ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (3)

ชื่อตอน : โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 260

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2562 23:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (3)
แบบอักษร

บทที่ 3

 

ผ่านมาแล้วสองสัปดาห์​ผมก็ยังใช้ชีวิตอยู่ติดบ้านไม่ได้ไปไหนอีกตามเคย เครื่องบินรบมาบ่อยขึ้นทุกๆวัน บางวันมาสองรอบบางวันก็มาสาม หมู่บ้านแถวๆที่ราบตรงท่าเรือเสียหายหนักมากขึ้นๆทุกทีแต่คนตายกลับไม่มากอย่างที่คิดส่วนมากคนที่ตายก็เพราะแก่ตายหรือดวงถึงฆาต พวกวิญญานแปลกปลอม​ไม่ชอบยุ่งกับคนตายลักษณะ​แบบนี้เพราะพวกมันแย่งร่างไม่ได้ถึงแย่งมาร่างกายก็จะค่อยๆตายลงอยู่ดี

ผมเหม่อมองวิวทิวทัศน์​ไปเรื่อยเปื่อยพร้อมทั้งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยกที่ช่วยขับกล่อมให้เคลิ้มลับได้ง่ายขึ้น ภายใต้ต้นซากุระกิ่งก้านของมันทำให้ตัวเขาไม่โดนแดดเลยสักนิดไม่ว่าจะหันไปทางไหน

ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขี้เกียจตายเพราะความเบื่อหน่าย เครื่องบินรบชอบโผล่มาตอนกลางดึกทำให้เขาสะดุ้งตื่นอยู่บ่อยครั้งเพราะความหงุดหงิด​ที่โดนรบกวนเวลานอนทำให้เจ้าตัวเคยคิดจะใช้พลังกระชากพวกมันลงมาหักปีกแล้วเขวี้ยงทิ้งลงทะเลเหมือนขยะ แต่ก็ได้แค่คิดเพราะความจริงทำไม่ได้

ผมเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกไม่ได้ไม่งั้นความสมดุลย์​ของทุกสิ่งจะเกิดรอยร้าวและการมาตามซ่อมมันทีหลังก็ยิ่งน่ารำคาญเข้าไปอีก ผมไม่ชอบตามล้างตามเช็ดงานของคนอื่นหรือของตัวเองมันทำให้ผมหงุดหงิดจนอยากทำลายทิ้งมากกว่าทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผมเป็นคนจำพวกถ้ารู้ว่าทำแล้วจะเกิดปัญหาตามมาทีหลังก็เลือกจะไม่ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะผิดหรือถูกจะชั่วหรือดี ถ้ามันทำให้ผมรำคาญผมก็พร้อมที่จะเมินเฉยต่อสิ่งนั้นทันที

พูดง่ายๆก็คือพวกเห็นแก่ตัวและรักสบายนั้นแหละ

ผมปรายตามองลูกเสือขาวที่กระโดดขึ้นมานอนบนตักก่อนจะยกมือขึ้นลูบขนตามลำตัวของเรียวเบาๆ ลูกเสือตัวขาวดำบิดขี้เกียจจนก้นโด่งก่อนจะหงายพุงให้เขาเกาให้ ปากที่มีเขี้ยวเล็กๆนั่นเปิดปากหาวจนกว้างก่อนจะนอนหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข

เจ้าตัวเขาลืมรึเปล่าเนี่ยว่าตัวเองเป็นระบบ ไม่ใช่ลูกเสือจริงๆซักหน่อย ถึงปากจะบ่นแต่มือเรียวสวยก็ยังคงเกาพุงให้เรียวไม่ได้หยุด

เฮคาทีไม่ใช่พวกรักสัตว์​หรือทาสแมวติดจะไม่ชอบเลยด้วยซ้ำแต่เพราะเป็นเรียวที่อยู่ด้วยกันมานาน เจ้าตัวเลยค่อนข้าง​จะตามใจและสปอยเรียวหนักเกินไปนิด

 

พระจันทร์เต็มดวง​ที่กำลังลอยเด่นอยู่บนฟ้าทำให้ช่วงเวลากลางคืนไม่มืดสนิทจนเกินไปนัก เฮคาทีกำลังรอเวลาเพราะสัญชาตญาณ​ร้องเตือนว่าคืนนี้คงมีเรื่องสนุกให้ทำ..

เสียงสัญญานเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในทันทีที่เครื่องบินรบบินผ่านหัวของเฮคาทีไป จมูกที่ดีกว่ามนุษย์​ทำให้ได้กลิ่นของดินปืนและสารเคมีฉุนกึก ถ้าให้เดาระเบิดคราวนี้คงนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมาและมันก็จริงเมื่อได้ยินเสียงระเบิดที่แหวกอากาศลงมาก่อนจะตกลงพื้นดังตู้ม!เมืองที่เคยสวยงามกลายเป็นเปลวเพลิงลุกลามไปทั่วเมืองภายในพริบตา

เสียงระเบิดดังติดต่อกันอยู่สักพักเครื่องบินรบทั้งหมด​ก็บินหายไปเหลือทิ้งไว้แค่เปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหนำกับเศษขี้เถ้าที่ปลิวว่อนอยู่ในอากาศ

“ ไปกันเถอะเรียว ”

“ ครับโฮสต์​ ”

เสียงร้องเท้าเกี๊ยะ​ดังต๊อกแต๊กไปทั่วเมืองที่กำลังลุกไหม้ เฮคาทีวิ่งอย่างรวดเร็วจนชายเสื้อคลุมของชุดยูกาตะปลิวไสว ตามหนทางที่วิ่งผ่านมีซากศพ​ล้มตายและเผาไหม้อยู่จำนวนมาก.. ยิ่งวิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนเริ่มชินตา

พวกมนุษย์​ไม่ได้กลัวหรอกความตาย พวกเขากลัวความทรมาณก่อนที่จะตายต่างหาก

“ เจอแล้ว ” เสียงแหบพร่าเย็นยะเยือก​ที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้วิญญานแปลกปลอม​ที่กำลังจะเขมือบ​วิญญานคนตายเข้าไปสะดุ้งเฮือกตัวสั่นเทา มันค่อยๆหันหน้ากลับไปมองยังต้นเสียงแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเคียวคร่าวิญญาณ​ก็ตวัดฟันฉับลงมาอย่างรวดเร็วจนวิญญานขาดเป็นสองท่อนในทันที

ก่อนพวกมันจะค่อยๆระเหยกลายเป็นไอออกมารวมกันเป็นผลึกสีดำแดงล่องลอยอยู่ในอากาศ เฮคาทีคว้าหมับแล้วโยนมันเข้าปากของเรียวอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นออกตัววิ่งต่อในทันที

เฮคาทีวิ่งวนไปมาท่ามกลางเปลวเพลิงที่ร้อนระอุอยู่สักพักก็ตามเก็บวิญญานแปลกปลอม​ได้จนหมดอาจเพราะเปิดสกิลเรียกวิญญานที่ตายใหม่ๆให้เข้ามาใกล้ด้วยเรื่องมันเลยง่ายขึ้นกว่าเดิม

พวกวิญญานแปลกปลอม​ชอบวิญญานที่ตายใหม่ๆก็เพราะว่าพวกเขาจะจำอะไรไม่ค่อยได้และบางดวงก็จำไม่ได้ว่าตัวเองตาย การหลอกล่อมาเขมือบ​เลยง่ายขึ้น

การหาวิญญานแปลกปลอม​ง่ายที่สุดคือ กลิ่น

กลิ่นของพวกมันจะเป็นเอกลัษณ์​ของพวกวิญญานต่างโลกและถ้ายิ่งคิดจะเขมือบดวงวิญญานคนตายเข้าไป กลิ่นก็จะยิ่งน่าสะอิดสะเอียน​มากขึ้นๆเรื่อยๆตามจำนวนที่กิน ยิ่งกินมากเท่าไหร่กลิ่นก็จะลอยออกไปไกลขึ้นๆจนถูกพวกเราตามเจอได้ง่าย

มากสุดที่ผมเคยเจอก็คือพวกที่กินเข้าไปหนึ่งถึงสองดวงสีวิญญานจะกลายเป็นสีเขียวน่าสะอิดสะเอียน​เมื่อกลายเป็นผลึก ผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระบบล่าวิญญาณ​เลยไม่มีสิทธิ์​ใช้อาวุธสลายดวงวิญญาณ​ของพวกมันทำได้แค่จับกุมและส่งกลับไปให้โลกวิญญานจัดการกันเองเท่านั้น

พอตรวจจนแน่ใจว่าไม่เหลือกลิ่นอายดวงวิญญาณ​ตกค้างเฮคาทีก็ดีดนิ้วดังเปาะแล้วหายวับไปทันทีก่อนจะโผล่มาอีกทีก็กลับมายืนอยู่ในสวนหลังบ้านของตัวเองซะแล้ว

เฮคาทีชะงักขาที่กำลังจะเดินเข้าบ้านดังกึกเมื่อจมูกได้กลิ่นสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ใกล้กับอาณาเขตของตัวเอง เงยหน้าทำจมูกฟุดฟิดอยู่พักเดียวก็พอจะรู้ว่าเป็นมนุษย์​ อาจจะบาดเจ็บเพราะได้กลิ่นเลือดลอยตามลมมาจางๆหรือถ้าไม่ใช่เลือดของเขาก็เลือดของคนอื่น

ผมเดินตามกลิ่นไปเรื่อยๆจนถึงกลางทางระหว่างบ้านพักตากอากาศ​กับเชิงเขา หลังจากนั้นก็เลี้ยวขวาเดินตามทางเก่าที่หญ้าขึ้นจนรกครึ้มแต่ดูจากรอยเท้าและและกิ่งไม้ที่หักไปตามทางทำให้รู้ได้ว่าต้องมีคนเคยผ่านทางนี่เข้าไปแล้วไม่ต่ำกว่าสามหรือสี่ครั้ง

เดินตามทางเข้ามาเรื่อยๆก็พบกับลำธารและทุ่งหญ้าขนาดย่อมที่ในตอนกลางวันมันอาจจะเป็นสีเขียวขจีแต่ตอนนี้มีแค่ความมืดเท่านั้น แสงที่ช่วยทำให้ผมมองเห็นโดยรอบคือแสงจากหิ่งห้อยที่มีอยู่รับไม่ถ้วนทำให้ตอนนี้เหมือนผมหลุดเข้ามาอยู่นิยายแฟนตาซีสักเรื่อง

แต่ที่จริงหิ่งห้อยน่ะไม่จำเป็นหรอกเพราะดวงตาของผมมองเห็นในความมืดได้ดี

ผมหมุนตัวไปมาเพื่อสำรวจโดยรอบเพราะกลิ่นอายของมนุษย​์ทำให้รู้ว่าพวกเขาอยู่ห่างไปไม่ไกล เฮคาทีหรี่ตาในความมืดก่อนจะสังเกตเห็นแสงเล็กๆที่รอดออกมาจากเนินเขาทางด้านซ้ายมือ ถ้ามองผ่านๆก็คงนึกว่าแสงจากหิ่งห้อยแต่ถ้าสังเกตดีดีจะรู้ว่าแสงนั้นมันไม่ขยับเลยสักนิดตั้งแต่เฮคาทีมาถึง

เท้าเรียวสวยค่อยๆเดินตามทางไปจนถึงแสงไฟสีส้มที่แปลกแยกจากแสงไฟสีเขียวของหิ่งห้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับใบไม้หนาที่ปกคลุมทางเข้าอยู่แล้วกระชากมันออกมาทันที พอใบไม้ที่ปกปิดทางเข้าหลุดออกแสงไฟสีส้มก็วูบไหวสั่นระริก เดาได้ว่าคงเป็นแสงจากคบเพลิงหรือไม่ก็ตะเกียงจุดไฟ

มันเป็นหลุมหลบภัยเก่าดูจากสภาพไม้ที่สร้างเป็นปากทางเข้าก็รู้ได้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมานานแล้ว ผมก้าวเดินเข้าไปทันทีโดยไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น อย่าลืมว่าผมไม่ใช่มนุษย์.. ต่อให้เป็นพวกโจรแค่สะบัดมือครั้งเดียวพวกมันก็หัวหลุดออกจากบ่าแล้ว

[ คุณฆ่าพวกเขาไม่ได้ครับโฮสต์​ ]​

“ จิ๊! ”

เฮคาทีเมินเรียวที่ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายอยู่ในหัวแล้วเดินดุ่มๆเข้าไปด้านในทันที ลึกเข้ามาได้สักพักก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น​เบาๆมาจากข้างในเขาก็ยิ่งเร่งฝีเท้ามากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่ปรากฏ​อยู่ตรงหน้าทำให้เฮคาทีหรี่ตาขมวดคิ้วหมุ่น ดูเหมือนจะเป็นคุกที่ทำขึ้นจากไม้ภายในนั้นมืดมากเพราะแสงไฟจากคบเพลิงตรงทางเดินส่องเข้ามาไม่ถึง เสียงร้องไห้ที่ดูอื้ออึงเหมือนพยายามกลั้นเสียงเอาไว้หยุดชะงักทันทีที่เขาปรากฏ​ตัว

แต่ความมืดไม่ได้มีผลอะไรกับเฮคาทีทำให้เขามองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ทั้งหมด พวกเขาเป็นเด็กที่ผมเผ้ารุงรังใบหน้าและตัวสกปรก​มอมแมม ใช้สายตานับคร่าวๆได้เจ็ดคน อายุประมาณห้าขวบถึงสิบขวบ บางคนนั่งนิ่งดวงตาเหม่อลอยเรียบเฉย บางคนก้มหน้ากอดเข่าร้องให้ตัวสั่นแต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันทั้งหมดคือบาดแผลตามร่างกายบางรอยคงพึ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก

“ พวกเธอเป็นใคร ” ผมเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าลูกกรงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบๆทันทีที่พวกเขาได้ยินเสียงของผมไม่มีใครเอ่ยตอบกลับสักคนมีแต่ความหวาดกลัว​และความหวาดระแวงที่ปรากฏ​อยู่ในแววตาเท่านั้น

เฮคาทีถอนหายใจเหนื่อยหน่ายและไม่คิดจะเอ่ยปากถามต่อ ถามอะไรไปพวกเขาก็ไม่ตอบอยู่ดีสภาพจิตใจแบบนี้ยังไงก็ต้องใช้เวลา ขณะที่เฮคาทีกำลังจะเอ่ยปากบอกเรียวให้พาเด็กพวกนี้กลับบ้าน เสียงเอะอะจากหน้าทางเข้าก็ดังขึ้นมาทำให้เขาหรี่ตาลง โบกมือครั้งนึงไฟจากคบเพลิงก็พลันดับลงทั้งหมด

เรียวพาเด็กพวกนี้กลับไปที่บ้านก่อนเดี๋ยวเราตามกลับไป

[ รับทราบครับ ]​ เรียวตอบรับเสียงจริงจังพร้อมลอยออกมาจากตัวของเฮคาทีและทะลุผ่านเข้าไปภายในกรงขังไม่นานเด็กทั้งหมดที่อยู่ภายในก็หายวับเหลือแต่ความว่างเปล่า​

เสียงเอะอะและเสียงวิ่งดังก้องทำให้เฮคาทีแนบตัวชิดกับกำแพงส่วนที่มืดสนิทที่สุดและแน่ใจว่าแสงสว่างจะส่องเข้ามาไม่ถึง ไม่นานนักก็ปรากฏ​ชายวัยกลางคนจำนวนสามคนวิ่งเข้ามาพร้อมๆกับตะเกียงในมือ พวกมันวิ่งเข้าไปส่องไฟดูภายในกรงขังก่อนจะรู้ว่าเด็กทั้งหมดหายไป พวกนั้นวิ่งพล่านไปทั่วเหมือนหมูในเล้าที่กำลังจะถูกจับไปชำแหละ

ผมฟังพวกมันโทษกันไปโทษกันมาอยู่เกือบห้านาทีก็พอจะจับใจความได้ว่าพวกมันเก็บเด็กที่พ่อแม่ตายจากสงครามมาขายให้พวกมีเงินถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ให้เป็นโอยรันส่วนเด็กผู้ชายก็ขายให้พวกใช้แรงงาน พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือการซื้อขายทาส

แอบแปลกใจอยู่เหมือนกันทั้งๆที่โลกนี้ก็พัฒนา​ไปมากแต่กลับยังมีการซื้อขายทาสอยู่อีก

มนุษย์​นี้ไม่ว่าผ่านมากี่โลกๆก็ยังเหมือนเดิม ค้าขายกันได้ทุกอย่างจริงๆ

แต่พวกมันคงเลือกแหล่งที่ซ่อนผิดซะแล้วเพราะภูเขาลูกนี้เป็นของตระกูลฟูจิกิ คนที่มีสิทธิ์​เข้ามาในภูเขาลูกนี้มีแค่คนของตระกูลและคนรับใช้เท่านั้น

ทำชั่วใต้จมูกผมซะขนาดนี้จะปล่อยไปก็กระไรอยู่

 

“ เฮ้ย! ใครวะ!! แกเป็นใคร!!! ” พอผมเดินออกมาจากมุมมืดเสียงรองเท้าเกี๊ยะที่ดังต๊อกๆทำให้พวกมันรู้ตัวและหวาดระแวงก่อนจะมองหาต้นเสียงไปทั่วพอพวกมันเห็นผมที่เดินเอื่อยๆออกมาจากมุมมือก็หยิบมีดสั้นจากเอวออกมากวัดแกว่งไม่ให้ผมเข้าไปใกล้แล้วตะโกนถามออกมาเสียงดังลั่น!

“ ...... ” ผมไม่คิดจะตอบอะไรกลับไปทั้งสิ้นแค่ยืนนิ่งๆใช้ดวงตาตรวจสอบพวกมันเท่านั้น ดวงตาตรวจสอบ​เป็นสกิลเฉพาะของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเท่านั้นเพราะความพิเศษ​ของมันที่บอกทุกอย่างที่เราอยากรู้ทั้งอดีตหรืออนาคต แต่สิ่งที่ผมมองไม่ใช่ของพวกนั้นผมดูเวลาตายของพวกมันต่างหาก

ฆ่าไม่ได้แต่ไม่มีกฏห้ามว่าไม่ให้ทำอย่างอื่นนี้

“ พวกมึงไปฆ่ามัน! ”

“ มึงก็ไปเองสิวะ! ”

“ ไอ้เวร! กูเป็นหัวหน้า!พวกมึงมันแค่ลูกน้องกูสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ!! ” ไอ้คนที่บอกว่าตัวเองเป็นหัวหน้าหันไปด่าลูกน้องตัวเองก่อนจะยืนด่ากันปาวๆไม่เข้ามาฆ่าผมสักที ตอนแรกก็คิดว่าพวกค้าทาสจะโหดเหี้ยมพอฆ่าเวลาให้ผมเล่นสนุกได้ซะอีก แต่ระดับนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ...อืม ลูกกระจ๊อก ใช่หรือป่าว?

ผมถอนหายใจอย่างแรงพร้อมเบือนหน้าหนีมือเรียวสวยยกขึ้นมาดีดนิ้วดังเปาะพวกโง่เง่าก็หายวับ ตอนนี้คงอยู่ที่ที่ผมจากมานั้นแหละ.. ในกองเพลิง

พวกนั้นไม่ตายหรอกอาจจะแค่ไม่เหมือนเดิม กฏบอกห้ามฆ่าแต่การทรมานไม่นับนี่ ใช่ไหม?

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น