งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 407

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 14
แบบอักษร

 

 

ต้องเลือก 

 

 

เช้าของอีกวันนาราภัทรก็ยังไม่ยอมลงมาร่วมโต๊ะด้านล่าง คนเป็นน้องอย่างภัคพรก็ทำได้แค่บอกออกไปตามความเป็นจริง

“ขอโทษนะคะพี่วี ฟ้าพยายามเกลี้ยกล่อมแล้วแต่ยังไงพี่น้ำก็ไม่ยอมท่าเดียว อย่าโกรธพี่น้ำเลยนะคะ” เธอเองก็ไม่รู้จะยืนข้างใคร ทั้งไม่เข้าใจการกระทำของพี่สาวที่เมื่อวานลงไม้ลงมือกับใออัยแบบนั้น ส่วนที่พอจะสรุปได้ก็กลัวตัวเองคิดบรรเจิดเกินไปจึงสงบจิตสงบใจคิดว่าพี่ของเธอคิดมากไปเอง เพราะเท่าที่เธอเห็นคนทั้งคู่ก็ดูปกติไม่ต่างจากนายจ้างและลูกจ้างทั่วไป ซ้ำการกระทำต่าง ๆก็อยู่ในขอบเขตที่พึ่งกระทำได้ไม่เกินเลยอะไร นั่นคือสิ่งที่น้องสาวคิดซึ่งมันต่างจากที่นราภัทรพบเจอ

“พี่เข้าใจ แล้วฟ้าจะออกไปไหนหรือเปล่าพี่จะได้ให้คนเตรียมรถไว้รอ” คนถามนั่งมองหน้าภัคพรที่กำลังนึกถึงสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็อดเป็นห่วงพี่สาวไม่ได้ ทั้งกลัวโดนว่าสุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปไหนคงจะดีกว่า อีกอย่างรอบ ๆ บ้านพักหลังนี้ก็น่าเดินเล่นไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไม่ดีกว่าค่ะ ฟ้าว่าจะลองเดินรอบ ๆแถวนี้ไปพลางๆก่อน”

“ตามใจแล้วกัน พี่คงต้องออกไปทำงานก่อน คุณปราณีเธอมารอนานแล้ว” เป็นอันว่าตกลง เลขาสาวที่มารับกวีถึงหน้าบ้านรีบเดินนำออกไปก่อน

“พี่อัยก็ไปด้วยแบบนี้ฟ้าเหงาแน่เลย แต่ไม่เป็นไร สู้ๆนะคะพี่อัย” เธอให้กำลังใจคนตัวบางไม่ต่างจากเธอ ที่ตอนนี้อยู่ในชุดเรียบร้อยสีฟ้าอ่อนโทนอบอุ่น ใออัยเองก็ยิ้มรับก่อนเข็นรถพากวีออกมาขึ้นรถที่จอดรออยู่ ด้านนอก ซึ่งมีวินที่เป็นคนขับรถของบ้าน ปราณีเลขาของกวีและพนักงานหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนรออยู่

“คุณอัย ให้พีระกับนายวินช่วยดีกว่าค่ะ” เสียงเลขาสาวเอ่ยบอกเมื่อเห็นคนตัวเล็กทำท่าจะพยุงเจ้านายของตนขึ้นรถ ท่าทางไม่ได้ดูน่าเกียจแต่เธอกลัวจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด เนื่องด้วยใออัยตัวเล็กกว่ากวีมาก ครั้งก่อนที่ปราณีเจอใออัยที่บริษัทเธอไม่ได้คิดว่าเรื่องพวกนี้เจ้าตัวจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมด เพราะดูยังไงคนตัวเล็ก ๆอย่างเขาไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงพอยกตัวเจ้านายเธอได้ ใออัยหันมามองกวีก็เห็นเขาพยักหน้าจึงถอยออกมาให้พีระและวินทำงานง่ายขึ้น แต่สายตายังไม่วายมองตามทุกขั้นตอนแอบคิดถ้าตัวเองตัวโตแบบนี้บ้างคงดีไม่น้อย

