Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภูผาก็รู้สึกเป็น

ชื่อตอน : ภูผาก็รู้สึกเป็น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 158

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2563 01:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภูผาก็รู้สึกเป็น
แบบอักษร

Phupha’s part

 

ย้อนกลับไปสามเดือนก่อน

 

 

ผมได้ขออนุญาตน้าอรแม่ของสายหมอกเพื่อพาน้องออกมาเที่ยวในวันนี้ จะพาน้องไปดูหนังแนวที่น้องชอบ พาไปกินข้าวและตบท้ายด้วยของหวานอย่างชีสเค้กเอย เค้กชาเขียวเอย สวรรค์เขาเลยหละครับ น้องอยากไปไหนหรือทำอะไรผมมักจะตามใจน้องอยู่เสมอ เพราะผมน่ะรักน้องชายคนนี้มากแค่ไหนใครๆก็รู้

 

 

แต่ที่ไม่ปกติเลยคือระหว่างทางผมก็ชวนน้องคุยนู่นคุยนี่อย่างที่เคยทำ แต่อีกคนกลับนิ่งจนน่าแปลกใจผิดวิสัยของสายหมอกแน่ๆเพราะปกติน้องจะคุยเก่งแต่ตอนนี้ผมถามคำน้องก็ตอบคำ เหมือนมีบางอย่างถูกเก็บไว้ในใจตลอดเวลา

 

 

“คนเก่งของพี่ภูทำไมวันนี้ดูซึมๆครับไม่สบายหรือเปล่า มีอะไรบอกพี่ภูนะครับ หืม ว้าไงครับ?”

 

“หมอกไม่เป็นไรครับ” น้องได้แต่ส่ายหน้าบอกไม่เป็นอะไรแค่นั้น ผมเลยไม่ได้คาดคั้นจะเอาคำตอบ ไว้น้องสบายใจคงเล่าออกมาเองมั้งครับ น้องอาจจะหิวหรือง่วงนอนก็ได้ ผมเลยปล่อยให้น้องได้พักไปก่อนเผื่ออาการจะดีขึ้นมาได้บ้าง

 

 

“ง่วงก็นอนนะครับ ถ้าถึงแล้วพี่ภูปลุกนะ” น้องได้แต่พยักหน้ารับเท่านั้นแล้วหลับตาลงเหมือนไม่อยากคิดเรื่องวุ่นวายอะไรอีก

 

 

จนผมขับรถมาถึงยังห้างๆหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่ผมมักพาเจ้าตัวมาเที่ยวมากินข้าวดูหนังอยู่เป็นประจำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพวกเรามากนัก เมื่อมาถึงผมจึงปลุกน้องให้ตื่นเพื่อที่เราจะได้เข้าไปดูหนังเลย ก่่อนมาเราก็ได้จองที่นั่งเอาไว้แล้ว แล้วนี่ก็จะได้เวลาหนังเข้าฉายแล้ว

 

 

“ถึงแล้วครับคนเก่งของพี่ภู” น้องงัวเงียตื่นขึ้นมาแล้วกำลังจะใช้มือข้างหนึ่งขยี้ตาเพื่อคลายความเมื่อยล้าบริเวณขอบตา

 

 

“ห้ามขยี้ตานะครับ พี่ภูบอกหลายรอบแล้ว เดี๋ยวตาแดงนะ” ถึงจะโตมากแค่ไหน สุดท้ายน้องก็ดูเป็นเด็กน้อยน่ารักของผมอยู่ดี จะไม่ให้ผมรักและเอ็นดูได้ยังไง

 

 

“หมอกโตแล้วนะครับ พี่ภูพูดเหมือนกับหมอกยังเป็นเด็กห้าหกขวบยังงั้นแหละ” "ฮ่าๆๆ ครับ น้องหมอกของพี่ภูโตแล้วเนาะ" ผมพูดแหย่ให้อีกคนอย่าขำขัน

 

 

"พี่ภูอ่ะ"

 

 

