email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 ลักพาตัว

ชื่อตอน : บทที่ 10 ลักพาตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2562 17:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 ลักพาตัว
แบบอักษร

“ฝ่าบาท!! แย่แล้วพะย่ะค่ะ!! แย่แล้ว!!” ขันทีวัยกลางคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทรงอักษรด้วยไร้ซึ่งกิริยาสำรวมดั่งที่เคยทำมา

“ฉินลู่ เจ้าก็อายุอานามไม่ใช่น้อยๆแล้ว รู้จักสำรวมเสียบ้างสิ มีเรื่องอะไร? ถึงได้ทำให้เจ้าลืมกิริยาสงบเสงี่ยมเช่นนี้ได้”

“ทูลฝ่าบาท องค์ชาย...องค์ชายสามหายตัวไปพะย่ะค่ะ!” ฉินลู่ ขันทีคนสนิทของร่างสูงที่กำลังอ่านฎีกาอยู่นั้น รีบแจ้งข่าวกับผู้เป็นนายเหนือหัวทันที

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?! พูดใหม่อีกทีสิ!” เยี่ยนเฟยแทบจะโยนฎีกาในมือทิ้ง เมื่อได้ฟังรายงานจากขันทีคนสนิท

“ทูลฝ่าบาท องค์ชายสามหายไปจากตำหนักพะย่ะค่ะ กระหม่อมให้บ่าวไพร่ช่วยกันหาทั่วทั้งวังหลวงแล้ว แต่ก็ไม่หาไม่เจอเลยพะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพเองก็ให้ทหารและองครักษ์ช่วยกันหาทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่ก็ยังไม่พบองค์ชายแม้แต่เงาเลยพะย่ะค่ะ!” เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะพุ่งเข้ามาบีบคอเขา เพื่อเค้นเอาความ ฉินลู่จริงรีบรายงานในสิ่งที่รู้มาทั้งหมดให้กับร่างสูงได้ฟังอย่างร้อนรน

“เหลวไหลสิ้นดี!! แล้วทำไมถึงไม่มีใครคอยเฝ้าองค์ชายไว้?! เจ้าไม่ได้จัดคนไว้รึ?!” เยี่ยนเฟยตวาดเสียงกร้าวกับการบกพร่องต่อหน้าที่ของคนตรงหน้า เพราะเขาเคยสั่งการให้ฉินลู่จัดหาคนเฝ้าตำหนักของโอรสตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีก แต่แล้วกลับได้รับข่าวการหายตัวไปของจื่อหลันแบบนี้

“ทูลฝ่าบาท ขันทีและองครักษ์ที่รับหน้าที่เฝ้าองค์ชายสาม เอ่อ...ทั้งหมดถูกวางยาสลบพะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทรีบรายงานต่อ เพราะการที่ขันทีและองครักษ์ถูกลอบวางยานั้น คนที่บุกเข้ามาต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?!! เป็นฝีมือของใครกัน?!” “หรือว่าจะเป็นหงหลิน?” ร่างสูงเอ่ยเสียงกร้าว ยิ่งได้ฟังรายงานจากขันทีคนสนิท เยี่ยนเฟยก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเพราะไม่นึกว่าจะมีคนลอบเข้ามาในวังหลวงนี้ได้ ทั้งยังลอบวางยาคนในวังหลวงได้อีก มีคน

“กระหม่อมเองก็จนปัญญาที่จะคาดเดาพะย่ะค่ะ” ฉินลู่ก้มหน้าก่อนเอ่ย

“ไปตามเซียวเหยียนมาพบข้าเดี๋ยวนี้!” มือหนากำแน่น ต้องการที่จะรู้ตัวผู้บุกรุกให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของโอรสที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ และถ้าผู้นั้นเป็นหงหลิน เขาจะไม่ไว้หน้าใครเด็ดขาด!! แม้ว่าจะเป็นชินอ๋องผู้เป็นพี่ชายก็ตาม!!

“พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ฉินลู่น้อมรับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทรงอักษรทันที

 

 

 

 

“เจ้าว่าในวังเกิดกันอะไรขึ้น? ถึงได้ดูวุ่นวายเยี่ยงนี้” ร่างเงาหนึ่งเอ่ยถามคนข้างกายที่มาพร้อมกัน ร่างสองร่างนี้กำลังยืนอยู่บนหลังคาตำหนักแห่งหนึ่งใกล้ๆกับกำแพงวังหลวง เพราะไม่อาจที่จะเข้าไปข้างในได้ เนื่องจากทหารที่วิ่งวุ่นกันอยู่ภายในมีมากมายเกินไป

“กระหม่อมก็มิทราบพะย่ะค่ะ หรือว่าจะมีคนร้ายบุกรุกเข้ามาพะย่ะค่ะ? พวกเราถอยกลับไปที่โรงเตี้ยมกันก่อนดีกว่า เพราะถ้าบุ่มบ่ามเข้าไป ถ้าโดนจับได้จะเป็นเรื่องใหญ่ได้นะพะย่ะค่ะ” องครักษ์คนสนิทเอ่ยตอบ ก่อนจะเสนอความเห็นที่คิดว่าดีที่สุดในตอนนี้ เพราะเกรงว่าวันนี้การมาลักพาตัวองค์ชายสามที่จะมาเป็นว่าที่ชายาของผู้เป็นนายจะล้มเหลวก็เป็นได้

“ก็จริง แต่ข้าอยากเจอชายาของข้า...ช่างเถิด กลับโรงเตี้ยมกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” หงหลินยอมที่จะกลับไปตั้งหลักใหม่ แม้ว่าใจจะอยากเจอจื่อหลันมากแค่ไหน แต่ในเมื่อทางไม่สะดวก ก็ไม่ควรที่จะบุ่มบามเข้าไปในตอนนี้ รอโอกาสใหม่อีกครั้งจะเป็นการดีที่สุด

“พะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มขานรับแล้วกระโดดลงจากหลังคาตำหนักตามนายของตนออกไป แต่การกระทำของคนทั้งสองนั้น ได้อยู่ในสายตาของใครบางคนเสียแล้ว ร่างสูงยืนกำหมัดแน่นก่อนจะเคลื่อนกายตามสองคนนั้นไป

 

 

 

 

“วางข้าลงเถิดองค์ชาย ข้าเดินเองได้” ร่างเพรียวที่กำลังขี่หลังชายผู้หนึ่งอยู่เอ่ยขึ้นมา หลังจากที่ถูกพาออกจากวังหลังมาแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อยให้เขาเดินเองเลย

“เจ้าตั้งครรภ์อยู่ พวกเราต้องเร่งเดินทาง ถ้าช้าทหารอาจจะตามมา ที่ทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยตอบพลางอมยิ้ม แต่คนด้านหลังไม่อาจจะเห็นสีหน้ามีความสุขนี้ได้เลย

“แต่...ท่านจะหนัก ตัวข้าไม่ได้บางเบาเหมือนอิสตรีเสียหน่อย” ใบหน้างามมุ่ยลง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะตัวเบาเหมือนหญิงสาว ที่จะให้ใครมาแบกได้โดยไม่เหนื่อยเป็นชั่วยามแบบนี้

“ตัวเจ้าเท่าลูกแมว ข้าอุ้มมือเดียวยังไหวเลย” คนที่กำลังแบกคนงามอยู่เอ่ยติดขำขัน ร่างที่อยู่บนหลังของเขา แม้จะดูสูงเพรียวแต่กลับเบายิ่งกว่าอิสตรีบางคนเสียอีก

