสื้อของท่าน” เป็นซือเป่าที่อดไม่ได้ต้องลุกขึ้นไปหยิบเสื้อผ้าที่ตากอยู่มายื่นให้อีกคน ก่อนจะหันมาจัดการกับตัวเองเมื่อจับดูแล้วว่าผ้าแห้งไปพอสมควร

“ป้ายหยกข้าล่ะ” ซือเป่ารีบมองหาป้ายหยกชิ้นนั้นในทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ในระหว่างใส่ผ้าคาดเอว

“อยู่ตรงนั้น” คุณชายจางพยักพเยิดหน้าไปยังก้อนหินซึ่งป้ายหยกนั้นก็วางอยู่เคียงข้างกับถุงเงินและถุงเครื่องหอมของซือเป่า

เด็กหนุ่มรีบเดินไปหยิบมาปัดเศษดินด้วยความโล่งใจ นึกว่าป้ายหยกนี้จะจมหายไปกับแม่น้ำเสียแล้ว

“ป้ายหยกชิ้นนั้นคงสำคัญกับเจ้ามาก” คุณชายจางที่กำลังมองการกระทำของเด็กหนุ่มอยู่นั้นเอ่ยขึ้น

“อืม สำคัญมาก” ซือเป่าพยักหน้ารับก่อนจะเดินกลับมานั่งข้างกองไฟ

“ใครเป็นคนให้เจ้าจำได้หรือไม่” คนถามยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบ

ซือเป่าหันไปมองเสี้ยวหน้าอีกคนอย่างใช้ความคิดเมื่อได้ยินคำถาม ทำไมถึงถามว่าใครเป็นคนให้ ทำไมไม่ถามว่าหาซื้อที่ไหนหรือได้มาจากที่ใด

ป้ายหยกชิ้นนี้เป็นสมบัติของหานตงบรรพบุรุษของเขาไม่ใช่หรือ การที่อีกคนถามแบบนี้ก็หมายความว่าคุณชายจางคนนี้รู้น่ะสิว่าป้ายหยกชิ้นนี้มีคนให้หานตงมา

“ทำไมท่านถึงคิดว่ามีคนให้ข้ามา ป้ายหยกชิ้นนี้เป็นของประจำกายข้าต่างหาก” ซือเป่าลองหยั่งเชิงกลับไป

“อย่างนั้นหรือ? ข้าคงจำผิดกระมัง” คุณชายจางตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเอนตัวลงนอนอีกครั้งหลังจากใส่เสื้อเสร็จ

เด็กหนุ่มนั่งมองหน้าคนที่กำลังหลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราไม่สนใจสิ่งรอบกาย

ความคิดและการกระทำหลายๆ อย่างทำให้เขาเริ่มสงสัยในตัวคนคนนี้

...คุณชายจางคนนี้ต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ

 

“นอนไม่หลับหรือ หากหนาวเจ้าจะกอดข้านอนเหมือนก่อนหน้านี้ก็ได้ ข้าอนุญาต” คนที่นอนหลับตาอยู่พูดขึ้นก่อนจะตะแคงหันหน้ามาทางซือเป่าแล้วใช้มือตบลงที่ว่างด้านข้าง

ซือเป่าไม่ตอบโต้แต่ทิ้งตัวลงนอนพิงกำแพงหินหันหลังให้อีกคน ปล่อยวางคำถามต่างๆ ที่อยู่ในใจแล้วข่มตาหลับเพื่อพักผ่อนเอาแรง

...อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมันเถอะตอนนี้ขอนอนก่อนก็แล้วกัน

 

ซือเป่าเข้าสู่ห้วงนิทราไปได้ไม่เท่าไหร่เขาก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสจากใครบางคน

“อื้อ!” เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อถูกคุณชายจางที่ไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ใช้มือปิดปากของเขาเอาไว้

ภายใต้ความมืดมิดดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นกำลังจดจ้องเขาตาเขม็งพร้อมดวงหน้าได้รูปที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เสียจนซือเป่ารับรู้ถึงลมหายใจของอีกคน

...คุณชายจางคนนี้คิดจะช่วงชิงความบริสุทธิ์ของเขารึไง ก็เข้าใจว่าเสน่ห์ของตัวเองนั้นเกินห้ามใจ แต่อย่าพึ่งได้ไหมซือเป่ายังไม่พร้อม!