“ฮ่าๆๆ ก็มันจริงนี่ครับ ยังไงหมอกก็ยังเป็นเด็กสำหรับพี่ภูนะครับ ปะ ไปกันเร็ว เดี๋ยวไม่ทันรอบหนังนะ มาร้องไห้งอแงต้องรอรอบถัดไปทีหลังไม่ได้นะครับ”

 

 

“ครับ” น้องขานรับเบาๆ

 

 

 

 

หลังจากที่เราดูหนังกินข้าวกันเสร็จแล้วเลยตกลงกันว่าจะกลับบ้านเลยเพราะอยากจะให้น้องได้พักให้เต็มอิ่ม พอเราเดินลงมายังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าอยู่ดีๆน้องก็หยุดเดินขึ้นเสียดื้อๆ ไม่รอให้ผมถามว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำ จนในที่สุดน้องก็ระเบินออกมาคลายความสงสัยกับอาการของน้องก่อนหน้านี้

 

 

“พี่ภู!!! หมอกมีอะไรจะบอกครับ” ผมดูจากสายตาและสีหน้าของน้องตอนนี้ดูไม่ดีเลย ผมคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องไม่ค่อยดีแน่ๆ เพราะเสียงที่น้องเปล่งออกมามันทั้งสั่นและดูไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

 

 

“ไหนคนเก่งของพี่ภูมีอะไรจะบอกพี่ภู หืม?”

 

 

 

"ผ...ผมรักพี่!!!"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ที่น้องมาสารภาพรักตอนนั้น ผมยอมรับเลยครับว่าผมตกใจมากจนไม่สามารถหาคำดีๆคำไหนมาพูดกับน้องได้เลย มันทั้งช้อคทั้งอึดอัดชาไปทั้งหน้าผสมปนเปกันไปหมด ในหัวมันโล่งและว่างเปล่าไปหมด ผมไม่ได้ต้องการแบบนี้

 

 

สุดท้ายคำพูดที่เหมือนลูกดอกอาบยาพิษของผมมันก็ได้เล็งไปยังเป้าหมายที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันพุ่งเข้าใส่เต็มแรงไปยังเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนั้น และแน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด ผู้เคราะห์ร้ายไม่ได้มีแผลหรือร่องรอยบาดเจ็บตามรางกายแต่อย่างใด แต่กลับเป็นแผลทางสภาพจิตใจของน้องมากกว่า ดั่งมีดนับพันกรีดลงไปยังขั้วหัวใจของน้อง เพราะเสียงสะอื้นร้องไห้ปานจะขาดใจนั้นมันบีบหัวใจผมเหลือเกิน

 

 

นอกจากผมจะทำร้ายน้องแล้วผมยังทำร้ายหัวใจของตัวผมเองด้วย มันทรมานไม่ต่างจากคนฟังสักเท่าไหร่หรอก เพียงแต่ว่าสถานะมันเจ็บปวดคนละแบบกัน คนนึงถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัสที่ผมไม่สามารถให้สถานะที่น้องต้องการได้ ส่วนผมเป็นผู้ลงมือกระทำแบบไม่ได้ตั้งใจ เชือดเฉือนความรู้สึกนั้นแบบนิ่มๆ

 

 

“มึงรู้ตัวไหมหมอกว่ามึงพูดอะไรออกมา” เป็นคำถามที่ไม่น่าจะหลุดออกไปด้วยซ้ำกับสถานะการณ์นั้น แต่มันก็ไม่สามารถบังคับไม่ให้พูดไม่ได้ ผมไม่ได้ตั้งใจ

 

 

 

“กูไม่เคยมีความรู้สึกดีๆที่มันเกินกว่าคำว่าพี่น้องได้เลยว่ะ ไม่มี ไม่มีเลย” และสุดท้ายลูกดอกอาบยาพิษของผมมันก็ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทำลายคนตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังคงซ้ำเติมที่แผลเดิมให้มันเหวอะหวะมากกว่าเดิมอีก และอีกหลายๆคำที่มันหลุดออกจากปากผมในวันนั้น

 

 

 

 