“ตามใจท่านเถิด ข้าไม่เถียงกับท่านแล้ว” ร่างเพรียวไม่อยากจะเถียงกับร่างสูงเสียเท่าไหร่นัก ไม่อยากจะขัดใจคนที่ช่วยพาเขาออกมาจากวังหลวง เป็นเพราะเรื่องที่เขาตั้งครรภ์ครั้งนี้ มันทำให้เขารู้สึกกลัว ครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ว่าตัวเองนั้นตั้งครรภ์ซึ่งเด็กคนนี้เป็นลูกของหงหลิน ความรู้สึกแรกนั้นคือ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกหลากหลายปนเปเข้ามาไม่ขาดสาย แต่เมื่อเด็กคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ เขาก็ไม่อาจจะปล่อยให้ทารกในครรภ์เป็นเครื่องมือของทั้งเสด็จพ่อและหงหลินได้ ทั้งยังรู้สึกผิดกับท่านแม่ทัพอีกคน เขาไม่อาจจะสู้หน้าอีกฝ่ายได้อีกต่อไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะออกจากวังหลวง แต่ด้วยตัวคนเดียวมิอาจจะทำอันใดได้ คนที่เขาจะพึ่งพาได้นั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้นก็คือ ‘องค์รัชทายาทของแคว้นซ่ง’ น้องชายของเขานั่นเอง และอีกคนที่อาสามาช่วยฮุ่ยหมิน คนที่กำลังแบกเขาอยู่นี้ก็คือ องค์ชายรองของแคว้นซีเซี่ย ‘หลี่อี้หยาง’ น้องชายขององค์รัชทายาทแคว้นซีเซี่ย ‘หลี่จิ้ง’

“องค์ชาย ถึงจุดพักม้าแล้วพะย่ะค่ะ พวกเราขึ้นม้าแล้วเร่งเดินทางต่อกันเถิดพะย่ะค่ะ”องครักษ์ที่ติดตามตามด้วยเอ่ยขึ้นหลังจากที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงจุดพักม้าที่ร่างสูงได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว

“ได้!” ร่างสูงวางร่างเพรียวลงจากหลัง ก่อนจะอุ้มอีกฝ่ายขึ้นม้าพันธุ์ดีตัวใหญ่ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่งซ้อนด้านหลัง

“อ๊ะ! องค์ชาย! ท่านจะทำอะไร? เราไม่ได้จะขึ้นม้ากันคนละตัวหรอกหรือ?” จื่อหลันตกใจที่อยู่ๆร่างสูงก็มานั่งซ้อนด้านหลังแบบนี้ นอกจากท่านแม่ทัพเซียวเหยียนแล้วก็ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ร่างเพรียวจึงพยายามขื่นตัวออกห่าง แต่ก็ถูกมือหนาของอีกฝ่ายรั้งเข้ามาแนบชิดมากขึ้น

“ก็เจ้าตั้งครรภ์อยู่ จะปล่อยให้ขี่ม้าคนเดียวได้อย่างไร? ข้ารู้มาว่า...เจ้ายังขี่ม้าไม่เก่ง อย่างนี้ยังจะอยากขี่คนเดียวอีกหรือไม่?” เสียงทุ้มเอ่ยข้างใบหูนุ่ม

“...ฮุ่ยหมินเผาเรื่องข้าให้ท่านฟังสินะ?! น่าโมโหนัก!” เรื่องการขี่ม้าไม่คล่องของเขานอกจากพี่น้องและคนสนิทแล้วก็ไม่มีคนอื่นล่วงรู้ จื่อหลันจึงเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนบอกความนี้แก่อีกฝ่าย

“เขาเป็นห่วงเจ้ามากต่างหาก...ข้าเองก็…” อี้หยางแก้ต่างให้กับอีกคนที่ถูกกล่าว เขารู้ว่าฮุ่ยหมินคิดไตร่ตรองดีแล้ว สมกับเป็นรัชทายาทของแคว้นซ่ง เพื่อลี้ภัยของพี่ชายเพราะรู้ว่า องค์จักรพรรดิเยี่ยนเฟยต้องสั่งคุ้มกันจื่อหลันตลอดเวลา และรู้ว่าหงหลินอาจจะหมายเข้ามาลักพาตัวร่างเพรียวผู้นี้กลับแคว้นจิน นั่นก็แปลว่าอาจจะเกิดความบาดหมางระหว่างแคว้นทั้งสอง โดยที่เหยื่อในเรื่องนี้ก็คือ‘จ้าวจื่อหลัน’และเด็กในครรภ์ ตัวเลือกสุดท้ายของฮุ่ยหมินจึงเป็นแคว้นซีเซี่ย ฮุ่ยหมินส่งสารลับมาขอความช่วยเหลือจากองค์รัชทายาทหลี่จิ้ง เขาจึงอาสาออกมาช่วยเองเพราะรู้ว่าพี่ชายไม่อาจจะลงมือกระทำได้ด้วยตนเอง และอีกเหตุผลหนึ่งของเขาที่ยอมเสนอตัวทั้งที่เขาไม่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องของต่างแคว้นก็คือ...คนในอ้อมกอดคนนี้...ครั้งแรกที่เคยพบยามเมื่อเจอกันที่แคว้นจิน ความงามที่ต้องตาต้องใจจนเกิดเป็นรักแรก แต่เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายถูกหมายปองแล้วจึงยอมที่จะถอย แต่ไม่นึกไม่ถึงว่าร่างเพรียวคนนี้จะถูกกระทำย่ำยีจนตั้งครรภ์โดยองค์รัชทายาทแคว้นจิน แม้เขาจะรู้จักหงหลินมาตั้งแต่เด็กเพราะตามพี่ชายไปที่แคว้นจินบ่อยๆ แต่ด้วยนิสัยของฝ่ายนั้นที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กจึงทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยถูกชะตานัก แต่คราวนี้เป็นโอกาสของเขาแล้ว โอกาสที่จะได้ครอบครองรักแรกของเขา