จากนั้นไม่นานพวกเขาก็เดินทางมาถึงโรงแรมในเครือ'บดินทร์อารักษ์' ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ห่างจากริมหาดที่ทอดยาวลงไป ใออัยมองโดยรอบอย่างสนใจก่อนช่วยอำนวยความสะดวกเล็กน้อยยามกวีถูกพยุงลงจากรถหรูมานั่งรถเข็นชั้นดี ถึงอย่างนั้นภาพลักษณ์ของกวีก็ยังคงดูดีเช่นเดิม ใออัยขยับเข้าทำหน้าที่พาชายหนุ่มไปตามทางที่ปราณีเดินนำ เป้าหมายคือชั้นที่ 58

ในลิฟแก้วมีเพียงแค่เสียงของเลขาสาวที่คอยรายงานเรื่องต่างๆที่เป็นวาระการประชุมบอดผู้บริหารของวันนี้ กวีเพียงรับฟังนิ่งๆจนถึงชั้นที่ต้องการ ทั้งชั้นมีเพียง 2 ห้อง คือห้องประชุมใหญ่และประชุมเล็ก

บานประตูตรงหน้าถูกเปิดเข้าไปโดยพีระในขณะที่ปราณียืนรอกวีเข้าด้านในก่อนจึงตามเข้าไป คนตัวบางรู้หน้าทีรีบพากวีเข้าไปด้านในโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปาก ภายในห้องประกอบไปด้วยคนหลายวัย บางคนแค่ยิ้มทักทายหรือกล่าวสวัสดีเล็กน้อยตามมารยาทของผู้ถือหุ้นรายย่อยๆลงไป แต่ก็มีบางคนที่มองด้วยความไม่พอใจแต่ก็ยังแสร้งยิ้มออกมา กวีที่อำนาจสูงสุดก็ไม่วางกล้ามอวดเบ่ง ชายหนุ่มพูดคุยกลับเช่นกันแต่ก็ไม่มาก เขายังคงไว้ท่าทีให้น่าเกรงขามแม้แต่ผู้บริหารคนอื่นยังต้องเกรงใจกวีอยู่พอสมควร

“คุณปราณีขอเก้าอี้ให้ผู้ช่วยผมหนึ่งตัว แล้วเปิดประชุมได้เลย”

“รับทราบค่ะบอส” สิ้นเสียงก็มีเก้าอี้มาตั้งอยู่ด้านขวาของกวี เลขาสาวทำหน้าทีได้รวดเร็วสมกับที่อยู่กับกวีมานาน เมื่อเสร็จเธอจึงนั่งลงฝั่งด้านซ้ายที่ขยับถอยหลังไปอีกหน่อยพร้อมสมุดบันทึกขนาดพอดีกับปากกาหนึ่งแท่ง แม้กรรมการผู้บริหารคนอื่นจะเหลือบมองคนตัวเล็กด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม แวว ๆข่าวมาจากกรุงเทพฯท่าจะเป็นจริง ในเมื่อห้ามไปกวีก็คงไม่ยินยอม อยากให้เข้ามาฟังก็ฟังไปแค่เด็กคนเดียวจะทำอะไรได้ ซึ่งก็จริงตลอดการประชุมใออัยฟังพอจับใจความได้เท่านั้น ดีที่ไม่ต้องนั่งเกร็งเหมือนวันนั้น จนแล้วจนรอดใออัยก็ยังไม่รู้ว่ากวีให้ตัวเองเข้ามานั่งอยู่ในห้องนี้ทำไม จนเกือบเที่ยงการประชุมถึงสิ้นสุดลง แม้วันนี้จะไม่ดุเดือดเหมือนครานั้น แต่ก็กินเรี่ยวแรงสมองอย่างมหาศาล เด็กหนุ่มมองคนที่ยังนั่งนิ่งหลังจากสั่งงานเลขาตัวเองเรียบร้อย รอจนทุกคนทยอยกันออกไปเกือบหมด กวีจึงหันมาหาใออัย

