facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่十二 “คนรักของข้า”

ชื่อตอน : บทที่十二 “คนรักของข้า”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2562 21:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่十二 “คนรักของข้า”
แบบอักษร

บทที่十二 “คนรักของข้า”

 

 

 

กิจวัตรประจำวันของกษัตริย์เช่นข้าเริ่มต้นค่อนข้างเช้า ปกติข้าไม่ใช่คนที่ชอบตื่นเช้านักแต่ก็รู้ว่าเป็นหน้าที่จึงพยายามตื่นให้ได้อยู่ทุกวันทว่าวันไหนที่คนรัก...ไม่สิ...ตอนนี้ยังไม่ใช่คนรัก วันไหนที่หวังหมิ่นมานอนด้วยช่วงเช้าวันต่อมาข้ามักจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

การตื่นก่อนแล้วได้มองใบหน้าด้านข้างของหวังหมิ่นก็ให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง

การตื่นสายแล้วได้หวังหมิ่นช่วยปลุกก็ให้ความรู้สึกดีอีกแบบ

สรุปคือของแค่มีหวังหมิ่นอยู่ทุกวันล้วนเป็นวันที่ดี

น่าเสียดายที่เขาไม่ได้มานอนด้วยกันทุกวัน

ก่อนหน้านี้เพราะต้องเล่นละครทำให้ข้าไม่ได้นอน ไม่ได้เจอหน้า ไม่ได้พูดคุยกับหวังหมิ่นอยู่เกือบอาทิตย์ นับเป็นช่วงเวลาอันแสนยาวนานที่กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวันช่างยากลำบาก หากเป็นตัวข้าก่อนหน้านี้การใช้รูปลักษณ์หรือเสน่ห์มาเชิญชวนหรือยั่วยวนก็ยังได้ผลบ้างแต่ในตอนนี้ต่อให้หนุ่มงามล่มเมืองมายืนเปลือยกายก็ไม่ทำให้รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย

อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อหวังหมิ่นมากจนตัวเองยังตกใจ

ข้าเคยคิดว่าตัวเองคงไม่ได้รู้จักกับความรักไปทั้งชีวิต สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในบุรุษส่วนมากมักจะดูที่ความเข้ากันได้ของร่างกายมากกว่าเรื่องอื่น เมื่อความสัมพันธ์เป็นเช่นนั้นย่อมไม่อาจหาความรักที่แท้จริงได้และข้าก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีวันที่จะตกหลุมรักใครสักคน

ใครจะคิดล่ะว่าวันนั้นได้มาเยือนในที่สุด รสชาติของความรักจะว่าอย่างไรดี...หอมหวาน ละมุลและเปี่ยมด้วยความรู้สึกดีจนแทบหุบยิ้มไม่อยู่

มองเพียงความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายโดยไม่มีสัมพันธ์ทางกายเหมือนทุกที พอย้อนกลับไปตั้งแต่ได้เจอกับหวังหมิ่นก็ผ่านมากว่าห้าปีแล้ว...เป็นเวลากว่าห้าปีที่ข้าไม่เรียกใครมาอุ่นเตียงให้อีกเลย ซึ่งการไม่เรียกไม่ได้แปลว่าไม่ปลดปล่อย ทุกครั้งที่มีอารมณ์ก็จะทำด้วยตัวเองพร้อมกับจินตนาการถึงใบหน้าของหวังหมิ่นไปด้วย...เขาจะหน้าแดงกับการสัมผัสแบบไหนหรือจะครางเสียงเช่นไร ทุกอย่างทำให้อารมณ์เปิดเปิง

จะมีจักรพรรดิองค์ใดยอมช่วยตัวเองเช่นนี้บ้าง

เพราะรักมากจึงยังไม่อยากฝืนบังคับ

แต่เมื่อใดก็ตามที่ได้อีกฝ่ายมาเป็นคนรักข้าจะไม่ยอมใช้มือช่วยตัวเองอีก จะทำทุกอย่าง งัดเสน่ห์ทั้งหมดที่มีทำให้หวังหมิ่นยินยอมที่จะอยู่ใต้ร่างให้ได้!

ข้าเฝ้ารอคอยวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก่อนหน้าจะข้ามไปเรื่องนั้นตอนนี้ข้ากำลังรอคอยการจีบจากหวังหมิ่นอยู่ เมื่อคืนเขาพูดออกมาอย่างชัดเจนว่าพรุ่งนี้จะจีบ พรุ่งนี้ที่ว่าก็กลายมาเป็นวันนี้แล้วซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีในการจีบอย่างไร

ความตื่นเต้นแล่นไปทั่วร่างตั้งแต่ช่วงเช้าทว่าหวังหมิ่นที่ตื่นมาพร้อมกันไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ อยู่ร่วมมื้อเช้าเสร็จก็ขอตัวกลับไปทำงานปล่อยให้คนรอมองแผ่นหลังนั้นจากไปด้วยความรู้สึกหง๋อยเหงาก่อนจะจำใจมุ่งหน้าไปว่าราชการยังท้องพระโรงแม้ว่าจิตใจจะหดหู่ไม่น้อย

หวังหมิ่นไม่ใช่คนที่ผิดสัญญา ในเมื่อเขาบอกแล้วว่าจะจีบก็ต้องจีบเพียงแค่อาจจะยังไม่ถึงเวลาก็เท่านั้น

เฝ้าบอกตัวเองแบบนั้นจนเวลาล่วงเลยมาถึงมื้อกลางวันก็ยังไม่เค้าลางว่าหวังหมิ่นจะมาหาแต่งอย่างใด มื้อกลางวันผ่านไปท่ามกลางความรู้สึกผิดหวังที่เข้าจู่โจม

ช่วงบ่ายข้าก็ยังคงต้องนั่งทำงานอยู่ในห้องทรงงานเหมือนตามปกติแม้ว่าจะไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรก็ตาม ไม่ง่ายเลยในการข่มความรู้สึกผิดหวังที่ประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อนนี่ เพราะอยากมีสมาธิกับการทำงานจึงให้เหล่าขันทีและนางกำนัลที่มักจะยืนประจำอยู่ด้านข้างให้ออกไปให้หมด

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะบางอย่างดังขึ้นเรียกให้ข้าหันไปมองทางประตูซึ่งยังคงปิดสนิทอยู่ ปกติองครักษ์ข้างนอกไม่เคาะประตูหรอกจะส่งเสียงเข้ามาด้านในมากกว่า อีกอย่างเสียงที่ได้ยินไม่ใช่เหมือนเสียงเคาะกับเนื้อไม้