“ท่านเองก็ทำไมรึ?” ใบหน้างามหันมามองใบหน้าคมอันหล่อเหลาของคนด้านหลังด้วยสายตาฉงนอย่างไม่เข้าใจ ที่อีกฝ่ายอยู่ๆก็หยุดพูดไปเสียอย่างนั้น

“ไม่มีอะไร พวกเรารีบไปกันเถิด จะได้ถึงชายแดนซีเซี่ยก่อนรุ่งสาง...ย่าส์!!” ริมฝีปากหยักยกยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ย มือหนาโอบเอวบางแน่นก่อนใช้ข้างเท้ากระตุ้นม้าให้ควบทะยานออกไป

 

 

 

 

“อืม…” แพขนตาสีรัตติกาลกระพือเปิดขึ้นเพื่อรับแสงของวันใหม่

“เจ้าตื่นแล้วรึ?...” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังเข้ามาในโสตประสาทของคนที่กำลังตื่น ร่างสูงเคลื่อนเข้ามานั่งตรงขอบเตียง เพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นใบหน้าตนได้ชัดเจนขึ้น

“พี่เหวินอี้?....ไม่ใช่...ท่านคือพี่เหวินหรง” ดวงเนตรกลมหรี่มองคนที่นั่งลงข้างกาย

“ใช่ ข้าเอง จ้าวเหวินหรง” ร่างสูงยกยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความเป็นมิตรเหมือนแต่ก่อน ทำให้ร่างเพรียวหันมองไปรอบๆ

“ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่? ท่าน...ท่านจับข้าไว้ทำไม?! ปล่อยข้านะ!” สถานที่แปลกตาซึ่งไม่ใช่โรงเตี๊ยมที่เขาพักเมื่อคืน ทั้งยังมีสิ่งที่พันธนาการมือทั้งสองข้างของเขาอยู่ ทำให้หงหลินพยายามดึงรั้งเชือกที่รัดข้อมือของเขาไว้อย่างแรง รอยเชือกบาดผิวขาวจนเป็นรอยแดงเด่นชัดขึ้นมาทันที

“เจ้า...พาจื่อหลันไปซ่อนไว้ที่ไหน? บอกข้ามาเดี๋ยวนี้!” เสียงทุ้มเย็นเหยียบจนคนได้ฟังรู้สึกหวาดหวัน เพราะท่าทางที่เปลี่ยนไปมากของอีกฝ่ายทำให้หงหลินรู้สึกกลัว

“ท่านพูดเรื่องอะไร?!...จื่อหลันหายไปอย่างนั้นรึ?! ข้าไม่ได้พาเขาไป ท่านปล่อยข้าก่อน ข้าจะออกไปตามหาชายาของข้า” หงหลินขมวดคิ้วกับคำถามของคนตรงหน้า ทำไมอีกฝ่ายถึงมาถามเขาแบบนี้? ก่อนจะนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ความวุ่นวายภายในวังหลวงที่ทหารมากมายเดินค้นหาอะไรบางอย่าง นั่นคงเป็นเพราะจื่อหลันหายตัวไปเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงควรรีบออกไปตามหาชายาที่กำลังตั้งครรภ์ของเขาโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของอีกฝ่าย

