facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทสุดท้าย “นับจากนี้”

ชื่อตอน : บทสุดท้าย “นับจากนี้”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2562 20:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทสุดท้าย “นับจากนี้”
แบบอักษร

บทสุดท้าย “นับจากนี้”

 

 

“มาช้า” นี่คือคำพูดแรกของชูร์เชียนที่ดังขึ้นหลังผมก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเขา

ด้านข้างยังคงมีเหล่าขันทีคนสนิทและนางกำนัลอีกหลายคนคอยยืนรอรับใช้อยู่ไม่ห่าง ชูร์เชียนยกมือข้างหนึ่งขึ้นสะบัดเบาๆ แทนการออกคำสั่งให้พวกเขาออกไปอยู่ด้านนอกซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยชอบให้มีใครอยู่ระหว่างการสนทนาของพวกเรา

“ขออภัย ข้ารีบที่สุดแล้ว” ผมก้าวเข้าไปยืนด้านข้างขณะบอก หากเป็นปกติผมคงมาถึงตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วยามหรือสองชั่วโมงก่อนแต่เพราะมีงานด่วนเข้ามาผมจึงจำต้องอยู่จัดการให้เรียบร้อยซะก่อน เวลาในตอนนี้ใกล้พระอาทิตย์ตกมากขึ้นทุกที

“ถ้างานเยอะก็ให้คนอื่นช่วยทำสิ ในหนึ่งอาทิตย์ข้าจะได้อยู่กับเจ้าแค่สามสี่วันเท่านั้นเองแบบนี้ต้องทดเวลาที่เจ้ามาสายรู้รึเปล่า” ชูร์เชียนเงยหน้าขึ้นจากกระดาษจ้องมองมาทางผม

“สี่วันต่ออาทิตย์ข้าว่ามากแล้ว”

เมื่อก่อนพวกเราได้อยู่ด้วยกันแค่อาทิตย์ละครั้งด้วยซ้ำ มีเพียงช่วงหลังๆ ที่จำนวนวันเปลี่ยนเป็นสองวันทว่าหลังจากสถานะของพวกเราเปลี่ยนเป็นคนรักอยู่ๆ จำนวนวันก็เพิ่มขึ้นซะอย่างนั้น เรียกว่าทุกวันนี้ผมมาหาชูร์เชียนวันเว้นวันก็ไม่ผิด

หากผมไม่มาอีกฝ่ายจะส่งคนไปตามโดยไม่สนสายตาใครเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ ทันทีที่สถานะเปลี่ยนแปลงไปข่าวเรื่องผมเป็นคนรักขององค์จักรพรรดิก็กระจายออกไปทั่ววังหลวงในเวลาไม่ถึงวัน ก่อนหน้านี้บรรดาขุนนางหลายคนพยายามดึงผมไปเป็นเขยของตระกูลสร้างความปวดหัวไม่น้อยซึ่งในตอนนี้ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้อีกแล้ว

ก็นะ...ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากสร้างปัญหาด้วยการแย่งคนรักของจักรพรรดิหรอก

ช่วยได้มากเลย

“มากที่ใดกัน ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าทุกวันด้วยซ้ำ ความจริงเจ้าควรจะย้ายมาอยู่กับข้า” ชูร์เชียนพูดพลางวางพู่กันลงเลื่อนแผ่นกระดาษที่จัดการเสร็จแล้วไปด้านข้าง

“ข้าอยู่ที่นั่นดีอยู่แล้ว” ความหมายของผมคือปฏิเสธการอยู่ด้วยกัน

“เจ้าไม่อยากอยู่กับข้า?”

“อยู่ด้วยกันทุกวันเดี๋ยวท่านก็เบื่อหรอก” ผมบอกชูร์เชียนไปตามตรง ตามประสบการณ์ที่ผมผ่านมายิ่งต่างฝ่ายตัวติดกันมากเท่าไรอัตราการเบื่อกันก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

“เบื่อ? เบื่อเจ้าน่ะหรือ ไม่มีทาง” น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนั่นทำให้หัวใจผมสั่นไหวขึ้นมา

“ท่านมั่นใจได้อย่างไร”

“ข้ารู้จักตัวเองดีหวังหมิ่น ตั้งแต่รู้จักเจ้าข้ามีแต่อยากดึงเจ้าเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ไม่อยากให้ออกห่างไปไหน ยิ่งตอนนี้ทุกคนต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรานับเป็นการดีที่จะให้เจ้ามาอยู่กับข้า...ไม่คิดเช่นนั้นหรือ”

“...ท่านอยากให้ข้ามาอยู่ด้วยถึงเพียงนั้นเชียว”

“ใช่”

“เท่าที่ข้ารู้แม้จะเป็นฮองเฮาหรือสนมที่ได้รับการโปรดปรานเพียงใดก็ไม่มีสิทธิ์ได้อยู่ในห้องเดียวกับฝ่าบาทนอกจากจะเสด็จไปหาหรือเรียกให้มาหา” ตามหนังหรือซีรี่ย์ที่เคยดูไม่มีเรื่องใดที่มีคนอื่นอยู่นอนร่วมห้องบรรทมหรือห้องนอนเดียวกับฝ่าบาทมาก่อน

“เจ้าอยากให้ข้าไปหาทุกวันหรืออยากให้ข้าเรียกเจ้ามาหาทุกวันเล่า” ทางเลือกที่ดูจะแตกต่างแต่พอมองดีๆ ผลลัพธ์ของทั้งสองทางก็คือผมต้องอยู่กับชูร์เชียนทุกวัน

“ชูร์เชียน...”

“เหตุใดต้องเหนื่อยไปๆ มาๆ แค่เจ้ายอมตกลงมาอยู่กับข้าทุกอย่างก็คลี่คลาย” ชูร์เชียนให้เหตุผล

“ทำเช่นนี้จะดีหรือ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครสามารถอยู่ร่วมห้องกับฝ่าบาทได้” ไม่ใช่แค่มาเป็นครั้งคราวแต่เป็นทุกวัน เปรียบเหมือนผมเป็นเจ้าของห้องอีกคน

เป็นเจ้าของห้องร่วมกับจักรพรรดิ

แค่ได้ยินก็เสียวสันหลังขึ้นมาแล้ว

“ตอนนี้ใครเป็นฝ่าบาท”

“ชางชูร์เชียน” ในเมื่ออีกฝ่ายถามผมจึงตอบไป

“แล้วผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดเล่า”

“ชางชูร์เชียน” ผมเอ่ยชื่อเดิมออกอีกครา

“ใช่ ในเมื่อฝ่าบาทคือข้า ผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดก็คือข้าแล้วทำไมข้าจึงไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้? แค่ให้คนรักมาอยู่ร่วมห้องไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ใครมาเห็นชอบด้วยซ้ำ” ชูร์เชียนเท้าแขนกับโต๊ะมองใบหน้าผมด้วยสายตาไม่ยอมแพ้

“ข้า...”

“เจ้าจะหาเหตุผลอะไรมาอ้างอีก แค่เจ้าบอกเพียงคำเดียวว่าไม่อยากอยู่ร่วมห้องเดียวกันกับข้า ไม่อยากเห็นหน้าข้าทุกวัน ข้าก็พร้อมที่จะเข้าใจแล้วล้มเลิกความคิดนี้ ขอแค่เจ้าพูดออกมาเท่านั้น” น้ำเสียงของชูร์เชียนไม่ได้เร่งรัดให้ผมตอบคำถามแต่กำลังรอคอยคำตอบอยู่อย่างคาดหวัง

“ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดชูร์เชียน” ผมผ่อนลมหายใจขณะส่ายหน้าปฏิเสธ รู้สึกเหมือนเส้นเลือดบริเวณขมับกำลังเต้นตุบๆ ไม่หยุด

“เช่นนั้นแล้วอย่างไร”

“ข้า...เคยคบกับคนคนหนึ่งจนถึงขั้นย้ายมาอยู่ด้วยกัน ตอนแรกๆ ที่อยู่ร่วมกันมันก็ดีแต่พอวันเวลาผ่านไปก็เริ่มมีแต่เรื่องให้ต้องปวดหัว พวกเราทะเลาะกันมากขึ้นเรื่องพื้นที่ความเป็นส่วนตัว เพราะอยู่ใกล้กันมากเกินไปทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลงซึ่งเป็นเพราะพวกเราไม่อาจปรับตัวเข้าหากันได้จึงต้องจบความสัมพันธ์ลง ข้าจึงไม่อยากให้เป็นเหมือนตอนนั้น” ผมเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นให้ฟัง ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำลอยเดิมอีก

“เจ้ากลัวว่าความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้าจะจบลงเหมือนตอนเจ้ากับคนผู้นั้น?” ชูร์เชียนถามกลับ

“ใช่” ผมยอมรับ ให้บอกตามจริงคือผมไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ความรู้สึกที่มีต่อชูร์เชียนมันมีมากจนผมเริ่มกลัว...กลัวว่าหากถลำลึกมากไปกว่านี้แล้วต้องผิดหวังขึ้นมาผมคงไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีก

“อย่าเอาข้าไปเปรียบกับคนรักเก่าของเจ้าหลี่หวังหมิ่น” น้ำเสียงไม่พอใจมาพร้อมกับดวงตาที่ทอประกายหงุดหงิด

“ข้า...”