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะเดิมดังขึ้นอีกคราซึ่งครั้งนี้จับสัมได้ว่ามาจากทางด้านซ้ายของตัวเองจึงหันหน้าไปทางนั้น บริเวณกระจกใสบานหนึ่งที่มักจะสะท้อนภาพของพุ่มไม้ดอกเตี้ยๆ ภายนอกตำหนักบัดนี้มีบุคคนที่กำลังคะนึงหายืนอยู่ ใบหน้าของหวังหมิ่นขยับเข้ามาใกล้กระจกพลางทำท่ากวักมือคล้ายจะเรียกให้ข้าไปหา

“ให้ข้าไป?” ข้าชี้นิ้วมาทางตัวเองระหว่างพึมพำ

“...” หวังหมิ่นไม่ตอบทำเพียงพยักหน้ากลับมา

เมื่อได้รับการยืนยันข้าไม่รอช้าที่จะทิ้งงานทุกอย่าง ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปหาหวังหมิ่น บานกระจกซึ่งคั่นกลางระหว่างพวกเราถูกเปิดอ้าออก สายลมและแสงแดดจากด้านนอกกระทบเข้ากับร่างกายโดยตรง

“หวังหมิ่น” ข้าเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้า ลอบสังเกตมองใบหน้าที่แม้จะตีนิ่งทว่ากลับปรากฏรอยแดงจางๆ ขึ้นมา

“ท่านกำลังยุ่งอยู่รึเปล่า” อีกฝ่ายเอ่ยถาม

“ไม่เลย” สำหรับเจ้าข้าไม่ยุ่งแม้แต่นิด

ข้าต่อประโยคอยู่ในใจ ฏีกานับสิบกับเอกสารอีกนับไม่ถ้วนนั่นไม่สำคัญไปกว่าเขา พูดให้ตรงกว่านี้คือไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าหวังหมิ่น

“คือ...ท่านยังจำได้รึเปล่าว่าเมื่อคืนข้าบอกว่าจะ...”

“จะ?” ไม่ได้อยากขัดแต่จำต้องถามกลับเนื่องจากหวังหมิ่นหยุดประโยคที่พูดไม่จบเอาดื้อๆ ประโยคนั้นรู้ว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยอะไรและเพราะรู้ถึงอยากได้ยินอีกครั้ง

“...จะจีบท่าน” หวังหมิ่นต่อประโยคจนจบในที่สุด ทั้งที่เมื่อวานยังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอยู่เลยไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเจือด้วยความเขินอายถึงเพียงนี้

ภาพพวงแก้มที่ขึ้นสีแดงจางๆ นั่นจะให้มองทั้งเดือนก็ไม่เบื่อ

รูปลักษณ์ของหวังหมิ่นนั้นอาจดูธรรมดาในสายตาของคนอื่นซึ่งถ้าแค่มองแบบผ่านๆ ก็คงใช่ทว่าเมื่อได้รู้จักไม่ว่าใครก็เป็นต้องชมชอบ หลักฐานก็คือจำนวนบุรุษและสตรีที่พากันมาสารภาพรักกับหวังหมิ่นอยู่ไม่เว้นวัน จากการสืบคนเหล่านั้นต่างเคยได้รับการช่วยเหลือไม่ก็เคยได้คุยกับเขามาก่อนทั้งนั้น

ช่างน่าจับตัวไปขังในห้องนอนข้านัก ส่วนข้อหาก็เป็นการทำให้จิตใจขององค์จักรพรรดิว้าวุ่นจนไม่เป็นอันทำอะไร...เอาแต่คิดจะประหารคนพร่ำเพรื่อเพราะความหึงหวง!

ขังไว้ซะจะได้ไม่ต้องไปโปรยเสน่ห์ให้ใครพากันมาสนใจ

“ข้ารอเจ้าจีบมาตั้งแต่เช้า นึกว่าจะลืมซะแล้ว” ข้าเท้าแขนกับกรอบหน้าต่างขณะพูดตอบ

“ไม่ลืมหรอกแต่ข้าจำแป็นต้องคิดและเตรียมการเล็กน้อย”

“เตรียมการอะไร...” ยังไม่ทันจะได้ถามช่อดอกไม้ก็ถูกยื่นมาตรงหน้าผม ช่อดอกไม้สีขาวมีดอกสีเหลืองแซมอยู่ประปรายซึ่งบริเวณก้านถูกพันไว้ด้วยเชือกสีขาว

“ให้ท่าน” หวังหมิ่นพูดต่อเมื่อเห็นว่าข้าเอาแต่นิ่งไม่ยอมรับดอกไม้ไป

“ขอบใจ...นี่คือการจีบของเจ้าหรือ” ข้าถามหวังหมิ่นโดยสายตากำลังไล่มองดอกไม้ในมือ กลีบดอกเรียวยาวจำนวนกว่ายี่สิบกลีบลายล้อมเกสรสีเหลืองสดอย่างลงตัว เพียงแค่มองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านมา

“การให้ดอกไม้ถือเป็นพื้นฐาน”

“หมายถึงในที่ที่เจ้าจากมา?” ข้าถามต่อเพราะถ้าเป็นที่แคว้นเผยซวาแห่งนี้มักจะซื้อของแทนใจให้กันอย่างพวกหยกหรือปิ่นปักผมมากกว่าจะเป็นดอกไม้

“แปลกหรือ” หวังหมิ่นถามกลับ

“ก็แปลกอยู่ ข้าเพิ่งเคยได้รับดอกไม้”

นี่นับเป็นครั้งแรกที่ข้าได้รับดอกไม้จากใครสักคน และดีใจที่คนแรกนั้นคือหวังหมิ่น

“ที่นี่เวลาจีบต้องทำเช่นไร”

“ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าทำตามประเพณีหรือวัฒนธรรมของที่นี่...ข้าต้องการให้เจ้าจีบในแบบของเจ้า” การจะบอกให้ทำตามมันง่ายแต่แบบนั้นจะได้อะไรล่ะจริงไหม

“นี่คือการจีบแบบของข้า” หวังหมิ่นบอกพลางส่งยิ้มบางๆ มาให้

“ข้าจะเอาไปใส่แจกันไว้” ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน ต้องพยายามให้อยู่ให้ได้นานที่สุด

“อืม”

“จะว่าไปดอกไม้นี่...ข้ารู้สึกคุ้นตายิ่งนัก” ระหว่างพูดก็เบนสายตาไปมองด้านข้างก่อนจะพบกับดอกไม้ชนิดเดียวกันปลูกเรียงรายเป็นพุ่มอยู่ริมผนัง

