ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โลกที่ 1 : แรกพบสบตา​ (4)

ชื่อตอน : โลกที่ 1 : แรกพบสบตา​ (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2562 23:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โลกที่ 1 : แรกพบสบตา​ (4)
แบบอักษร

บทที่ 4 

หลังจากคืนนั้นก็ผ่านมาได้สามสัปดาห์​ บ้านเมืองที่โดนทิ้งระเบิดใส่เหลือแต่ซากที่มอดใหมและตอตะโก มีคนตายแทบทุกที่ทำให้ค่ำคืนนั้นสำหรับพวกเขาเปรียบดั่งนรก พื้นที่แออัดที่ผมเคยมองเห็นก็เหลือแต่ความว่างเปล่า คนที่มีผู้นำครอบครัวที่ยังไม่ตายก็ดีไปแต่ถ้าครอบครัว​ไหนเหลือแค่เด็กๆก็แทบจะกลายเป็นฝันร้าย 

เครื่องบินรบยังมาอีกสองสามครั้งก่อนจะหายไปและไม่มาอีกเลยแต่ไม่ใช่กับเมืองข้างๆที่เจอระเบิดลงหนักกว่า เหมือนพวกนั้นกะจะระเบิดทีเดียวชนะคนเลยตายกันเป็นเบือ ผมต้องใช้เวลาเก็บกวาดวิญญานอยู่เกือบสองวันถึงจะเสร็จ ส่วนเมืองเล็กๆก็สั่งให้เรียวที่แปลงกลับมาเป็นมนุษ​ย์ไปแทนเพราะผมขี้เกียจแถมยังมีเด็กอีกตั้งเจ็ดคนให้เลี้ยง 

ได้ยินไม่ผิดหรอก เด็ก 7 คน 

พวกเขาก็คือเด็กที่ผมเจอนั้นแหละ ตอนแรกว่าจะไปฝากบ้านเด็กกำพร้าแต่ลืมไปว่าสมัยนี้ยังไม่มีเลยต้องเลี้ยงเองไปก่อน ไม่ยุ่งวุ่นวายนักหรอกเพราะผมแค่นั่งชิล​ๆจิบชาส่วนงานที่เหลือก็ยกให้มิสซิส​พอตโตะทำ 

พวกเด็กๆตกใจใหญ่เลยล่ะตอนเจอพวกของใช้ในบ้านขยับเองได้แต่ผมแค่เอ่ยนิ่งๆว่า ถ้าอยากอยู่ที่นี่ก็ห้ามบอกใครแค่นั้นเด็กๆก็พยักหน้าหงึกๆรับคำอย่างรวดเร็ว​ 

 

วันนี้ผมมีแพลนต้องไปตลาดเพื่อไปซื้อของใช้กับเสื้อผ้าให้เด็กๆที่จริงจะลงมาตั้งแต่อาทิตย์​แรกแต่เมืองนี้ยังไม่สงบเท่าไหร่​เลยตัดใจไป ตอนนี้เมืองเริ่มกลับมาคึกคักเพราะประเทศนี้ประกาศยอมแพ้ไปตั้งแต่เมื่อสามวัน​ก่อน ถึงตอนแรกๆพวกรัฐบาลจะบอกว่าไม่ให้เปิดร้านหรือขายของแต่พวกชาวบ้านน่ะทำไม่ได้หรอกเพราะพวกเขาต้องกินต้องใช้ ถึงจะเจ็บใจที่ตัวเองแพ้สงครามแต่ยังไงก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไปอยู่ดี 

ผมอยู่ในชุดฮากะมะสีขาวทั้งตัวและคลุมทับด้วยเสื้อคลุมฮาโอริสีน้ำตาลปักลายดอกไม้ ส่วนผมยาวๆนั้นก็ถักเปียเอาไว้ไม่ได้ใส่เครื่องประดับอะไรทั้งนั้นเพราะผมไม่อยากทำตัวเด่นนักในช่วงที่ประเทศนี้อยู่ใต้ประเทศอื่นมันจะมีแต่นำปัญหา​มาให้มากกว่าดี 

 

“ ยูตะ ฮามะ ไปกันเถอะ ” 

“ ครับ / ครับ ” 