 

“ตามข้ามา” เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูก่อนที่อีกคนจะผละออกไป

“ตามมา” คุณชายจางย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นซือเป่ายังไม่ยอมขยับเขยื้อน

“ท่านจะ...” ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยคดี ปากของซือเป่าก็ถูกคุณชายจางปิดเอาไว้อีกครั้ง

“เงียบแล้วตามข้ามา” เจ้าของมือกระซิบบอกจนซือเป่าพยักหน้ารับอีกคนจึงยอมถอยออกไป

ข้อมือของซือเป่าถูกคว้าเอาไว้ในทันทีเมื่อก้าวเดิน เด็กหนุ่มตกใจไม่น้อย แต่เมื่อเห็นความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่รอบกายเขาก็ต้องกล่าวขอบคุณอีกคนในใจ

คบไฟหรือตะเกียงให้แสงสว่างก็ไม่มี แสงจันทร์ก็ริบหรี่ ถ้าให้เดินด้วยตัวเองคงได้สะดุดล้มแข้งขาหักเป็นแน่

เดินลำบากไม่พอคนตรงหน้ายังพาเขาลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบ แถมต้องเดินด้วยความเร็วอีกด้วย

คนถูกลากอยากจะอ้าปากถามว่ากำลังจะพาเขาไปไหน แต่เมื่อรับรู้ถึงความตึงเครียดของอีกคน ซือเป่าก็ทำได้เพียงแค่หุบปากเอาไว้

เดินมาได้ระยะทางเท่าไหร่มิอาจรู้ แต่ก็ไกลและใช้เวลานานพอสมควรจนสามารถทำให้ผู้ชายแข็งแรงทั้งสองคนเหนื่อยหอบได้

ในที่สุดซือเป่าก็ได้พักเสียที เมื่อคนที่เอาแต่ลากเขาก่อนหน้านี้ยอมปล่อยข้อมือของเขาเป็นอิสระพร้อมทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้

“น่าจะปลอดภัยแล้วนั่งพักก่อนเถอะ”

เด็กหนุ่มทำตามอย่างว่าง่ายเพราะในตอนนี้สองขาของเขาก็หมดแรงจนสั่นสะท้านไปหมดเหมือนกัน

“เราสองคนกำลังจะไปไหน” ซือเป่าเอ่ยถามเพราะดูจากทางที่ผ่านมา ทั้งสูงชันและลึกเข้าไปในป่ามากกว่าหาทางกลับเข้าไปในเมือง

“พวกเราจะไปยังหมู่บ้านที่อยู่หลังหุบเขานี้” คุณชายจางตอบกลับมาก่อนจะลุกขึ้นยืน

“พักพอแล้วเดินทางต่อ”

“ห่ะ?” ซือเป่าเงยหน้ามองอีกคนในทันทีที่ได้ยิน เขาพึ่งนั่งพักยังไม่ถึงนาทีเลยนะ

“ช้าไม่ได้แล้ว รีบเดินทางต่อกันเถอะ” คนตรงหน้าย้ำออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง แตกต่างจากตอนที่อยู่ในถ้ำโดยสิ้นเชิง

“ท่านกำลังหนีอะไร” ซือเป่าตัดสินใจถามออกไปท่าทางเร่งรีบเยี่ยงนี้คงไม่ได้รีบไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นเพียงเพื่อพักผ่อนหรอกนะ

“เจ้าเป็นคนฉลาด แต่ตอนนี้ตามข้ามาก่อนเถอะอย่าพึ่งถามอะไร” คุณชายจางส่งยิ้มให้ก่อนจะยื่นมือมายังเด็กหนุ่ม

ซือเป่ายอมให้อีกคนช่วยฉุดให้ลุกขึ้นยืนแต่โดยดี เขาไม่ใช่คนไร้เหตุผลเพียงแค่อีกคนไม่อธิบาย ถึงจะยังไม่ไว้ใจและไม่รู้ว่าคุณชายจางคนนี้กำลังหนีอะไร แต่เขากลับรู้สึกมั่นใจว่าอีกคนจะพาเขาไปยังที่ที่ปลอดภัย

“ข้าเดินเองได้” ซือเป่าบอกออกไปเมื่ออีกคนทำท่าจะจูงเขาเดินอีกครั้ง

“งั้นก็ตามข้าให้ทันก็แล้วกัน” พูดจบอีกคนก็หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อในทันที