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นเหมือนคนพวกนั้นที่รักเจ้าแค่ผิวเผินหรือไร”

“ชูร์เชียน”

“รู้ไหมว่าตอนนี้ข้ากำลังคิดอะไรอยู่” อีกฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อกระทันหัน

“ไม่รู้” ผมส่ายหน้าตอบกลับ

“ข้ากำลังคิดว่าเจ้าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าคบกับคนมากี่คนแต่อย่างไรสุดท้ายก็ต้องจบกันอยู่ดี ช่างเสียเวลานัก เจ้าไม่วันไปได้ดีกับคนพวกนั้นอยู่แล้ว”

“...” ผมถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกในตอนนี้คล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ในอก

“ผู้เดียวที่จะอยู่เคียงข้างและเดินไปกับเจ้ามีเพียงข้าคนเดียว” คำพูดต่อมาทำเอาดวงตาผมเบิกกว้างขึ้น

“ท่าน...”

“เจ้ากลัวหรือหวังหมิ่น” ชูร์เชียนเปลี่ยนน้ำเสียง ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาพร้อมกับรวบตัวผมเข้าไปกอดหลวมๆ แม้จะไม่ได้กอดแน่นทว่าความรู้สึกยามอยู่ในวงแขนนี้ทำให้ผมอุ่นวาบไปถึงหัวใจ

“...ใช่” ผมจมอยู่ในความคิดตัวเองก่อนจะพยักหน้ายอมรับ กลัวว่าจะต้องเสียชูร์เชียนไป

ไม่เคยรู้สึกรักใครมากเท่านี้มาก่อน

“ข้าก็กลัว”

“กลัวหรือ?” หากไม่ได้ยินจากปากผมคงไม่เชื่อ

ชูร์เชียนมีอะไรต้องกลัวกัน

“ข้าเองก็กลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะหมดรักข้าแล้วไปหาคนอื่น เพราะกลัวข้าถึงอยากดึงเจ้ามาอยู่ข้างกายใช้เวลาอยู่กับเจ้าให้มากเท่าที่จะมากได้เพื่อให้เจ้าชินกับการมีอยู่ของข้ากระทั่งไม่อาจจากไปไหนได้” แผนการที่ได้ยินเรียกรอยยิ้มมุมปากของผมให้ปรากฏขึ้น

“เป็นแผนที่ดีไม่น้อย” ผมแนบหน้าผากลงกับแผ่นอกตรงหน้าหลบซ่อนรอยยิ้มกว้างไว้อย่างแนบเนียน

“หวังหมิ่น”

“ท่าน...สุดยอดไปเลย” ผมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

ในขณะที่ผมเลือกที่จะใช้การแยกห่างเพื่อแก้ปัญหาแต่ชูร์เชียนกลับเลือกที่จะดึงพวกเราให้อยู่ด้วยกันแทนการแก้ปัญหา

ไม่คิดว่าจะมีวิธีแบบนี้ด้วย

ต้องบอกว่าสมกับเป็นความคิดขององค์จักรพรรดิหรือสมกับเป็นความคิดของชูร์เชียนดีล่ะ

“ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไป” อ้อมแขนกระชับแน่นขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงจริงจังที่กระซิบข้างใบหู

“...ข้าก็จะไม่ปล่อยเช่นกัน”

“เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำเช่นไร” ชูร์เชียนถามต่อ

“ข้าตกลง...ตกลงที่จะอยู่ร่วมห้องกับท่าน” ผมขยับตัวแนบชิดพร้อมกับอ้าแขนออกกอดรัดชูร์เชียนแน่นไม่แพ้กัน

“ดีมาก ข้าจะรีบสั่งให้คนไปขนของเจ้ามาให้หมด”

“ไม่จำเป็นต้องรีบ...”

“ต้องรีบสิ เดี๋ยวเจ้าเปลี่ยนใจขึ้นมาข้าก็ต้องนอนเหงาตามลำพังพอดี” อีกฝ่ายพูดแทรก

“ข้าไม่เปลี่ยนใจหรอก” ในเมื่อพูดออกไปแล้วผมไม่กลับคำภายหลังแน่

“ต้องกันไว้ก่อน ข้าดีใจมากเลย”

“ข้ารู้ น้ำเสียงท่านดูมีความสุขมากและหัวใจเองก็เต้นเร็วเช่นกัน” จริงอยู่ผมไม่ได้แนบหูอยู่บริเวณหัวใจทว่าด้วยจังหวะที่เต้นถี่รัวส่งผลให้ผมได้ยินเสียงหัวใจนั้นอย่างชัดเจน

“เพราะเจ้านั่นแหละหวังหมิ่น”

“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ทำให้ข้าหลงขนาดนี้ ต้องการอะไรฮืม” ชูร์เชียนกอดรัดเอวผมแน่นขึ้นโน้มใบหน้าลงมาให้กดย้ำริมฝีปากยังหน้าผากผมก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาคนมองตาพร่าไปชั่วขณะ

ชูร์เชียนเป็นผู้ชายที่มีรอยยิ้มสามารถฆ่าคนได้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ล้วนต้องยอมสยบต่อรอยยิ้มนี้ซึ่งตัวผมเองก็ไม่อาจหนีพ้น

“...ท่านจะให้ข้าทุกอย่างหรือ” ผมถามกลับบ้าง

“แน่นอนขอเพียงเจ้าต้องการไม่ว่าอะไรข้าก็จะให้”

“ข้าต้องการเพียง...”

“ฝ่าบาท ขออภัยที่เสียมารยาทพ่ะย่ะค่ะ มีเรื่องด่วนต้องมารายงานพระองค์” เสียงของขันทีคนสนิทอย่างจิ่วอวี๋ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา

“เข้ามา” บรรยากาศหวานๆ ระหว่างพวกเรากระจายหายไปทันควัน ชูร์เชียนคลายอ้อมแขนให้ผมขยับไปยืนด้านข้างก่อนจะเอ่ยเรียกให้เข้ามา

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่วอวี๋ก้าวเข้ามา

“มีเรื่องใด” ชูร์เชียนถามต่อ

“เอ่อ...ตอนนี้ครอบครัวของตระกูลหลี่อยู่ที่หน้าประตูทางเข้าเมืองพ่ะย่ะค่ะ” รายงานจากขันทีจิ่วอวี๋ทำให้คิ้วผมกับชูร์เชียนขมวดเข้าหากันในเวลาทันควัน

ตระกูลหลี่?

ก็หมายถึงตระกูลผมไม่ใช่หรือ

จำได้ว่าครอบครัวตระกูลหลี่ต้องโทษยักยอกทรัพย์สินของหลวงถูกขับไล่ไปห้ามเข้าเมืองหลวงตั้งแต่ก่อนผมจะมาครอบครองร่างนี้ซะอีก นั่นทำให้ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพวกเขาแม้แต่น้อย

“มาทำไม” น้ำเสียงของชูร์เชียนกดด่ำลงอย่างน่าหวาดหวั่น

“พะ...พวกเขาแจ้งมาว่าต้องการพบกับบุตรชายคนเล็กของตระกูล”

“ข้าหรือ?” บุตรชายคนเล็กคงไม่มีคนอื่นแล้วนอกจากผม

ผ่านมากว่าหกปีแล้วจะมีธุระอะไรกับลูกชายที่ไม่ได้ความอีก นอกซะจากข่าวเรื่องที่ผมประสบความสำเร็จกระจายออกไปทางตระกูลหลี่จึงได้เดินทางมาเพื่อหวังจะพึ่งพิง

“ไล่กลับไป บอกไปด้วยว่าห้ามกลับมาอีกหากยังไม่อยากถูกประหาร” ชูร์เชียนไม่รอถามความเห็นผมตัดสินใจด้วยน้ำเสียงดุดันคล้ายจะไม่พอใจคนของตระกูลหลี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ฝ่าบาท...กระหม่อมอยากไปพบพวกเขา” ผมกระตุกชายเสื้อชูร์เชียนให้คลายบรรยากาศลงพร้อมกับเอ่ยขอ

“จะไปพบ? เพื่ออะไร เจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาแม้แต่น้อย”

“อย่างน้อยกระหม่อมก็เป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลี่...หลี่หวังหมิ่น” ต่อให้วิญญาณภายในจะไม่ใช่แต่อย่างไรร่างนี้ก็เป็นลูกชายของพวกเขา ในฐานะบุตรจะให้ละเลยบุพการีได้อย่างไร