ผมเดินจับมือทั้งสองคนไว้แน่นแล้วหายวับทันทีมาโผล่อีกทีก็ตรงเชิงเขา ยูตะกับฮามะคือเด็กผู้ชายที่โตที่สุดในกลุ่มพวกเขาอายุสิบเอ็ดขวบ ยูตะนิสัยนิ่งๆไม่ค่อยพูดแต่ฮามะจะพูดเยอะมากกว่า ผมจูงมือเด็กสองคนเดินไปเรื่อยๆจนถึงเขตตลาดเก่า ร้านบางส่วนก็ถูกรื้อออกไปแต่บางส่วนที่ไม่ได้รับความเสียหายก็เปิดต่อแต่ที่แปลกใหม่ที่สุดคงเป็นทหารของประเทศอื่นที่เดินปะปนและเฝ้าตามจุดต่างๆอยู่ประปราย​ต่างหาก 

ผมพาเด็กทั้งสองคนมาวัดตัวตัดชุดร้านที่ใหญ่ที่สุดก่อนจะเดินไปเลือกชุดแบบสำเร็จรูปต่อ ซื้อแบบเดรสบ้างแบบกางเกงบ้างแบบยูคาตะบ้างคละๆกันไป ซื้อไว้เยอะๆจะได้ไม่ต้องลงมาซื้อบ่อย ส่วนแบบสั่งตัดนั้นเป็นแบบผ้าไหมราคาแพงผมตัดให้เด็กๆคนละสองชุด ชุดเด็กชุดนึงและชุดที่ใส่ตอนโตชุดนึง พอจ่ายเงินเสร็จก็เขียนที่อยู่ให้เอาไปส่งก่อนจะเดินขึ้นชั้นสองไปเลือกพวกแก้วน้ำจานชามและของใช้ให้เด็กทุกคนจนครบแล้วก็ไปจ่ายเงินและเขียนที่อยู่ให้พวกเขาเอาไปส่ง 

 

“ หิวหรือเปล่ายูตะ ฮามะ ” ผมเอ่ยถามเด็กทั้งสองคนเพราะเราพึ่งเดินซื้อวัตถุดิบ​เสร็จตอนนี้ก็เลยเที่ยงวันเข้าไปแล้ว 

“ ไม่หิวครับ / ผมก็ไม่หิว ” ยูตะกับฮามะตอบปฏิเสธ​พร้อมทั้งส่ายหน้า 

“ งั้นหรอ แต่ถึงไม่หิวก็ต้องกินนะ ราเม็งแล้วกันเนอะง่ายดี ” ผมตัดสินใจเองเสร็จสรรพพร้อมจูงมือทั้งสองคนเข้าร้านราเม็งไป พอกินอาหารกลางวันจนอิ่มแปร้ผมก็พาทั้งสองคนเดินไปที่ร้านของเล่นและเครื่องเขียน 

ซื้อสมุดดินสอและสีไม้ให้เด็กๆคนละอันจนครบก็ไปเลือกตุ๊กตากับของเล่นสำหรับเด็กให้พวกเขาคนละอันก่อนจะจ่ายเงินแล้วพากันเดินกลับบ้าน ยูตะกับฮามะท่าทางอารมณ์​ดีกันใหญ่เพราะเอาแต่ยิ้มไม่หุบมาตั้งแต่ออกจากร้าน ผมให้พวกเขาจับมือกันเดินนำหน้าไปก่อนส่วนตัวเองก็เดินตามหลังเพราะคนเดินสวนไปมาค่อนข้างเยอะจนเบียดเสียด​ 

มีช่วงนึงของถนนที่คนแออัดกว่าทุกที่จนต้องเบียดแทรกเข้าไปดูเหมือนจะขายข้าวสารเลยทำให้คนมารอซื้อจนทางเดินแน่นขนัด​ติดขัด ผมที่พยายามเบียดแทรกเข้าไปอีกฝั่งสุดท้ายก็โดนผลักออกมาจนเสียหลักหงายหลัง 

ขณะที่กำลังหลับตารอรับชะตากรรมก็มีมือหนาเข้ามาคว้าเอวแล้วดึงเข้าหาตัวได้ก่อนทำให้ผมเผลอถอนหายใจโล่งอกก่อนจะหันตัวกลับไปขอบคุณคนที่ช่วยอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ต้องชะงักไปเพราะเครื่องแบบสีเขียวแปลกตามีเสื้อคลุมหนังสีเขียวแบบเดียวกันคลุมทับมาอีกที ตราที่หน้าอกและบ่ากว้างทั้งสองข้างทำให้พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นทหารยศใหญ่และที่แน่ๆคือไม่ใช่ทหารของประเทศนี้ 

