facebook-icon

ในเมื่อลูกชายตัวเล็กของเขาดันมาเรียกผมว่า 'หม่าม้า' งั้นไหนๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว ขอลองจีบยากูซ่าตัวพ่อดูสักครั้งก่อนตายแล้วกัน!

ตอนที่ 2-14 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-14 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด

คำค้น : ตกหลุมร้าย ยากูซ่าพ่อลูกติด นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.1k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ย. 2562 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-14 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด
แบบอักษร

ไดกิทำเพียงมองนิ่งๆ มันเป็นวิวที่ควรมอง และน่าเสียดายจนอยากจะเอามือถือมาถ่ายภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเขา 

เมื่อคืนกกกอดคนตัวเล็กที่ใช้ปากทำให้เขาพอใจจนถึงช่วงตีสาม จากนั้นก็พามินจุนที่ผล็อยหลับไปล้างตัวแล้วพามานอนที่ห้องโทมะ แน่นอนว่าเวลาอาหารเช้ายังคงเป็นเวลาเดิม แต่ถ้าหากมินจุนมีความกล้าเอ่ยขอเลื่อนเวลาก็อาจจะเลทได้สักครึ่งชั่วโมง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ พวกเขาจึงมาพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารในเวลาหกโมงครึ่งเหมือนเดิม 

มือที่ใช้ถือช้อนกับศีรษะของมินจุนกวัดแกว่งไปมาจนกลายเป็นภาพหาดูได้ยาก คนเราสามารถสัปหงกได้ขนาดนี้เลยเหรอ ไดกิถึงกับนับถือ แต่ไม่รู้เพราะอะไรศีรษะของโทมะถึงสั่นไปมาเป็นสปริงเหมือนกัน นั่งง่วงทั้งๆ ที่ถือช้อนอยู่ในมือตั้งแต่เมื่อห้านาทีก่อน  

ร่างสูงม้วนผ้าเช็ดปากที่วางอยู่ข้างตัวให้แน่น ด้วยอารมณ์โมโหเล็กๆ  

หลังจากศีรษะของมินจุนเอนไปซ้ายทีขวาที ชั่วพริบตาเดียวไดกิก็โยนผ้าเช็ดปากไปทางหน้าผากอีกฝ่ายอย่างแรง  

กระสุนทะลุผ่านหัว! มินจุนคิดอย่างนั้นพลางกุมหน้าผากตัวเองแน่น ความเจ็บปวดทำเอาหายใจไม่ออก จากนั้นก็ลดมือลงแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากไดกิ 

“อึก! ไดกิ กระสุนที่หน้าผาก.... ใครยิงกระสุนใส่ผม....” 

“อย่าสัปหงกตอนกินข้าว ถ้านายยังทำอีกระวังจะเจอของจริง เข้าใจไหม” 

“ครับ!” 

ร่างบางปิดปาก ‘ฉับ’ ตอบรับเสียงดังแล้วหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง โทมะเองก็ตื่นเพราะความวุ่นวายเมื่อครู่ ก่อนจะรีบตักข้าวอย่างเร่งรีบเพราะมินจุนโดนดุ ตักข้าวเข้าปากแท้ๆ แต่ไม่สามารถตั้งสติได้จนมันเข้าปากครึ่งหนึ่ง เข้าจมูกครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่คิดจะหยุดมือที่ตักข้าวกิน 

 

“เอากล่องข้าวไปทำไมครับ ไปซื้อกินเอาก็ได้! ที่นั่นมีหมดแหละครับ” 

มินจุนพูดกับเคนตะที่กำลังจัดกระเป๋าใบโตเตรียมของนู่นนี่นั่นไปมากมาย ตัวเขาไม่ชอบแบกของไปไหนมาไหนด้วย โดยเฉพาะเวลาไปสวนสนุก นอกจากกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์แล้วก็จะไม่พกอะไรไปอีก เพราะถ้าของเยอะมันเที่ยวเล่นไม่สะดวกสักเท่าไร มันเป็นสัจธรรมของชีวิตไม่ใช่เหรอ ยากูซ่าไม่รู้จักแม้กระทั่งหลักการใช้ชีวิตง่ายๆ พวกนี้เลยหรือไงนะ 

“บอสไม่ดื่มน้ำมั่วๆ ครับ แล้วถ้าซื้อของกินที่นั่น อาจจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น....” 