“เบื่อไหม” คนตัวเล็กหลุดยิ้มนิด ๆ ก่อนส่ายหน้าตอบอย่างขำขัน ให้เขานั่งเงียบๆฟังอย่างเดียวตั้งหลายชั่วโมงพึ่งนึกจะถาม จะว่าเบื่อก็เบื่อ แต่ให้ทำยังไงได้ "โทษทีนะ ฉันลืมไปเลยว่าวันนี้มีเรื่องต้องจัดเตรียมเยอะ ยิ่งใกล้ช่วงไฮท์ซีซันแล้วทางโรงแรมยิ่งต้องทำงานหนัก" คนพูดว่าพลางใช้มือคลึงขมับและปลดเน็กไทออกนิดหน่อยพอให้หายใจโล่งขึ้น ใออัยเห็นเแบบนั้นเลยลุกขึ้นมาช่วยนวดบ่าที่แข็งเกร็งหวังแค่ผ่อนคลายให้กวีดีขึ้น “ขอบใจ สักพักอาหารคงเข้ามาเสริฟ หลังมื้อเที่ยงนายอยากไปไหนไหม”

“ไม่ครับ” เจ้าตัวขยับปากบอก เพราะยังไงเสียเขาก็ไม่ได้ยากไปไหนอยู่แล้ว กวีเองก็ควรได้พักผ่อนแม้ความเป็นจริงชายหนุ่มมีเอกสารที่ต้องเซ็นอีกเป็นกอง ไหนงานที่ต้องสะสางแทบจะล้นมืออีก ใออัยรู้ใออัยเห็นแต่เจ้าตัวไม่พูด ในเมื่อเขาช่วยอะไรกวีไม่ได้ การอยู่เป็นกำลังใจและคอยดูแลอยู่ใกล้ๆน่าจะดีกว่า เจ้าตัวพอทราบมาบ้างว่างานของกวีมันหนักจนอดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาคนๆนี้ทำไหวได้ยังไงกัน “ลุกขึ้นเดินสักหน่อยไหมครับ” ใออัยหมุนเก้าอี้บุนวมที่กวีนั่งอยู่มาทางตนเองแล้วขยับปากถาม การที่ชายหนุ่มนั่งนานๆคงปวดหลังไม่น้อย ไม่รู้ว่าเป็นตะคริวด้วยไหม

“ก็ดี ฉันเมื่อยไปหมด” คนตัวเล็กรีบช่วยพยุงกวีขึ้นอย่างรวดเร็วตามความชำนาญที่เพิ่มขึ้น ยิ่งเห็นกวีดีขึ้นเรื่อย ๆคนดูแลอย่างเขาแทบยืดอกด้วยความภูมิใจ

ชายหนุ่มก้าวเท้าตามการประคองเงียบๆ สายตาไล่มองคนตรงหน้าที่มีรอยยิ้มน้อย ๆประดับอยู่ สำหรับเวลาไม่นานที่ถูกอีกฝ่ายดูแล และดูเกินความเป็นจริงที่กวีใกล้จะหายในระยะเวลาสั้นๆ อย่างว่าอาการของเขามันไม่หนักเป็นกวีเองที่ดื้อไม่ยอมรักษาต่อ ใคร ๆก็คงคิดแบบนี้ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าเวลาเล่นของเขานั้นใกล้จะหมดลงแล้วเช่นกัน ยิ่งใกล้วันเปิดพินัยกรรมเท่าไหร่ใจเขาก็แทบสยบความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว และในวันนั้นทุกอย่างคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รอยยิ้มที่ใออัยมอบให้เขาตอนนี้ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเจ้าตัวจะยังยิ้มให้กวีได้อีกหรือไม่ เหมือนช่วงเวลานี้เขาเพียงอยากจดจำไว้ว่าครั้งหนึ่งเด็กคนนี้เคยยิ้มให้เขาอย่างจริงใจก็เท่านั้น วินาทีที่เผลอตามใจการก้าวเท้าของกวีก็เผลอตามจนคนที่มองเท้าอีกฝ่ายอยู่ชะงักรีบเงยหน้ามองหมายจะถามแต่ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่กวีรู้ตัว ชายหนุ่มแสร้งทิ้งตัวไปด้านหน้าจนใออัยรับไว้แทบไม่ทัน คนตัวเล็กไม่ได้ฉุกคิดเลยว่า กวีตัวใหญ่ขนาดนี้เจ้าตัวกลับรับอีกฝ่ายไว้ได้ ถ้าลองคิดทบทวนดี ๆ นี้ไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