จริงด้วย...ดอกนี้คือดอกฉูจู๋ร์

เพราะมัวแต่ดีใจถึงเพิ่งมารู้สึกตัว รอบผนังของตำหนักด้านนอกมีดอกฉูจู๋ร์ปลูกเรียงรายอยู่นับร้อยต้นซึ่งส่วนมากจะเป็นดอกสีขาว จะมีเพียงไม่กี่ต้นที่มีสีดอกแตกต่างกันไปอย่างดอกสีเหลืองที่อยู่ในมือข้าเองก็เป็นดอกฉูจู๋ร์เช่นกัน จำได้ว่ายังมีที่เป็นสีแดงกับสีส้มด้วย

ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจต้นไม้ดอกไม้ด้านนอกเท่าไรแค่รู้ว่ามีปลูกไว้แต่ก็เท่านั้น หน้าที่การดูแลก็ให้ขันทีคนสนิทไปจัดการตามความเหมาะสม ครั้งแรกที่ได้มองดอกไม้นี้เต็มๆ ตาคือวันที่ได้พูดคุยกับหวังหมิ่นเมื่อห้าปีก่อน ในช่วงนี้ดอกฉูจู๋ร์กำลังบานสะพรั่ง

“ดอกเดซี่”

“ฮืม? เจ้าว่าอะไรนะ” ดอกเดซี่?

“ที่นี่ท่านเรียกว่าดอก...”

“ดอกฉูจู๋ร์” ข้าต่อให้

“ใช่ ดอกฉูจู๋ร์ แต่ข้าคุ้นเคยกับชื่อดอกเดซี่มากกว่า ก่อนหน้านี้นึกอยู่ตั้งนานก็นึกไม่ออกว่าเป็นดอกอะไร ในที่สุดก็นึกออกสักที” หวังหมิ่นมองดูดอกไม้บานสะพรั่งพร้อมรอยยิ้ม

“ดอกเดซี่...เป็นชื่อที่แปลกซะจริง” ออกเสียงก็ยากด้วย

“ท่านรู้จักความหมายของดอกเดซี่หรือไม่” คนตรงหน้าถามต่อ

“ความหมาย?”

“คงไม่รู้กระมัง” แค่เห็นใบหน้างงงวยของข้าหวังหมิ่นก็ได้คำตอบที่ต้องการแล้ว

“อืม...ไม่รู้” ดอกไม้แต่ละดอกมีความหมายด้วยงั้นหรือ

“ดอกเดซี่เป็นดอกไม้แห่งรัก”

“ดอกไม้แห่งรักหรือ” ข้าก้มหน้ามองดอกไม้ในมือ

“ดอกเดซี่แสดงถึงความรัก ความไว้ใจ ความบริสุทธิ์ใจรวมไปถึงความซื่อสัตย์ต่อกันและกัน” หวังหมิ่นขยายความต่ออีก มือข้างหนึ่งเอื้อมมาสัมผัสกับกลีบดอกสีเหลืองสดก่อนจะเงยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาประสานสื่อความรู้สึกมากมายที่มีให้มา

“มีความหมายที่ดี” เหมาะกับการจีบยิ่งนัก

ไม่เคยได้ยินว่าดอกไม้มีความหมายในตัวเองมาก่อน

“ท่านว่าดอกสีเหลืองหมายถึงอะไร” ดอกฉูจู๋ร์สีเหลืองถูกดึงขึ้นมาจากช่อแล้วเลื่อนมาอยู่ในระดับสายตาของข้า

“แต่ละสีมีความหมายไม่เหมือนกันหรือ” ข้าค่อนข้างแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน นึกว่าจะมีความหมายเดียวกันทุกสีซะอีก

“ใช่ ดอกสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไว้ใจซึ่งกันและกัน เป็นสีที่หาได้ไม่ยากดอกเดซี่ส่วนมากมักมีสีขาวอยู่แล้วซึ่งเป็นสีที่ข้าชอบที่สุด แต่ที่ข้าอยากจะสื่อให้ท่านรับรู้คือดอกสีเหลืองนี้”

“ดอกสีเหลืองหมายถึงสิ่งใด” ทั้งที่ยังไม่ได้ยินคำตอบแต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ หัวใจถึงได้เต้นรัวขึ้นมา

“ท่านลองทายไหม” รอยยิ้มนั้นคล้ายจะอยากถ่วงเวลาออกไป

“ข้าทายไม่ถูกหรอก”

“ลองก่อน”

“หากข้าไม่ลองทายเจ้าก็จะไม่เฉลยงั้นหรือ” ข้าถามกลับ

“ไม่แน่ว่าท่านอาจทายถูกก็เป็นได้”

“คงไม่ง่ายเช่นนั้น ข้าจะลองทายก็ได้ สีเหลืองเป็นสีเหมือนแสงจากดวงอาทิตย์ความหมายก็น่าจะเป็นความอบอุ่นและห่วงใยกระมัง” พยายามคิดเท่าที่คิดออก

“ยังไม่ถูกแต่ท่านก็ช่างคิดไม่น้อย ความอบอุ่นหรือ” หวังหมิ่นหมุนก้านดอกดอกฉูจู๋ร์สีเหลืองเล่น

“เฉลยมาเถอะหวังหมิ่น” อยากรู้จะแย่แล้ว

“จะเอาชนะใจท่านให้ได้”

“...” นั่นคือความหมายหรือ

“ดอกเดซี่สีเหลืองคือตัวแทนของความพยายามในการเอาชนะใจคนที่ชอบหรือรัก การที่ข้าให้ดอกสีขาวกับดอกสีเหลืองกับท่านไปเพราะข้าอยากให้ท่านรู้ว่าข้ารักท่านด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์และจะพยายามเอาชนะใจของท่านให้ได้ ไว้ใจข้าและมอบหัวใจของท่านให้ข้าเถอะชูร์เชียน”

“...” ดวงตาสีดำขลับของข้าถึงกับเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากของหวังหมิ่นที่ปกติไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาเท่าไร

ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดที่ชวนให้หัวใจเต้นถี่รัวเช่นนี้

หรือกำลังฝันอยู่

“...อย่าเอาแต่เงียบสิ” คนตรงหน้าเริ่มหน้าขึ้นสีระเรื่ออีกครา

“อ่า...ข้ายังตกใจอยู่”

“ท่านแค่ตกใจแต่ข้าอายมาก” หวังหมิ่นยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง

“น่ารักซะจริงหวังหมิ่น” น่ารักจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือข้างที่ไม่ได้ถือดอกไม้ไปลูบพวงแก้มสีสดด้วยรอยยิ้ม

“...ท่านน่ารักกว่าข้าอีก” อีกฝ่ายมองใบหน้าอันประดับด้วยรอยยิ้มของข้าขณะพูด

“ข้ายอมน่ารักหากจะสามารถทำให้เจ้ารักได้”