“เจ้า...อยู่ประตูเมืองทิศใด” ชูร์เชียนมองหน้าผมไม่นานก็หันไปถามขันทีจิ่วอวี๋

“ประตูทิศตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ”

“ออกไปได้” เมื่อได้ข้อมูลมาชูร์เชียนจึงโบกมือให้อีกฝ่ายออกไป

“ชูร์เชียน” ผมเอ่ยเรียกหลังประตูถูกปิดลง

“ข้าไม่อยากให้เจ้าไป ตระกูลหลี่ไม่ใช่คนดีอะไร ตอนยังเป็นขุนนางก็ร่วมมือกับขุนนางหลายฝ่ายยักยอกทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก พอถูกจับได้ไม่เพียงแค่โยนความผิดไปให้ผู้อื่นแต่ยังพยายามติดสินบนกับคนไต่สวน ความจริงข้าอยากจะประหารด้วยซ้ำแต่เพราะสารภาพออกมาหมดเปลือกดึงเอาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาได้จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง” ชูร์เชียนเล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ฟัง

“ฟังแล้วก็คงไม่ใช่คนดีอะไร”

“ใช่ เจ้าไม่จำเป็นต้องไปเจอ ไม่จำเป็นต้องไปนึกถึงแต่อย่างใด เป้าหมายของการมาเยือนของพวกเขาคงเพราะอยากใช้เจ้าช่วยขออภัยความผิดของตระกูล ยกเลิกข้อห้ามการเข้าเมืองหลวง ไม่ก็คิดจะขอเงินเจ้าไปใช้” ดูเหมือนชูร์เชียนเองก็คิดเหตุผลของการมาเยือนได้คล้ายคลึงกับผม

“คงจะเป็นเช่นนั้น”

“ควาหมายคือเจ้าจะไป?”

“อืม ในฐานะลูกก็ควรไปเจอสักหน่อย”

“หวังหมิ่น”

“แต่ท่านไม่ต้องกังวลข้าไม่คิดที่จะขออภัยโทษแทนตระกูลหรอก ความผิดที่ก่อก็ควรจะชดใช้ด้วยตนเอง” ผมไม่ได้ใจอ่อนถึงขนาดจะยอมทำตามคำขอทุกอย่างอยู่แล้ว

“แล้วเจ้าจะไปทำไม”

“หากข้าไม่ไปเชื่อเถอะว่าพวกเขาคงไม่ยอมลามือ” ผมเดาได้แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“เจ้ามีวิธีจัดการหรือ” ชูร์เชียนถามต่อ

“ต้องดูสถานการณ์ก่อนค่อยว่ากัน ข้าขอตัวสักพัก...ชูร์เชียน?” ผมที่กำลังจะก้าวไปทางประตูถูกคนด้านหลังคว้าแขนไว้

“ข้าจะไปด้วย”

“ไม่...ท่านจะไปด้วยทำไม” ผมตกใจใจจนลืมที่จะส่ายหน้าด้วยซ้ำ

“แค่ตามไปดู ข้าจะไม่ปรากฏตัวให้พวกเขาเห็น” ชูร์เชียนบอก

“เช่นนั้นก็ได้” ดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงไม่ยอมตัดใจจนกว่าผมจะให้ไปด้วย

เมื่อตัดสินใจได้ทั้งผมและชูร์เชียนได้ไปเยือนประตูทางทิศตะวันออกด้วยม้าส่วนตัวที่ชูร์เชียนให้องครักษ์ไปนำมาให้ถึงหน้าตำหนัก ด้วยความที่เวลาในตอนนี้ใกล้พระอาทิตย์ตกมากขึ้นทุกทีภายในเมืองจึงถูกย้อมไปด้วยแสงสีส้ม ด้านหลังชูร์เชียนไม่ได้มีคนติดตามมาเห็นว่าไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นใครถึงขนาดเปลี่ยนเป็นชุดของสามัญชนก่อนออกมาด้วย

พอมาถึงประตูชูร์เชียนหลบไปด้านข้างโดยที่ผมไม่ต้องหันไปบอกจึงมีเพียงผมที่ขี่เจ้าโคล่าตรงไปยังประตูเข้าออกเมืองซึ่งมีทหารเฝ้าประตูหลายคนกำลังกันไม่ให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาด้านใน คนกลุ่มนั้นมีทั้งหมดสี่คนเป็นผู้หญิงหนึ่งและผู้ชายสาม

“ท่านแม่ทัพหลี่” ทหารเฝ้าประตูซึ่งจำผมได้หันมาทักทายด้วยความเป็นมิตรก่อนทหารคนอื่นๆ จะพากันทักทายตาม

“ตามสบายเถอะ” ผมพยักหน้าตอบพลางลงจากหลังม้ามองดูใบหน้าของคนทั้งสี่อย่างพินิจพิเคราะห์ ค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขาเป็นคนของตระกูลหลี่เนื่องจากใบหน้าที่คล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน

ทั้งสี่คนจ้องมองมาทางผมพร้อมกับเบิกตากว้าด้วยความตกตะลึงในรูปลักษณ์ ขนาดปากยังอ้ากว้างหมดความน่ามอง เสื้อผ้าของแต่ละคนไม่ใช่ชุดที่ดีนักแปลว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาคงไม่ได้ใช่ชีวิตดีสักเท่าไร

“หละ...หลี่หวังหมิ่น” เสียของชายผู้น่าจะเป็นพ่อดังขึ้น

“ขอรับ” ผมขานรับมองดูใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครานั้น

“เจ้าคือหวังหมิ่นจริงๆ งั้นหรือ” สตรีเพียงคนเดียวก้าวเข้ามาเกาะแขนผมเงยหน้ามองใบหน้าที่เปลี่ยนไปจากตอนอ้วนฉุมาก

“ข้าหลี่หวังหมิ่น”

“ไม่อยากเชื่อ” ชายอีกคนที่ดูจะอายุมากกว่าผมไม่เกินหกปีเอ่ยขณะจ้องมองมาไม่หยุด มองแล้วคงเป็นพี่ชายคนโต

“เป็นเรื่องจริงหรือที่ว่าเจ้าได้เป็นแม่ทัพแล้ว” คนสุดท้ายที่ส่งเสียงมาใบหน้าดูแก่กว่าผมไม่กี่ปีเท่านั้น

ตระกูลหลี่มีแต่บุตรชายหรือนี่

“เรื่องทักทายค่อยว่ากัน เจ้าได้ดิบได้ดีแล้วลืมตระกูลหลี่ของเราหรือ” น้ำเสียงของพ่อแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง

“จริงด้วยน้องชาย เมื่อก่อนพวกเราออกจะสนิทกัน ข้าเป็นคนบอกลู่ทางหาสาวๆ ให้เจ้านะ” พี่ชายคนรองพูดต่อ

“แล้วข้าก็เป็นคนช่วยฉุดสาวให้เจ้า” พี่ชายคนโตพูดเสริม

ก็ว่าอยู่ด้วยตัวของหลี่หวังหมิ่นคงไม่อาจหาทั้งสาวหรือไปล่วงเกินใครได้ ไม่เพียงแค่ไม่ห้ามปรามแต่บรรดาพี่ชายกลับช่วยสนับสนุนร่วมวงด้วย

ได้ยินแล้วชวนให้หงุดหงิดซะจริง

“ท่านต้องการสิ่งใด” ผมเอ่ยถามไปตามตรง บอกเลยว่าตอนนี้ผมไม่อยากจะอยู่เผชิญหน้ากับพวกเขานานนัก

“เจ้ากล้าพูดกับข้าที่เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดีเช่นนี้หรือ” ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้วขึ้นแสดงความไม่พอใจออกมา

“เลี้ยงดูอย่างดี? คงเลี้ยงดีเกินไปหน่อยกระมังถึงไม่ยอมห้ามปราบในสิ่งที่ทำผิดแถมยังสนับสนุนเข้าร่วมอีก” ผมไล่สายตามองทั้งสี่คน เพราะไม่ยอมห้ามปรามและสนับสนุนไม่แปลกที่หลี่หวังหมิ่นจะคิดว่าตัวเองทำถูกและไม่หยุดพฤติกรรมเช่นนั้น

“เจ้า!” อีกฝ่ายถึงกับชี้นิ้วใส่หน้าผม

“หากสิ่งที่ท่านต้องการคือให้ข้าไปขออภัยโทษต่อฝ่าบาทให้ตระกูลกลับเข้ามาในวังหลวงได้คงต้องขอปฏิเสธ” ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดผมก็เลือกที่จะปฏิเสธไว้ก่อน

“คิดว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไง หรือเพราะคิดว่าตอนนี้ได้เป็นคนรักของฝ่าบาทแล้วจะทำเช่นไรก็ได้ อย่าคิดล่ะว่าฝ่าบาทจะโปรดปรานเจ้าไปตลอด”

“เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องกังวล” สุรเสียงอันแฝงไปด้วยอำนาจดังขึ้นพร้อมกับชูร์เชียนที่ก้าวออกมาซ้อนอยู่ด้านหลังผม

ใบหน้าของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิสำหรับอีตขุนนางล้วนต้องเคยพบหรือคุ้นหน้าเป็นธรรมดา ดังนั้นผู้เป็นบิดาที่เห็นการปรากฏของชูร์เชียนจึงเบิกตากว้าง ทั้งร่างเกร็งขึ้นคล้ายจะลืมหายใจพานให้คนอื่นๆ ที่เห็นปฏิกิริยานั้นเดาได้ถึงตัวตนของบุรุษผู้นี้

“กระหม่อมบอกว่าอย่างไร” ผมหันไปมองหน้าชูร์เชียน

ไหนบอกว่าจะไม่ปรากฏตัวออกมาอย่างไรเล่า

“โกรธหรือ...ข้าขอโทษ อภัยให้ข้านะ” ชูร์เชียนเอ่ยขอโทษออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนรอบด้าน

องค์จักรพรรดิกำลังลดเกีรยติลงเพื่อขอโทษและขอให้อภัยต่อผม

ผมเชื่อว่ามีแทบนับคนได้ที่จะได้ยินคำขอโทษจากปากขององค์จักรพรรดิ

และหนึ่งในนั้นก็คือผม

“พระองค์...”

“ข้าทนไม่ไหวนี่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาคิดแทนข้า ความรู้สึกของข้าที่มีต่อหวังหมิ่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะมาคิดแทนได้” เอ่ยเสียงอ่อนกับผมเสร็จก็กดเสียงต่ำใส่คนของตระหูลหลี่ที่พากันก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างพร้อมเพียง

“ฝ่าบาท...กระหม่อมขออภัย...”

“ไม่ให้อภัย” ไม่ต้องรอให้เอ่ยจบชูร์เชียนสวนกลับทันที

“ยะ...อย่างไรตอนนี้หวังหมิ่นก็เป็นคนรักของพระองค์ ในฐานะที่พวกเราเป็นครอบครัวก็ควรจะได้สิ่งใดบ้าง” ผู้นำตระกูลหลี่สูดหายใจเข้าพยายามตั้งสติก่อนจะพูดต่อ

“ครอบครัว? หวังหมิ่นไม่ใช่ครอบครัวของพวกเจ้า”

“ฝ่าบาท” ผมหันไปเรียกเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะทำให้เรื่องบานปลาย

“...ก็ได้ เจ้าอยากได้สิ่งใด แต่ขอบอกไว้ถ้าต้องการจะได้รับการอภัยโทษก็เลิกหวังไปซะ” เพราะเสียงเรียกของผมทำให้ชูร์เชียนอ่อนลง

“...โทษที่กระหม่อมทำไม่อาจได้รับการให้อภัยกระหม่อมเข้าใจดี นับเป็นความผิดของกระหม่อมที่ทำเรื่องเลวร้ายส่งผลให้...”

“เข้าเรื่องสักที” ชูร์เชียนเร่งเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ร่ายไม่หยุดแถมพูดแต่น้ำไม่มีเนื้อสักชิ้น

“กระหม่อมต้องการสิดสอดค่าตัวของหวังหมิ่น”

“...” คำพูดที่ได้ยินทำเอาผมแทบจะสะกดกลั้นความโกรธไว้ไม่ไหว

คิดจะใช้ผมเพื่อเรียกเงินจากชูร์เชียน?!

เคยเห็นแต่ในบทละครไม่คิดว่าผมต้องมาเจอกับตัว

“ฮืม? สิดสอดงั้นรึ” รอยยิ้มของชูร์เชียนดูเยือกเย็นกว่าทุกที

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ได้ ข้าจะให้”

“ฝ่าบาท” ผมหันไปค้านด้วยสายตา

ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้นแม้แต่นิด

“ไม่เป็นไร ข้าจะให้” ชูร์เชียนตกลง

“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัย” ฝ่ายผู้เป็นพ่อยิ้มออกมาด้วยแววตาทอประกาย

“เพียงแต่แค่ครั้งเดียว ไม่มีใครให้สินสอดหลายรอบหรอกนะ”

“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ”

“จากนี้นับว่าหวังหมิ่นไม่ใช่คนของตระกูลเจ้าอีกต่อไป” ชูร์เชียนพูดต่อ

“เรื่องนั้น...” คำที่จะเอ่ยค้านถูกสายตาดุดันของชูร์เชียนขวางไว้อีกฝ่ายจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงยอมรับเงียบๆ

“สินสอดนั้นพวกเจ้ามีแรงหอบไปเท่าไรก็เอาไป”

จากนั้นชูร์เชียนสั่งการให้คนไปนำทรัพย์สินส่วนพระองค์มาซึ่งตอนแรกผมคิดว่าอย่างมากคงสักหนึ่งหีบแต่ที่ไหนได้กลับมาถึงสามคันรถแถมแต่ละคันยังมีของมากจนแทบล้นทะลักออกมา สายตาของคนตระกูลหลี่มองไปยังทรัพย์สมบัติตรงหน้าด้วยแววตาทอประกายละโมบวิ่งเข้าไปคว้าแก้วแหวนเงินทองราวกับคนบ้า ไม่มีใครหันมาสนใจผมแม้แต่คนเดียวเอาแต่กอบโกนของมีค่าเหล่านั้นใส่กระเป๋าให้ได้มากที่สุด

เป็นภาพที่ไม่น่ามองเอาซะเลย

“มากเกินไปแล้ว” ผมบอกชูร์เชียน

“น้อยไปด้วยซ้ำ หากต้องแลกกับเจ้าข้ายอมมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้” อีกฝ่ายส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้

“ข้าไม่ได้มีค่ามากขนาดนั้น” ทรัพย์สินทั้งหมดของชูร์เชียนผมแทบไม่อยากคิดถึงจำนวนเพราะดูจากรถม้าสามคันเบื้องหน้าก็รู้ว่านี่คงเป็นเพียงแค่เศษหนึ่งในร้อยหรือพันของทรัพย์สินทั้งหมด

“เจ้าประเมินตัวเองต่ำเกินไปแล้ว สำหรับข้าไม่มีสิ่งใดมีค่ามากไปกว่าเจ้า”

“ชูร์เชียน...”

“ไปกันเถอะ เจ้าไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่แล้ว”

“นั่นสิ” ดูเหมือนพวกเขาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีผมกับชูร์เชียนอยู่ด้วย

“ข้าจะพาเจ้าไปที่หนึ่ง” ชูร์เชียนโอบไหล่ผมให้หมุนตัวกลับไปยังม้าสองตัวที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน

“พวกเราไม่ได้จะกลับตำหนักหรือ” ผมถามกลับ

“ยัง”

“จะไปที่ใด”

“รอถึงก็จะรู้เอง” พูดจบชูร์เชียนก็ขึ้นไปบนอาชาสีดำสนิทหรือโม่อี้

ได้ยินเช่นนั้นผมก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ทำเพียงกลับขึ้นไปบนหลังเจ้าโคล่าแล้วควบหม้าตามหลังชูร์เชียนไปยังอีกฟากของประตู

ระหว่างทางแสงของดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว รอบข้างถูกประดับไว้ด้วยโคมไฟคอยให้แสงสว่างในยามค่ำคืน บริเวณที่ชูร์เชียนมุ่งหน้าไปเหมือนจะเป็นถนนอันเนืองแน่นไปด้วยผู้คน สองข้างของถนนเต็มไปด้วยร้านค้าซึ่งพวกเราควบม้าผ่านถนนเส้นนั้นไปยังถนนอีกเส้นซึ่งอยู่ไม่ไกล

เบื้องหน้าผมคือโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่สูงประมาณสามชั้น มองจากภายนอกก็รู้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมชื่อดัง ชาวบ้านปกติคงไม่มีโอกาสได้มาเยือนความหรูหราเช่นนี้บ่อยนัก ตัวผมเองก็ไม่เคยได้มาเยือนร้านนี้มาก่อน ตอนร่วมสังสรรค์กับทหารในกองไม่ได้มาร้านหรูขนาดนี้ อย่างมากก็แค่จองห้องส่วนตัวในโรงเตี๊ยมธรรดาเท่านั้น

ม้าของพวกเราถูกพนักงานพาไปดูแลยังคอกด้านข้างโดยมีพนักงานอีกสองคนพานำเข้าไปด้านใน ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสามและเลื่อนเปิดประตูของห้องหนึ่งให้