“โทษทีฉันเหมือนจะรีบไป” ชายหนุ่มลูบหลังคนในอ้อมกอดอย่างปลอบโยนก่อนดันตัวออกมาช้าๆ ซ่อนพิรุธด้วยการกระทำอย่างแยบยล

“คุณวีไม่เป็นไรนะครับ เมื่อกี้ผมน่าจะระวังกว่านี้" เขามองปากใออัยที่ขยับเป็นคำพูดอย่างเชื่องช้าด้วยความเคยชิน คนตัวเล็กเองก็ตกใจคิดจะซักถามต่อก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อน ใออัยรู้หน้าทีรีบช่วยกวีกลับไปนั่งที่เดิมเพราะชายหนุ่มไม่ต้องการให้ใครรับรู้ซึ่งตรงใจกับผู้ดูแลของเขาเหลือเกิน

“บอสคะ อาหารมาส่งแล้วค่ะ” คนหน้าห้องส่งเสียงบอก ผ่านไปสักครู่จึงมีเสียงตอบกลับมา

“เข้ามา” เป็นกวีเอ่ยอนุญาต ปราณีให้คนจัดโต๊ะใหม่เพื่อความสะดวกของเจ้านาย และยังช่วยใออัยอีกเล็กน้อยยามเจ้าตัวพยุงกวีขึ้นเพื่อเปลี่ยนจากเกาอี้รถเข็นเป็นเกาอี้บุนวมเนื้อนุ่มที่น่าจะนั่งสบายขึ้น พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเธอจะถอยตัวออกไปด้านนอกอย่างรู้หน้าที่ พอเหลือกันแค่สองคน ใออัยจึงเริ่มมองตามอาหารหน้าตาน่าทานอย่างสนใจ เขาเห็นเพียงแต่ในรูปไม่นึกว่าจะได้มาทานของจริง

“ตาวาวเชียวนะ” กวีเย้าแหย่ด้วยความเอ็นดู บนใบหน้าระบายยิ้มขำขันมองคนข้างกายที่ดูตื่นเต้นกับข้าวกลางวันมื้อนี้เสียเหลือเกิน

“เปล่านะครับ” คนปากแข็งที่พอถูกจับได้ก็รีบปฏิเสธ ปากอวบย้อยอ้าหุบขมุบขมิบไม่มีเสียงไปมา แม้จะเป็นจริงอย่างที่กวีพูดแต่ใครจะยอมรับ ถึงอาหารพวกนี้จะมาจากทะเลเหมือนกันแต่ความประณีตและความสวยงามมันต่างจากอาหารชาวบ้านที่อยู่ริมทะเลอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นความตื่นเต้นที่จะได้ลองชิมความตื่นเต้นจึงเผยออกมา เจ้าตัวอยากรู้นักว่ามันจะต่างกันสักแค่ไหน

“จริงเหรอ” คนว่าหยอกก็ใช่จะหยุด กวียังคงมองอย่างไม่คิดจะเชื่อ

“จริงครับ” คนตอบอ้าปากบอกหนักแน่นจนกวีต้องหัวเราะออกมา “คุณวีหัวเราะอะไรครับ”

“เปล่า ๆ แต่ตลกนายนิดหน่อย นายนี่นะนิสัยเด็ก ๆแบบนี้ก็มีด้วย”

“คุณวี”