“ข้าบอกไปแล้วว่ารักท่าน” น้ำเสียงของหวังหมิ่นติดสั่นอยู่น้อยๆ คล้ายจะไม่ชินกับการแสดงความรู้สึกรักชอบสักเท่าไร

“หวังหมิ่น...ขยับเข้ามาใกล้อีก”

“ฮืม? ใกล้ได้เท่านี้เดี๋ยวจะโดนดอกไม้...อื้ออ~” ข้าไม่ปล่อยให้หวังหมิ่นได้เอ่ยจบประโยคโน้มตัวออกไปนอกหน้าต่างประกบริมฝีปากกับอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว

หวังหมิ่นแสดงสีหน้าตกใจออกมาพร้อมกับอาการขัดขืนเล็กๆ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินยอมเปิดรับสัมผัสอันดุดันจากปลายลิ้นที่สอดแทรกเข้าไปเกี่ยวพันจนได้ยินเสียงครางออกมาเป็นระลอก

ความรู้สึกดีแล่นเข้ามาไม่ขาด ยิ่งได้รับการตอบสนองจากปลายลิ้นของหวังหมิ่นที่ขยับเข้ามาเกี่ยวพันก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้ทยานขึ้นไปอีก

จุมพิตอันร้อนแรงส่งผ่านความร้อนไปทั่วทั้งร่างจนไม่อยากจะละออก

“อ่า...หวังหมิ่น...ขออีกครั้ง” หลังจากผละออกมาจากจูบนั้นข้าไม่รอช้าหมายจะเข้าไปจูบอีกคราทว่าหวังหมิ่นกลับเป็นฝ่ายก้าวถอยหลังเพื่อหลบเลี่ยง

“พอ...พอเลย ใช่สถานที่ที่ท่านควรทำเช่นนี้หรือ” หวังหมิ่นหันซ้ายขวามองดูรอบกาย เขาคงไม่อยากให้ใครที่ผ่านมาเห็นฉากวาบหวามเข้า

“ไม่ว่าที่ใดข้าก็จูบเจ้าได้ ดีซะอีกให้คนอื่นเห็นจะได้กระจายข่าวออกไป หมดปัญหาคนที่ชอบมายุ่งกับเจ้า” หากเป็นไปได้ก็อยากจะจับหวังหมิ่นจูบกลางท้องพระโรงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

“ชูร์เชียน”

“เจ้าไม่อยากให้ใครรู้เรื่องระหว่างข้ากับเจ้าหรือ” ข้าพร้อมที่จะบอกกับทุกคนเรื่องของพวกเรา

“ไม่ใช่ เพียงแต่ท่านไม่ควรจูบในที่สาธารณะ ข้าอาย” หวังหมิ่นขึ้นเสียงในประโยคสุดท้าย

“ก็เจ้าอยากทำตัวน่ารักให้ข้าอยากจูบทำไม” เรื่องจูบนี้ไม่ใช่ความผิดของข้าแต่เป็นเพราะความน่ารักของหวังหมิ่นทำให้อดใจไม่ไหว

“ข้าไม่ได้ทำ” อีกฝ่ายปฏิเสธส่ายหัวดิ๊กๆ ชวนให้อยากคว้าตัวมาจูบอีกสักครั้ง

“เจ้ากำลังทำอยู่”

“...ข้ามีงานต้องทำ ขอตัวก่อน” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ตัดบทการสนทนาไปดื้อๆ คล้ายจะทนต่อความเขินอายไม่ไหวจึงต้องถอยไปตั้งหลักก่อน

ข้ายืนมองแผ่นหลังของหวังหมิ่นที่จากไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่ไม่รู้ว่าจะสามารถหุบยิ้มได้เมื่อไร ความสุขและความยินดีภายในอกเหมือนกำลังจะล้นทะลักออกมา

จากนั้นวันเวลาก็ไหลผ่านไปกว่าหนึ่งอาทิตย์ นับเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่ข้ายิ้มไม่หุบจนเกือบคิดว่าตัวเองใกล้บ้าขึ้นทุกที หวังหมิ่นให้ดอกไม้เพียงแค่วันแรกส่วนวันอื่นๆ นั้นใช้วิธีการจีบที่ไม่เหมือนกันอย่างเมื่อวานข้าได้กินมื้อเย็นที่หวังหมิ่นเป็นคนทำทั้งหมด วันก่อนหน้าได้หวังหมิ่นมาช่วยนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย วันก่อนนู้นหวังหมิ่นหยิบเครื่องดนตรีมาเล่นให้ฟังพร้อมกับฮัมเพลงคลอ

ตอนนี้ข้ารู้สึกไม่ต่างกับการตกหลุมรักหวังหมิ่นอีกครั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็รักมากอยู่แล้ว

รักจนถอนตัวไม่ขึ้น

“...อาหารที่หวังหมิ่นทำนั้นอร่อยมากโดยเฉพาะเมนูไก่ผัดซอสอะไรสักอย่างที่ใช้มะเขือเทศเป็นส่วนผสม รสชาติออกเปรี้ยวหวานผสมกันทำให้ข้าหยุดลิ้มลองไม่ได้ ใบหน้าของหวังหมิ่นที่พยายามเม้มปากสะกดกลั้นรอยยิ้มหลังได้รับคำชมนั่นน่ารักเป็นที่สุด” ข้าระบายความรู้สึกที่อัดอั้นกับน้องชายอย่างเชิงเทียน

วันนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วันที่จะว่างเว้นจากงานในช่วงบ่ายจึงได้ถือโอกาสช่วงหวังหมิ่นต้องจัดการงานมาเยี่ยมเยือนน้องชายเพื่อแสดงความยินดีที่น้องสะใภ้หรือเซียนหวาตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว

ตอนแรกก็มาแสดงความยินดีแต่คุยไปคุยมากลับกลายเป็นข้าที่เป็นฝ่ายพูดถึงหวังหมิ่นไม่หยุดอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนเชิงเทียนก็นั่งพังพลางจิบน้ำชายามบ่ายไปด้วย เซียนหวาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไม่ได้อยู่ร่วมพูดคุยด้วยพอคุยกันได้ไม่นานเชิงเทียนก็ให้นางกลับห้องไปพักพร้อมกับเด็กรับใช้อีกสี่คน เรียกว่าคอยดูแลอย่างดีทุกฝีก้าวซึ่งก็นับว่าถูกต้องแล้ว

หากได้บุตรชายข้าจะแต่งตั้งให้เขาเป็นรัชทายาทเพราะอย่างไรข้าก็ไม่คิดจะมีทายาทอยู่แล้ว

