ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 1

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคอิมเมจป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2563 01:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 1
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 1

ซีอาน เมืองหลวงของมณฑลส่านซี ในประเทศจีน เมืองแห่งประวัติศาสตร์จีนโบราณ อายุเกือบสามพันปี และเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง ซึ่งในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ถึง 13 ราชวงศ์

ด้วยภูมิอากาศของภูมิภาคนี้อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศจีน ดังนั้น ประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก

ในหมู่บ้านทางตะวันออกของเมืองซีอาน ซึ่งรายล้อมไปด้วยธรรมชาติคือบ้านเกิดเมืองนอนของเด็กหนุ่มรูปงามนามว่า ‘ต่งซือเป่า’

ใครจะรู้ว่าในหมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติจะมีช้างเผือกแสนงดงามอย่างเขา รูปหล่อ ความสามารถเป็นเลิศ เรียนดีกีฬาเด่น เรียกได้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้คงไม่มีใครเลิศเลอไปกว่าเขาอีกแล้ว

 

โป๊ก!

“โอ๊ย!” เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเพ้อฝันส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อหัวของเขาถูกอะไรบางอย่างลอยมากระทบ

“อาตี๋ใหญ่! มัวเหม่ออะไรอยู่รีบมาช่วยทางนี้ก่อนเร็ว!” ชายสูงวัยที่กำลังลวกเส้นบะหมี่มือเป็นระวิงร้องเรียกคนที่ยังคงนั่งลูบหัวตัวเองด้วยความเจ็บ

“ทำไมปู่ต้องใช้ความรุนแรง เรียกดีๆ ก็ได้” คนที่ยังคงมึนด้วยฤทธิ์กระบวยพิฆาตบ่นพลางก้มหยิบอาวุธแสนร้ายกาจนั่นไปคืนผู้เป็นปู่

“ยังจะมาเถียงอีก อั๊วเรียกลื้อจนเจ็บคอไปหมด ลื้อก็ไม่หัน” คนที่กำลังยุ่งยังคงบ่นต่อไม่เลิก

“เอาน่าๆ เลิกเถียงกัน อาตี๋ใหญ่เอาบะหมี่ไปส่งตามนี้นะ” หญิงชราวัยไล่เลี่ยกับผู้เป็นปู่ของเขาเข้ามาห้ามทัพก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นยาวให้

“ปู่ชอบบ่นอ่ะย่า จะว่าคนแก่ขี้บ่น แต่ย่าไม่เห็นบ่นแบบปู่เลยอ่ะ” ต่งซือเป่าหันไปพูดกับผู้เป็นย่าก่อนจะกระโดดหลบกระบวยอันเดิมที่ลอยละลิ่วมาอีกครั้ง

“ปู่ทำไมชอบโยนข้าวของ ผมไม่เก็บให้แล้วนะ” เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปหลบหลังผู้เป็นย่า เมื่อปู่ของเขาทำท่าจะเขวี้ยงตะกร้อลวกเส้นที่อยู่ในมือตามมา

“พอๆ เอานี่ แวะไปเอาไข่ด้วยนะ ย่าโทรไปสั่งไว้แล้ว” ผู้เป็นย่าต้องเข้าห้ามทัพอีกครั้งก่อนจะยัดกระดาษกับเงินให้

“รับทราบ!” เด็กหนุ่มตอบรับด้วยท่าทางขึงขังก่อนจะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นเมื่อเห็นท่าว่าจะโดนปู่ของตนบ่นต่อ

“ไอ้หลานคนนี้ทะเล้นซะจริง”

“นิสัยเหมือนอาจิงไม่มีผิด” ผู้เป็นภรรยาเสริมขึ้นเมื่อเห็นสามีทำหน้าเบื่อหน่ายกับความทะเล้นของหลานชายคนโต

“ถ้าว่าตี๋ใหญ่ก็ถอดแบบอาจิง ตี๋เล็กก็คงถอดแบบอาเหมยมาสินะ” ใบหน้าตึงเครียดของชายชราอ่อนลงในทันที เมื่อเอ่ยถึงลูกชายและลูกสะใภ้ที่จากไปก่อนเวลาอันควร

“และทั้งคู่ก็เป็นสมบัติล้ำค่าของเราทั้งสองคน” ฝ่ายภรรยาเดินเข้ามาจับมือผู้เป็นสามีก่อนจะส่งยิ้มแสนอ่อนโยนให้

“อ่า ใช่ๆ” ชายชราพยักหน้ารับก่อนจะลงมือลวกเส้นบะหมี่ต่อ เลิกบ่นให้หลานชายตัวดีที่พึ่งวิ่งออกไป

 

“เรียบร้อย” เด็กหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนลายหมียกมือขึ้นปาดเหงื่อที่กำลังไหลซึมหลังจากขนบะหมี่ที่ต้องนำไปส่งตามรายการเสร็จเรียบร้อยก่อนที่เขาจะกระโดดขึ้นขี่จักรยานคุณแม่สีเหลืองพาหนะคู่ใจ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ออกเดินทางได้!” เด็กหนุ่มส่งเสียงให้สัญญาณตัวเองอย่างขึงขังก่อนจะถีบจักรยานพุ่งออกจากหน้าร้านไปด้วยความเร็ว