“เอาละๆฉันไม่แกล้งแล้ว ลงมือกันเลยดีกว่าถ้านานกว่านี้นำลายนายลงหยดลงอาหารพวกนี้หมดแน่” คนกระเซ้าเย้าแหย่ก็ยังไม่หยุดยิ่งเห็นคนตัวเล็กคว้ำปากหน้าหงิกใส่ กวีก็แทบจะกลั้นหัวเราะชุดใหญ่ไว้ไม่ไหว อาหารมื้อเที่ยงจึงเต็มไปด้วยความครื้นเคร้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นานๆทีได้เก็บบรรยากาศแบบนี้ส่งท้ายก็ไม่เลวเหมือนกัน กวีลอบคิดในใจพลางมองเด็กหนุ่มตัวเล็กตัวน้อยที่ปลดปล่อยตัวตนอีกด้านให้เขาเห็นคล้ายจดจำ 'ถ้านายรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันแค่การหลอกลวง นายยังจะมีท่าทางแบบนี้อยู่อีกไหมนะใออัย' 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“หมายความยังไงยายน้ำ” สอบถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งแต่ภายในใจร้อนระอุแทบนั่งไม่ติด

“น้ำว่าพี่วีใกล้หายดีแล้วค่ะคุณพ่อ เท่าที่น้ำเห็นอีกไม่นานก็คงกลับมาเดินได้ปกติ เพราะอย่างนั้นคุณพ่อต้องช่วยน้ำ น้ำไม่ยอมให้ใครมาแย่งพี่วีไปแน่ ๆ โดยเฉพาะไอ้ตัวสองเพศหลานนางแพศยานั่น”

“แกใจเย็น ๆก่อน ไม่มีใครแย่งกวีไปจากแกได้หรอก จะโวยวายไปทำไม”  เขาที่กำลังเพลิดเพลินกับเรือนร่างเย้ายวนของอรอินทร์จำต้องหยุดชะงักเมื่อบุตรสาวคนโตโทรศัพท์จี้กระหน่ำมากกว่าสิบสาย ดนัยทัศน์เพียงแค่อยากตัดความรำคาญจึงรับสายไปอย่างนั้น แต่ใครจะคิดว่านราภัทรจะนำข่าวสำคัญมาบอก ทั้งที่ไม่ได้คาดหวังสักเท่าไหร่กับการส่งบุตรสาวทั้งสองไปหัวหินกับกวีครั้งนี้ เขาเพียงแค่อยากสร้างหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่มันไม่มีทางสาวมาถึงเขาก็เท่านั้น คร่าแรกอรอินทร์กำลังหงุดหงิดที่กำลังจะแตะขอบสวรรค์อยู่ร่ำไรกลับโดนมารมาขัด เธอติดเซ็กซ์แทบจะขาดไม่ได้ต่อให้รังเกียจอีกฝ่ายแค่ไหน หากปรนเปรอเธอจนสุขสมได้ อรอินทร์ก็พร้อมจะอ้าขาให้ทันทีแม้แต่ดนัยทัศน์ที่แสนเกลียดก็ตาม แต่พอได้ฟังเสียงจากต้นสายที่บอกเล่าสิ่งที่พบเห็นอารมณ์อย่างว่าที่ยังปะทุอยู่ก็แทบพัดปลิวกระเจิง นี่มันอะไรกัน

“น้ำเย็นไม่ไหวหรอกนะคะคุณพ่อ พี่วียืนจูบกับมันหวานชื่นเย้ยหยันหนูขนาดนั้น ไม่รู้ว่าไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว น้ำไม่ยอม” คนลูกแทบจะวีนแตก กลับกันกับคนพ่อที่แทบจะหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจ ในหัวมีแผนการมากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งยังนึกสมน้ำหน้าลูกชายเพื่อนรักที่วิกลจริตคว้าผู้ชายมาทำเมียแม้ใออัยจะเป็นลูกชายเขา แต่ดนัยทัศน์อดสมเพชกวีไม่ได้จริง ๆ

“แกเชื่อพ่อสิ ถึงกวีจะหนีแกพ้นแต่มันไม่วันหนีฉันพ้น จำไว้อย่ากระโตกกระตากให้มันรู้ว่าเรารู้ความเคลื่นไหวของมัน”

“แต่คุณพ่อคะ”