“เสด็จพี่พูดเช่นนั้นทำให้ข้าอยากเห็นขึ้นมาเลย ใบหน้าของเขาคงจะน่ามองมากแน่” เชิงเทียนตัดขนมสีขาวขุ่นเข้าปากขณะพูด

“ไม่ได้ ข้าเห็นได้คนเดียว”

“เสด็จพี่จะหวงเขาแม้แต่กับน้องชายหรือ”

“ไม่ว่ากับใครข้าก็หวงทั้งนั้น” ข้าตอบอย่างไม่ลังเล

ไม่ใช่แค่หวงธรรมดาแต่หวงมาก

“เขามีบางอย่างที่ดึงดูดคนรอบกายให้เข้าหาและรู้สึกวางใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้” เชิงเทียนพูดต่อ

“มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือ” ที่ถามกลับเพราะไม่บ่อยนักที่เชิงเทียนจะเอ่ยชมใคร จำได้ว่าก่อนหน้านี้เชิงเทียนมีอคติกับหวังหมิ่นอยู่ไม่น้อยแต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ อคตินั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความไว้ใจและสนิทสนม

“เสด็จพี่อาจไม่รู้ว่าหวังหมิ่นมาหาเซียนหวาหลังจากข้าพาเขามาคุยที่นี่”

“หวังหมิ่นมาหาเซียนหวา?” จริงอยู่ว่าหวังหมิ่นเคยหลงใหลและคิดจะหมายปองเซียนหวาแต่นั่นไม่ใช่หวังหมิ่นในตอนนี้ นั่นหมายถึงเขาแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเซียนหวาจนต้องมาพบเช่นนี้

“เขามาขอโทษเซียนหวา ขอให้เธออภัยกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ตอนแรกข้าคิดจะเข้าไปขัดแต่สุดท้ายก็มองอยู่ห่างๆ ผ่านไปไม่นานเซียนหวาก็ให้อภัยอย่างง่ายดายแถมจากนั้นยังสนิทกันขึ้นมาซะอย่างนั้น ตอนที่ตั้งครรภ์เองเขาก็เป็นคนแรกๆ ที่มาแสดงความยินดีพร้อมกับบอกวิธีในการดูแลตัวเองในช่วงนี้”

“หวังหมิ่นไปรู้วิธีการดูแลตัวเองของสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ได้อย่างไร”

“เรื่องนั้นข้าเองก็สงสัยและคราแครงอยู่ไม่น้อยกระทั่งเซียนหวาแพ้ท้องอย่างหนัก หมอหลวงที่พากันมาไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้นางจึงขอข้าให้ลองใช้วิธีที่หวังหมิ่นบอก”

“ได้ผลหรือไม่” ข้าถามต่อ

“ได้ผลชะงัดเลย หมอหลวงพากันหน้าซีดกันเป็นแถว นับจากนั้นเขาก็มาหาเซียวหวาเป็นบางครั้งเพื่อคุยเล่น เซียนหวาดูจะถูกใจหวังหมิ่นมาก แค่ข้าพูดกระทบหน่อยก็โกรธจนไม่คุยกับข้า ตอนนี้แม้แต่ข้ายังต้องเกรงใจเขาเลย” เชิงเทียนเริ่มระบายความในใจออกมา

“ข้าเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้” ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย

“เขาคงไม่ได้บอกเสด็จพี่กระมัง”

“อืม สงสัยต้องไปถามกับเจ้าตัวหน่อยว่าเหตุใดจึงเชี่ยวชาญนัก” การดูแลตัวเองในขณะที่ตั้งครรภ์ไม่ใช่บุรุษคนใดก็จะรู้ได้ อย่างน้อยๆ ทั้งข้าและน้องชายก็ไม่เคยรู้มาก่อน

“เสด็จพี่สงสัยว่าเขามีครอบครัวอยู่นอกวังหรือ” เชิงเทียนถามกลับ

“ถ้ามีจริงข้าคงไม่ยอมอยู่เฉย”

“อย่าทำหน้าเช่นนั้นเลยเสด็จพี่ ข้าเพียงแค่ล้อเล่น”

“ข้ายังวางใจไม่ได้จนกว่าจะได้ยินจากปากเจ้าตัวโดยตรง”

“เสด็จพี่รักเขามากหรือ” อีกฝ่ายถามทั้งที่น่าจะเดาคำตอบได้

“มากที่สุดเลยล่ะ”

“เช่นนั้นสถานะของเขาตอนนี้คือคนรักของเสด็จพี่หรือ” เชิงเทียนถามต่อ

“ตอนนี้ยังไม่ใช่”

“หมายถึงอย่างไร”

“ตอนนี้เขากำลังจีบข้าอยู่ แต่อีกไม่นานหรอกข้าจะให้สถานะนั้นกับเขาอย่างแน่นอน” ทุกวันนี้ข้ามีความสุขมากที่ได้เห็นการจีบของอีกฝ่าย รู้สึกดีจนไม่อยากให้การจีบในครั้งนี้จบลง

“เรื่องนี้เกรงว่าเหล่าขุนนางคงไม่ทราบ เพราะเหตุการณ์ตอนจับเสนาบดีชวนอี้เหลิ่งทำให้เกือบทั้งวังหลวงรู้เรื่องที่หลี่หวังหมิ่นหมดความโปรดปราน”

“แล้วอย่างไร”

“เสด็จพี่...ข้ามีเรื่องที่คิดว่าควรจะบอกให้ท่านรู้ไว้” อยู่ๆ น้ำเสียงของเชิงเทียนก็จริงจังขึ้น

“ว่ามา”

“เพราะทุกคนคิดว่าหวังหมิ่นหมดความโปรดปรานจากท่านตอนนี้จึงได้มีการแย่งชิงตัวเขาอยู่”

“ว่าอย่างไรนะ?!” มือข้าที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบถึงกับชะงักเงยหน้าขึ้นมองน้องชายด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

แย่งชิงตัวหวังหมิ่น?