 

ด้วยความเคยชินในเส้นทาง ต่งซือเป่าจึงใช้เวลาไม่นานในการส่งบะหมี่ก่อนจะตรงไปรับไข่ที่ผู้เป็นย่าฝากเอาไว้

“แวะไปรับลู่หลิ่งด้วยดีกว่า” หลังจากหันไปมองเวลาที่ปรากฏอยู่บนเรือนนาฬิการ้านขายไข่ต่งซือเป่าก็ตัดสินใจปั่นจักรยานแวะไปรับน้องชายที่น่าจะเรียนพิเศษเสร็จพอดีเพราะยังไงก็เป็นทางผ่านระหว่างกลับบ้านอยู่แล้ว

ใช้เวลาไม่นานเด็กหนุ่มก็ไปถึงที่เรียนพิเศษของน้องชาย ดวงตากลมมองหาจักรยานอีกคันที่น้องใช้เป็นพาหนะในการกลับบ้าน ก่อนที่เขาจะต้องคิ้วกระตุกเมื่อเห็นกลุ่มคนที่กำลังยืนอยู่

ต่งซือเป่ารีบตรงไปยังกลุ่มคนนั้นในทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่กำลังถูกล้อมอยู่นั้นคือน้องชายของตน

“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ” จอดจักรยานได้เด็กหนุ่มก็ตรงเข้าไปหากลุ่มคนซึ่งมีอายุไล่เลี่ยพอๆ กับตัวเอง

“ยุ่งอะไรด้วยวะ!” หนึ่งในนั้นตอบกลับมาเสียงแข็ง

“แล้วพวกมึงทำอะไรน้องกูวะ!” ต่งซือเป่ารีบตรงไปแทรกกลางระหว่างกลุ่มอันธพาลกับน้องชายที่กำลังยืนร้องไห้

“พี่ใหญ่ ฮึก ฮึก” เมื่อเห็นแผ่นหลังของพี่ชายเด็กน้อยก็ยิ่งส่งเสียงร้องอย่างหนัก

“อ๋อ ที่แท้ก็พี่ไอ้ตุ๊ดนี่เอง” หนึ่งในกลุ่มคนตรงหน้าพูดขึ้นก่อนจะพากันส่งเสียงหัวเราะ

“พวกมึงพูดอะไรนะ!” เด็กหนุ่มตรงไปกระชากคอเสื้อคนพูดในทันที

“ลูกหลานแซ่ต่งก็เป็นเหมือนบรรพบุรุษมันล่ะวะ เป็นผู้ชายดีๆ ไม่ชอบ ดันไปเอาตูด” กลุ่มอันธพาลตรงหน้ายังคงพล่ามไม่หยุด

“เพื่อเงิน เพื่อลาภยศ ขายตัวก็ยอม ทุเรศว่ะ”

“บรรพบุรุษเป็นยังไง แม่งลูกหลานก็คงเป็นแบบนั้น”

“โคตรน่ารังเกียจ พวกกูไม่อยากอยู่โรงเรียนเดียวกันกับลูกหลานคนตระกูลมึงว่ะ รีบๆ ลาออกไปซะ”

กลุ่มคนตรงหน้ายังคงพร่ำประโยคดูถูกดูแคลนที่ต่งซือเป่าได้ยินมาตลอดตั้งแต่จำความได้

“หุบปาก!” ต่งซือเป่าตะคอกเสียงดังลั่นพร้อมพุ่งไปตะบันหน้าไอ้คนที่พูดประโยคสุดท้ายจนอีกคนล้มลงไปกองกับพื้น แค่นั้นไม่พอเขายังเตะเข้าไปที่สีข้างเป็นของแถม

“ลูกพี่!” และดูว่าคนที่เขาพึ่งจัดการไปนั้นจะเป็นหัวโจกของกลุ่มซะด้วยสิ

“อย่ายุ่งกับน้องกูอีก” เด็กหนุ่มชี้หน้าขู่คนที่ยังคงนอนตัวงออยู่กับพื้นก่อนจะหันไปหาน้องชายที่ยังคงยืนสะอื้น

“เลิกร้องได้แล้ว กลับบ้านกันเถอะ” คนเป็นพี่ยื่นมือไปลูบหัวน้องชายก่อนจะก้มลงหยิบกระเป๋านักเรียนที่กองอยู่บนพื้นมาปัดฝุ่นแล้วยื่นให้อีกคน

“ครับ” คนเป็นน้องพยักหน้ารับก่อนจะหันไปทางจักรยานของตัวเองที่จอดอยู่ ซึ่งสภาพของมันก็สกปรกไม่ต่างจากกระเป๋านักเรียนใบที่กำลังกอดอยู่