“ไม่มีแต่ยายน้ำ ทำตามที่ฉันบอกแล้วแกจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ” ชายวัยกลางคนบอกอย่างหมายมาด กวีหนอกวี สุดท้ายมันก็ไม่ต่างจากพ่อของมัน เขาเองก็ไม่นึกว่าลูกชายที่เกือบจะนอกไส้คนนี้ยังมีประโยชน์กว่าที่คิด

“ฉันจะกลับ” สาวใหญ่คนสวยเอ่ยบอกกับคู่ขาที่แทบจะประจำอย่างหัวเสียทันทีที่นราภัทรวางสายไปแต่ก็โดนคว้าตัวไว้เสียก่อน

“ไม่เอาน่า ผมยังไม่อิ่มเลยคุณเองก็ด้วย ยิ่งมีเรื่องดี ๆแบบนี้มันยิ่งต้องฉลอง” มือหนาที่มีรอยย่นตามวัยลูบไล้เรือนกายขาวเนียนที่แทบไม่รองรอยแห่งวัยปรากฏอย่างหลงไหล

“เรื่องดีบ้าอะไร ไอ้ง่อยนั่นมันใกล้จะหายอยู่แล้ว คุณยังพูดได้อีกเหรอว่ามันคือเรื่องดี” เธอยากจะพุ่งไปถามลูกชายที่มีศักดิ์เป็นหลานใจแทบขาด นี่มันไม่ฟังที่เธอสั่งเลยใช่ไหม อรอินทร์โมโหจนแทบขาดสติ

“นั่นแหละคือเรื่องดีแต่โอกาสที่มันจะหายจะมีหรือเปล่าก็อีกเรื่อง คุณคอยดูก็แล้วกัน” เขาพูดกล่อมพลางดันร่างอีกฝ่ายลงกับเตียง “แต่หลังจากใออัยกลับมาบอกเขาให้ลงมือตามแผนคุณได้เลย” กิจกรรมเข้าจังหวะที่ถูกขัดในตอนแรกเริ่มขึ้นใหม่และดูจะถึงใจดนัยทัศน์ เขากอบโกยตักตวงความสุขตรงหน้าอย่างตะกละตะกลาม อรอินทร์ที่ดูขัดขืนในตอนแรกก็เริ่มคล้อยตามแต่ภายในใจก็ยังไม่ยินยอมกับเรื่องที่ได้ฟังมา แต่ไฉนร่างกายที่คุ้นเคยจะยอมรับฟัง ไม่นานเสียงเนื้อกระทบกันและเสียงของความสุขสมที่ถูกป้อนให้ไม่รู้อิ่มก็ดังขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่มีใครยอมใคร

 

 

 

 

 

วันนั้นทั้งวันกวีนั่งเซ็นเอกสารจนล้า แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด คนนั่งมองก็เริ่มตาปอยจนแทบหัวทิ่มกับโต๊ะ

“ง่วงก็นอนอีกสักพักงานฉันถึงจะเสร็จ” คนตัวโตอดบอกกล่าวไม่ได้ งานที่ค้างคามีมากวันทั้งวันก็คงไม่เสร็จ อะไรที่ต้องรอเซ็นอนุมัติกวีจึงรีบเคียร์ ปกติงานที่นี่เขาจะมาตรวจเดือนละครั้ง อะไรที่รีบหน่อยก็ถูกส่งไปให้เขาพิจารณาที่กรุงเทพฯ คนประสานงานคือพีระที่เป็นเลขาอีกคนซึ่งประจำอยู่ที่นี่ แต่พอมีใออัยมาดูแลจึงต้องเลื่อนวันเดินทางออกไปอีก งานที่มากอยู่แล้วจึงเพิ่มเป็นเท่าตัว กวีอยากรีบทำให้เสร็จในวันนี้แต่ทุกงานต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงใช้เวลาไปค่อนข้างมาก ถ้าไม่ทันเวลา สุดท้ายคงต้องหอบงานกลับไปทำที่บ้านพัก