“จะรับอาหารเลยไหมเจ้าคะ” หนึ่งในพนักงานถามเสียงหวาน

“เอาเข้ามาเลย” ชูร์เชียนพยักหน้าตอบรับ

รอจนพนักงานออกจากห้องไปจึงเดินไปนั่งยังเบาะสีครามซึ่งมีโต๊ะตัวเตี้ยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในมุมติดกับหน้าต่างบานใหญ่ ผมมองอีกฝ่ายนิ่งภายในใจมีคำถามแต่คิดว่ายังไม่ถึงเวลาเลยเลือกที่จะนั่งลงยังฝั่งตรงข้ามของชูร์เชียน ยังไม่ทันได้เปิดบทสนทนาอาหารมากมายก็เรียงรายเข้ามาภายใน

จำนวนอาหารบนโต๊ะเท่าที่ไล่สายตามองก็มีมากกว่าสิบอย่างแต่ละเมนูถูกจัดแต่งอย่างงดงามชวนให้ลิ้มลองซึ่งส่วนมากเป็นเมนูที่ผมไม่คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งนั้น พนักงานสาวหลังเสิร์ฟอาหารเสร็จไม่ได้ออกจากห้องไปทันทีแต่ก้าวไปเลื่อนเปิดหน้าต่างให้สายลมอ่อนๆ พัดเข้ามาด้านในพร้อมกับภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนอันประดับด้วยหมู่ดาราและดวงจันทร์

“วันนี้เป็นวันพิเศษหรือ” ผมอดไม่ได้ที่จะถาม ผมกับชูร์เชียนไม่เคยออกไปกินข้าวข้างนอกด้วยกันมาก่อน

“ข้าแค่อยากจะใช้เวลาอยู่กับเจ้าอย่างผ่อนคลายบ้าง เจ้าดื่มได้รึเปล่า” ชูร์เชียนเทสุราสีใสลงในถ้วยของตัวเองก่อนจะกระดกรวดเดียว

“ไม่แน่ใจ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมก้มมองสุราสีใสในถ้วย

“เจ้าไม่เคยดื่ม?”

“หากเป็นสุราปกติหรือเบียร์ก็ดื่มบ่อยแต่กลับสุรานี้ข้าเพิ่งเคยเป็นครั้งแรก” เคยเห็นในห้างมีเหล้าขาววางขายอยู่แต่ไม่เคยซื้อมาลองสักครั้ง เห็นว่าค่อยข้างแรงทีเดียวไม่รู้ว่าจะเป็นชนิดเดียวกันรึเปล่า แม้จะไม่แน่ใจแต่ผมก็ยกถ้วยนั้นขึ้นมาลองจิบ...รสชาติหวานละมุลในปากทำเอาผมแปลกใจไม่น้อย

ไม่ได้ขมจนแสบคอเหมือนอย่างที่จินตนาการไว้ในตอนแรก ไม่เพียงแค่รสชาติดีและดื่มง่ายแต่ยังมีกลิ่นของดอกไม้อ่อนๆ ลอยมาด้วย ก่อนหน้านี้ผมอาจไปสังสรรค์บ่อยทว่าไม่ได้ดื่มเยอะด้วยเหตุผลง่ายๆ เพราะผมต้องเป็นคนลากพวกเขาที่เมาปลิ้นกลับห้อง

ขืนผมดื่มแล้วเมาไปคงไม่มีใครมีสติแล้ว

“เป็นอย่างไร”

“รสชาติดีมาก ข้าเพิ่งเคยลองเป็นครั้งแรก” ต่างจากสุราหรือเบียร์อื่นที่เคยลิ้มลองมาอย่างสิ้นเชิง

“สุราดอกท้อนับเป็นของขึ้นชื่อของแคว้นเผยซวา” ชูร์เชียนเล่าสลับกับคีบอาหารเข้าปาก

“สุราดอกท้อ? รสชาติเช่นนี้เองหรือ เคยได้ยินแต่ในภาพยนต์” ผมพึมพำมองดูกสุราสีใสในมือ ในหนังย้อนยุคมีการพูดถึงสุราอยู่ไม่น้อย ตอนเห็นคนแสดงจิบสิ่งที่เรียกว่าสุราดอกท้อผมก็คิดอยู่ว่าจะมีรสชาติเช่นไร

“ภาพยนตร์? คือสิ่งใด”

“เป็นเหมือนการแสดงน่ะแต่จะมีการใช้กล้องอัดการเคลื่อนไหวแล้วนำไปฉายอีกที” ผมพยายามคิดหาคำอธิบาย สำหรับคนในยุคดิจจิตอลการต้องมาอธิบายคำว่าภาพยนตร์ไม่นับว่าง่าย

“สถานที่ที่เจ้าจากมาแปลกประหลาดซะจริง” ฟังดูก็รู้ว่าชูร์เชียนไม่ได้เข้าใจความหมายที่ผมสื่อไปสักเท่าไร

“ตอนข้ามาที่นี่ก็คิดว่าแปลกประหลาดเช่นกัน”

“แคว้นเผยซวาของข้าแปลกหรือ แปลกอย่างไร” ชูร์เชียนเหมือนจะสนใจหัวข้อนี้เงยดวงตาสีดำขลับขึ้นมาประสาน

“ความจริงสำหรับที่นี่คงไม่เรียกว่าแปลกแต่สำหรับข้าไม่ชินกับการที่ต้องไว้ผมยาว พูดจาด้วยคำว่าข้าหรือขอรับรวมไปถึงวิธีการใช้ชีวิตที่ไม่มีทั้งโทรศัพท์หรือไวไฟ” หากเป็นคนที่ติดโซเซียลมากๆ คงได้อกแตกตายไปแล้วที่ไม่ได้เข้าเฟสหรือเล่นไลน์

ดีนะที่ถึงผมจะใช้พวกโซเซียลบ่อยแต่ไม่ได้ติดมากมาย

“ศัพท์แปลกๆ มาอีกแล้ว”

“ขออภัย” สำหรับที่นี่คำว่าโทรศัพท์หรือไวไฟคงจะฟังดูพิลึกไม่น้อย

“เจ้าพูดคล้ายจะบอกว่าอยากกลับไปที่นั่น...สถานที่ที่เจ้าจากมา” ชูร์เชียนวางถ้วยสุราลงประสานดวงตามาอย่างรอคอย

“ข้าไม่ปฏิเสธว่าเคยคิดอยากกลับไป”

“แค่เคยคิด?”

“อืม ช่วงแรกที่ข้ามาที่นี่ข้าอยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม กลับไปหาเพื่อนๆ หรือคนในหน่วยแต่พอได้ใช้ชีวิตอยู่หลายปีเข้าความอยากกลับไปก็แทบจะไม่หลงเหลือแล้ว” ยิ่งตอนนี้ผมมีชูร์เชียนอยู่ต่อให้สามารถกลับไปได้ผมคงเลือกที่จะไม่กลับไป

“เจ้าควรจะพูดว่าที่ไม่อยากกลับเพราะอยากอยู่กับข้า”

“ท่านพูดแทนข้าแล้ว” ผมอมยิ้มประโยคที่ได้ยินนั่น

“ข้าอยากได้ยินเจ้าพูดมากกว่า”

“ข้าอยากอยู่กับท่าน ดังนั้นข้าจึงไม่อยากกลับไป” ในเมื่ออีกฝ่ายอยากได้ยินผมก็จะพูดให้ฟัง

“หวังหมิ่น...”

“รีบกินเถอะ” ผมก้มหน้าหลบสายตาร้อนแรงที่ส่งมา จับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากสลับกับดื่มสุราดอกท้อจนหมด

“เขินหรือ” ชูร์เชียนถาม ต่อให้ไม่เงยหน้ามองก็รู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจับจ้องมา

“ท่านรู้อยู่แล้วนี่”

“อยากเห็นใบหน้าแดงๆ ของเจ้า”

“ชูร์เชียน” แค่นี้ผมก็อายจะแย่อยู่แล้ว

“อย่าเอาแต่ก้มหน้าเลย โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีวิวที่น่ามองมาก เงยหน้าขึ้นมองภาพด้านนอกเถอะ” เพราะถูกน้ำเสียงอีกฝ่ายชักชวนผมจึงทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ มองภาพของท้องนภายามค่ำคืนอันเต็มไปด้วยดวงดาวประดับเคียงคู่กับดวงจันทร์

“เป็นวิวที่ดีจริงๆ” ไม่ใช่ทุกร้านที่จะเห็นวิวเช่นนี้ได้ นับว่าเป็นภาพที่หายากทีเดียว

“ที่นี่ขึ้นชื่อมาก กว่าจะจองได้ก็ใช้เวลาไปพอควร”

“ต้องจองด้วยหรือ?”