“แม่ง!” ต่งซือเป่ากัดฟันกรอดเมื่อเห็นสภาพจักรยานของน้องชายที่เต็มไปด้วยขยะแถมยังถูกเขียนคำว่าโสเภณีที่เบาะนั่งอีกด้วย

“กลับบ้านเถอะครับ” เด็กน้อยรีบดึงพี่ชายของตัวเองไว้เมื่อเห็นอีกคนทำท่าจะกลับไปกระทืบพวกนั้นอีกครั้ง

“ถูกพวกมันแกล้งแบบนี้บ่อยไหม” ต่งซือเป่าถามน้องชายด้วยความเป็นห่วง และคนถูกถามก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบ

“ถ้าพวกมันแกล้งอีกบอกพี่” เมื่อน้องชายพยักหน้ารับ เด็กหนุ่มก็เดินกลับไปยังรถจักรยานของตัวเองบ้าง แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นขี่ จักรยานคู่กายก็ล้มลงไปกองกับพื้นไข่ที่บรรจุมาแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี

“จะรีบไปขายตัวรึไงวะ” และเจ้าของฝ่าเท้าที่ถีบจักรยานของเขาจนล้มนั้นก็คือไอ้คนที่เขาพึ่งจัดการไปนั่นเอง

“ไข่กู!” เมื่อความอดทนหมดลง ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในทันที

...พ่อจะอัดเรียงตัวให้จำทางกลับบ้านไม่ได้สักคน

 

“โอ๊ย! ผมเจ็บนะย่า” เด็กหนุ่มร้องลั่นเมื่อถูกสำลีที่ชโลมด้วยแอลกอฮอล์กดลงบนบาดแผลบริเวณโหนกแก้ม

“เจ็บเป็นด้วยเหรอ” ผู้เป็นย่าว่าพลางกดสำลีลงที่แผลอีกครั้งจนต่งซือเป่าต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอีกรอบ

“แทนที่จะคอยดูแลน้องกลับไปมีเรื่อง ลื้อนี่มันไม่ไหวจริงๆ” ผู้มีศักดิ์เป็นปู่เดินบ่นเข้ามาพร้อมถ้วยอาหารในมือ

“พวกมันหาเรื่องผมก่อนนะปู่ ถ้าไม่จัดการ...”

“หยุดพูด! ลื้อก็เป็นซะแบบนี้ไม่รู้จักอดทน” ต่งซือเป่ายังไม่ทันจะพูดจบประโยคดีก็ต้องหุบปากลง

“ผมผิดเอง ปู่อย่าว่าพี่ใหญ่เลยนะครับ” น้องชายที่นั่งอยู่รีบเข้ามาห้ามปู่ของตัวเองเอาไว้

“ไม่ต้องมาช่วยพูดแทนกัน ทั้งพี่ทั้งน้องไม่ได้เรื่องสักคน” คนกำลังโมโหยังคงบ่นไม่เลิก

“เอาล่ะๆ กินข้าวเถอะ” ผู้เป็นย่าต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการเข้าห้ามอีกครั้ง

“เดี๋ยวย่าไปล้างมือก่อนนะ”

ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบเมื่อผู้ทำหน้าที่เป็นกรรมการเก็บอุปกรณ์ทำแผลแล้วเดินออกไป

“กินข้าวสิ รออะไร” คนอายุมากที่สุดพูดขึ้นก่อนจะเริ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารในจาน

“.....” หลานทั้งสองต่างก็เริ่มรับประทานอาหารโดยที่ไม่มีใครอ้าปากพูดอะไร

“ใครอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยมันพูดไป พวกลื้อจะไปใส่ใจทำไม” ชายชราพูดขึ้นก่อนจะคีบน่องไก่ใส่ชามของหลานชายคนโต

“พวกลื้อห้ามปากใครไม่ได้ แต่พวกลื้อห้ามตัวเองได้จำเอาไว้” น่องไก่อีกชิ้นถูกคีบใส่ชามหลานชายคนเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง

“ถ้าไม่ใช่เพราะ...” เด็กหนุ่มเงียบลงเมื่อกำลังจะพูดถึงสาเหตุของเรื่องราว

ถ้าแซ่ของพวกเขาไม่ใช่แซ่ต่งก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้ ถ้าบรรพบุรุษของเขาไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับฮ่องเต้บ้าตัณหานั่น ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

และถ้าฮ่องเต้นั่นไม่เข้ามาวุ่นวายกับบรรพบุรุษของเขา ตระกูล ‘ต่ง’ ก็คงไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้บ้านเมืองเกือบล่มจม

ไอ้สำนวน ‘ต้วนซิ่วจือผี่’ ที่แปลว่า ‘พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ’ ก็คงไม่เกิดขึ้น ลูกหลานอย่างพวกเขาก็จะไม่ต้องมาเจอเหตุการณ์เหมือนในวันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำตัวไร้ยางอายจนถูกตราหน้าว่าเป็นฮ่องเต้รักร่วมเพศที่เลื่องลือที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่พอ ยังจะลากตระกูลของเขาไปยุ่งเกี่ยวอีก