“อุบัติเหตุ? ยาพิษอะไรพวกนั้นเหรอครับ” 

แววตาของเคนตะจริงจังขึ้นมา ทั้งๆ ที่เขาพูดเล่นๆ ติดรำคาญด้วยซ้ำ ทว่าอีกฝ่ายกลับมีท่าทางจริงจังจนทำให้มินจุนเสียใจที่ถามออกไปแบบนั้น 

“งั้นเราอย่าพูดเรื่องน่ากลัวนะครับ เวลาคุณเคนตะพูดทีไร ผมรู้สึกเหมือนเป็นจริงทุกที” 

“ก็เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครับ ท่านจินทาโร่ บอสรุ่นที่ห้าของอูเอยามะ......”  

“หยุดเลย คุณเคนตะ ผมจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้นแล้ว วันนี้คือวันร่าเริงสดใส! เป็นวันที่ทุกคนจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน พอไปถึงแล้ว ผมจะซื้อแฮมเบอร์เกอร์ ซื้อสายไหมให้โทมะกิน แล้วก็เล่นกันอย่างสนุกสนานเลย เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องสนุกไปด้วยกันนะครับ เข้าใจไหม ส่วนบอสของคุณน่ะ ผมจะปกป้องเอง ใช่แล้ว เดี๋ยวผมจะเป็นกิมีซังกุง[1]ให้เอง ไม่ต้องกังวลนะครับ” 

“กิมีซังกุงเหรอครับ” 

“เอ่อ ก็แบบ... หมายถึงผมจะลองกินก่อน ถ้ามันโอเค ไดกิก็กินได้ ประมาณนั้นแหละครับ” 

คิ้วของเคนตะขยับไปมาเป็นคลื่นหลังมองท่าทางเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมของคนตรงหน้า มันติดเป็นนิสัยไปแล้วเวลาเจอเรื่องตัดสินใจลำบาก จากนั้นจึงเอาข้าวกล่องที่โชทำเตรียมไว้ออกอย่างช่วยไม่ได้ จนเหลือเพียงน้ำเปล่าสองขวด ก่อนจะเอากระเป๋าสะพายหลัง  

“หม่าม้า ตงนี้ตึกๆ ตึกๆ เยย” 

แน่นอนว่าวันนี้โทมะสวมเสื้อผ้าแบบคัพเพิลลุคในฝัน กางเกงยีนส์กับเสื้อแมนทูแมนสีขาวลายหยดน้ำ พร้อมห้อยโคอาล่าไอเทมยอดฮิตในช่วงนี้ไว้ที่ไหล่หนึ่งตัว เด็กน้อยวางมือบนสะดือพลางมองมินจุน 

“หื้อ เจ็บตรงไหน” 

“อื้อออ มะใช่ ตงนี้ตึกๆ เจยๆ” 

ท่าทางบ่งบอกว่ากำลังตื่นเต้นทำเอามินจุนทั้งเอ็นดู ทั้งเจ็บปวด โทมะไม่รู้จักแม้แต่การเล่นสนุกพื้นฐานทั่วไปด้วยซ้ำ สำหรับชีวิตเด็กอายุสามขวบจะมีอะไรได้บ้าง ก็แค่เล่นกับเพื่อน กิน อาบน้ำ แล้วก็กินอีกรอบ วนอยู่แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ แต่โทมะไม่มีเพื่อนเล่นสักคนเดียวด้วยซ้ำ  

เขาเลยคุกเข่าลงหน้าแล้วดึงเด็กชายเข้ามากอด 

“ไม่เป็นไร เวลาเราสนุกมันก็จะตึกๆ แบบนี้แหละ หม่าม้าเองก็เป็นเหมือนกัน จับดูสิ” 