“ใช่”

“ขอบคุณที่พาข้ามาชูร์เชียน”

“ข้าเคยบอกแล้วว่าหากเจ้าต้องการไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดหรือว่าที่ไหนขอเพียงเจ้าเอ่ยบอก ข้าจะหามาให้ทุกอย่าง จะพาเจ้าไปยังสถานที่ที่อยากไปไม่ว่าจะเป็นที่ใด” สายตาของชูร์เชียนที่มองมาส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ มือที่ถือตะเกียบอยู่ๆ ก็อ่อนแรงลงซะอย่างนั้น

ผมไม่เคยถูกใครบอกเช่นนี้มาก่อน

ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่ใครๆ ก็พูดได้ทว่าความจริงจังที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงทำให้ผมมั่นใจว่าหากมีสิ่งใดที่ผมต้องการเขาก็พร้อมที่จะหามันมาให้จริงๆ

“ข้ามีสิ่งหนึ่งที่ต้องการ” ผมเอ่ยออกไปพร้อมกับวางตะเกียบที่จับไม่อยู่ลงบนถ้วย

“สิ่งใด ข้าสัญญาว่าจะหามาให้อย่างแน่นอน” ชูร์เชียนพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้ผมพูด

“ท่านไม่จำเป็นต้องหาแต่อย่างใดเพราะสิ่งนั้นอยู่ที่ท่านแล้ว”

“เจ้าหมายถึงสิ่งใด” ชูร์เชียนขมวดคิ้วแน่นขึ้นเมื่อได้ยิน

“หัวใจ...ข้าอยากได้หัวใจของท่านชูร์เชียน” เสียงที่เอื้อนเอ่ยอาจไม่ดังนักแต่ก็มากพอให้อีกฝ่ายชะงักการเคลื่อนไหว ตะเกียบในมือค้างอยู่กลางอากาศไม่ยอมขยับไปไหน

“เจ้า...”

“ให้ข้าได้หรือไม่” ผมสะกดกลั้นความเขินอายเอ่ยขอซ้ำอีกครั้ง

“เจ้าอยากได้หัวใจของข้า?” อีกฝ่ายถามกลับคล้ายในหัวนั้นหยุดการประมวลไปชั่วคราว

“อืม ข้าอยากได้หัวใจของท่าน”

“อ่า...เช่นนั้นก็เอาไป ข้ายกใจทั้งดวงเลยหวังหมิ่น”

“ชูร์เชียน...”

“แต่ข้าให้แล้วไม่รับคืนนะ”

“ข้าไม่คืนหรอก” ทั้งที่ไม่ได้รับมาจริงแต่เพราะคำพูดนั้นทำเอาผมรู้สึกเหมือนในร่างกายตอนนี้มีหัวใจอีกดวงที่กำลังเต้นอยู่เคียงคู่กัน

“ในเมื่อข้าให้หัวใจข้าแล้ว เจ้าเล่าจะไม่ให้หัวใจดวงนั้นกับข้าสักหน่อยหรือ” ชูร์เชียนไม่ได้มองหน้าผมแต่จุดที่สายตานั้นมองอยู่คือบริเวณแผ่นอกด้านซ้ายหรือก็คือหัวใจของผม

“ข้าให้ท่านไม่ได้” ผมส่ายหัวน้อยๆ ขณะตอบ พยายามอย่างมากในการสะกดกลั้นรอยยิ้มของตัวเองไม่ให้ปรากฏออกมา

“ทำไมเล่า ทีข้ายังให้เจ้าได้เลย” คิ้วของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากันแน่น

“ข้าไม่อาจให้ได้เพราะหัวใจข้า...ให้ท่านไปแล้ว” พูดเองก็อายเอง ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะไหม้อยู่แล้ว

“เจ้า...หวังหมิ่น อย่าคิดว่ามีโต๊ะคั่นอยู่แล้วข้าจะลุกไปกอดเจ้าไม่ได้นะ” ชูร์เชียนแสดงให้เห็นว่าเขาทำได้จริงโดยการลุกขึ้นจากเบาะก้าวตรงมายังผมที่ขยับถอยหลังไปเล็กน้อย เพียงชั่วอึดใจตัวผมก็ถูกรวบเข้าไปกอดแน่น

กลิ่นไอจากตัวชูร์เชียนลอยคลุ้งในระยะประชิด เป็นกลิ่นที่หอมและชวนให้รู้สึกมึนเมายิ่งกว่าสุราดอกท้อซะอีก พอเห็นผมไม่ปฏิเสธอ้อมแขนนั้นก็ยิ่งได้ใจเริ่มลูบไล้แผ่นหลังผมผ่านเนื้อผ้า

“อึก...ชูร์เชียน” แม้ฝ่ามือนั้นจะลูบผ่านเนื้อผ้าทว่าผมกลับสัมผัสถึงความร้อนที่ส่งผ่านมาได้อย่างชัดเจน

มือของชูร์เชียนร้อนมาก

“เจ้ากำลังทำให้ข้าทนไม่ไหว” เสียงกระซิบข้างใบหูมาพร้อมกับลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารด

“ชูร์เชียน...”

 

 

“ข้าอยากได้ทั้งหมดของเจ้า ไม่เพียงแค่หัวใจแต่ยังอยากครอบครองร่างกายของเจ้าด้วย จะให้ข้าได้ครอบครองทั้งหมดของเจ้าได้รึเปล่า” น้ำเสียงนั้นมีอำนาจการชักชวนอย่างร้ายกาจ

ผมเฝ้าคิดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าหากวันนี้มาถึงผมคงต้องยินยอมที่จะเป็นฝ่ายรับเพราะอย่างไรชูร์เชียนก็แสดงออกว่าอยากครอบครองซะขนาดนี้

“...ข้าไม่เคยเป็นฝ่ายที่ต้องอยู่ด้านล่างมาก่อน” ผมซุกตัวกับไหล่นั้นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้ากระดากอาย

“ดีนี่...ดีที่สุดเลย ข้าจะได้เป็นคนแรกของเจ้าอย่างไรเล่า” ชูร์เชียนเหมือนจะดีใจกับคำสารภาพของผมมาก เขาดันผมให้นอนราบลงบนเสื่อ มือสองข้างเริ่มปัดป่ายสัมผัสไปทั่ว

“อ๊ะ...อย่าเพิ่ง” ผมเอ่ยห้ามใช้มือดันแผ่นอกที่กำลังทาบทับลงมา

“ทำไมเล่า” ชูร์เชียนหยุดชะงักการกระทำ

“...ไม่กินข้าวแล้วหรือ”

“ข้าอยากกินเจ้ามากกว่า”

“แต่...”

“อย่าคิดจะถ่วงเวลาเลย ไม่สำเร็จหรอกหวังหมิ่น” อีกฝ่ายพูดคล้ายจะรู้ทันเริ่มการเคลื่อนไหวอีกครา สาบเสื้อถูกแยกออกเผยให้เห็นช่วงไหล่และแผ่นอก

“หยุด ข้าอยากอาบน้ำก่อน” ผมดันอีกฝ่ายออกไปเป็นครั้งที่สอง

“ไว้เสร็จค่อยไปอาบด้วยกัน” ชูร์เชียนตอบหน้าตาเฉย

“ข้าจะไม่ยอมให้ทำทั้งที่ยังไม่อาบน้ำแน่” ครั้งแรกที่ได้ร่วมรักกันผมไม่อยากจะสกปรกหรอกนะ อีกอย่างต่อให้ผมเคยเป็นฝ่ายรุกก็รู้ดีว่าฝ่ายรับจำเป็นต้องทำความสะอาดและเตรียมตัวก่อนไม่ใช่อยากทำก็ทำได้เลย

“หวังหมิ่น” น้ำเสียงนั้นราวกับกำลังขอร้อง

“ท่านอยากทำไม่ใช่หรือ หากอยากทำก็รีบปล่อยให้ข้าไปอาบน้ำก่อนแล้วข้าจะให้ท่านทำ”

“เจ้ากำลังยั่วยวนข้า?”

“ข้าเปล่า” ฟังอย่างไรก็ไม่เห็นว่าจะเป็นการยั่วยวนตรงไหน

แค่พูดปกติเท่านั้นเอง

“ข้ายอมเจ้าก็ได้ ข้าเองก็จะไปอาบน้ำเช่นกัน รีบอาบล่ะข้าอยากสัมผัสเจ้าใจจะขาดแล้ว” ชูร์เชียนกระซิบน้ำเสียงอันเปี่ยมด้วยอารมณ์ข้างใบหูก่อนจะขยับตัวออกไป

ผมไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปขยับตัวลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยใบหน้าแดงก่ำก่อนจะก้าวยาวๆ ไปยังห้องด้านข้างหรือห้องอาบน้ำ โรงเตี๊ยมที่นี่เป็นเหมือนโรงแรมที่มีห้องน้ำครบครัน ด้วยความที่ไม่ใช่ฤดูหนาวจึงไม่จำเป็นต้องต้มน้ำก่อนอาบแต่อย่างใด

ความยากของการอาบน้ำในครั้งนี้คือการทำความสะอาดส่วนที่แทบจะไม่เคยได้แตะต้องนั่น กว่าผมจะทำใจและเตรียมพร้อมทุกอย่างพลังงานในร่างก็หายไปกว่าครึ่ง

พอผมก้าวออกมาจากห้องน้ำก็เห็นร่างของชูร์เชียนยืนกอดอกรออยู่แล้ว เส้นผมสีดำที่เปียกชื้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเพิ่งไปอาบน้ำมา

“ปะ...โอ๊ะ!” ยังไม่ทันได้อ้าปากถามผมก็ถูกคว้าแขนลากไปยังห้องด้านข้างซึ่งเป็นเตียงนอนขนาดใหญ่พอสำหรับนอนสองคน แต่เทียบขนาดห้องของชูร์เชียนเตียงใหญ่กว่า

ผมถูกพาเข้าไปด้านในก่อนจะถูกผลักเบาๆ ให้หงายหลังลงไปบนเตียง เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ไม่ได้ผูกให้แน่นนักทำให้สาปเสื้อแยกออกตามการเคลื่อนไหวเผยให้เห็นแผ่นอกเปลือยเปล่าไปเกือบถึงหน้าท้อง ส่วนชายชุดด้านล่างขยับอ้าออกโชว์ต้นขาข้างหนึ่งให้เห็นเต็มๆ ตา ภาพน่าอายเหล่านั้นตกอยู่ในสายตาของชูร์เชียนที่จับจ้องมาอยู่ข้างเตียง

“หวังหมิ่น...เจ้าช่าง...” ดวงตาสีดำขลับหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายกำลังจับจ้องเหยื่อที่ไม่มีทางหนีรอด ชุดสีเทาบนร่างนั้นถูกปลดออกในเวลาอันรวดเร็วเผยให้เห็นร่างกายอันงดงามและชวนให้หลงใหลในระยะใกล้

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมเบิกกว้างกับภาพแสนเย้ายวนตรงหน้า...ผิวพรรณขาวผ่องแสบจะส่องสว่างท่ามกลางความมืดแทนหมู่ดารา กล้ามเนื้อเรียงตัวสวยงามในทุกส่วนของร่างกายราวกับคนตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทวดาสักองค์ที่ลงมาล่อลวงมนุษย์

“...ชูร์เชียน”

“เจ้ามองเช่นนั้นข้าก็รู้สึกอายนะ” ชูร์เชียนขยับตัวคร่อมร่างผมปลดเสื้อผ้าที่ไม่อาจเรียกว่าเรียบร้อยออกไปจนร่างกายของเราทั้งคู่เปลือยเปล่า

“ชูร์เชียน...อ๊ะ!” เสียงครางของผมดังขึ้นยามลำคอถูกขบเม้ม

ความเจ็บจี๊ดแล่นเข้ามาในหัวทุกครั้งเมื่อชูร์เชียนขบหนักๆ ทิ้งล่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของไว้ทั่วลำคอก่อนจะเริ่มขยับลงมาหยอกเย้าแผ่นอกข้างหนึ่งด้วยปลายลิ้น ส่วนอีกข้างถูกฝ่ามือนุ่มๆ ขยำจนต้องเกร็งร่างกายขึ้น เสียงครางดังเป็นระลอกไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ยิ่งถูกสัมผัสอย่างช่ำชองผมก็มีแต่ต้องยอมรับความรู้ดีที่แล่นไปทั่วทั้งร่าง

ชูร์เชียนไม่ได้รีบร้อนที่จะทำ เขาค่อยเป็นค่อยไปราวกับกำลังลิ้มรสอาหารรสเลิศที่ต้องใช้เวลาในการชิม ค่อยๆ กระตุ้นอารมณ์ผมให้ทยานสูงขึ้นทีละน้อยผ่านฝ่ามือและปลายลิ้นซึ่งละเลงอยู่ทั่วทั้งร่าง

ผมที่ยังคงมีสติเหลืออยู่แต่ไม่มากนักไม่อยากที่จะนอนนิ่งๆ รับสัมผัสอยู่ฝ่ายเดียวจึงเอื้อมมือไปสัมผัสกับส่วนล่างของชูร์เชียนซึ่งตื่นตัวขึ้นมาไม่น้อยแล้ว

“อึก...หวังหมิ่น?” ตัวตนของชูร์เชียนกระตุกเบาๆ ก่อนจะขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมอดไม่ได้ที่จะตกใจ

“ใหญ่...เกินไปแล้ว” แค่ใช่มือสัมผัสผมยังรับรู้ได้ถึงขนาดที่ใหญ่โตเกินกว่าที่คาด ในฐานะที่เคยเป็นรุกผมว่าตัวเองก็ไม่ได้เล็กแต่พอมาเปรียบกับชูร์เชียนผมก็แทบจะไปหาปีบมาคลุมหัวซะเดี๋ยวนี้เลย

ทำไมถึงใหญ่ขนาดนี้

หรือเพราะเป็นสายเลือดมังกร?

“อย่าพูดสิหวังหมิ่น เจ้าอยากให้มันใหญ่กว่านี้หรือ” ชูร์เชียนอดใจไม่ไหวเงยหน้าขึ้นมาประกบปากมอบจูบอันดูดดื่มและร้อนแรงให้

“อื้อ~...อ่า...ชูร์เชียน...เดี๋ยว...ท่านคงไม่คิดจะเข้าไปเลยหรอกนะ” ผมรีบเอ่ยเตือนเมื่อเห็นชูร์เชียนจับขาผมแยกออกช้อนสะโพกผมให้ขึ้นไปเกยอยู่บนตัก ภาพใบหน้าแดงก่ำของชูร์เชียนที่อยู่ตรงหน้าหว่างขาตัวเองกระตุ้นอารมณ์ได้ดีจนเกือบจะทนไม่ไหว

“ข้าจะเตรียมพร้อมให้เจ้าก่อน” ของเหลวในขวดถูกเทลงบนฝ่ามือก่อนชูร์เชียนจะเริ่มใช้ปลายนิ้วรุกล้ำเข้ามา

“อึก...เจ็บ” รู้อยู่แล้วว่าครั้งแรกอย่างไรก็เจ็บแต่ไม่คิดว่าจะเจ็บทั้งที่เพิ่งเข้ามาเพียงนิ้วเดียว

แค่นิ้วเดียวยังเจ็บแล้วหากต้องรองรับความใหญ่โตนั้น...

แค่คิดก็อยากสลบแล้ว

“รัดแน่นไปแล้วหวังหมิ่น ผ่อนคลายหน่อย”

“ข้าทำอยู่...อื้ออ~” ผมพยายามผ่อนคลายทีละนิดยอมรับการรุกลานจนชูร์เชียนสามารถเพิ่มนิ้วและขยับได้ดั่งใจ

ความรู้สึกเจ็บแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกดี ยิ่งเมื่อปลายนิ้วนั้นไปสัมผัสโดนกับจุดอ่อนไหวภายใน ร่างกายผมก็สั่นเทิ้มขึ้นมา การแสดงออกของผมทำให้ชูร์เชียนเน้นย้ำจุดนั้นไม่หยุดสลับกับใช้มืออีกข้างรูดรั้งส่วนอ่อนไหวที่ตื่นตัวขึ้นของผมกระทั่งปลดปล่อยออกมา

“หันหลังได้ไหมหวังหมิ่น ข้าไม่อยากให้เจ้าเจ็บ” ชูร์เชียนถอนนิ้วออกขณะถาม

“อืม” ดูเหมือนอีกฝ่ายก็รู้ว่าสำหรับคนที่ไม่เคย การทำในท่าใดจะช่วยผ่อนคลายมากที่สุด

ผมพลิกตัวหันหลังให้ชูร์เชียน ซุกหน้าลงกับหมอนด้วยท่วงท่านี้ทำให้ช่วงสะโพกลอยขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ชูร์เชียนขยับเข้ามาทาบทับจากด้านหลังค่อยๆ เติมเต็มส่วนร้อนผ่าวเข้ามาภายใน

ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วร่าง ร่างกายเกร็งขึ้นจนไม่สามารถเข้ามาได้มากกว่านี้ ชูร์เชียนเองก็รับรู้และไม่ฝืนรอจังหวะที่ผมผ่อนคลายพาตัวเองเข้ามาทีละน้อยอย่างไม่รีบร้อน ผ่านไปสักพักใหญ่ในที่สุดความใหญ่โตนั่นก็เข้ามาอยู่ภายในตัวผมทั้งหมด

ร่างกายเหมือนกำลังถูกแยกออก มีเพียงความจุกและเจ็บที่ประดังเข้ามาไม่หยุด

“ไหวไหมหวังหมิ่น เจ้ารัดแน่นมากเลย” ชูร์เชียนเอ่ยถามพลางลูบสะโพกที่สั่นระริกของผมแทนการปลอบ

“...จุก...เจ็บ”

“เช่นนั้นให้ข้าเอาออก...”