เกิดอะไรขึ้นกัน

“คงเพราะเขายังอายุยังน้อยแต่ได้เป็นถึงแม่ทัพอีกทั้งยังนิสัยดี ใครเห็นก็อยากได้มาเป็นบุตรเขย ตอนนี้เลยมีขุนนางหลายคนไปเสนอบุตรสาวตัวเองให้เขากันเป็นแถว”

“จริงเท็จเพียงใด” ข้าพยายามทำใจให้นิ่ง ไม่แน่นว่าอาจเป็นเพียงแค่ข่าวลือ

“เมื่อวันก่อนข้าเห็นกับตาว่าเขาถูกขุนนางสามสี่คนล้อมรอบเสนอบุตรสาวอยู่” คำพูดของเชิงเทียนทำให้ข้าลุกขึ้นยืนทันควัน

“ข้ากลับก่อน” ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดคุยกับน้องชายแล้ว

“เสด็จพี่จะไปหาหวังหมิ่นหรือ” เชิงเทียนถามด้วยน้ำเสียงรู้ทัน

“ใช่ ข้าน่าจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว”

“และเจ้าของยังดุมากด้วย” น้องชายต่อประโยคพร้อมรอยยิ้มเย้าแหย่

“พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้าใกล้เลย” ไม่คิดว่าหวังหมิ่นจะไปเป็นที่ต้องตาของเหล่าขุนนางแบบนั้น ส่วนหนึ่งคงเพราะเห็นแววความก้าวหน้าอีกส่วนคงเป็นนิสัยใจคอหลายคนจึงได้พากันแย่งชิง

“เสด็จพี่ควรประกาศเรื่องนี้”

“ข้าทำแน่ และจะทำวันนี้ด้วย” ข้าพลาดเองที่ไม่ได้กระจายข่าวว่าตัวเองและหวังหมิ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว เขายังคงเป็นที่โปรดปรานอยูเสมอไม่ว่าจะเป็นจากนี้หรือตลอดไป ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์จะครอบครอง

“เร็วไปกระมัง ได้ยินว่าเสด็จพี่กับเขายังไม่ได้เป็นคนรักกัน...”

“จะเป็นวันนี้ และจะประกาศวันนี้เลย” ข้าพูดแทรกน้องชาย

“ข้าคงห้ามเสด็จพี่ไม่ได้”

“รู้ก็ดีแล้ว ข้าขอตัวก่อน” บอกลาเสร็จข้าไม่รอข้าก้าวยาวๆ ออกจากตำหนักของน้องชายไป

เหล่าขันทีและองครักษ์ซึ่งตามอยู่ด้านหลังถูกสั่งให้กระจายกันออกไปหาตัวหวังหมิ่น จากที่คาดการณ์หวังหมิ่นน่าจะจัดการงานอยู่ในห้องส่วนตัวข้าจึงมุ่งหน้าไปทางนั้นโดยไม่รอเหล่าขันทีหรือองครักษ์กลับมาก่อน

ข้าก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันตกของวังหลวง ในจังหวะที่กำลังจะผ่านตำหนักแห่งหนึ่งสายตาก็เหลือบไปเห็นเส้นผมสีดำซึ่งถูกมัดรวบเป็นจุกอยู่ด้านหลังเข้า ผู้คนที่นี่ส่วนมากมักจะไว้ผมยาวไม่ก็มัดรับเป็นจุกใส่ที่ครอบ ไม่มีใครไว้ผมสั้นและมัดไปด้านหลังเช่นนั้นเหมือนกับหวังหมิ่นจึงสามารถแยกแยะได้ง่าย

ร่างของหวังหมิ่นถูกรายล้อมด้วยเหล่าขุนนางจากหลายฝ่ายอย่างคนทางขาวนั้นเป็นรองหัวหน้ากรมพิธีการ ส่วนคนทางซ้ายเป็นหัวหน้ากรมปกครอง เรียกว่ามีแต่ระดับแนวหน้าทั้งนั้น

“หวังหมิ่น...เจ้าปฏิเสธการทาบทามมาหลายครั้งแล้วนะ” รองหัวหน้าฝ่ายพิธีการเอ่ยขึ้น

“จริงด้วย วันก่อนได้ยินว่าเจ้าปฏิเสธบุตรสาวของเสนบดีเหิน เจ้าลองบอกมาว่าชอบสตรีแบบใดบ้านข้ามีทั้งลูกสาวสามคนและหลานอีกสี่คนต้องมีคนที่ต้องตาเจ้าแน่” หัวหน้ากรมปกครองถามต่อ

“ข้าเองก็ลำบากใจแต่ไม่อาจตอบรับพวกท่านได้จริงๆ ขออภัยด้วย” สีหน้าของหวังหมิ่นดูลำบากใจไม่น้อย เขาคงไม่ชินกับการต้องมาถูกรายล้อมขอไปเป็นเขย

จะว่าไปไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือลักษณะนิสัยภายในก็ล้วนเป็นคนในอุดมคติสำหรับการไปเป็นเขยของหลายๆ ตระกูล หน้าตาไม่โดดเด่นทว่าแลดูสุภาพดี ไม่เจ้าชู้ เป็นมิตรและเป็นที่พึ่งพาได้ ไม่ว่าตระกูลไหนได้ไปต้องเหมือนได้รับพรก็ไม่ปาน

น่าเสียดายที่จะไม่มีตระกูลใดได้ไปทั้งนั้น!

“หรือเจ้าไม่ชอบสตรีหรือ” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เป็นคำถามที่ทำให้ข้าหยุดขาที่กำลังก้าวไปหาและรอฟังคำตอบจากปากของหวังหมิ่น

“ข้าไม่ได้ยึดติดกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็ได้ทั้งนั้นขอเพียงแค่ข้ามีความรู้สึกชอบ” หวังหมิ่นตอบคำถาม

“เช่นนั้นยิ่งดี บ้านข้าก็มีบุตรชายอยู่สองคนหลายชายอีกสาม เจ้าหาวันมาบ้านข้าสิจะได้เจอกับทุกคน” หัวหน้ากรมปกครองรีบพูดชักชวนทันที

“ขออภัย ตอนนี้ข้ามีคนที่มอบความรู้สึกนั้นให้อยู่แล้ว” เป็นอีกครั้งที่หวังหมิ่นปฏิเสธ

“ไม่จำเป็นต้องมีเพียงคนเดียวนี่หวังหมิ่น ต่อให้เจ้ามีคนที่ชอบแล้วก็แต่งตั้งให้เป็นภรรยาเอกไป ยังเหลือพื้นที่ให้ภรรยาน้อยอีกหลายคน” ข้าซึ่งฟังอยู่ถึงกับคิ้วกระตุก

คิดจะยุยงให้หวังหมิ่นมีคนอื่นนอกจากข้า?

ชักจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว

สงสัยว่าคงได้เวลาเปลี่ยนหัวหน้ากรมปกครองแล้วกระมัง

“สำหรับข้าแค่คนเดียวก็พอแล้วขอรับ”

“หวังหมิ่น...”