จากนั้นก็จับมือน้อยๆ มาทาบบนหัวใจของตัวเอง มันเกิดอาการเต้นผิดปกติเพราะมีความสุขที่จะได้ใช้เวลากับไดกิทั้งวัน 

“ว้าวว ตึกๆ เหมือนกังเยย” 

อะไรกัน ของเราก็เต้นเร็วมากเลยเหรอ ร่างบางหัวเราะกับท่าทางของโทมะ โทมะเองก็กอดคอหม่าม้าหัวเราะลั่น 

ทว่าทันทีที่อิสึกิและฮาคุโตะในชุดสูท คาดแว่นกันแดดไว้บนศีรษะเดินเข้ามาในห้อง เสียงหัวเราะเปี่ยมความสุขของมินจุนก็มลายหายไปภายในชั่วพริบตาราวกับจุดไฟบนเชือกไนลอน หลังจ้องมองไปทางชายหนุ่มทั้งสองคน 

เดิมทีเขาตั้งใจจะไปกับโทมะ แล้วก็ไดกิแค่สามคน แต่ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ไม่มีทางยอมปล่อยให้บอสไปคนเดียวเด็ดขาด ทั้งคู่พร้อมจะคว้านท้อง แถมเคนตะเองก็ประท้วงด้วยความเงียบเหมือนคนพร้อมจะตายเช่นกัน สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจให้ไปด้วยกันทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเงื่อนไขของมินจุนมีเพียงข้อเดียวคือ ขอให้ไปแบบไม่ใช่ยากูซ่า ทว่าตอนนี้กลับโดดเด่นยิ่งกว่ายากูซ่าซะอีก! หลังได้เห็นทั้งสองคนปรากฎตัวพร้อมชุดสูทไม่ต่างอะไรกับบอดี้การ์ด ร่างบางเบนสายตาไปทางพวกเขา 

“ผมให้เวลาสิบนาที ไปเปลี่ยนชุดให้เป็นชุดคนธรรมดา... ไม่สิ กับคนพวกนี้ต้องระบุให้ชัดเจน ไปเปลี่ยนใส่กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต แล้วก็เสื้อโค้ตแทน เข้าใจไหมครับ สิบนาทีนะครับ แต่บางทีอาจจะหมดโอกาสก่อนเวลาก็ได้ ถ้าเกิดไดกิเดินออกมาจากห้องนั้น แล้วบอกว่า ‘ไปได้แล้ว’ เร็วเข้า รีบไปสิครับ” 

พออาศัยอยู่กับบอสยากูซ่ามาสามเดือน น้ำเสียงของมินจุนก็ไม่ต่างอะไรกับบอสมาเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่าหากสุนัขอาศัยอยู่ในสำนัก ก็กลายเป็นผู้ดูแลสำนักคนต่อไปได้ เมื่อได้รับคำสั่งฮาคุโตะและอิสึกิจึงพากันวิ่งออกไปอย่างเกรงกลัว 

มินจุนมองพวกเขาพลางส่ายหน้าไปมา ยังไม่ต้องคิดไปถึงดีแลนด์เลย แค่นี้ก็รู้สึกเหนื่อยอกเหนื่อยใจตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวออกจากบ้านแล้ว และจังหวะนั้นประตูห้องของไดกิก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฎตัวของเจ้าของห้อง 

เขาอุทานว่า ‘ว้าว!’ ออกมาอัตโนมัติ ตอนแรกกะว่าจะเอ่ย ‘สายแล้วนะครับ!’ ดักอีกฝ่าย แต่มินจุนกลับปรบมือรัวๆ เสียงดังและชื่นชมเซนส์ในการแต่งกายสไตล์ชุดออกรอบตีกอล์ฟอย่างเหมาะสม 

“ไปได้แล้ว ฮาคุโตะกับอิสึกิล่ะ” 

สายตาของร่างสูงไถ่ถามไปทางเคนตะ แต่มินจุนที่กำลังจับมือโทมะอยู่ก็รีบตอบทันที  

“แต่งตัวอย่างกับบอดี้การ์ด ผมเลยบอกให้ไปเปลี่ยนชุดมาใหม่ครับ เดี๋ยวไปเจอกันที่รถเลย” 