“ไม่ดีกว่าครับ” กวีที่มองรออีกฝ่ายตอบก็พอเข้าใจได้ จึงปิดแฟ้มที่กำลังเปิดอ่านลง

“งั้นกลับบ้านกัน”

“แต่งานคุณ” คนตอบหน้ายู่อย่างไม่ยินยอม ใออัยรู้ว่าถ้าเขาดึงดันที่จะไม่นอนสักงีบ คืนนี้กวีก็คงนอนดึกอีกตามเคย

“ฉันกลัวนายเบื่อ” ความห่วงใยที่เขาแสดงออกยามนี้ไม่ว่าใครก็ต้องยอมแพ้ แล้วใออัยจะต้านไหวได้ยังไง ซ้ำยังรู้สึกดีต่อกวีขึ้นไปอีกระดับ

“แค่ง่วงนิดหน่อยเองครับ” เด็กหนุ่มขยับปากบอกยิ้มๆ สวนทางกับตาทั้งสองข้างจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ สวนคนมองก็ยิ่งนึกขำ นี่หรือคนง่วงนิดหน่อย

“งั้นตกลงว่าจะนอนหรือไม่นอน”

“นอนก็ได้ครับ” สุดท้ายก็จำยอม เลื่อนตัวตามสายตากวีไปจบลงที่โซฟายาวสุดหรู ล้มตัวลงได้เพียงครู่ก็หลับสนิท กวีจ้องมองเพียงนิดก็ก้มหน้าทำงานต่อจนเสร็จถึงได้เวลาปลุกเด็กขี้เซากลับบ้าน

 

 

 

 

 

ส่วนคนที่บ้านพักพึ่งนั่งทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองทำ นราภัทรคิดหาสารพัดวิธีเพื่อกำจัดใออัยออกไป แม้พ่อของเธอจะบอกให้เธอใจเย็น แต่เจ้าหล่อนใช่จะยินยอม

“อยากได้มากนักฉันจะสงเคราะห์ให้เอง ดูสิว่าถ้าแกคาวไม่ต่างโสเพณี พี่วียังสนจะสนแกอยู่ไหม” นราภัทรรู้ดีว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะสมที่จะลงมือ ไว้เธอกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่ เราจะได้เห็นดีกันใออัย เธอนึกคิดด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องกับตัวเอง

นราภัทรเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเตรียมขึ้นเครื่องกลับ จะให้เธอทนอยู่มองมันอ่อยว่าที่คู่หมั้นตัวเองให้เจ็บใจเล่นทำไม ถือว่าตอนนี้เธอต่อแต้มให้นำไปก่อนก็แล้วกัน อยากกกกอดกันเท่าไหร่ก็ทำไปแต่เมื่อไหร่ที่เธอทวงกวีคืน เธอจะเอาคืนอย่างสาสม คนอย่างเธอไม่วันแพ้หลานของอรอินทร์ ยิ่งเป็นตัววิปลิสผิดเพศเธอยิ่งไม่มีวันยอม ซ้ำนราภัทรยังทิ้งภัคพรไว้แล้วเดินทางกลับคนเดียวโดยที่น้องสาวไม่รู้อะไรเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ ในที่สุดผู้เขียนก็สะดวกจะเขียนนิยายเรื่องนี้ต่อสักที ที่ผ่านมาเจอปัญหาต่างๆมากมายจริงๆค่ะ จะยังมีคนติดตามอยู่ไหม ตัวผู้เขียนก็ไม่อาจทราบได้ แต่ยังแอบหวังว่าจะมีคนรอยู่นะคะ ส่วนวันนี้ไม่ต้องตกใจกันไปว่าทำไมนิยายมีการเคลื่อนไหว ตัวผู้เขียนแค่ทบทวนเนื้อและแก้ไขบางจุดเนื่องจากห่างหายการเขียนนิยายไปนาน หวังว่าผู้อ่านจะไม่ถือสากันนะคะ และในการลงนิยาย ผู้เขียนจะเริ่มลงให้ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคนที่ให้การสนับสนุนเรื่อยมานะคะ 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น