...เรื่องทั้งหมดมันเกิดมาจากฮ่องเต้บ้าตัณหาองค์นั้นชัดๆ

“ลื้อเลือกเกิดได้รึไง หรือลื้อย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ไหม” ผู้เป็นปู่ที่เข้าใจทุกอย่างดีพูดขึ้น

คนถูกถามส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบก่อนจะคีบน่องไก่เข้าปาก

“ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ลื้อก็แค่ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้”

“เหมือนที่บรรพบุรุษของเราต้องทนใช่ไหมครับ” ต่งซือเป่าอดไม่ได้ที่จะแขวะออกไป

เด็กหนุ่มเชื่อมาตลอดว่าบรรพบุรุษของเขาไม่มีทางทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลและที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็เพราะถูกบังคับ ถึงไม่ได้ถูกบังคับโดยตรง แต่ถ้าเป็นบัญชาจากโอรสแห่งสวรรค์ก็คงไม่มีใครกล้าขัด

“ลื้อรู้ได้ยังไง ลื้ออยู่ในเวลานั้นรึไง” ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าย่อมรู้ดีว่าหลานของตัวเองกำลังคิดอะไร

“ผมไม่รู้” ต่งซือเป่าตอบพร้อมส่ายหน้าไปมา

“ไม่รู้ก็อย่าพูดเพราะลื้อเปลี่ยนอะไรไม่ได้” ผู้เป็นปู่เอ่ยก่อนจะคีบผัดผักเข้าปาก

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะน่า กินข้าวๆ” ผู้เป็นย่าที่พึ่งเดินกลับมานั่งต้องทำหน้าที่ห้ามทัพอีกครั้ง

“แต่ถ้ามีโอกาสผมจะเปลี่ยนมันให้ได้” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมาดมั่น

“หยุดพูดเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้สักที!” ผู้เป็นปู่ก็ตอบกลับมาเสียงแข็งเช่นกัน

ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถระงับอารมณ์เอาไว้ได้

“ผมอิ่มแล้ว” เป็นต่งซือเป่าเลือกที่จะปลีกตัวออกมาก่อน เมื่อบรรยากาศบนโต๊ะอาหารจะแย่ลงกว่าเดิม

“ถ้าว่างคิดเรื่องไร้สาระพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน ลื้อก็แวะไปดูแลศาลเจ้าบรรพชนด้วยแล้วกัน” แต่ก็ไม่วายถูกปู่ของตนลงโทษจนได้

วันต่อมา

เด็กหนุ่มที่พึ่งกลับจากมหาวิทยาลัยบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อล้าไปพร้อมการอ้าปากหาวอย่างเกียจคร้าน

ศาลเจ้าบรรพชนมีคนดูแลเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ปู่สั่งเขามาแบบนี้ก็คือการลงโทษให้มาสำนึกผิดกับเหล่าบรรพชนนั่นเอง

“ห้าววววว” เสียงหาวดังขึ้นเป็นรอบที่สิบจากเด็กหนุ่มที่กำลังเช็ดถูแท่นวางแผ่นป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษ

“เฮ้ย!” สงสัยจะออกแรงถูมากเกินไปถึงทำให้แผ่นป้ายแผ่นหนึ่งหล่นลงมาจากที่วาง

“ซวยแล้ว หักไหมวะ” ต่งซือเป่าบ่นกับตัวเองเมื่อป้ายที่หล่นลงมานั้น มาจากจุดวางป้ายชื่อของบรรพชนรุ่นแรกๆ ซึ่งอยู่สูงพอสมควร

“ดีไม่หัก” เด็กหนุ่มหายใจโล่งเมื่อเห็นว่าแผ่นป้ายวิญญาณนั้นยังอยู่ดีมีสุข

“ต่งหานตง” พอเห็นอักขระที่ปรากฏก็อดอ่านไม่ได้ แน่นอนว่าชื่อในป้ายเป็นชื่อหนึ่งในบรรพบุรุษของเขา แต่คนคนนี้อายุสั้นจัง สิบกว่าปีก็ตายเสียแล้วแถมในป้ายไม่มีชื่อภรรยาอยู่ด้วยก็แปลว่าไม่มีลูกเมียน่ะสิ

เมื่อวิเคราะห์จนพอใจเด็กหนุ่มก็จัดการวางป้ายวิญญาณลงที่เดิมก่อนที่เขาจะต้องชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตกอยู่ที่พื้น

“หล่นมาจากไหนล่ะทีนี้” เด็กหนุ่มก้มลงไปหยิบของเจ้าปัญหาขึ้นมาก่อนจะมองหาจุดที่มันควรจะอยู่

“เอาไงดีหว่า” ต่งซือเป่าก้มมองป้ายหยกแกะสลักสีขาวอมเขียวอ่อนในมือเมื่อไม่รู้จะทำยังไง ก่อนจะตัดสินใจเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อเพื่อนำกลับไปถามปู่ของตน

เมื่อถึงเวลาอันสมควรต่งซือเป่าก็เดินกลับไปยังจักรยานของตัวเอง ก่อนจะพบว่าจักรยานของเขานั้นพังยับเยินจนไม่เหลือชิ้นดี