“ชายาของเจ้าอย่างนั้นรึ? จื่อหลันไม่ใช่ชายาของเจ้า!!” ร่างสูงเอ่ยคล้ายเย้ยหยันคนตรงหน้า คนที่คิดหมายจะครอบครองน้องชายของเขา โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น เขาโกรธที่อีกฝ่ายบังอาจมาย่ำยีน้องชายที่เขารักมากที่สุด ทั้งที่เขาคิดเสมอมาว่าหงหลินนั้นน่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้กับน้องชายของเขาได้ ใจที่เคยคิดว่าชอบคนคนนี้จนถึงขนาดที่อาจจะเรียกได้ว่าแอบรัก แต่ก็ไม่คิดที่จะครอบครองอีกฝ่าย เพราะหงหลินคือคนที่น้องชายฝาแฝดของเขามีใจให้มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่นึกว่าคนอย่างหงหลินจะมีความคิดเช่นนี้ได้ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เขาโกรธอีกฝ่ายจนแทบอยากจะฆ่าให้ตาย

“แต่เขาตั้งครรภ์ลูกของข้า! เขาก็ต้องเป็นชายาของข้า!!” ดวงเนตรงามจ้องคนตรงหน้าเขม็งอย่างไม่ยอมแพ้ หงหลินไม่ยอมรับในคำพูดของอีกฝ่าย ในเมื่อจื่อหลันเป็นของเขาแล้ว ทำไมถึงจะเรียกคนของเขาว่า‘ชายา’ไม่ได้?!

“คนอย่างเจ้านี่ ข้าจะเรียกว่าอะไรดี? หึ เจ้าไม่เคยรู้สึกผิดต่อจื่อหลันสักนิดเลยสินะ” ร่างสูงลุกขึ้นไปยังโต๊ะกลางห้อง มือหนาหยิบถ้วยใบหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับไปยังที่ร่างเพรียวนอนอยู่ ริมฝีปากหยักเอ่ยเสียงกร้าว “ข้า! จะทำให้เจ้าได้รู้ซึ้งอย่างที่จื่อหลันเคยได้รับจากเจ้า เจ้าจะต้องเจ็บปวดมากกว่าจื่อหลันเป็นร้อยเท่าพันเท่า!!”

“ท่านจะทำอะไร? ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!! พี่เหวินหรง!!” มือหนาอีกข้างที่เหลือพุ่งเข้าไปบีบกรามของร่างเพรียว ก่อนจะกรอกของเหลวสีคล้ำที่อยู่ในถ้วยลงไปในปากอีกฝ่าย

“อื้อ! อ๊อก!! แค่ก! แค่ก!!” ของเหลวรสชาติขมฝาดถูกกลืนลงไปจนหมด ร่างสูงจึงปล่อยมือออกจากใบหน้างาม หงหลินที่สำลักจนตัวโยนเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยความโกรธ “ท่านเอาอะไรให้ข้ากิน?!!”

“โอสถครรภ์มังกร อย่างที่จื่อหลันเคยได้รับอย่างไรเล่า นี่คือขั้นแรก...ยังมีขั้นต่อไปอีก เจ้าเตรียมใจไว้ได้เลย หงหลิน” ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้าย ก่อนจะบอกถึงสิ่งที่เขาได้ให้อีกฝ่ายดื่มไปเมื่อครู่

“ไม่!! ปล่อยข้านะ!! พี่เหวินหรง ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?! ท่านจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้นะ!!! ปล่อยข้า!!!” ดวงเนตรกลมเบิกกว้างอย่างตกใจ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนตรงหน้าจะแก้แค้นเขาด้วยวิธีการอะไร ร่างเพรียวดิ้นรนอย่างสุดแรง แต่ก็ไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการอันแน่นหนาได้ ร่างสูงยืนมองด้วยแววตาว่างเปล่า

 

‘เจ้าต้องได้รับผลในสิ่งที่เจ้าได้ทำไว้อย่างสาสม หงหลิน’

ความคิดเห็น