ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 2

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2563 01:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 2
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 2 

เด็กหนุ่มนั่งพักสายตาได้ไม่นานก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อประตูบานเดิมถูกเปิดเข้ามาอย่างแรง

“คุณชาย! คุณชายของข้าฟื้นแล้ว!” เสียงของผู้บุกรุกดังมาแต่ไกลพร้อมเสียงสะอื้นไห้

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยใจก่อนจะหันไปหาคนมาใหม่ ตั้งใจบอกอีกคนให้เบาเสียงลงสักนิดได้ไหมเพราะตอนนี้เขาปวดหัวเหลือเกิน

“คือคุณครับ...” แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากเขาก็ต้องชะงักนิ่ง

คนมาใหม่ในชุดเสื้อสั้นกางเกงขายาว ผมครึ่งศีรษะถูกมวยเก็บเรียบร้อย กำลังวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา

“คุณชาย คุณชายฟื้นแล้ว” คนผู้นั้นทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียงตั่งก่อนจะจับมือของเขาไปแนบที่แก้มแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร

“ลู่หลิ่ง...” ซือเป่าเรียกบุคคลตรงหน้าที่มีใบหน้าเดียวกันกับน้องชายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“คุณชายว่าอย่างไรนะขอรับ หิวน้ำหรือขอรับ” อีกคนปาดน้ำตาก่อนจะกุลีกุจอไปรินช้ำชาใส่จอกมายื่นให้

“ลู่หลิ่งนี่แกล้งพี่ใช่ไหม” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเมื่อคิดเอาเองว่าเขากำลังอยู่ในรายการวาไรตี้อะไรสักอย่างที่ชอบสร้างสถานการณ์จำลอง แกล้งผู้เข้าร่วมรายการ

“คุณชายกล่าวถึงสิ่งใด ไยข้าจะกล้าทำเช่นนั้นขอรับ” คนที่ตาบวมแดงเอียงคอถามด้วยความไม่เข้าใจ

“มีกล้องซ่อนอยู่ล่ะสิ พี่คงเชื่อถ้าเราไม่โผล่มา” ซือเป่าว่าพลางคว้าจอกในมืออีกคนมากระดกดื่มแก้กระหายก่อนจะมองซ้ายขวาพร้อมรื้อไปตามผ้าม่านเพื่อหากล้อง

การที่มือเท้าไร้เรี่ยวแรงน่าจะเป็นผลจากที่เขาจมน้ำ ส่วนผมที่ยาวก็คงเป็นวิกผมสินะ

“โอ๊ย!” แล้วเขาก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อลองกระชากผมตัวเองอย่างแรง

...เจ็บ! เจ็บอย่างกับผมจริงๆ นี่ใช้เทคนิคอะไรในการต่อผมเนี่ย

“คุณชายเป็นอะไรขอรับ ดึงผมตัวเองทำไม?” คนที่ยืนมองอยู่เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

“พี่ไม่เล่น กลับกันเถอะป่านนี้ปู่กับย่าเป็นห่วงแย่แล้ว” ซือเป่าว่าออกไปด้วยความหงุดหงิด

เขาตกน้ำจนมีสภาพร่างกายแบบนี้ยังจะโดนเอามาออกรายการบ้าๆ อะไรนี่อีก แถมน้องชายยังให้ความร่วมมือ พูดจาอย่างกับคนโบราณที่ฟังแล้วโคตรน่าเวียนหัว

“คุณชายจะไปไหนขอรับ อย่าพึ่งลุกขอรับ คุณชาย!” เอ่ยห้ามยังไม่ทันขาดคำ ผู้เป็นนายที่พยายามลุกออกจากเตียงก็แทบหน้าคะมำลงไปกับพื้น ดีที่เขาคว้าเอาไว้ได้ทันไม่เช่นนั้นคงโดนโบยจนหลังลายเป็นแน่

“พี่เป็นอะไรทำไมพี่ไม่มีแรง” ซือเป่าหันไปถามคนที่เข้ามาช่วยพยุง แต่ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น

“อาตง! อาตงฟื้นแล้วเหรอลูก”

เด็กหนุ่มคงไม่ชะงักค้างหากสตรีในชุดโบราณเหมือนในซีรีส์ย้อนยุคที่กำลังเดินเข้ามา โดยมีคนคอยช่วยพยุงนั้น ไม่มีใบหน้าเดียวกันกับมารดาซึ่งจากไปพร้อมผู้เป็นบิดาเมื่อหลายปีก่อน

“อาตง ฮึก อาตงลูกแม่ ฮึก” มือซูบผอมสั่นเทาด้วยแรงสะอื้น ยกขึ้นมาทาบลงบนแก้มของเด็กหนุ่มเอาไว้ด้วยความอาทร

ดวงหน้าแสนอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาที่เขาจำได้ไม่เคยลืมอาบไปด้วยน้ำตา

คนตรงหน้าช่างดูผอมแห้งและไร้เรี่ยวแรง จนเขารู้สึกว่าหากแตะต้องหรือถูกลมพัดแม้เพียงเล็กน้อยอีกคนคงเลือนหายไป

เด็กหนุ่มกุมมือที่อยู่บนแก้มของตัวเองเอาไว้เพื่อยืนยันความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาว่ามันคือเรื่องจริง

เมื่อยืนยันแน่ชัดเขาก็ทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็นมารดาก่อนจะโผเข้ากอดเอวบางเอาไว้แน่น

“แม่...แม่ครับ” ด้วยความคิดถึงที่มีอยู่เต็มอก ซือเป่าก็มิอาจห้ามสายน้ำตาเอาไว้ได้

สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ เรียกน้ำตาคนรอบข้างที่มองอยู่ให้ไหลริน

หนึ่งคนร้องไห้ด้วยความคิดถึงบุคคลที่ไม่สามารถมีโอกาสได้พบเจอกันอีก

ส่วนอีกคนร้องไห้ด้วยความดีใจเมื่อคนที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจฟื้นคืนกลับมา ทั้งที่อาการของบุตรชายก่อนหน้านี้ร่อแร่ใกล้สิ้นใจ

...ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณที่ไม่พรากดวงใจดวงนี้จากข้าไป

 

 

“คุณชายไม่เป็นอะไรแล้วขอรับ ชีพจรเต้นเป็นปกติ ดื่มยาที่ข้าจัดให้ ไม่เกินสามวันกำลังวังชาก็จะกลับมาเช่นเดิม” ท่านหมอที่พึ่งตรวจชีพจรคนบนเตียงเสร็จ หันไปบอกกล่าวต่งฮูหยินที่นั่งรอฟังอยู่

“ลำบากท่านหมอแล้ว” นางย่อตัวคำนับก่อนจะหันไปหาบ่าวข้างกายให้จัดการเรื่องค่าตอบแทน จัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็รีบตรงมานั่งลงบนเตียงตั่งข้างบุตรชาย

“อาตง เป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่ อยากกินสิ่งใดบอกแม่มาเถิดแม่จะหามาให้เจ้า” สัมผัสเอื้ออาทรที่กำลังลูบมาบนหัวกับน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้คนที่หยุดร้องไห้ไปแล้วแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง

“แม่เรียกผมว่า อาตงเหรอครับ?” ซือเป่าถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ

เมื่อกี้มัวแต่ดีใจพอมาคิดทบทวน ทั้งสถานที่ ทั้งการพูดจาและการปรากฏตัวของแม่ที่จากไปแล้วนั้น มันคงไม่ใช่เกมวาไรตี้แกล้งคนแล้วล่ะ

“ทำไมเจ้าถึงถามแม่เยี่ยงนี้ แม่เรียกเจ้าว่าอาตงตั้งแต่ไหนแต่ไรมิใช่หรือ” ดวงหน้าคนพูดประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนเช่นในความทรงจำที่ซือเป่ามิอาจลืมเลือน

“ผมชื่ออะไรครับ” ซือเป่าตัดสินใจถามออกไปให้แน่ใจว่าในตอนนี้เขาเป็นใครกันแน่

“ไหนท่านหมอบอกว่าเจ้าไม่เป็นอะไร ไยเจ้าถึงเป็นเยี่ยงนี้เล่า” ดวงตาบวมช้ำที่น้ำตาแห้งเหือดไปแล้วกลับเอ่อล้นด้วยสายน้ำใสอีกครั้ง

“อย่าร้องไห้สิครับ ผมคืออาตง ใช่ๆ ผมคืออาตงลูกชายของแม่ครับ” ซือเป่ากุลีกุจอด้วยความร้อนใจเมื่อเห็นผู้เป็นมารดากำลังจะร้องไห้

“แต่เจ้าแปลกไป ไยเจ้าไม่เรียกท่านแม่ วาจาที่เจ้าเอื้อนเอ่ยก็ไม่เหมือนดังเดิม” คนตรงหน้าเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม

“ผม... เออ ข้าคงนอนนานไปหน่อย แต่ผม เอ๊ย ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แม่...ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ...ขอรับ” ซือเป่าต้องเค้นเอาความจำในสมองสรรหาสรรพนามคำพูดที่เคยได้ยินในซีรีส์ย้อนยุคซึ่งเคยดูเมื่อนานมาแล้วตอบออกไปเพื่อให้คนตรงหน้าสบายใจ

“เป็นเช่นนั้นหรือ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามกลับมา บนใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยความสงสัย

“โอ๊ย! ปวดท้อง” เด็กหนุ่มสมองใสรีบยกมือกุมท้องนั่งตัวงอออกท่าทางโอเวอร์แอคติ้งเพื่อเปลี่ยนเรื่องในทันที

“อาตง เจ้าเป็นอันใดหรือ!” ซึ่งมันก็ได้ผล ผู้เป็นมารดารีบเข้ามาดูด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นบุตรชายมีท่าทางเจ็บปวดปานตาย

“ข้าหิวจังเลย ท่านแม่ให้คนหาอะไรให้ข้ากินได้ไหมขอรับ” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงออดอ้อนดั่งลูกนกร้องขออาหาร

“โถ่ ไยเจ้าพึ่งบอกแม่ พวกเจ้าช้าอยู่ไยรีบไปจัดหาสำรับมาให้คุณชายรองประเดี๋ยวนี้” ต่งฮูหยินรีบออกคำสั่งกับบ่าวไพร่ที่ยืนรออยู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

“แม่ไปจัดหาเองดีกว่า” พูดจบนางก็ยกมือขึ้นมาลูบหัวบุตรชายด้วยความห่วงใยอีกครั้ง ก่อนรีบเดินออกจากห้องไปพร้อมบ่าวคนสนิทที่ดูแลอยู่ไม่ห่าง

เมื่อในห้องกลับมาเงียบสงบซือเป่าก็หันไปหาผู้ที่สามารถให้คำตอบเขาได้

“ลู่หลิ่ง” เด็กหนุ่มเอ่ยชื่อน้องชายพร้อมกวักมือเรียก

“คุณชายเรียกข้าหรือขอรับ” คนถูกเรียกชี้ที่ตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ

“จะเป็นใครอีกล่ะ ในห้องนี้มีคนอื่นรึไง” ซือเป่าว่าออกไป

“ข้าเสี่ยวกวงนะขอรับ ไม่ใช่ลู่หลิ่ง นี่ท่านจำข้าไม่ได้หรือขอรับ” ใครอีกคนเบ้หน้าเริ่มน้ำตาคลออีกครั้งเมื่อผู้เป็นนายฟั่นเฟือนจำตัวเองไม่ได้เสียแล้ว

“เอ่อๆ ข้าจำผิด เสี่ยวกวงเจ้าช่วยตอบคำถามข้าได้ไหม” ซือเป่าต้องรีบแก้ ไม่ใช่แค่หน้าตาที่เหมือนกับน้องชายของเขาความขี้แยนี่ก็ถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน

“อะไรหรือขอรับ” คนถูกเรียกปาดน้ำตาก่อนจะรีบเดินเข้ามาหา

“ข้าแซ่อะไร ชื่ออะไร” ซือเป่าถามคำถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณชาย ฮือ...” ยังไม่ทันจะได้คำตอบคนตรงหน้าก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง

“โว้ย! ตอบคำถามข้าก่อนไม่ได้รึไง” ซือเป่าตวาดออกไป ถึงจะไม่เคยชินกับสรรพนามที่ใช้ แต่เพราะเขาไม่อยากถูกหาว่าเป็นคนบ้าจึงต้องตามน้ำ

“ทะ ท่าน ซะ แซ่ ต่ง มะ มีนามว่า หะ หานตง ขะ ขอรับ” คนถูกตวาดสะดุ้งโหยงตอบคำถามไปพร้อมเสียงสะอื้น

“อะไรนะ?” ซือเป่าถามย้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ท่านแซ่ต่ง มีนามว่าหานตง ต่งหานตงบุตรชายคนรองของท่านใต้เท้าต่งขอรับ” คนตรงหน้ากลืนก้อนสะอื้นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

คำตอบที่ได้ยินทำให้เด็กหนุ่มชาไปทั้งตัว ขนอ่อนตามตัวลุกชันโดยมิได้นัดหมาย

“ละ แล้วตอนนี้ปีอะไร” เด็กหนุ่มถามอีกคำถามเพื่อความแน่ใจ

“ปี?” คนถูกถามเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ

“คริสต์ศักราชอะไรไง ไม่ใช่สิ ตอนนี้ใครครองราชย์ ราชวงศ์อะไร ฮ่องเต้ชื่อว่าอะไร” ซือเป่ารีบถามคนตรงหน้าจนลิ้นแทบพันกัน

“ไยท่านเอ่ยเยี่ยงนี้ล่ะขอรับ ท่านกำลังหมิ่นพระเกียรติขององค์ฮ่องเต้อยู่นะขอรับ” เสี่ยวกวงคุกเข่าลงกับพื้นร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

“ผม...ข้าขอโทษ เจ้าลุกขึ้นเถอะ” ซือเป่าพยายามหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อเรียกสติ

“คุณชายอย่าเป็นเยี่ยงนี้สิขอรับ ข้าใจคอไม่ดีนะขอรับ” บ่าวคนสนิทจับชายแขนเสื้อผู้เป็นนายด้วยความหวาดกลัว หากคำพูดของคุณชายมีใครได้ยินเข้า หัวของเขาและผู้เป็นนายคงมีอันได้หลุดลอยออกจากคอเป็นแน่

“งั้นข้าเปลี่ยนคำถาม ทำไมข้าถึงนอนป่วยแบบนี้” เด็กหนุ่มจำใจเปลี่ยนคำถามเพราะดูท่าคนตรงหน้าจะให้คำตอบไม่ได้ แล้วเลือกคำถามที่อีกคนน่าจะรู้แทน

“คุณชายจำไม่ได้หรือขอรับ คุณชายตกลงไปในแม่น้ำหวงยังไงล่ะขอรับ”

พอได้ยินคำว่าแม่น้ำ ความทรงจำก่อนที่เขาจะฝันถึงเรื่องประหลาดก็เริ่มฉายซ้ำ

เขาตกลงไปในแม่น้ำเชี่ยวกราก ไหลไปตามแม่น้ำ สำลักน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มหายใจไม่ออก หลังจากนั้นเขาก็...

“คุณชายเป็นไปอะไรขอรับ” บ่าวรับใช้รีบถามผู้เป็นนายเมื่อเห็นใบหน้าของอีกคนเริ่มไร้สีสัน ร่างกายสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เปล่าๆ ช่วยเล่าได้ไหมว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น” ซือเป่าพยายามเก็บความหวาดกลัว ความทรมานในช่วงเวลาใกล้หมดลมหายใจนั้นเอาไว้แล้วถามต่อ

“ข้าไม่รู้ขอรับว่าเกิดอะไรขึ้น คืนนั้นท่านบอกข้าว่าจะไปพบใครบางคน ให้ข้ารออยู่ที่เรือนไม่ต้องตามไป” อีกคนตอบกลับมาด้วยแววตาใสซื่อ

“งั้นใครช่วยข้า แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าจมน้ำ” ซือเป่ายังคงซักถามด้วยความสงสัย

“คุณชายจางขอรับ คุณชายจางบอกว่าพบท่านลอยคออยู่แถวสะพานไป๋อี้ก็เลยเข้าไปช่วยเอาไว้ได้ทันขอรับ”

ซือเป่านั่งเงียบรอฟังคนตรงหน้าเล่าเรื่องราวในคืนนั้นอย่างออกรส

“สภาพของคุณชายตอนนั้นใบหน้าซีดเผือด หายใจรวยริน จนทุกคนคิดว่าท่าน... แต่ท่านก็ฟื้นคืนสติ ถึงท่านจะนอนนานไปหน่อยก็ตาม ข้าดีใจมากนะขอรับ” คนตรงหน้าฉีกยิ้มจนตาหยีมาให้

ซือเป่ามองคนตรงหน้าด้วยความเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวอีกคน เมื่อรอยยิ้มนั้นคือรอยยิ้มเดียวกันกับผู้เป็นน้องชาย

“คุณชาย ท่านเปลี่ยนไป” คนถูกลูบหัวมองคนบนเตียงตั่งอย่างไม่เชื่อสายตา

“ปกติข้าเป็นยังไงล่ะ” ซือเป่าถามออกไปด้วยความสงสัย

“ท่านชอบเก็บตัว ไม่ชอบพูดคุย ไม่ค่อยออกไปไหน แต่ก็เพราะร่างกายของท่านอ่อนแอ แค่โดยไอเย็นหรือละอองฝนก็ล้มป่วยแล้วขอรับ และท่านก็ชอบทำหน้า...” คนตรงหน้าหยุดพูดแล้วมองเขาเหมือนกำลังกลัวความผิด

“พูดมาเถอะ ข้าชอบทำหน้าแบบไหน” ซือเป่านึกขำก่อนจะถามออกไป

“ทำหน้าเหมือนศพขอรับ ไร้อารมณ์ ไร้รอยยิ้ม ไร้ความรู้สึก ใบหน้าหม่นหมองเหมือนคนจะตายวันตายพรุ่ง สามวันดีสี่วันไข้ขอรับ” พอให้พูดคนตรงหน้าก็พูดออกมาอย่างไม่มีเกรงใจ