“พอแค่นั้น” ข้าที่ทนไม่ไหวก้าวเข้าไปยืนข้างหวังหมิ่นโอบไหล่อีกฝ่ายเข้ามาแนบชิด ใช้ดวงตาสีดำขลับที่หลี่ลงราวกับคมมีดไล่สายตามองใบหน้าของบรรดาขุนนางพร้อมกับคาดโทษไว้ในใจ ทุกคนล้วนเป็นขุนนางที่มีชื่อเสียงและอำนาจกันทั้งนั้น

“ฝ่าบาท?” บรรดาขุนนางพากันทำความเคารพแทบไม่ทัน

“ทำอะไรอยู่หวังหมิ่น” ข้าไม่สนใจพวกเขาหันไปถามหวังหมิ่นแทน

“ปฏิเสธการดูตัวพ่ะย่ะค่ะ” หวังหมิ่นตอบอย่างไม่ปิดบัง เขาคงรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถตบตาหรือโกหกได้

“ฮืม...เจ้ากล้าดูตัวทั้งที่กำลังตามจีบข้าอย่างนั้นหรือ” ข้าจงใจเน้นคำว่า ‘จีบข้า’ ให้ทุกคนในละแวกนั้นได้ยินซึ่งทุกคนที่ได้ยินพากันเบิกตากว้างมองหน้าข้าสลับกับหวังหมิ่นด้วยความตกตะลึง

เรื่องที่หวังหมิ่นเป็นที่โปรดปรานของข้าไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แปลกคือการที่หวังหมิ่นกำลังตามจีบข้าที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิอยู่ต่างหาก

“กระหม่อมเพิ่งบอกไปว่าปฏิเสธนะพ่ะย่ะค่ะ” อีกฝ่ายเงยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมาสบประสาน

“แต่คนอื่นดูจะไม่ยอมให้เจ้าปฏิเสธกระมัง ว่าอย่างไร” รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าข้าดูเหมือนจะไม่ทำให้บรรดาขุนนางผ่อนคลายลงแม้แต่นิด ตรงกันข้ามแต่ละคนทำหน้าเหมือนกำลังถูกข่มขู่อยู่

“...กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้ากรมปกครองก้มศีรษะลงขณะเอ่ยเสียงสั่นเครือ ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบก้มหัวตามมา

“พวกท่านทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ” ข้ากระชับไหล่ของหวังหมิ่นเข้ามากอดแน่นขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของพวกเรา

“กระ...กระหม่อมไม่ควรล่วงเกินคนของฝ่าบาท” อีกฝ่ายตอบกลับโดยที่ยังคงก้มหน้าอยู่

“ท่านพูดผิดไป ไม่ใช่คนของข้าแต่เป็นคนรักของข้า”

“พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ”

“ฝากบอกกับทุกคนที่คิดจะแย่งตัวหวังหมิ่นไปเป็นเขยว่าตัดใจซะ เขามีเจ้าของแล้ว” ข้ากดเสียงต่ำแสดงอำนาจผ่านทางน้ำเสียงกดดันให้ยอมทำตาม หมดหนทางใดๆ ให้ปฏิเสธ

“พ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางขานรับอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะถอยหลังจากไปอย่างนอบน้อม

บริเวณนี้เป็นริมตำหนักเปล่าอันปราศจากคนอาศัยจึงไม่ค่อยมีใครผ่านตรงนี้นัก พอเหลือกันอยู่สองคนความเงียบก็เข้าปกคลุม ข้าหันไปมองหน้าหวังหมิ่นซึ่งเอียงข้างหันมามองอยู่ก่อนแล้ว

“ช่วงบ่ายพระองค์ไม่ต้องทำงานหรือ”

“ตอนนี้พวกเราอยู่กันสองคน” ความหมายคือไม่ต้องใช้คำพูดเช่นนั้น

“ท่านไม่ต้องทำงานหรือ” หวังหมิ่นเองก็เข้าใจจึงเปลี่ยนคำพูดที่ใช้

“ช่วงบ่ายข้าว่าง เจ้าถูกจีบเยอะเกินไป ข้าควรจะให้เจ้าแขวนป้ายว่ามีเจ้าของแล้ว” คำพูดอาจฟังดูเหมือนข้ากำลังพูดเล่นทว่าภายในใจกลับคิดจะทำเช่นนั้นจริงๆ

“ข้ายังไม่มีเจ้าของ”

“หลี่หวังหมิ่น” ข้าเรียกอีกฝ่ายเสียงนิ่ง

“ข้าพูดผิดหรือ ตอนนี้ข้ายังไม่มีใครเป็นเจ้าของ...มีเพียงแค่กำลังตามจีบคนคนหนึ่งอยู่เท่านั้นซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเพียงใดกว่าคนคนนั้นจะตอบรับความรู้สึกของข้า” หวังหมิ่นขยับตัวออกจากการกุมไหล่ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากันตรงๆ

“ไม่ต้องจีบแล้ว”

“ไม่ต้องแล้วหรือ”

“ใช่” ให้จีบต่อก็มีแต่จะตกหลุมรักความน่ารักของหวังหมิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เท่านั้น

“เช่นนั้นแล้ว?”

“ก่อนหน้านั้นข้ามีเรื่องที่อยากรู้”

“เรื่องใด” หวังหมิ่นพยักหน้าเป็นเชิงให้ถามได้

“เจ้า...เคยมีภรรยาหรือลูกมาก่อนงั้นหรือ” นั่นเป็นคำถามที่คาใจอยู่

“ฮืม? ทำไมจึงถามเช่นนั้น” อีกฝ่ายทำหน้าฉงน

“ได้ยินมาว่าเจ้าให้คำแนะนำเซียนหวาเรื่องการดูแลตัวเองได้อย่างไม่มีที่ติ”

“ท่านจึงคิดว่าข้าเคยมีภรรยาและลูกน้อย?”

“ใช่” ข้าพยักหน้ายอมรับ

“ข้าไม่มีไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือลูก ที่ข้ารู้วิธีเพราะชอบอ่านหนังสือหลายประเภท หนึ่งในนั้นมีความรู้ในการดูแลตัวเองของหญิงตั้งครรภ์และข้าก็จำได้” หวังหมิ่นอธิบายให้ฟังอย่างไม่รีบร้อน

“เช่นนี้นี่เอง”

“ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ไปหาท่านอ๋องมาหรือ” อีกฝ่ายถามกลับ

“อืม ข้าได้รู้เรื่องที่เจ้าถูกแย่งชิงตัวไปเป็นเขยจากเชิงเทียน”

“ท่านจึงรีบมาหาข้า?”