“อย่า...อย่าเอาออก” ผมค้านทันควัน กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วจะเอาอออกเพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างนั้นหรือ

“แต่เจ้าดูทรมานมาก” น้ำเสียงของชูร์เชียนแฝงไปด้วยความกังวลปนห่วงใย

“ข้าไม่เป็นไร...ค่อยๆ ขยับเถอะ”

“แน่ใจนะ” อีกฝ่ายถามซ้ำ

“อืม...อ๊ะ!” ทันทีที่ผมตอบรับชูร์เชียนไม่รอช้าเริ่มขยับตัวด้วยจังหวะเนิบนาบ ดึงส่วนนั้นออกเล็กน้อยแล้วดันเข้ามาใหม่ทำเป็นนี้ซ้ำๆ จนผมสามารถผ่อนคลายได้

พอเห็นว่าผมผ่อนคลายความเร็วในการขยับเคลื่อนไหวก็มากขึ้น ทั้งเร็วและรุนแรงเสียดสีจุดไวสัมผัสด้านในเรียกเสียงครางของผมให้ดังขึ้นพร้อมกับร่างกายสั่นๆ ยามได้รับการเติมเต็ม ชูร์เชียนใช้มือจับสะโพกผมไว้แน่นสวนกายเข้าออกไม่หยุดด้วยจังหวะที่ทำเอาร่างผมแทบละลาย

อุณหภูมิภายในร่างทยานสูงขึ้นเช่นเดียวกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังก้องไปทั่วห้อง ร่างกายถูกโยกคลอนพร้อมกับการเร่งจังหวะการเคลื่อนไหว

“อื้ม...เจ้ารัดข้าแน่นเลย” ชูร์เชียนเปลี่ยนมาคร่อมแผ่นหลังผมพรมจูบสร้างรอยไปทั่วแผ่นหลังในขณะที่สะโพกยังคงขยับไม่หยุด

“อ๊ะ! ชูร์เชียน...อื้ออ~!” หลังจากความเจ็บปวดหายไปความรู้สึกดีปนเสียวซ่านแล่นเข้ามาราวกับคลื่นที่โถมซัดฝั่งต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีเว้นว่าง

มือสองข้างของผมกำผ้าปูที่นอนแน่นพยายามดึงสติไม่ให้หายไปเพราะความรู้สึกหวาบหวามที่ได้รับ ตัวตนของชูร์เชียนเติมข้างในผมจนเต็ม รับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายรู้สึกดีเพียงใดยามได้อยู่ข้างในตัวผม

“หวังหมิ่น...ดี...อ่า”

“ชูร์เชียน...อ๊ะ! เร็ว...อึก”

“เร็วอีก?”

“เร็วไป...อ๊าา~!” ยิ่งพูดเหมือนยิ่งยุ ชูร์เชียนเพิ่มจังหวะโหมกระหน่ำใส่ผมพร้อมใช้มือรูดรั้งส่วนอ่อนไหวของผมที่แข็งขืนขึ้นตามอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้ากระทั่งปลดปล่อยออกมาอีกครา ชูร์เชียนเคลื่อนไหวอีกไม่กี่ทีก็หยุดการเคลื่อนไหวปลดปล่อยเข้ามาภายใน

“รู้สึกดีมาก...ขออีกรอบได้รึเปล่า” ชูร์เชียนขยับตัวมาแนบชิดกระซิบขอข้างใบหู

“ฮะ?”

“ครั้งนี้อยากเห็นหน้าเจ้าตอนทำด้วย” พูดจบอีกฝ่ายก็จับตัวผมพลิกกลับไม่รอฟังคำอนุญาต สะโพกลอยขึ้นก่อนความแข็งขืนนั้นจะรุกล้ำเข้ามาอีกครา

“เดี๋ยว...อ๊ะ! ชูร์เชียน...อื้อออ~” สุดท้ายผมก็จำต้องยินยอมให้ชูร์เชียนขยับเคลื่อนไหวตามใจจนปลดปล่อยออกมาอีกรอบกิจกรรมอันดุเดือดจึงได้สิ้นสุดลง

เสียงหอบหายใจของผมยังคงดังไม่หยุด ความเหนื่อยหลังการร่วมรักสำหรับฝ่ายรุกนับว่าอิ่มเอมทว่าสำหรับฝ่ายรับนั้นไม่ใช่ ร่างกายช่วงล่างชาจนแทบไม่รับรู้ความรู้สึกใด ทำได้เพียงนอนนิ่งๆ อยู่ในวงแขนนของชูร์เชียนที่กอดรัดไม่ปล่อย

พวกเรานอนกอดกันอยู่บนเตียงโดยปราศจากเสื้อผ้าสักชิ้นซึ่งผมกลัวเหลือเกินว่ามังกรยักษ์จะตื่นจากการหลับใหลขึ้นมาอีกครั้ง

บอกเลยว่าตอนนี้แค่จะขยับตัวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

“เป็นอย่างไรบ้าง...ข้าฝืนเจ้ามากไปรึเปล่า” ชูร์เชียนกระซิบถาม

“ท่านควรหยุดที่รอบเดียว” ผมตอบไปตามจริง

“ก็เจ้าทำให้ข้าทนไม่ไหว”

“ข้าไม่ได้ทำอะไร” ไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว

“เจ้าทำ...ทำให้ข้ารัก...ทำให้ข้าหลง...ทำให้ข้าไม่อาจขาดเจ้าได้” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยทำเอาอุณหภูมิบนใบหน้าผมเพิ่มสูงขึ้น

“...ขาดไม่ได้จริงหรือ” ผมเอียงศีรษะไปมองคนด้านหลังเล็กน้อย

“เจ้าไม่เชื่อข้า?”

“ขอข้าเห็นกับตาก่อนจึงจะเชื่อ”

“แล้วเจ้าจะทำเช่นไร...อย่าบอกนะว่าคิดจะไปจากข้า?” ชูร์เชียนถามคล้ายจะรู้ทัน

“เป็นความคิดที่ดีไหม”

“ไม่ดีสักนิด ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปจากข้าแน่นหวังหมิ่น” วงแขนกระชับแน่นขึ้นขณะร่างกายเปลือยเปล่าเบียดเข้ามาประชิดจนไม่เหลือช่องว่าง

“ข้าล้อเล่น...ข้าไม่ไปจากท่านหรอก” ผมบอก

“เจ้าพูดแล้วนะหวังหมิ่น”

“อืม ข้าจะอยู่กับท่านนับจากนี้...และตลอดไป” นี่คือคำสัญญาที่ผมจะมอบให้กับเขา

ตั้งแต่วันแรกที่มาเยือนยังสถานที่ที่ไม่คุ้นตาผมคงจบชีวิตลงไปแล้วหากไม่ได้รับความเมตตาจากชูร์เชียน แม้จะได้รับอิสระแต่ผลสุดท้ายก็ถูกดึงกลับเข้ามาอยู่ในข้างกายอยู่ดี

มันอาจเป็นโชคชะตาหรือฟ้าลิขิตที่ทำให้พวกเราได้มาเจอกัน

จากคนที่อยู่กันคนละโลกได้มาเจอและรักกัน

เป็นความรักที่ผมเคยฝันว่าอยากมีในสักวันและวันนี้ผมก็ได้มีแล้ว...

“หวังหมิ่นข้ารักเจ้า” เสียงทุ้มนุ่มอันอ่อนโยนของชูร์เชียนดังก้องอยู่ภายในหัวใจของผม

“ข้าก็รักท่านชูร์เชียน” ผมตอบรับความรักอันเปี่ยมล้นนั้นด้วยการพลิกตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย มอบจุมพิตเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเปี่ยมสุข

..........................จบบริบูรณ์............................. 

 

ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงตอนจบแล้ววว

เราเพิ่งมาคิดได้ว่าไม่ค่อยพูดถึงครอบครัวของหวังหมิ่นวันนี้จึงขอพูดถึงก่อนจะจบเรื่องสักหน่อย

ดีใจมากๆ ที่สามารถแต่งเรื่องนี้จบลงได้ด้วยดี

เป็นเรื่องแรกที่รู้สึกว่ายากในการแต่งแต่ก็ยังยากที่จะแต่งอีก

เพราะไม่เคยแต่งแนวนี้เลยอยากลองเป็นเรื่องสั้นก่อน ไม่รู้ทำไมแต่งไปแต่งมากลายเป็นเรื่องยาวซะอย่างนั้น 555+

เราตั้งใจไว้ว่าจะมีเรื่องแนวจีนอีกแต่อาจเป็นในนาคตอีกไกลลลล

ดีใจที่ทุกคนติดตามกันมาถึงตอนจบนะคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ

สำหรับเรื่องการรวมเล่นนั้น มีค่ะแต่คงอีกนานเลยต้องแต่งตอนพิเศษกับรอทำปกอีกเร็วสุดก็คงปีหน้าค่ะ

หากมีความคืบหน้าจะอัพเดทเรื่อยๆ นะคะ

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น