ซือเป่ายิ้มแห้งก่อนจะครุ่นคิดบางอย่าง

‘ต่งหานตง’ ชื่อนี้เหมือนเขาเคยได้ยินมาจากที่ไหนกัน

 

“แล้วคนที่ช่วยข้าล่ะ คุณชายจางอะไรนั่นไปไหนซะแล้ว” ในเมื่อไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ก็เริ่มจากคนที่ช่วยหานตงในคืนนั้นก็แล้วกัน

“เห็นว่ามีธุระทางเมืองเหนือของรับ” คำตอบที่ได้ยินทำให้ซือเป่าเกิดความสงสัย

คุณชายจางคนนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนในบ้านหลังนี้ไม่มากก็น้อย ไม่อย่างนั้นบ่าวไพร่ในบ้านจะรู้ความเคลื่อนไหวได้ยังไง

“คุณชายจางนี่เป็น...” ซือเป่าพยายามคิดหาคำถามไม่ให้อีกคนสงสัย

“แม้แต่คุณชายจาง ท่านก็จำไม่ได้หรือขอรับ” เมื่ออีกคนถามกลับมายิ่งตอกย้ำว่าอดีตเจ้าของร่างนี้รู้จักกับคุณชายคนนั้น

“ข้าคงสำลักน้ำมากเกินไป รู้สึกว่าตอนตกลงไปในน้ำ หัวของข้ากระแทกกับอะไรบางอย่างด้วย ก็เลยจำอะไรไม่ค่อยได้ พอคิดก็รู้สึกปวดหัว” ซือเป่าแกล้งทำเป็นยกมือขึ้นมากุมขมับของตัวเองเอาไว้ด้วยใบหน้าแสนเจ็บปวด

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรขอรับประเดี๋ยวข้าเล่าให้ท่านฟังเอง” ด้วยความเป็นห่วงผู้เป็นนาย เสี่ยวกวงผู้ใสซื่อก็เชื่อซือเป่าสนิทใจ

“คุณชายจางเป็นสหายของคุณชายใหญ่ขอรับ เรือนพำนักอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของเมืองขอรับ หลายคราที่คุณชายจางมาพบคุณชายใหญ่ที่เรือนขอรับ”

ซือเป่าพยักหน้ารับพอจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์

“ในยามที่คุณชายจางมา ท่านจะชอบออกจากห้องไปที่เรือนรับรอง บางคราต้องตากละอองฝนไปจนป่วยกลับมาก็มีขอรับ” คิ้วของซือเป่ากระตุกเมื่อได้ยินประโยคนี้

ตามที่จับใจความได้ หานตงคนนี้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง แล้วทำไมต้องถ่อสังขารตากลมตากฝน เพื่อไปพบหน้าคุณชายคนนั้นด้วย

“เมื่อกี้เจ้าพูดว่าคุณชายใหญ่ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องมีพี่ชายน่ะสิ แล้วพี่ชายข้าชื่ออะไร” ซือเป่าเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้แล้วถามคำถามต่อไปเมื่อนึกขึ้นได้

“เป็นเยี่ยงนั้นขอรับ คุณชายใหญ่มีนามว่าซุนเทียนขอรับ” บ่าวรับใช้ตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว เสี่ยวกวงมีความสุขเหลือเกินที่เป็นประโยชน์ต่อคุณชาย

“ซุนเทียน ต่งซุนเทียน” ซือเป่าพึมพำชื่อที่ได้ยิน ทั้งสองชื่อช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน

“อาตงคิดอะไรอยู่หรือ มาทานข้าวก่อนเถอะ” น้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกลิ่นหอมฉุยลอยมาแตะจมูกจนคนที่กำลังใช้ความคิดสมาธิแตกกระเจิง

เด็กหนุ่มรีบลุกออกจากเตียงด้วยขาสั่นๆ ไร้เรี่ยวแรง แต่ดีหน่อยที่มีเสี่ยวกวงเข้ามาช่วยพยุงจนไปนั่งลงบนเก้าอี้ได้สำเร็จ

“ท่านแม่ทานข้าวกับข้านะขอรับ” ซือเป่าในร่างหานตงเงยหน้าขึ้นขอร้องผู้เป็นมารดา ถึงยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหนและเป็นใคร แต่อย่างน้อยเขาก็ขอเก็บความทรงจำนี้เอาไว้

“อาตงลูกแม่” คนถูกอ้อนมองด้วยความเอ็นดูก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาถือเอาไว้

“เดี๋ยวนะขอรับ” ซือเป่าต้องชะงักเมื่อสำรวจอาหารตรงหน้าแล้วพบเพียงแค่เมนูผักเท่านั้น

“มีอะไรหรือ?” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ทำไมมีแต่ผักขอรับ ไม่มีเนื้อสัตว์สักจาน” เด็กหนุ่มถามออกไปด้วยความสงสัย

“ปกติเจ้าไม่ชอบไม่ใช่หรือ เจ้าบอกว่าแค่ได้กลิ่นก็อยากอาเจียนเสียแล้ว”

...คนบ้าอะไรไม่กินเนื้อสัตว์ มิน่าร่างกายถึงได้อ่อนแอ

“ข้าอยากกินเนื้อสัตว์ขอรับ หมู เป็ด ไก่ หรือปลา มีไหมขอรับ” ซือเป่าคาบตะเกียบมองมารดาตาปริบๆ อย่างออดอ้อน

“อาตง ไยเจ้าทำหน้าเยี่ยงนั้น” ไม่เพียงแค่มารดาที่แปลกใจ บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ก็ตะลึงงันเช่นกัน

“นะท่านแม่ ข้าอยากกิน” ซือเป่าเข้าไปกอดเอวผู้เป็นมารดาอย่างไม่คิดอาย กลายร่างเป็นซือเป่าน้อยอายุสามขวบไปเสียแล้ว