“เกิดอะไรขึ้นวะ!” เด็กหนุ่มมองซ้ายขวาหาต้นเหตุด้วยความโมโห ก่อนจะพบกลุ่มคนที่เดินตรงเข้ามาอย่างหาเรื่อง

ดูจากไม้เบสบอลที่แต่ละคนถือไม่ต้องเดาก็รู้ว่าที่จักรยานของเขามีสภาพเป็นแบบนี้เพราะใคร

“ได้ยินว่ามึงเก่ง” หนึ่งในนั้นถามออกมาอย่างหาเรื่อง

“กูกับพวกมึงเคยมีปัญหาอะไรกันรึไง” ต่งซือเป่าเอ่ยถามออกไปเพราะจำได้ว่าไม่เคยมีเรื่องกับคนกลุ่มนี้

“กับกูไม่มี แต่กับน้องกูมี” พออีกคนพูดจบต่งซือเป่าก็พึ่งจะเหลือบเห็นคนที่เขากระทืบไปเมื่อวาน

“ก็ยังไม่ตายนี่หว่า” เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มด้วยความสะใจเมื่อเห็นว่าอีกคนต้องใส่เฝือกเพื่อดามแขนที่หัก

“ไม่ต้องพูดมาก จัดการมัน” กลุ่มคนตรงหน้าเริ่มขยับตัวในทันที เมื่อลูกพี่ของตนออกคำสั่ง

“เดี๋ยวๆ แบบนี้มันหมาหมู่นี่หว่า” ต่งซือเป่ารีบถอยหนี ถ้ามาสักสี่ห้าคนเขายังพอรับไหว นี่มาเป็นสิบแถมอาวุธครบมือกะให้เขาไม่ได้ผุดได้เกิดเลยรึไง

เด็กหนุ่มถอยหลังจนไปชนเข้ากับถังขยะใหญ่ก่อนจะตัดสินใจคว้ามันมาผลักใส่กลุ่มคนตรงหน้า แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีในทันที

“อย่าหนีนะโว้ย!”

“ไม่หนีก็โง่สิวะ!” เด็กหนุ่มตะโกนกลับไป เขาไม่ได้กลัวหรอกนะ แต่สถานการณ์เสียเปรียบแบบนี้ คนฉลาดก็ควรหนีเอาตัวรอดก่อนไม่ใช่รึไง

เด็กหนุ่มวิ่งหนีกลุ่มอันธพาลไปทางด้านหลังของศาลบรรพชนจนไปถึงถนนสายหนึ่งที่เลียบไปกับหน้าผา

“หนีไปทางไหนดีวะเนี่ย” เด็กหนุ่มเริ่มหมดหนทางหนี จะวิ่งไปตามถนนไอ้พวกหมาหมู่นั่นก็คงตามทัน เขาจึงตัดสินใจข้ามที่กั้นเข้าไปในบริเวณป่ารกทึบข้างทางก่อนจะปีนขึ้นไปหลบบนต้นไม้ใหญ่

“หายไปไหนแล้ววะ เห็นมันไหม”

“ไม่เห็นเลยพี่”

“หามันสิวะ มันจะหายไปไหนได้”

เสียงตะโกนโหวกเหวกดังให้ได้ยินไม่ไกล แต่คนที่กลายร่างเป็นลิงไปแล้วอย่างเขาจะไปกลัวอะไร เข้ามาลึกขนาดนี้ยังไงพวกนั้นก็ไม่มีทางหาเจอ

เสียงโวยวายของกลุ่มคนห่างออกไปเรื่อยๆ จนเด็กหนุ่มมั่นใจในความปลอดภัยเขาก็เริ่มขยับตัว

“เฮ้ย!” เด็กหนุ่มร้องลั่นด้วยความตกใจเมื่อยืนขึ้นแล้วเกิดเสียหลักเพราะขาเจ้ากรรมดันเป็นตะคริว

ตุ๊บ!

ความสูงจากต้นไม้ทำให้เขาจุกไม่น้อย แต่แค่นั้นยังไม่พอเมื่อจุดที่ตกลงมานั้นดันเป็นทางลาดชัน

ร่างของเด็กหนุ่มกลิ้งไปตามแรงโน้มถ่วงก่อนที่จะสิ้นสุดลงเมื่อพบกับหน้าผา

เด็กหนุ่มแหวลั่นก่อนที่ร่างของเขาจะกระแทกกับผืนน้ำ โชคดีที่หน้าผาไม่สูงมากและด้านล่างเป็นแม่น้ำ

แต่ดันโชคร้ายตรงที่ว่าแม่น้ำแห่งนี้ทั้งลึกและไหลเชี่ยว ที่สำคัญขายังเป็นตะคริวอีกต่างหาก แบบนี้จะช่วยเหลือตัวเองได้ยังไง