ผมค่อยๆเลื่อนสายตาที่เอาแต่สำรวจชุดขึ้นไปมองเจ้าของมือก็พบว่านัยต์ตาสีฟ้าลึกลับกำลังจับจ้องมาที่ผมเช่นกัน ทันทีที่เราสบสายตากันก็เหมือนเวลารอบตัวหยุดหมุน มือเรียวสวยสั่นระริกเพราะรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้า​ที่แล่นวาบจากปลายนิ้วลามเข้าสู่หัวใจจนเจ็บหนึบและอดจะยกมือขึ้นมากุมมันผ่านเสื้อไม่ได้ 

ผู้ชายตรงหน้าสูงกว่าผมเกือบยี่สิบเซ็น ผิวขาวสว่างและบ่ากว้างที่ดูแข็งแรง​กำยำ หน้าตาหล่อเหลาแต่ดูอันตรายมากกว่าน่าเข้าใกล้  

ผมเบ้หน้าทันทีเมื่อความเจ็บมันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นจนต้องผละสายตาออกแล้วก้าวถอยหลังทันที ความรู้สึกบอกว่าต้องรีบออกห่างจากเจ้าของสายตานี่ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี 

ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วเมื่อสมองสั่งให้หนีแค่ออกตัวหันหลังแล้ววิ่งหนีแทรกผู้คนไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงปากทางเข้าที่มียูตะและฮามะยืนจับมือกันรอผมอยู่ พอแน่ใจว่าหนีมาไกลแล้วก็หยุดพักหายใจก่อนจะสับสนว่าทำไมตัวเองต้องวิ่งหนี 

ความกลัวตอนนั้นไม่ใช่ความกลัวที่จะโดนฆ่าหรือโดนทำร้าย มันเป็นความกลัวที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและไม่อยากจะเผชิญ​กับมันอีก ดวงตาของผู้ชายคนนั้นผมรู้สึกคุ้นเคยเหมือนว่าจะเคยเห็นมันมาก่อนแต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน..  

“ ท่านชิโอนเป็นอะไรรึเปล่าครับ ” เสียงเรียกของฮาทะทำให้ผมหลุดออกจากผวังค์แล้วมองไปที่ทั้งสองคนที่มายืนอยู่ข้างหน้าผมสายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและกังวล ผมยิ้มบางยกมือลูบหัวทั้งสองคนเบาๆแทนคำขอบคุณ 

“ ไม่มีอะไรหรอก กลับบ้านกันเถอะ ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆก่อนจะจูงมือพวกเขาคนละข้างแล้วพากันเดินกลับบ้าน 

ถึงจะสงสัยแต่ผมก็ไม่อยากไปเจอเขาอีกอยู่ดี ปล่อยไปเถอะสุดท้ายแล้วผมก็จะลืมมันไปเอง..  

 

 

“ ท่านนายพลครับ ” เจ้าของนัยต​์​ตา​สีฟ้าสวยลึกลับปรายตามองลูกน้องที่อยู่ด้านหลังเพียงแวบเดียวก่อนจะเอ่ยปากสั่งน้ำเสียงเรียบๆแต่ดุดัน 

“ กลับฐาน ” 

“ ครับ! ” 

ท่านนายพลของที่คนอื่นเรียกหันหลังกลับจนผ้าคลุมสะบัด​พริ้วเดินไปอีกทางทันทีแต่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็หันหน้ากลับไปมองที่เดิมที่เคยมีคนวิ่งหนีไปด้วยสายตาซับซ้อนอยู่เกือบสิบวิก่อนจะหันหน้ากลับมาและก้าวขาเดินต่อทันที 

“ เขียวมรกต.. ไม่ใช่ ” เสียงแผ่วๆที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจดังออกมาจากปากของนายพลหนุ่ม ลูกน้องที่อยู่ข้างๆก็อยากถามว่าอะไรคือเขียวมรกตแต่ก็ไม่มีความกล้ามากพอเลยทำได้แค่เดินตามหลังต่อไปเงียบๆเท่านั้น 

ความคิดเห็น