“ตามที่เจ้าเข้าใจ”

“ท่านคิดว่าข้าจะตอบตกลงหรือ” ดวงตาคู่นั้นมองมาคล้ายจะถามหาความเชื่อใจ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ตกลงแน่ ที่ข้ารีบมาเพราะอยากให้เจ้าเป็นคนรักของข้าสักที ข้าจะได้ประกาศเรื่องของพวกเราให้ทุกคนได้รับรู้ จากนี้จะไม่มีใครกล้าเข้าหาเจ้าอีก” นี่คือเหตุผลที่ข้ารีบร้อนจะมาหาหวังหมิ่น

“เรื่องนี้หาใช่เพราะข้าแต่เป็นเพราะท่านต่างหาก”

“เพราะข้า? เรื่องใด”

“ข้าไม่ใช่ไม่อยากจะเป็นคนรักของท่าน แต่เป็นท่านเองที่บอกว่าอยากให้ข้าจีบทำให้สถานะของเราไม่อาจเรียกว่าคนรักได้” หวังหมิ่นมองมาทางนี้ด้วยสายตาติดไม่พอใจอยู่หลายส่วน

“ก็ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะจีบอย่างไร”

“แล้วถูกใจท่านหรือไม่...วิธีการจีบของข้า”

“ย่อมถูกใจ น่ารักมากจนข้าตกหลุมรักเจ้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง” ความรู้สึกที่มีอยู่เดิมเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งได้รู้จักตัวตนของหวังหมิ่น

“แล้วที่ท่านบอกว่าไม่ต้องจีบแล้วเล่า” อีกฝ่ายเอ่ยคำถามต่อไป

“อืม...ไม่ต้องจีบแล้วเพราะข้าอยากให้เจ้ามาเป็นคนรัก”

“แปลว่าข้าจีบท่านติดแล้ว?”

“ใช่ จีบติดตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เริ่มจีบด้วยซ้ำ” ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะสลับขั้นตอนกันวุ่นไปหมด กระโดดจากขั้นตอนแรกมาเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้วจึงกลับไปเป็นขั้นตอนที่สอง แต่ไม่ว่าอย่างไรผลลัพธ์ที่ออกมาคือข้ารักหวังหมิ่นและอยากให้เขามาเป็นคนรัก

“ข้าถึงบอกท่านว่าพวกเราข้ามขั้นกันไปมากแล้ว” หวังหมิ่นพูดต่อ

“เช่นนั้นก็...”

“ชูร์เชียน” หวังหมิ่นเอ่ยเรียกแทรกประโยคที่ข้ายังไม่ทันพูดจบ

“ฮืม?”

“เป็นคนรักของข้านะ” ประโยคที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่ายเรียกรอยยิ้มของข้าให้ปรากฎขึ้นทันตา...เป็นรอยยิ้มกว้างอันเปี่ยมไปด้วยความดีใจแต่ผ่านไปไม่นานรอยยิ้มก็ค่อยๆ หุบลงเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“...เจ้าควรให้ข้าเป็นคนเอ่ย” รู้สึกเหมือนกำลังถูกแย่งหน้าที่

“ในเมื่อข้าเป็นคนจีบท่านก็ควรจะเป็นข้าที่ขอท่าน” ฟังดูแล้วเหมือนจะมีเหตุผลแต่ก็นะ

“ข้ายอมเจ้าหวังหมิ่น” ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นอะไรข้าก็ยอมให้หวังหมิ่นหมด

“เช่นนั้นคำตอบเล่า” อีกฝ่ายถามหาคำตอบ

“เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วกระมัง”

“หากไม่บอกข้าอาจได้ไปดูตัวกับตระกูลไหนสักตระกูล”

“เจ้ากล้าขู่ข้าหรือหวังหมิ่น”

ใครจะเชื่อว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิอย่างข้ากำลังถูกข่มขู่และยอมตกอยู่ใต้อาณัติของคนคนหนึ่งด้วยความยินดี

“ข้าเปล่า”

“เจ้ากำลังทำอยู่ชัดๆ อย่าได้เห็นว่าเจ้าไปข้องแวะกับตระกูลใดเชียว ข้าไม่ละเว้นแน่” อย่าคิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถขู่ได้คนเดียวเชียว

“ไม่ละเว้นตระกูลนั้น?”

“ใครว่า ไม่ละเว้นเจ้าต่างหากหลี่หวังหมิ่น” แค่ตระกูลตระกูลหนึ่งไม่ได้ลำบากในการจัดการ ที่ต้องจัดการก่อนเป็นอันดับแรกคือหวังหมิ่น จะทำให้ไม่มีแรงก้าวลงจากเตียงไปหาผู้ใดเลย

“...ข้าไม่คิดจะทำหรอก”

“จริงหรือ” ข้าเลิกคิ้วขึ้น

“อืม”

“ดีมาก”

“แล้ว...คำตอบเล่า” หวังหมิ่นวกกลับบทสนทนาเริ่มแรกอีกครา

“ยังต้องถามอีกหรือ...นอกจากตกลงแล้วข้าไม่คิดจะเอ่ยคำอื่น” คำปฏิเสธไม่เคยมีอยู่ในหัวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“แปลว่าตอนนี้สถานะของพวกเราคือ...”

“คนรัก” ข้าเอ่ยคำคำนั้นออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“อืม...คนรัก” ใบหน้าของหวังหมิ่นเองก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นเช่นกันแม้จะเป็นรอยยิ้มที่พยายามสะกดกลั้นไว้แต่ดูเหมือนจะไม่อาจตบตาข้าได้

“หวังหมิ่น” ทันทีที่เรียกข้าโน้มศีรษะเข้าไปใกล้ประกบริมฝีปากของตัวเองลงยังริมฝีปากของหวังหมิ่นโดยไม่มีการล่วงล้ำเหมือนอย่างที่ผ่านมา มีเพียงแนบสัมผัสนั้นและผละออกก่อนจะทำเช่นเดิมซ้ำอยู่หลายครากระทั่งแก้มของหวังหมิ่นถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงระเรื่อ

คนรัก

สถานะใหม่ของพวกเรา

นับจากวันนี้ข้าจะได้เปิดเผยต่อหน้าทุกคนได้อย่างเต็มปากสักทีว่าคนคนนี้เป็นของชางชูร์เชียน และจะเป็นตลอดไป

...................................................

หวานนนนนน

อะไรจะหวานกันปานนี้

ตอนนี้คือที่สุดของความหวาน น้ำตาลสิบโลก็ยังไม่หวานเท่า

มดยังต้องกระอักสำลักความหวานนี้

ตอนแต่งจบแล้วเรายังตกใจตัวเองเลยว่าแต่งหวานขนาดนี้ได้ยังไง

แบบนี้ถ้าจะแต่งฉากที่หวานกว่านี้คงยากแล้ว 555

มีเรื่องหนึ่งมาแจ้ง อาจจะกระทันหันไปนิดแต่ตอนหน้าเป็นตอนจบแล้วนะคะ

ฝากติดตามตอนสุดท้ายกันด้วยน้าาา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น