สายน้ำเย็นที่ไหลเชี่ยวทำให้ต่งซือเป่าไม่สามารถควบคุมทิศทางของร่างกายได้ ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเครื่องซักผ้าทำให้เขาเริ่มมึน สายน้ำที่เริ่มทะลักเข้ามาในจมูกและปากทำให้เขาหายใจไม่ออก

เด็กหนุ่มสำลักน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความทรมาน ความรู้สึกของคนใกล้ตายเป็นยังไง ต่งซือเป่าได้รับรู้แล้วในวันนี้

ภาพความทรงจำในวัยเด็กจนถึงปัจจุบันเริ่มฉายซ้ำเหมือนเขากำลังดูหนัง ตั้งแต่เขาได้อุ้มน้องชายตัวน้อย จนถึงวันที่เขารับรู้ถึงการจากไปของพ่อและแม่ ทุกอย่างมันชัดเจน ก่อนจะเริ่มมืดลง

เขากำลังจะตายใช่ไหม ใช้ชีวิตได้เพียงแค่สิบเก้าปีเขาก็ต้องตายแล้วอย่างนั้นเหรอ

หากเขาตายไปปู่กับย่าจะเป็นยังไง แล้วยังน้องชายของเขาอีก ทำไมเรื่องทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้

ทำไมเขาต้องอายุสั้น ทำไมเขาต้องถูกคนพวกนั้นไล่ล่าจนมีจุดจบแบบนี้

คำถามมากมายทำให้เด็กหนุ่มต้องค้นหาคำตอบก่อนเขาจะพบว่าที่เขาต้องมาตายอนาถแบบนี้ก็เพราะเรื่องทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้น

แล้วเรื่องทะเลาะวิวาทนั้นมีต้นเหตุมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากสำนวนนั้น สำนวนที่คอยตราหน้าคนในแซ่ของเขาว่าเป็นชู้รักของฮ่องเต้ตุ๊ดบ้าตัณหานั่น

ถ้าฮ่องเต้องค์นั้นไม่มาโปรดปรานบรรพบุรุษของเขา ลูกหลานในตระกูลก็คงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้!

...เพราะความมักมากของฮ่องเต้องค์นั้น ทำให้เขาต้องมาตายอนาถแบบนี้!

สติของเด็กหนุ่มดับลงไปพร้อมความโกรธแค้น ทุกอย่างมืดสนิท ร่างกายรู้สึกหนาวเย็นจนปวดไปหมด

เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง ร่างไร้วิญญาณของเด็กหนุ่มก็จมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำโดยที่ไม่มีใครได้รับรู้ถึงการตายของเขา

.......................................................................

...ที่นี่ที่ไหน

ดวงตากลมมองไปตามทางเดินมืดมิดตรงหน้าก่อนจะเดินตามผู้คนไปยังเส้นทางที่มีหมอกสีขาวลอยปกคลุม

ต่งซือเป่าไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะพาเขาไปไหน เขารู้สึกเพียงว่าต้องเดินไปตามทางนี้ก็เท่านั้น

ร่างกายที่เบาหวิวทำให้เขาไม่ต้องออกแรง ถึงหนทางจะไกลแค่ไหน เด็กหนุ่มก็ยังคงเดินต่อไป อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

อยากจะหันไปถามผู้คนรอบข้างว่าที่นี่คือที่ไหน และกำลังจะไปไหนกัน แต่พอหันไปพบใบหน้าซีดเซียวไร้สีสันของแต่ละคนเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม

“ซือเป่า” เด็กหนุ่มรีบหันไปมองตามเสียงในทันทีเมื่อถูกใครบางคนเรียก ก่อนจะต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อพบว่าคนที่เรียกตัวเองนั้นหน้าตาเหมือนกับเขาอย่างกับแกะ

โครงหน้า ดวงตา ริมฝีปากหรือแม้แต่ปลายจมูกเหมือนกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน จะแตกต่างก็คงเป็นการแต่งตัวและทรงผม

คนตรงหน้าอยู่ในชุดจีนโบราณสีอ่อน ผมดำยาวจนถึงช่วงเอว อีกทั้งร่างกายของอีกคนดูเหมือนจะผอมบางกว่าเขามาก

“คุณเป็นใคร” ถึงจะแปลกใจแต่เขากลับเอ่ยถามออกไปอย่างไม่กลัวเพราะความรู้สึกบางอย่างบอกว่าคนตรงหน้าไม่มีทางทำร้ายเขาแน่นอน

“อย่าโกรธองค์ชายจางเหว่ย อย่าเกลียดพระองค์” คนถูกถามไม่ตอบแต่กลับพูดในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

“ใครคือองค์ชายจางเหว่ย คุณพูดอะไรผมไม่เข้าใจ” เด็กหนุ่มยังคงถามคำถามด้วยความสงสัย

“เจ้าไม่รู้อะไร ไม่รู้อะไรสักอย่าง” ยิ่งถามต่งซือเป่าก็ยิ่งได้ยินคำตอบที่เขาไม่เข้าใจ

“แล้วคุณต้องการอะไรจากผม” เด็กหนุ่มถามออกไปตามตรง เรียกเขาไว้ทำไม เรียกแล้วก็พูดไม่รู้เรื่อง