ไดกิจึงหยุดก้าวเดิน แล้วหันมามองมินจุนตั้งแต่หัวจรดเท้าช้าๆ ก่อนจะเบนสายตาลงมามองลูกชายที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ 

ชายหนุ่มจ้องมองทั้งสองคนที่สวมชุดแบบคัพเพิล ห้อยโคอาล่าบนเสื้อโค้ตคนละตัวด้วยใบหน้าดุดัน 

“นั่นอะไร” 

“อะไร... หมายถึงอะไรเหรอครับ” 

มินจุนอมยิ้มยักไหล่ขึ้นลงเหมือนไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายพูดถึงอะไร 

“ชุด!” 

ไดกิทำหน้าเครียดชี้ไปที่โคอาล่าบนไหล่ 

“อะ... อ๋อ เสื้อโค้ตไง! ช่วงนี้กำลังฮิตเลยนะครับ หมดแล้วหมดเลยไม่มีขายอีก เป็นเสื้อโค้ตคู่ของพ่อแม่กับลูกๆ มีแพนด้า สิงโต หนู มีทุกอย่างเลยครับ อ๊ะ ไม่มีเสือดาวแฮะ น่าเสียดาย! แต่พวกเราใส่ได้แค่สีฟ้านี่นา ถึงมีก็ซื้อไม่ได้อยู่ดีเนอะ ฮ่าๆ ทำไมเหรอครับ ไม่ชอบโคอาล่าเหรอ” 

ร่างบางอธิบายรัวราวกับปืนกล ไดกิดูปวดหัวมากก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง รู้สึกไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้วจึงตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา 

“ไปเดินห่างๆ” 

 

โชคดีที่วันนี้ไม่ใช่รถเบนซ์สีดำ แต่เป็นรถยนต์ธรรมดาๆ ผลิตในประเทศ มินจุนอุ้มโทมะนั่งบนคาร์ซีต แล้วคว้ามือไดกิที่กำลังจะเดินไปนั่งรถคันหน้าไว้ 

“วันนี้นั่งกับโทมะนะครับ ก็ปิกนิคกับครอบครัวนี่นา...” 

ชายหนุ่มมองใบหน้าขึ้นสีแดงราวกับเขินอายของคนตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ สะบัดมือออกจากการเกาะกุมเบาๆ  

“ฉันกับลูกไม่นั่งรถคันเดียวกัน โทมะเองก็รู้ดี” 

หลังจากมินจุนได้รับความกระทบกระเทือนจากประโยคนั้นจนหัวใจสั่นไหว รถยนต์จึงเคลื่อนตัวออกจากบ้านและใช้เวลาครู่หนึ่งก็ขึ้นทางด่วน คนตัวเล็กนั่งเงียบพลางคิดทบทวนคำพูดของไดกิ แม้แต่เขาเองก็ยังพอเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่ง อีกคนจำเป็นจะต้องอยู่รอด จู่ๆ มินจุนก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ได้แต่ส่ายหัวแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับมาหาโทมะที่เขย่ามือของเขาอยู่ 

 วันนี้จะเที่ยวให้สนุกเลย ต้องลงทุนขนาดไหนกว่าจะได้เวลานี้มา ช่วยตัวเองให้คนอื่นดูอะ! แล้วยังต่อหน้าหมอนั่นอีก ใช่ๆ ไม่ต้องคิดอะไร เที่ยวให้สนุกเถอะ 

“โทมะ เรามาร้องเพลงกันไหม” 

“อื้อ” 

“เพลงภาษาเกาหลีนะ ฟังดีๆ ล่ะ” 

“หมีสามตัวอยู่บ้านเดียวกัน...” 

“หมีฉามตัวยุบ้างเดียวกัง...” 

“มีพ่อหมี มีแม่หมี มีลูกหมี...” 

“มีพ่อหมี มีแม่หมี มียูกหมี...” 

 

[1] กิมีซังกุง ชื่อเรียกผู้มีหน้าที่ชิมอาหารของพระราชา ก่อนที่พระราชาจะเสวย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว