ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (2)

ชื่อตอน : โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 368

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2562 23:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โลกที่ 1 : แรกพบสบตา (2)
แบบอักษร

บทที่ 2

 

รถไฟมาจอดเทียบชานชาลาเมืองคุราริเมื่อตอนกลางดึก ผมเข้าพักที่โรงเตี๊ยม​สาขาย่อยของตระกูลฟูจิกิ ภายในห้องปูด้วยเสื่อทาทามิ เครื่องเรือนไม้ก็ดูหรูหรา เลื่อนบานประตูออกไปทำให้เห็นวิวของเมืองคุราริได้ทั้งหมด ไฟที่เปิดอยู่ก้อมีแค่ไฟถนนเท่านั้น

ผมต้องอยู่ที่เมืองนี้ไปสักพักอย่างต่ำก็หนึ่งเดือน วิญญานแปลกปลอมหนะฤทธิ์​เยอะ พวกมันไม่ออกมาให้จับง่ายๆซะด้วย เหยื่อล่อชั้นดีก็คือร่างที่ใกล้ตายหรือพวกวิญญานที่ตายใหม่ๆ ถ้ากินเข้าไปก็เป็นตัวเพิ่มพลังอย่างดีให้มันเลยล่ะ

“ นายน้อยเตรียมน้ำไว้ให้แล้วครับ ” เสียงเลื่อนบานประตูออกพร้อมๆกับผู้ดูแลที่คุกเข่าอยู่หน้าประตู ผมหันกลับไปมองก่อนจะพยักหน้ารับคำ คงต้องไปแช่น้ำก่อนแล้วค่อยนอน นั่งรถไฟนานซะจนปวดก้นไปหมดแล้ว

เช้าวันต่อมาผมก็พร้อมจะสำรวจเมืองต่อ บ้านพักตากอากาศ​ของครอบครัวก็สั่งให้คนไปทำความสะอาดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวันนี้คงเข้าไปอยู่ได้พอดี ผมถือกระเป๋าสัมภาระที่มีอยู่ใบเดียวออกมาถือ ตอนแรกพวกเขาจะขับรถไปส่งแต่ผมปฏิเสธ​เพราะอยากเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆหันไปบอกลาผู้ดูแลเสร็จผมก็เดินออกมาเลย

เสียงเกี๊ยะไม้ดังต๊อกๆทุกครั้งที่ผมขยับเท้าเดิน พื้นก็เป็นปูนไม่ใช่ดินพื้นที่ส่วนมากจะเป็นทางลาดเดินลงจากเขา พื้นที่เพาะปลูกก็เป็นแบบขั้นบันได ผู้หญิงแถวนี้ส่วนใหญ่แต่งงานกันหมดแล้วเลยไม่ค่อยแต่งตัวมากนักส่วนมากจะเป็นชุดยูกาตะสีพื้นๆหรือไม่ก็เดรสแขนสั้นธรรมดาๆ

ผมเดินชมธรรมชาติไปเรื่อยๆจนถึงเขตเมืองบ้านเรือนแถวนี้ส่วนมากจะเป็นปูน ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาแถมพวกทหารกับกะลาสีเรือก็เยอะ ร้านค้าก็มีมากทั้งห้างร้านขายชุดกิโมโนที่อยู่ตรงหัวมุมนั้นหรือคาเฟ่ที่อยู่อีกฝั่ง ผมแปลกใจนิดหน่อยขนาดอยู่ในช่วงสงครามคนก็ยังคึกคักออกมาซื้อของกันเต็มไปหมด

อ่า ผมก็ต้องซื้อสินะลืมไปซะสนิท

อย่างแรกก็คงเป็นของใช้ในบ้านกับเสื้อผ้าอืมร้านไหนดีนะ ผมยืนลังเลอยู่สักพักก็ตัดสินใจได้ว่าเข้าแม่งมันทุกร้านนั้นแหละ ผมเดินเข้าร้านขายผ้าขนาดเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้างใหญ่ พอเลื่อนประตูเปิดเข้าไปก็พบกับลายผ้ามากมายที่แขวนเอาไว้ตามผนัง เจ้าของร้านพอเห็นคนเข้ามาก็รีบเดินออกมาต้อนรับ ผมยิ้มและทักทายเธอกลับก่อนจะจับเนื้อผ้าและดูลายทอไปเรื่อย ถูกใจอันไหนก็สั่งอันนั้น ร้านนี้ไม่มีแบบสำเร็จ​รูปขายต้องสั่งตัดเท่านั้นผมเลยยืนให้เธอวัดตัวก่อนจะจ่ายค่ามัดจำและเขียนที่อยู่ให้ไปส่งแล้วเดินออกจากร้าน เธอโค้งขอบคุณผมหลายทีสีหน้าปลื้มปริ่ม ไม่ให้ปลื้มได้ยังไงที่ผมสั่งไปน่ะผ้าไหมปักดิ้นทองทั้งนั้น

พอเดินออกมาผมก็เดินไปเข้าร้านเสื้อผ้าอีกร้านทันทีร้านนี้แตกต่างจากร้านที่แล้วเพราะเป็นห้างใหญ่สร้างจากหินปูนกำแพงเป็นกระจก พอผมเดินเข้าไปก็เหมือนร้านที่แล้วจับๆเลือกๆจ่ายเงินเขียนที่อยู่แล้วออก

ต่อไปก็ของใช้ในบ้านเดินไปอีกหน่อยก็เจอเหมือนซูเปอร์มาเก็ตเลยแฮะ ผมเลือกของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านไปเยอะหน่อยเพราะหลังจากนี้ของดีดีน่าจะเหลือน้อยพอเลือกเสร็จก็ไปจ่ายเงินเขียนที่อยู่แล้วก็เดินออก เงินที่ครอบครัวให้ติดตัวมายังเหลืออีกหลายปึกถ้าไม่พอก็แค่ไปเบิกที่ธนาคาร

ต่อไปก็วัตถุดิบ​ทำอาหารคงต้องไปตลาด แล้วไอ้ตลาดที่ว่านี้มันอยู่ไหนกันนะคงต้องจ้างรถให้คนพื้นที่ไปส่งซะแล้ว เดินไปอีกนิดก็เจอคนกับเกวียนหรือเปล่านะ? ผมไม่แน่ใจว่ามันเรียกว่าอะไรแต่มันก็คล้ายเกวียนที่ใช้คนลากแทนม้า

ผมเดินเข้าไปทักก่อนจะบอกให้เขาพาไปส่งที่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด พอตกลงกันเสร็จผมก็ก้าวขึ้นรถจากแรงลากเอื่อยๆก็เร็วขึ้นเรื่อยๆแค่ห้านาทีผมก็มาถึงทางเข้าตลาดปลา ผมลงจากรถจ่ายเงินและกล่าวขอบคุณเป็นอย่างสุดท้ายก็เดินออกมาทันที

คนในตลาดมองผมกันค่อนข้างเยอะแต่ผมไม่ได้สนใจนักเรียกว่าชินก็ได้ ถ้าให้เดาก็คงเพราะชุดกิโมโนผ้าเนื้อดีที่ใส่อยู่ คงแปลกใจที่เห็นคนมีฐานะมาเดินตลาดด้วยตัวเอง คนยุคนี้มักดูกันที่เนื้อผ้าและลายผ้าที่สวมใส่ว่ามีฐานะหรือไม่มีฐานะ

ผมเดินเข้าไปซื้อทุกอย่างที่เห็นทั้งข้าวแป้งธัญพืช​ เนื้อสัตว์​ผักและผลไม้ ผมก็ซื้อมาเป็นจำนวนมาก เห็นอะไรก็ซื้อมาหมด ดีนะที่ยุคนี้มีตู้เย็นไม่งั้นพวกของสดเสียหมดแน่ อืมพวกวัตถุดิบ​ทำขนมหวานก็มี อ่าพวกเครื่องปรุงรสต่างๆด้วย ครบหรือยังน้า

ตรวจเช็คในใจไปสักพักก็คิดว่าของที่อยากได้น่าจะครบแล้ว ผมก็เดินไปจ่ายเงินที่พ่อค้าคนกลางแล้วเขียนที่อยู่ให้พวกเขาเอาไปส่ง

ผมเดินออกมาจ้างรถที่คล้ายแท็กซี่​ในยุคสมัยใหม่เพื่อกลับบ้านพัก นั่งมาเกือบยี่สิบนาทีก็ถึงทางเข้าบ้านพักตากอากาศ​สักที อยู่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้าง​มากแถมต้องขับขึ้นเขามาอีกเกือบสิบนาที โครตจะห่างไกลผู้คน

พอถึงที่หมายผมก็ทำท่าล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อหยิบเงินแต่จริงๆคือเปิดมิติโฮสต์​เพื่อหยิบเงินออกมาแทน จ่ายเงินเสร็จก็ลงจากรถแล้วเดินต่อเข้าไปอีกนิดถึงจะเห็นตัวบ้าน

ตัวบ้านทำจากไม้สีขาวทั้งหลัง ประตูเลื่อนแบบถอดได้ตรงชานบ้านเป็นกระจก หลังใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียวแต่ผมค่อนข้างชอบ พอเดินอ้อมมาหลังบ้านก็พบกับวิวทะเลที่ไกลสุดลูกหูลูกตา​แถมสวนหลังบ้านยังเป็นหน้าผาที่มีรั้วเหล็กกั้นเอาไว้ ริมหน้าผมมีต้นซากุระที่ดูก็รู้ว่าอายุหลายร้อยปีจากลำต้นที่สูงใหญ่และกิ่งก้านสาขาที่แผ่ออกมา กิ่งที่ใหญ่ที่สุดมีชิงช้าแขวนเอาไว้ให้นั่งดูวิว

ผมเดินเข้าไปช้าๆก่อนจะถอดรองเท้าเกี๊ยะออกเหลือแค่เท้าเปลือยเปล่าที่ก้าวเหยียบหญ้านุ่มๆเข้าไปนั่งบนชิงช้าก่อนจะออกแรงแกว่งเบาๆ สายลมเอื่อยๆที่พัดมากระทบหน้าทำให้หางเปียพลิ้วไหวไปตามแรงลม รอยแยกของชุดกิโมโนทำให้เห็นท่อนขาเรียวสวยที่ค่อยๆยกขึ้นมาตวัดขาไขว่ห้าง

ผมนั่งกระดิกเท้าชมวิวอยู่สักพักก็คิดได้ว่าถึงเวลาต้องเข้าไปทักทายคนงานในบ้านสักที ผมขยับตัวลุกขึ้นแล้วจัดชุดให้เรียบร้อยก่อนจะเดินอ้อมกลับไปเข้าทางประตู​หน้าบ้าน กดออดอยู่สองสามครั้งผมก็เปิดประตูเข้าไปทันที ภายในบ้านมีคุณป้าอยู่สามสี่คนที่กำลังเดินเข้ามาต้อนรับผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ผมยิ้มตอบกลับแล้วพวกเธอก็แนะนำตัวพวกเขารู้อยู่แล้วว่าผมเป็นใครชื่ออะไรผมเลยไม่ได้แนะนำตัวกลับแค่บอกว่าอีกสักพักของที่สั่งอาจจะมาส่งให้รอรับและจัดเก็บให้ด้วย

พวกคุณป้าตอบรับคำก่อนจะบอกให้ผมไปพักที่ชั้นสองได้เลย พวกเธอทำความสะอาดเอาไว้ทุกห้องแล้วผมยิ้มรับแล้วบอกขอบคุณก่อนจะยกกระเป๋าแล้วเดินขึ้นห้อง

ส่วนของชั้นแรกมีแค่ห้องอาบน้ำห้องนั่งเล่นและห้องครัว ส่วนชั้นสองมีห้องนอนสามห้อง ห้องใหญ่หนึ่งห้องเล็กสอง ผมเปิดประตูทุกห้องเข้าไปดูภายในก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกห้องไหนดี สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกห้องใหญ่สุดเพราะวิวจากระเบียงห้องเห็นทะเลและสวนหลังบ้าน

ผมวางกระเป๋าไว้ข้างประตูเพราะเดี๋ยวพวกคุณป้าก็ขึ้นมาจัดเข้าตู้ให้ก่อนจะเดินไปถอดชุดกิโมโนให้เหลือแค่ชั้นเดียวแล้วปีนขึ้นเตียง ถึงจะเป็นตอนเที่ยงวันแต่ลมที่พัดเข้ามาจากระเบียงทำให้ในห้องไม่ร้อนแถมยังเย็นสบาย นอนมองวิวไปสักพักดวงตาสีเขียวมรกตก็เริ่มปรือลงทีละนิดๆจนปิดสนิทในที่สุด

 

ตื่นมาอีกทีก็ตอนพบว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน​ ผมชันตัวลุกขึ้นก่อนจะตวัดผ้าห่มขึ้น​และก้าวลงจากเตียง ยกมือขึ้นมาเสยผมที่ปรกลงตาสองสามทีก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง พวกคุณป้าไม่อยู่แล้วเหลือแค่กระดาษแผ่นนึงที่เขียนเอาไว้ว่าจะเข้าไปทำความสะอาดทุกอาทิตย์​เท่านั้น

ผมเดินเอาแผ่นกระดาษไปทิ้งที่ถังขยะก่อนจะเรียกเรียวออกมา ก้อนแสงสีม่วงค่อยๆลอยออกมาจากตัวผมและกลายเป็นลูกเสือขาวหน้าตาน่ารักน่าชัง​ ผมปล่อยให้เรียวไถตัวไปมากับพื้นส่วนตัวเองก็เดินไล่ไปเปิดไฟในบ้านจนสว่างไปทั้งหลัง

ครัวบ้านหลังนี้เป็นแบบเปิดโล่งข้าวของเครื่องใช้มองแวบเดียวก็บอกได้ว่าทั้งหมดเป็นของราคาแพง พอเปิดตู้เย็นก็พบว่าของที่สั่งมาถูกจัดเก็บเข้าที่ทั้งหมดแล้วห้องเก็บอาหารก็มีวัตถุดิบ​อยู่เต็มไปหมด คงไม่ต้องออกจากบ้านไปสักพักใหญ่ๆ

“ เรียวเปิดสกิลสร้างสรรค์​ ”

“ รับทราบ ”

[ เปิดสกิลสร้างสรรค์ : เรียบร้อย ]​

สกิล​สร้างสรรค์​มันก็คือสกิลเอาไว้สร้างสิ่งที่เราคิดนั้นแหละ ผมยกมือขึ้นก่อนเพ่งสมาธิ ข้าวของเครื่องใช้​ที่ผมต้องการให้มันลอยก็ลอยนิ่งอยู่ในอากาศ วาดมืออีกครั้งของทั่วห้องที่ลอยอยู่ก็มารวมกันอยู่ในจุดๆเดียว

“ STRENG! ” สิ้นเสียงหวานใสกล่าวจบข้าวของที่ลอยอยู่ก็ค่อยๆสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆและตกลงกระทบกับพื้นบ้านอย่างแรง แต่ก็ไม่มีอะไรแตกหักหรือเสียหายถึงแม้จะเป็นแก้วใสที่เปราะบาง​ที่สุดก็ตาม

ผมจ้องมองข้าวของที่ตกอยู่ที่พื้นนิ่งๆก่อนพวกมันจะค่อยๆขยับแล้วลอยขึ้นเอาตัวเองไปเก็บที่เดิม ผมทำให้ข้าวของเครื่องใช้​ในบ้านมีชีวิตพวกมันจะได้ทำงานได้เองโดยที่เขาไม่ต้องสั่งหรือใช้เวทมนตร์​คอยบังคับ

“ ซุโทบุจากนี้แกคือหัวหน้าพ่อครัว ” ผมเอ่ยปากบอกเจ้าเตาทำอาหารที่มีตอนนี้มีร่างกายแล้วให้เป็นหัวหน้าพ่อครัวพร้อมกับลูบหัวมันเบาๆเพื่อให้กำลังใจ เจ้าซุโทบุทำหน้าเคลิบเคลิ้ม​ที่ผมลูบหัวก่อนจะเปลี่ยนเป็นจริงจังแล้วหันไปสั่งงานเครื่องใช้ในครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ผม

“ เฮ้ย! พวกแกอย่ามัวแต่อู้รีบขยับตัวเตรียมทำอาหารให้นายท่านได้แล้ว เอ้า! เจ้าเทนกุไปเปิดตู้เย็นหยิบเนื้อมา ”

“ นิคุยะแกอยู่นิ่งๆสิขยับอยู่ได้ข้าต้องหันเนื้ออีกเยอะนะโว้ย! ” ไนฟุหรือมีดตวาดแว้ดใส่เจ้าเขียงที่นอนสั่นระริก

“ ก็ข้าจั๊กจี้​นี่หว่า ฮ่าๆๆ ” นิคุยะตอบกลับพร้อมหัวเราะดังลั่น ผมมองความวุ่นวายภายในครัวก่อนจะบอกตัวเองให้ทำใจให้ชินแล้วเดินหนีออกมาที่ห้องนั้นเล่นแล้วเดินไปนั่งลงข้างๆเรียวที่นอนเกลือกกลิ้ง​อยู่บนโซฟาตัวใหญ่

“ น้ำชาค่ะนายท่าน ” ผมหันไปมองต้นเสียงก็พบว่าเป็นมิสซิสพอตโตะที่เข็นรถเข็นสีทองวาววับมาอยู่ข้างกายก่อนจะค่อยๆเทน้ำชาร้อนๆออกมาจากกาของตัวเอง

“ ขอบคุณมากครับแต่ครั้งหน้าผมขอเป็นโกโก้เย็นแทนนะครับ ส่วนน้ำชาอยากได้เป็นตอนเช้าแต่ถ้าให้ดีขอเป็นซีเรียลกับนมสดเย็นๆจะดีกว่ามากๆเลยครับ ” ผมยิ้มรับก่อนจะยกแก้วน้ำชาที่มีหน้าตาน่ารักและและดูก็รู้ว่าเป็นเด็กผู้ชายขึ้นมาจิบ เจ้าแก้วน้อยๆในมือก็เขินอายหน้าแดงจนผมหลุดหัวเราะคิกคัก​

“ ได้เลยค่ะ ” มิสซิส​พอตโตะตอบรับกลับด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น​แล้วยืนรอผมอยู่ในถาดรถเข็นนิ่งๆจนผมวางแก้วชาลงเจ้าตัวถึงจะเลื่อนรถกลับเข้าไปในครัว

ริมฝีปากสีลูกพีชเอ่ยเปิดระบบร้านค้าก่อนจะจิ้มไปที่หมวดหมู่อิเล็กทรอนิกส์​ ที่นี้เงียบเหงาเกินไปผมเลยจะหาซื้อทีวีสักเครื่อง ผมเลือกทีวีแบบไร้สายและใช้พลังงานจากเวทมนตร์​แทน ตัวรับสัญญานก็เป็นแบบราคาแพงที่ระบุได้ว่าจะเลือกดูโลกไหน ช่วงเวลาใด

เสียไปอีกเกือบสองหมื่นพ๊อยท์​แต่ผมก็บ่หยั่น

ผมมองไปรอบๆบ้านแล้วคิดว่าจะซื้ออะไรอีกดี ก่อนจะมาหยุดที่โซฟาที่ตัวเองนั่งอยู่ ถึงมันจะสวยแต่ผมไม่ค่อยชอบเพราะนั่งไม่ค่อยสบาย ผมเลยอุ้มเรียวขึ้นก่อนจะโบกมือครั้งนึงเซ็ทโซฟาที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมดก็อันตรธาน​หายวับไปกับตา

กดเลือกหมวดหมู่ของระบบร้านค้าไปที่ห้องนั่งเล่นแล้วเลือกเป็นโซฟาสีดำสนิทเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส​ที่ข้างในเป็นเบาะต่างระดับและรอบๆมีพนักเอาไว้ผิงแค่สามด้าน เวลาก้าวเข้าไปนั่งก็เหมือนนอนอยู่บนเตียงผมเลือกซื้อโต๊ะอุ่นทรงวงกลมสีดำมาตั้งตรงกลางก่อนจะปิดระบบร้านค้าและใช้เวทมนตร์​ช่วยปิดประตูและหน้าต่างทุกบานก่อนร่ายเวทย์ผลึกเหมันต์​เพื่อทำให้ในมันเหมือนติดเครื่องทำความเย็นให้ผลึกลอยไปติดตามมุมต่างๆของทุกห้องในบ้านแล้วร่ายเวทพลางตาทับไปอีกทีก็เป็นอันเรียบร้อย

ผมก็ปล่อยเรียวลงไปนอยบนโซฟาตัวใหม่และตามเข้าไปนั่งด้วยกัน ก่อนจะโยนผลึกเวทย์มนตร์​เข้าไปในทีวี พอผลึกหายเข้าไปในตัวเครื่อง​ มันก็เริ่มทำงานก่อนจะรันช่องไปเรื่อยๆจนเจอช่องที่น่าสนใจผมก็เอ่ยปากสั่งให้มันหยุด ในจอฉายภาพผู้ชายคนนึงที่กำลังเอาตัวรอดจากพวกซากศพเดินได้ ผู้ชายคนนั้นเอาแต่ยิงปืนและวิ่งไปทั่ว

ถ้าจำไม่ผิดผมก็เคยไปทำภารกิจที่โลกแบบนี้นะแต่คราวนั้นพวกซากศพโหดกว่านี้หลายเท่าแถมยังวิวัฒนาการ​ได้เรื่อยๆอีกต่างหาก ผมคิดว่าอีกไม่นานเขาก็ตาย ถึงเขาจะไม่รู้ว่าพวกซอมบี้ชอบเสียงแต่ก็ไม่ควรวิ่งพล่านไปทั่วเมืองและเอาแต่ทำเสียงดังอย่างนี้แต่ก็ไม่แน่ถ้าเขาเป็นพระเอกจุดจบอาจจะสวยงามแล้วตายอย่างวีรบุรุษ​ก็ได้

 

หว่อออออออออ

เสียงสัญญานเตือนภัยทางอากาศ​ดังขึ้นมาอย่างกระทันหัน​ทำให้ผมผละหน้าออกจากจอทีวีแล้วสั่งให้คุรุอิ(แสงไฟ)​ปิดไฟทุกดวงในบ้านทันที ผมอุ้มเรียวที่หลับสนิทแต่หูกระดิกไปมาขึ้นมาแนบอกก่อนจะเลื่อนประตูกระจกออกแล้วเดินออกไปที่สวนหลังบ้าน

จากตรงนี้หันไปทางซ้ายมือจะเห็นวิวของเมืองได้ชัดเจน ไฟทั่วทั้งเมืองดับสนิทแม้แต่ไฟถนนก็ไม่เปิด แต่เสียงเครื่องบินรบที่ดังผ่านหัวผมไปคันแล้วคันเล่าก็ยังทิ้งระเบิดไฟได้ถูกอยู่ดี ดวงไฟกลุ่มเล็กๆที่ตกลงมาจากท้องฟ้าทำให้บ้านเรือนค่อยๆติดไฟก่อนจะโหมลุกไหม้จนแทบจะกลายเป็นทะเลเพลิง​

ผมยืนดูอยู่เฉยๆมือก็ลูบขนนุ่มนิ่มของเรียวไปมาไม่ได้หยุด

“ zoom ” น้ำเสียงแหบพล่าเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา นัยต์ตาที่เคยมองได้ไกลเท่ามนุษย์​ทั่วไปก็ปรากฏ​กลไกเหมือนฟันเฟืองขึ้นในนั้น

เฮคาทีหรี่ตามองจากภาพเมืองที่อยู่ไกลๆก็ถูกซูมเข้าไปให้เห็นผู้คนที่กำลังวิ่งวุ่นไปทั่วช่วยกันดับไฟ แปลกที่ไม่มีคนตายแต่บ้านเรือนเสียหายหลายสิบหลัง แต่แค่นี้ก็ยังถือว่าไม่ร้ายแรงเท่าไหร่​ พอตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ​ เจ้าตัวก็เดินกลับเข้าบ้านเอ่ยปากสั่งให้คุริอิเปิดไฟแล้วก็เข้าไปนั่งดูหนังต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมชินแล้วต่อให้มีคนฆ่ากันตายตรงหน้าผมยังเฉยๆเลย คนจะตายช่วยเหลือไปก็ตายอยู่ดี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกมีชะตากรรมเป็นของตัวเอง โฮสต์​อย่างพวกเราไม่มีสิทธิ์​เข้าไปยุ่ง

ผมนั่งดูนั่งไปสักพักมิสซิสพอตโตะก็เอาอาหารมาเสริฟ ทั้งจานชามช้อนส้อมค่อยๆลอยออกมาจากถาดรถเข็นก่อนจะวางลงบนโต๊ะอุ่นขาที่ผมนั่งอยู่ ผมยิ้มบางเอ่ยขอบคุณเบาๆก่อนจะหยิบมีดและส้อมขึ้นมาหั่นสเต๊กตรงหน้าพร้อมๆกันกับที่จานไก่ทอดบาร์บีคิว​และสปาเกตตี้คาโบนาร่าลอยตามมาสมทบทีหลัง

พอกินจนอิ่มและดื่มน้ำจนหมดแก้วผมก็บอกให้พวกถ้วยชามลอยกลับไปทำความสะอาดได้เลยไม่ลืมฝากผลึกวิญญาณ​เทียมและคำขอบคุณ​ไปให้พวกเขาด้วย

ผลึกวิญญาณ​เทียมก็เหมือนเวทมนตร์​นั้นแหละใช้ดูดซับแทนพลังงานที่เสียไปของพวกที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต​ดั้งเดิม

สิ่งมีชีวิต​ดั้งเดิมคือมนุษย์​ สัตว์ ต้นไม้ดอกไม้ ต่างจากพวกเขาที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมสร้างขึ้นมาเองจึงต้องใช้ผลึกวิญญานเทียมในการดูดซับพลังงานเข้าไปในตัวเพื่อให้รูปร่างและจิตวิญญาณ​ยังคงอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น