“อย่าโกรธ อย่าเกลียดพระองค์” ประโยคเดิมวนซ้ำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนเด็กหนุ่มเริ่มโมโห

“แล้วจะให้ผมทำ... เฮ้ย!” เด็กหนุ่มที่กำลังจะถามต่อ ต้องร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาหาจนประชิดตัว

“อย่าโกรธ อย่าเกลียดพระองค์” ดวงตากลมจ้องเขม่นมาที่เขา ใบหน้าซีดเซียวไร้สีสัน พร้อมน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่เอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาทำให้เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกกลัว

“เดี๋ยว! อ้ากกกกก” เด็กหนุ่มแหวลั่นเมื่อคนตรงหน้าออกแรงผลัก จนเขาเสียหลักพลัดตกลงไปในเหวลึกด้านหลัง

ความมืดรายล้อมจนเด็กหนุ่มไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย พร้อมประโยคที่อีกคนพูดก่อนที่เขาจะถูกผลักดังก้องวนซ้ำไปซ้ำมา ทำลายโซนประสาทจนน่าเวียนหัว

“อย่าโกรธ อย่าเกลียดพระองค์”

“อย่าโกรธ อย่าเกลียดพระองค์”

“รู้แล้ว! ผมรู้แล้ว!” ต่งซือเป่าพยายามใช้สองมืออุดหูพร้อมตะโกนตอบกลับไป ทั้งที่ร่างกายยังคงลอยละลิ่วอยู่ในอากาศ

อึก!

จนรู้สึกเหมือนร่างกายกระทบเข้ากับอะไรบางอย่าง น้ำหนักที่กดทับทั่วทั้งร่างทำให้เขาอึดอัดจนหายใจไม่ออก

ความทรมานถาโถมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปลายมือปลายเท้าเริ่มชาจนขยับไม่ได้ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปิดลงพร้อมสติที่เลือนหายไป

............................................................................

...แสบตาจัง

เจ้าของดวงตาที่ยังคงปิดสนิทพลิกร่างกายไปมา เมื่อรู้สึกถึงแสงแดดที่สาดกระทบมายังเปลือกตาของตัวเอง

พลิกไปมาจนได้ท่าที่นอนแล้วรู้สึกสบายที่สุด เด็กหนุ่มก็กวาดมือไปตรงหน้าแล้วคว้าเอาสิ่งของบางอย่างมากอดเอาไว้

...กำลังสบายขอนอนต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน

ทั้งที่คิดแบบนั้น แต่เขาก็ยังถูกก่อกวนจากเสียงของสิ่งมีชีวิตด้านนอก ทั้งเสียงนก เสียงพูดคุย เสียงทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมันก็ดังมากพอให้เขาไม่สามารถข่มตาให้หลับต่อไปได้

“โว้ย! ขอนอนต่อไม่ได้รึไง” เด็กหนุ่มโวยวายดิ้นไปมาบนเตียงด้วยความหงุดหงิดก่อนจะลุกขึ้นนั่งแต่กลับพบว่าตัวเองไม่มีแรงพอทำแบบนั้น

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยี้ตาของตัวเองก่อนจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นและเขาก็พึ่งรู้ว่ามันหนักมากเพียงใด

“ที่ไหนเนี่ย?” เด็กหนุ่มพึมพำด้วยความสงสัยเมื่อปรับสายตาแล้วพบว่าโดยรอบนั้นไม่ใช่สถานที่ที่เขาคุ้นเคย

“ฮึบ” เด็กหนุ่มออกแรงผลักตัวเองขึ้นไปนั่งพิงหัวเตียงแล้วกะพริบตาอีกสองสามครั้งจึงเริ่มวิเคราะห์ในสิ่งที่เห็น ก่อนจะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นช่างแปลกตา

ภายในห้องตกแต่งอย่างกับฉากในซีรีส์ย้อนยุค ทั้งข้าวของเครื่องใช้ ทั้งเสากำแพง เป็นอะไรที่เขาจะได้เห็นก็ต่อเมื่อดูซีรีส์หรือไปที่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น

“เอาล่ะ ต่งซือเป่าตั้งสติ” เด็กหนุ่มหลับตาลงก่อนจะหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกสติกลับมา เขาอาจจะกำลังฝันอยู่ก็เป็นได้

“ซี๊ด เจ็บ” เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่รึเปล่า เขาจึงจัดการหยิกตัวเองไปหนึ่งทีซึ่งความเจ็บที่แล่นขึ้นมานั้นเป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้กำลังฝัน

“นี่มือกูเหรอวะ” เด็กหนุ่มว่าขึ้นเมื่อเห็นว่ามือของเขานั้นช่างผอมแห้งและซีดเซียว

ต่งซือเป่ารีบยกมือจับใบหน้าของตัวเองตามสัญชาตญาณ ทั้งที่การทำแบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์ในการยืนยันใบหน้าของเขาเลยก็ตาม