สำหรับซือเป่าแล้วเรื่องกินเรื่องใหญ่ ทำทุกอย่างได้เพื่อของกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง วัยรุ่นอย่างเขาให้กินผักอย่างเดียวจะเอาสารอาหารที่ไหนไปเลี้ยงสมองเพื่อใช้ความคิดกันล่ะ

“ได้ๆ รอประเดี๋ยวแม่จะให้คนจัดหามาให้เจ้า” ถึงจะยังงงกับท่าทางของบุตรชาย แต่ต่งฮูหยินก็ยังคงเอาอกเอาใจแก้วตาดวงใจของตนไม่ให้มีขาดตกบกพร่อง

เด็กหนุ่มยกยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ

...บอกแล้วเรื่องกินเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที

 

เสียงคมเขี้ยวบดขยี้ลูกผิงกั่วสีแดงฉ่ำ ดังมาจากบุคคลบนเตียงที่กำลังใช้ความคิด

พอท้องอิ่ม นอนเต็มที่สมองก็เริ่มทำงานไหลลื่นขึ้น หลังจากกินนอนอยู่บนเตียงมาสามวันเต็ม ซือเป่าก็สามารถขุนตัวเองให้กลับมามีกำลังวังชาเหมือนเดิม

“คุณชายยาขอรับ” ชีวิตสุขสบายก็คงมีแต่เจ้าสิ่งนี้กระมังที่ทำให้เขารู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที

“เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ” เด็กหนุ่มบอกออกไปทั้งที่ดวงตายังคงเหม่อมองไปยังท้องฟ้าด้านนอก

“คุณชายอย่าคิดมากนะขอรับ” สิ่งที่ทำให้ซือเป่าหงุดหงิดและทำให้เสี่ยวกวงเอ่ยออกมาแบบนั้นคือบุคคลที่พึ่งจากไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน

ท่านเจ้าบ้านหรือบิดาของหานตง คนผู้นั้นไม่ได้หน้าตาเหมือนบิดาของซือเป่าที่ล่วงลับไป

เมื่อเข้ามาเยี่ยมเยียนกลับมีท่าทีเย็นชาสายตาที่ใช้มองเหมือนเขาเป็นตัวปัญหามากกว่าบุตรชาย

...อย่าเรียกว่ามาเยี่ยม เรียกว่ามาดูสภาพน่าจะดีกว่า

บุตรชายฟื้นจากการจมน้ำจนเข้าวันที่สามพึ่งจะมาเยี่ยม แถมยังมาตำหนิว่าไม่ระวังตัว สร้างปัญหาให้สกุลต่ง บ่นนู่นนี่นั่น ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไร้ความห่วงหาอาทรแตกต่างจากผู้เป็นมารดาลิบลับ

ส่วนพี่ชายตามสายเลือดที่เสี่ยวกวงเอ่ยถึงนั้น ได้ยินมาว่าออกเดินทางไปกับคุณชายจาง เขาจึงยังไม่มีโอกาสได้เห็นใบหน้าของอีกคน

“ท่านดื่มยาก่อนเถอะขอรับ” บ่าวตัวน้อยย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นผู้เป็นนายไม่แตะต้องถ้วยยาเสียที

“อืม” ซือเป่าพยักหน้าก่อนจะรับถ้วยยามาถือเอาไว้

“นั่นอะไร!”

เสี่ยวกวงรีบหันไปมองด้านหลังตามมือของผู้เป็นนายและในเวลานั้นเองที่ซือเป่าจัดการเทยาลงไปในโถที่อยู่ไม่ไกล

“มีสิ่งใดหรือขอรับ” คนถูกหลอกหันกลับมาเอียงคอถามด้วยความไม่เข้าใจ

“สงสัยข้าจะตาฝาด อ่ะ” เด็กหนุ่มว่าพลางยื่นถ้วยในมือคืนให้ คนตรงหน้าค้อมกายรับก่อนจะนำไปวางไว้บนโต๊ะ

ยาบำรุงแบบนี้เด็กหนุ่มถูกผู้เป็นปู่จับกรอกปากตั้งแต่เด็กจนเอียนและกลายเป็นต่อต้าน ถึงไม่กินเขาก็มีวิธีอื่นทำให้ตัวเองกลับมาแข็งแรงได้

ในตอนนี้เด็กหนุ่มมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริงถึงจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อที่อยู่ดีๆ เขาก็มาอยู่ในร่างของใครบางคนซึ่งอยู่ในอดีตเหมือนบทละครหรือนิยายแฟนตาซี

ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่จะมีกฎเหล็กในการสร้างหนังและละครว่าห้ามมีเนื้อเรื่องกับการย้อนอดีต ย้อนเวลา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เด็กหนุ่มจะสรรหามาดู

ตัวละครหรือพระเอกในแต่ละเรื่อง จะมีความสามารถซึ่งนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้เมื่ออยู่ในอดีต

แต่สำหรับซือเป่าแล้ว นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาปานเทพเซียนเขาก็นึกไม่ออกแล้วว่าตัวเองมีความสามารถอะไร

วรยุทธ์ เหาะเหินเดินอากาศเหมือนในซีรีส์ที่เคยดูก็ไม่มี ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้วแบบนี้เขาจะเอาตัวรอดได้ยังไง

ต้องมาอยู่สถานที่ที่เปลี่ยนไป แล้วยังต้องจากครอบครัวซึ่งมีปู่ย่าชราภาพกับน้องชายที่ยังอ่อนต่อโลกมาแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกหดหู่ในใจไม่น้อย

...ต่งซือเป่านะต่งซือเป่า ไปทำผิดอะไรหนอถึงได้มีชะตาชีวิตแบบนี้

 

“คุณชายขอรับ” เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้คนที่กำลังจมอยู่ในความคิดหันไปมอง

“ป้ายหยกของคุณชาย ข้าเห็นมันตกอยู่เลยเอาไปซ่อมแซมเสียใหม่ขอรับ” เสี่ยวกวงบอกผู้เป็นนายก่อนจะยื่นป้ายหยกอันเดียวกันกับที่เขาเก็บได้ในศาลเจ้าบรรพชนมาให้