หนึ่งเด็กหนุ่มที่ไม่รู้อะไรสักอย่างกับหนึ่งบุรุษผู้ซึ่งมากด้วยความลับเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบท่ามกลางความมืดของคืนข้างแรมที่มีแสงจันทร์เพียงน้อยนิดช่วยนำทาง

ซือเป่าเริ่มหอบหายใจเมื่อหนทางทุรกันดารมากขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ว่าในร่างเดิมเขาเป็นนักกีฬา การเดินเท้าแบบนี้ทำอะไรเขาไม่ได้

แต่ร่างปัจจุบันนี้เป็นเพียงคุณชายผู้มีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก การเดินเท้านานๆ และทรหดเยี่ยงนี้ทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มเริ่มรับไม่ไหว

“เดินไม่ไหวแล้วหรือ?” คุณชายจางที่เดินนำอยู่หันมาถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นความเร็วในการเดินของเขาลดลง

“ขอข้าพักหายใจสักครู่” ซือเป่ายกมือค้ำต้นไม้ด้านข้างเอาไว้เป็นหลักก่อนจะหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อบรรเทาความเหนื่อย

“หากเจ้าอยากพักก็มาทาง...หานตงระวัง!” คุณชายจางพูดยังไม่ทันจบประโยคดี อีกคนก็กระโดดพุ่งเข้ามาหาเด็กหนุ่ม ส่งผลให้คนทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปกลิ้งกับพื้น

“เป็นอะไรไหม?” เจ้าของมือที่กดหัวเด็กหนุ่มเข้าหาแผ่นอกของตัวเองเอ่ยถาม ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ซือเป่าทำได้แค่เพียงส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

“ไป” คุณชายจางรีบลุกขึ้นพร้อมกระชับกระบี่ในมือแล้วออกคำสั่งก่อนจะก้าวเดินออกไป

“เกิดอะไรขึ้น” ซือเป่าที่ยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้รีบเดินเข้าไปกระซิบถามเมื่อหันไปเห็นลูกธนูที่ปักอยู่บนพื้น

“อย่าพึ่งถามอะไรรีบไป คนพวกนั้นกำลังมา” คนถูกถามกระซิบตอบพร้อมข้อเท้าที่ก้าวเดินด้วยความเร็ว

...คนพวกนั้น? พวกไหนฟ่ะ

ถึงจะยังไม่ได้คำตอบแต่ซือเป่าก็ไม่ได้งี่เง่าขนาดแยกแยะไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เด็กหนุ่มรีบเดินตามไปติดๆ อย่างกับเงาตามตัวของอีกคน

จากเดินเริ่มกลายเป็นวิ่งเมื่อความเคลื่อนไหวบางอย่างเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องหยุดเมื่อพบว่าทางข้างหน้าคือทางตัน

เหวลึกปรากฏอยู่เบื้องหน้า ด้านล่างในความมืดมิดนั้นคือแม่น้ำสายใหญ่อันเชี่ยวกรากไร้หนทางให้ไปต่อ

คุณชายจางตัดสินใจหันหลังกลับแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อกลุ่มคนในชุดดำจำนวนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา

คนพวกนั้นอาวุธครบมือแถมยังมีคันธนูซึ่งซือเป่าเข้าใจได้ในทันทีว่า เจ้าของลูกธนูที่ลอบทำร้ายเขาทั้งสองคนนั้นคือคนกลุ่มนี้

“ชายคนนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใด ปล่อยเขาไป” คุณชายจางกล่าวกับกลุ่มคนชุดดำพร้อมดึงซือเป่ามาไว้ด้านหลัง ใช้ตัวเองเป็นเกราะกำบังให้เด็กหนุ่มในทันที

“กลับไปกับพวกกระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ แล้วท่านกับพระสหายจะปลอดภัย” หนึ่งในคนชุดดำตอบกลับมาพร้อมข้อเท้าที่ก้าวเดินเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม

“คิดหรือว่าเราไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใด” สรรพนามและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปทำให้เด็กหนุ่มต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” เอ่ยคำพูดแสนสุภาพแต่การกระทำกลับกลายเป็นการชักกระบี่ออกมาเพื่อฆ่าฟัน