“เฮ้ย! ทำไมผมยาว” ยืนยันใบหน้าของตัวเองไม่ได้ แต่กลับทำให้เขารู้ว่าผมของตัวเองในตอนนี้ยาวมาก แถมเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่คุ้นตาเลยสักนิด

เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาเพื่อหากระจก ก่อนจะพบสิ่งของบางอย่างที่แสนคุ้นตาซึ่งวางอยู่ข้างหมอนที่เขาใช้หนุนนอน

ป้ายหยกแกะสลักสีขาวอมเขียวอ่อนคล้ายกับอันที่เขาพบในศาลเจ้าบรรพชน แต่จะใช่อันเดียวกันรึเปล่าเขาก็ไม่อาจฟันธงได้

ถึงลวดลายแกะสลักและสีของมันคือแบบเดียวกัน แต่สภาพที่ยังคงสมบูรณ์และดูใหม่กว่าทำให้เด็กหนุ่มไม่แน่ใจ

ต่งซือเป่ามองข้ามข้อสงสัยเรื่องหยก แล้วกลับมาสนใจเรื่องใบหน้าของตัวเอง ก่อนเขาจะหันไปเจอถังใส่น้ำใบเล็กที่วางอยู่ไม่ไกล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้ำสามารถสะท้อนภาพได้ เด็กหนุ่มก็รีบพาตัวเองไปยังถังน้ำใบนั้นในทันที

แต่กว่าจะเดินไปถึง ทั้งที่ห่างเพียงไม่กี่ก้าว ไม่รู้ทำไมมันถึงยากลำบากขนาดนี้ มือเท้าของเขาเหมือนไม่มีแรง แถมยังรู้สึกเวียนหัวจนอยากจะอ้วก หายใจก็ลำบากอีกด้วย

เด็กหนุ่มต้องหยุดพักหอบหายใจเมื่อไปถึงจุดหมาย ก่อนจะก้มหน้าดูเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในน้ำ

“เฮ้ย!!” ต่งซือเป่าส่งเสียงร้องดังลั่นพร้อมผลักถังน้ำออกจากตัวด้วยความตกใจ ก่อนจะเสียหลักลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น เมื่อเงาที่ปรากฏนั้นดันเป็นเงาของคนที่เขาพึ่งพบมา

แน่นอนว่าใบหน้านี้เป็นของเขาเพราะคนคนนั้นก็มีใบหน้าแบบเดียวกัน แต่ทั้งผม ทั้งผิวพรรณและความผอมแห้งกลับเป็นของคนคนนั้น

คนที่เอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา จนทำให้เขากลัว

“อย่าโกรธ อย่าเกลียดพระองค์”  

...อย่าโกรธ อย่าเกลียดใคร แล้วนี่เขาอยู่ที่ไหน  

 

ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติเพื่อหาคำตอบประตูห้องที่ทำจากไม้ก็ถูกเปิดเข้ามาจากคนด้านนอก 

“คุณชายรอง! คุณชายรองฟื้นแล้ว!” คนมาใหม่ส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจก่อนจะเข้ามาช่วยพยุงเขากลับไปที่เตียง 

“เอ่อคือ...” ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม หญิงสาวในชุดจีนโบราณก็ขัดขึ้น 

“ข้าไปตามหมอก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบใครอีกคนก็ออกจากห้องไป ทิ้งให้ต่งซือเป่านั่งงงอยู่บนเตียง 

อาการเวียนหัวทำให้เด็กหนุ่มต้องเอนกายพิงกับหัวเตียงอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะคว้าเอาแผ่นป้ายหยกนั้นขึ้นมาดู 

ที่นี่มันที่ไหน มันเกิดอะไรขึ้นแล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ในร่างของคนคนนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวจนต้องหลับตาลงเพื่อตั้งสติ 

เด็กหนุ่มจำได้ว่าตัวเองจมน้ำแล้วไปเจอกับเรื่องประหลาดแสนน่ากลัว แต่ที่ไม่เข้าใจคือร่างที่เขาอยู่ในตอนนี้ มันคือร่างกายของเขาหรือเป็นของคนคนนั้นกันแน่ 

...ตกลงมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย!  

 

>>>เสียงจากผู้แต่ง 

มาแล้วจ้ากับตอนแรกที่เต็มไปด้วยคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นกับต่งซือเป่า และเขาต้องเจอกับอะไร  

รอติดตามตอนต่อไปจ้า 

ออกตัวก่อนว่าเป้นนิยายจีนเรื่องแรกหากมีข้อผิดพลาดสามารถติชมกันมาได้นะคะ 

หากเมาส์มอยนิยายเรื่องนี้ลงโซเชียลอย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

ด้วยนะจ๊ะ ช่วยกันขายของหน่อยนะเออ 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

อย่าลืมคอมเม้นพูดคุยติชมกันมาน่าาาาา 

 

ยังเปิดพรีออเดอร์เรื่อง Formalinเก็บใจไม่ให้รัก (ไปป์ปราชญ์) อยู่นะจ๊ะ  

ใครสนใจทักมาได้นะเออ 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น