“ขอบคุณ ไม่สิ ขอบใจเจ้ามาก” เด็กหนุ่มต้องสวมร่างเป็นคุณชายตามที่เคยดูมา

ซือเป่ามองป้ายหยกแกะสลักซึ่งในตอนนี้มีพู่และสายห้อยเหมาะสำหรับการพกพาก่อนจะรับมาถือเอาไว้

“ต่งหานตง” เด็กหนุ่มพึมพำเมื่อความทรงจำย้อนคืนกลับมาว่าในตอนนั้นเขาพบป้ายหยกนี้พร้อมกับอะไร

‘ต่งหานตง’ คือชื่อของบรรพบุรุษที่ปรากฏอยู่ในป้ายวิญญาณแผ่นนั้น

หลังจากที่รู้ว่าร่างที่ตนอยู่นั้นมีแซ่ต่ง เขาก็พอจะเดาได้ว่านี้คือหนึ่งในบรรพบุรุษของตน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นร่างของเจ้าของแผ่นป้ายวิญญาณนั่น

เด็กหนุ่มนั่งกัดเล็บอย่างใช้ความคิด ความเกี่ยวข้องในตอนนี้คือป้ายหยกแกะสลักในมือกับชื่อเจ้าของร่างนี้ แล้วมีอะไรอีกล่ะ อะไรที่เหมือนกัน

“น้ำ! จมน้ำ!” เด็กหนุ่มตบมือดังฉาดเมื่อนึกขึ้นได้ หานตงและเขาจมน้ำเหมือนกัน

“แม่น้ำที่พี่ตกลงไปอยู่ตรงไหน” ด้วยความดีใจที่เขาอาจหาวิธีกลับไปยังยุคปัจจุบันได้ ทำให้เด็กหนุ่มกลับไปใช้คำพูดเหมือนเดิม

“ท่านว่าอะไรนะขอรับ” คนที่กำลังโดนเขย่าไปมาเอ่ยถามคนตรงหน้าที่อยู่ดีๆ ก็ไม่รู้เป็นอะไร

“พี่ต้องไปที่แม่น้ำนั้น พี่ต้องกลับไป” พูดยังไม่ทันจบประโยคดีใครบางคนก็ก้าวเข้ามาภายในห้อง

“อาตงเจ้าจะไปที่ใดหรือ” น้ำเสียงอ่อนโยนจากมารดาทำให้เด็กหนุ่มชะงัก

“แม่...ท่านแม่ ทำไมไม่นอนพักขอรับ” ซือเป่ารีบเปลี่ยนคำพูดเพราะกลัวทำให้นางไม่สบายใจ หลังจากรู้มาว่าในบ้านหลังนี้ไม่ใช่เพียงแค่หานตงที่ร่างกายไม่แข็งแรง ผู้เป็นมารดาหลังจากให้กำเนิดบุตรชายก็เจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอดเช่นกัน

“เมื่อกี้เจ้าว่าเจ้าจะไปที่ใดหรือ” ผู้เป็นมารดาที่เด็กหนุ่มเข้าไปรับจากบ่าวคนสนิทเอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

“ข้าจะไป...ไปที่สะพานไป๋อี้ขอรับ” เพียงแค่เขาเอ่ยออกมาเท่านั้นคนตรงหน้าก็แทบหลั่งน้ำตา

“ไยเจ้าต้องไปยังที่แห่งนั้น ไยต้องไปยังสถานที่ ที่เกือบพรากชีวิตเจ้าไป” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

“ข้าทำของบางอย่างตกอยู่ที่นั่นขอรับ” ซือเป่ารีบหาข้ออ้างขึ้นมาในทันที

“ให้บ่าวไพร่ไปมิได้หรือ แม่ไม่อยากให้เจ้าไปใกล้ยังที่แห่งนั้น แม่กลัวเหลือเกิน อาตงเอ๋ย” นางยื่นมือมาวางทาบลงบนแก้มของเขาด้วยความห่วงหาอาทร

“แต่ข้า...” เด็กหนุ่มต้องเงียบลงเมื่อเห็นน้ำตาของผู้เป็นมารดา

“ข้าไม่ไปแล้วขอรับ ไม่ไปแล้ว” สุดท้ายก็ต้องตกปากรับคำคนตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้

“อย่าจากแม่ไปอีกเลย แม่คงขาดใจ หากต้องเสียเจ้าไป” น้ำเสียงอ่อนโยนกับสัมผัสแสนอบอุ่นทำให้ซือเป่าเกิดความรู้สึกเสียดาย

หากเขาหาวิธีกลับไปได้จริงก็ต้องเสียความรักจากผู้เป็นมารดาที่เขาไม่มีโอกาสได้พบเจออีก แต่ถ้าเขาไม่หาวิธีกลับไปแล้วปู่กับย่าและน้องชายล่ะจะเป็นยังไง...

หลังจากปลอบโยนผู้เป็นมารดาอยู่นาน นางก็ยอมกลับไปยังที่พำนักของตัวเอง ทำให้ซือเป่ามีเวลาได้คิดทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้น

เขาต้องหาวิธีกลับไป นั่นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มตัดสินใจ ถึงจะหวงแหนความรักความอบอุ่นของผู้เป็นมารดา

แต่ครอบครัวของเขาย่อมสำคัญกว่า อีกอย่างร่างนี้ก็ไม่ใช่ร่างของเขา ไม่แน่ว่าดวงวิญญาณของเขากับหานตงอาจกำลังสลับร่างกันอยู่ก็เป็นได้

ถ้าเขาหาวิธีกลับไปได้ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ตอนนี้ที่ต้องทำคือการกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุให้ได้

เมื่อตัดสินใจได้เช่นนั้น เด็กหนุ่มก็หันไปหาบ่าวคนสนิทให้จัดสำรับเพื่อขุนตัวเอง

ด้วยร่างกายที่อ่อนแอแบบนี้เขาคงไปไหนไม่ได้ ดังนั้นต้องทำให้ร่างกายนี้แข็งแรงเสียก่อนพร้อมสืบไปด้วยว่าแม่น้ำนั้นอยู่ที่ไหน

...ปู่ ย่า ลู่หลิ่ง รอก่อนนะผมจะรีบกลับไปหา

 