ทั้งคู่เดินถอยไปด้านหลังจนสุดทาง ก่อนที่คุณชายจางจะกระซิบถามซือเป่าด้วยระดับเสียงให้ได้ยินแค่เพียงสองคน

“เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือไม่” คนที่กำลังเหงื่อไหลซึมตามขมับเอ่ยถามทั้งที่ดวงตายังคนจดจ้องกลุ่มบุคคลตรงหน้า

“เป็น” ในทันทีที่เด็กหนุ่มตอบ เขาทั้งคู่ก็พลิกตัวกระโดดลงสู่ผืนน้ำด้านล่างในทันทีเพราะนี่คือหนทางเดียวในการเอาชีวิตรอด

ด้วยความสูงของหน้าผาส่งผลให้บุรุษทั้งสองจมดิ่งเมื่อกระแทกผืนน้ำ

ซือเป่าไม่มีเวลาได้มองหาคนที่กระโดดลงมาพร้อมกันเสียด้วยซ้ำ แค่ดิ้นรนว่ายสู้กระแสน้ำเพื่อขึ้นไปสู่พื้นผิวน้ำให้ได้เขายังเกือบขาดใจตาย

อาจเป็นเพราะจมน้ำถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้งนี้ซือเป่าจึงพอจะจับทางได้ว่าต้องเอาตัวรอดอย่างไร

สายน้ำอันเชี่ยวกรากพัดร่างเด็กหนุ่มไปอย่างไร้จุดหมาย ดำผุดดำว่ายไปตามกระแสน้ำ จนพบกับขอนไม้ที่ลอยมาซึ่งใกล้กันนั้นก็มีร่างของใครบางคนลอยอยู่ไม่ไกล

เด็กหนุ่มรีบว่ายเข้าไปคว้าร่างนั้นเอาไว้ก่อนจะตรงไปยังขอนไม้เพื่อใช้พยุงตัว

“คุณชายจาง! คุณชายจาง!” ซือเป่าทั้งเรียกทั้งเขย่า แต่คนที่สลบไปนั้นก็ไม่มีทีท่าตอบโต้

ลมหายใจรวยรินเป็นสิ่งบ่งบอกว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นักหากยังไม่ได้สติอยู่แบบนี้

“ถูกยิงเหรอนี่!” ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าที่หลังของคุณชายจางนั้นมีลูกธนูปักอยู่

เด็กหนุ่มที่มักหาทางเอาตัวรอดได้เสมอ ในตอนนี้กลับอับจนหนทางเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร้ายแรงเกินรับมือ

“บรรลัยแล้วไง!” ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก ปัญหาที่มียังไม่ทันได้แก้ ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าก็ตามมา เมื่อจุดหมายปลายทางของแม่น้ำสายนี้คือน้ำตก

เด็กหนุ่มที่แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงกัดฟันว่ายน้ำพาทั้งคนทั้งขอนไม้ไปยังฝั่งที่ใกล้ที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด

แต่มีหรือแรงคนจะสู้แรงธรรมชาติได้ สุดท้ายเขาทั้งสองก็ต้องถูกกระแสน้ำพัดพาไปยังน้ำตกเหวสูงชัน

ในตอนที่เขาทั้งสองกำลังจะร่วงหล่น ซือเป่าตัดสินใจคว้าร่างของคนที่ยังคงไม่รู้สติมากอดเอาไว้แน่น แล้วหลับตาลงรอรับชะตาที่จะเกิดขึ้นต่อไป

...ถึงแม้สายนทีจะต้องการเอาชีวิตของเขาให้ได้

...แต่ซือเป่าคนนี้ก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้หรอกนะ

 

 

*หมายเหตุ 'เกอ' คือคำที่ใช้ต่อชื่อหรือแซ่ แทนคำว่าพี่สำหรับผู้ชาย

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

ซือเป่าเป็นอะไรกับน้ำเนี่ย 55555

คุณชายจางคนนี้เป็นใครกันหนอและมีภูมิหลังอย่างไร

ติดตามกันต่อไปจ้า

เจอกันใหม่ตอนหน้าครับผม

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ

อย่าลืมคอมเม้นคุยกันบ้างน่า ติดชมได้จ้า

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน

 

 

ยังเปิดพรีออเดอร์เรื่อง Formalinเก็บใจไม่ให้รัก (ไปป์ปราชญ์) อยู่นะจ๊ะ

ใครสนใจทักมาได้นะเออ

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น