สองสัปดาห์ผ่านไปกับการขุนร่างกายตัวเองให้กลับมามีพละกำลัง

ด้วยซือเป่าเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียนมาก่อน การทำน้ำหนักในเวลาอันสั้นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก แถมยังออกกำลังกายแปรเปลี่ยนสารอาหารพวกนั้นให้กลายเป็นกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้นก็สร้างความแปลกประหลาดใจให้คนในสกุลต่งไม่น้อย

“เสี่ยวกวง มาช่วยข้าหวีผมหน่อย” นี่คงเป็นปัญหาอีกหนึ่งปัญหาที่ซือเป่าไม่สามารถจัดการได้

ไอ้ผมยาวๆ นี่เป็นอะไรที่โคตรน่ารำคาญ ถึงมันจะดำขลับและเงางามขนาดไหน แต่เขาก็ไม่ชินสักที

“เรียบร้อยขอรับ” บ่าวคนสนิทจัดการสางผมยาวสลวยก่อนจะรวบผมเพียงครึ่งหัวแล้วใช้ผ้าแพรผืนยาวสีเข้มเข้ากับชุดมัดเอาไว้

“ค่อยยังชั่ว” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ เมื่อจัดการปัญหาหลักเสร็จก็หันมาสวมเสื้ออีกตัว ผูกสายคาดเอวก่อนจะห้อยป้ายหยกชิ้นนั้นไว้ที่เอวแล้วยืนให้เสี่ยวกวงช่วยสวมเสื้อคลุมอีกชั้นก็เป็นอันเสร็จ

เงาของเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาปานภาพวาดสวมใส่อาภรณ์สีเข้มในแบบจีนโบราณสะท้อนในสำริดขัดมันที่ใช้แทนกระจก

ใบหน้าที่เคยซูบผอมในตอนนี้กลับเอิบอิ่มและเปล่งปลั่ง ร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงกลับมามีกำลังวังชา ซึ่งผลนั้นก็มาจากการกินอิ่มนอนหลับและออกกำลังกายของซือเป่านั่นเอง

ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองหน้าตาดี แต่ซือเป่าไม่คิดเลยว่าพอได้มาอยู่ในชุดจีนโบราณเขาจะยิ่งหล่อเหลาถึงเพียงนี้

“คุณชาย รูปงามเหลือเกินขอรับ” ถึงจะตงิดๆ ในคำชมและทำได้แค่เพียงยิ้มแหยๆ ตอบกลับไป แต่ซือเป่าก็รู้สึกดีไม่น้อย

“ข้าจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย” เมื่อแต่งตัวเสร็จเด็กหนุ่มก็อยากจะพาตัวเองไปอวดโฉมให้ใครต่อใครได้เชยชม

“คุณชายขอรับ คุณชายอย่าพึ่งไปขอรับ” มีหรือคนอย่างต่งซือเป่าจะฟังคำห้ามปราม ในวันนี้แหละเขาต้องหาทางกลับไปยังยุคที่ตัวเองอยู่ให้ได้

ผลงานชิ้นเอกของซือเป่าสร้างความฮือฮาให้คนในสกุลต่งได้ไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มรูปงานดังเทพเซียนย่างกายออกจากห้อง และในทุกๆ ที่ที่ซือเป่าในร่างหานตงก้าวผ่าน เสียงพูดคุยก็จะดังขึ้นเพราะคนในเมืองแทบจะไม่เคยเห็นใบหน้าคุณชายรองสกุลต่ง

“เสี่ยวกวงสะพานไป๋อี้ไปทางไหนหรือ” ซือเป่าสวมบทบาทคุณชายรองผู้สง่าผ่าเผยได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาด

...ไม่อยากจะคุยผมเคยแสดงละครเวทีในงานโรงเรียนมาก่อน เรื่องแค่นี้สบายมาก

“คุณชายไปที่นั่นไม่ได้นะขอรับ” บ่าวคนสนิทห้ามปรามด้วยความร้อนรน

“ข้าจะไป ถ้าเจ้าไม่บอกข้าไปถามคนอื่นก็ได้” คุณชายรองว่าพลางเดินไปหาดรุณีน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ข้าขอรบกวน แม่นางทราบหรือไม่ว่าสะพานไป๋อี้ไปทางใด” รอยยิ้มพริมใจส่งให้คนตรงหน้าเพื่อแสดงความเป็นมิตร

คนถูกถามอายม้วนเมื่อชายหนุ่มรูปงามเข้ามาประชิดใกล้ ก่อนจะบอกทางอย่างละเอียดชนิดที่ว่าแทบจะหลับตาเดินไปก็ยังได้และถ้านางไม่ติดธุระของนาง นางคงเสนอตัวนำทางเป็นแน่

“ขอบคุณแม่นาง” คุณชายรองค้อมกายคำนับด้วยท่าทางที่คิดว่าทำถูกต้องที่สุด ก่อนจะเดินไปตามทางที่ดรุณีน้อยแนะนำโดยมีเสี่ยวกวงที่ในตอนนี้แทบจะปล่อยโฮวิ่งตามมา

“คุณชายอย่าไปเลยนะขอรับ อย่าไปเลย” คนด้านข้างรีบดักด้านหน้าของผู้เป็นนายเอาไว้

“เจ้าอยากถูกโบยหรือเสี่ยวกวง” คุณชายรองส่งยิ้มเย็นเยียบให้คนตรงหน้าก่อนจะก้าวเดินต่อ

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้เขาได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่าบ่าวรับใช้มีนายเป็นเจ้าชีวิต สามารถสั่งลงโทษหากทำผิด ถึงจะไม่ชอบเรื่องพวกนี้ แต่ซือเป่าก็สามารถเอามาข่มขู่คนตรงหน้าให้เชื่อฟังได้

“คุณชายอย่าโบยข้านะขอรับ” คนถูกขู่ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว น้ำใสที่คลออยู่เริ่มไหลอาบสองแก้ม

“ข้าล้อเล่น ไม่อยากถูกโบยก็เงียบแล้วเดินตามมา” ซือเป่าว่าพลางก้าวเดินต่อ โดยมีบ่าวคนสนิทประกบข้างกายไม่ห่าง

ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเดินทางมาถึงจุดหมาย ซึ่งสะพานไป๋อี้นั้นก็คือสะพานไม้ข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่เพื่อออกจากเมืองนั่นเอง

แม่น้ำเบื้องล่างมีสีเข้มและขุ่นมัวบ่งบอกถึงความลึกและกระแสน้ำ

ซือเป่ายืนเหม่อมองไปยังผืนน้ำอย่างใช้ความคิด แม่น้ำทอดยาวไปสู่ผืนป่าไกลสุดลูกหูลูกตา และปลายแม่น้ำนั้นก็คือดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าไป

ความอ้างว้างเกาะกินในหัวใจ ความเศร้าหมองสั่นคลอนความคิดในคะนึงหาญาติผู้ใหญ่และน้องชาย ทำยังไงเขาถึงจะได้กลับไปยังที่ที่ตัวเองเคยอยู่

“คุณชายขอรับ กลับจวนเถอะขอรับ” ยืนเหม่อมองสายน้ำอยู่นานจนความมืดเริ่มเข้าครอบงำผืนฟ้า บ่าวคนสนิทที่อยู่ด้านข้างก็สะกิดเรียก

“ฟ้ามืดแล้วเจ้าจะให้ข้าเดินกลับอย่างไร” ซือเป่าหันถามคนด้านข้าง

“ประเดี๋ยวข้าไปหาคบไฟมาให้นะขอรับ ท่านยืนรออยู่ตรงนี้อย่าไปไหนนะขอรับ” เมื่อคุณชายรองพยักหน้ารับบ่าวคนสนิทก็รีบกุลีกุจอไปยังบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

“ข้าขอโทษนะเสี่ยวกวง แต่อีกไม่นานเดี๋ยวเราก็ได้เจอกัน” เมื่อเห็นอีกคนจากไปจนลับตาคุณชายรองก็ปีนไปยืนด้านนอกราวสะพาน

ในเมื่อเขาย้อนเวลามาอยู่ที่นี่หลังจากจมน้ำ ถ้าเขาย้อนเหตุการณ์กลับไปยังตอนนั้นอีกครั้ง ก็มีสิทธิ์ที่เขาจะได้กลับไปยังยุคปัจจุบัน

ซือเป่ามองสายน้ำก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอด ความทรมานในตอนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจวนซ้ำทำให้เขาเกิดความกลัว

...ห้ามกลัว ถ้านี่คือหนทางที่จะกลับไปหาปู่กับย่าและลู่หลิ่งได้ก็ต้องลอง

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวออกไปเพื่อกระโดดลงน้ำ

“เดี๋ยวก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่า” เด็กหนุ่มชะงักการกระทำเมื่อไม่มีความกล้าพอก่อนจะผ่อนลมหายใจแล้วหันกลับเข้าหาราวสะพานเพื่อปีนกลับเข้าไป

“เฮ้ย! ว้ากกกกก” แต่เหมือนโชคชะตาจะกลั่นแกล้ง เด็กหนุ่มดันสะดุดชายเสื้อคลุมที่สวมใส่แล้วเสียหลักร่วงลงสู่ผืนน้ำโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

ตู้ม!

ด้วยสัญชาตญาณกลัวตายเด็กหนุ่มพยายามพยุงตัวเองขึ้นสู่เหนือน้ำ กระแสน้ำด้านล่างเชี่ยวกรากไม่น้อยแถมชุดที่ใส่อยู่ก็พะรุงพะรังเป็นปัญหาให้คนที่ไม่เคยว่ายน้ำด้วยชุดแบบนี้ไม่น้อย

ซือเป่าไม่สามารถกำหนดทิศทางให้ตัวเองได้ เขาเริ่มสำลักน้ำอีกครั้งความทรมานที่เคยพบเจอย้อนกลับมาอีกครั้ง

ความอึดอัดถาโถมสู่ร่างกาย ความมืดมิดโอบล้อมจนน่ากลัว เด็กหนุ่มเริ่มแน่นิ่งเมื่อหมดแรง ร่างจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ พร้อมสติที่กำลังจะดับลง

...ปู่ ย่า ลู่หลิ่ง ท่านแม่ พวกเราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

 

 

คนที่กำลังก้าวสู่ประตูปรโลกอีกครั้งถูกมือของใครบางคนฉุดออกมาจากความมืด

เด็กหนุ่มสะดุ้งขึ้นด้วยความเจ็บที่แล่นขึ้นมาบนใบหน้าซีกซ้ายก่อนเขาจะไอโขลก สำรอกเอาน้ำที่อยู่ภายในร่างกายออกมาตามปฏิกิริยาตอบสนอง

“ข้าช่วยเจ้าเพื่อให้เจ้ามาฆ่าตัวตายอีกหรือไร!”

...ซือเป่าอยากตะโกนตอบกลับไปเหลือเกินว่า ข้าไม่ได้ฆ่าตัวตาย

...ข้าแค่สะดุดชายเสื้อคลุม!

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

โถ่ ซือเป่าดันเกือบตายเพราะสะดุดชายเสื้อคลุม

ใครกันที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเด็กหนุ่ม

แล้วตัวเอกของเราอีกคนเมื่อไหร่จะโผล่มานะ

ซือเป่าต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง

ติดตามกันต่อไปจ้า

ตามที่แจ้งเรื่องนี้เป็นพีเรียดจีนย้อนเวลาเรื่องแรก พู่อาจใช้คำไม่ถูกต้องบ้าง สามารถติชมกันมาได้

บทบรรยายมาจากบุคคลในยุคปัจจุบันจึงมีคำสมัยใหม่บ้างนะคะ

คอมเม้นพูดคุยเป็นกำลังใจให้พู่หน่อยน่าาาา

ไม่ถูกไม่ควรหรืออยากติชมก็มาพูดคุยกันได้จ้า

 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้อย่าลืมติด

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า

ยังเปิดพรีออเดอร์เรื่อง Formalinเก็บใจไม่ให้รัก (ไปป์ปราชญ์) อยู่นะจ๊ะ

ใครสนใจทักมาได้นะเออ

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น