นั่นแหละครับ คำพูดเหล่านั้นมันทำให้น้องยืนนิ่งและร้องไห้อย่างคนเสียสติ เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยตะคอก ไม่เคยพูดคำหยาบกับน้องเลย คำพูดแสนเจ็บปวดเหล่านั้นมันถูกพ่นออกจากปากหมาๆของผม แล้วอีกหลายๆคำพูดจนคนตรงหน้าร้องไห้เหมือนกำลังจะขาดใจตายยังไงยังงั้น น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าแสดงออกถึงความเจ็บปวดทุกทรมานอย่างแสนสาหัส บัดนี้มันได้พังทลายลงต่อหน้าต่อตาผม มันสาแก่ใจผมแล้วหรือยัง

 

 

ทุกคนทราบดีว่าผมไม่สามารถที่จะเอาคำพูดเหล่านั้นกลับคืนมาได้ มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดภายในใจของผมให้ทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่า

 

 

ที่ผ่านมาผมคอยปกป้องน้องมาตลอด แต่ตอนนี้ทำไมกลับเป็นผมเองที่เป็นคนทำร้ายน้องเองซะอย่างงั้น จากแววตาที่น้องมองมามันแสดงออกมาทุกอย่าง ทั้งผิดหวัง ทั้งน้อยใจตัดพ้อและรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง ผมแทบจะขาดใจตายลงตรงนั้นเมื่อมองเห็นแววตาของคนที่ผมทั้งรักทั้งทะนุถนอมมาโดยตลอด

 

 

 

 

ขนาดผมยังเจ็บปวดขนาดนั้นแล้วน้องล่ะ? ต้องเจ็บปวดกับคำพูดของคนสิ้นคิดอย่างผมสักกี่พันเท่า

 

 

ผมตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น ไม่รู้ว่าน้องรู้ตัวหรือเปล่าว่าผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วเพราะตอนนั้นผมคิดไม่ออกจริงๆว่าควรจะทำยังไงดี ไม่มีแม้แต่คำล่ำลาหรือคำขอโทษหลุดออกจากปากผมเลยสักคำ

 

 

ผมก้าวท้าวยาวๆออกมาให้เร็วที่สุดไม่ได้หันหลังกลับไปมองเลยสักนิดว่าคนข้างหลังยังยืนอยู่หรือเดินออกไปจากตรงนั้นแล้ว ในหัวตอนนั้นมันว่างเปล่า โล่ง โล่งในที่นี้คือไม่มีความคิดไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ หน้าผมนี่ชาประหนึ่งว่ามีแม่คะนิ้งเกาะพราวอยู่เต็มหน้ายังไงยังงั้น

 

 

ยิ่งเดินออกมาความรู้สึกผมมันยิ่งแย่ ยิ่งก้าวห่างออกมามากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น

 

 

คุณลองคิดดูนะครับว่า มีเด็กผู้ชายคนนึงที่ผมรักเหมือนน้องชายแท้ๆมาโดยตลอด ผมคอยดูแลทะนุถนอม ปกป้องตามใจน้องจนบางทีคุณแม่ผมกับคุณแม่น้องต้องคอยห้ามกลัวน้องจะเสียคนเป็นเด็กเอาแต่ใจ แต่มันกลับไม่เลย น้องกลับว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังผมไปซะทุกอย่าง ผมคอยดูแลเด็กคนนี้มาตั้งแต่เล็กๆ ถึงแม้อายุเราจะห่างกันแค่ปีเดียวก็ตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมเดินตรงมายังรถของผม แล้วตัดสินใจขับออกมาจากตรงนั้น ผมรู้แหละครับว่าการเดินออกมาแล้วทิ้งใครสักคนไว้ข้างหลังมันไม่ถูกต้องยิ่งเขาคนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่ผมก็ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้ยังไง สู้เดินออกแล้วค่อยคิดหาทางออกดีกว่าครับ

 

 

ผมตัดสินใจวนรถกลับไปหาน้องอีกครั้งเมื่อผมคิดได้ว่าไม่ควดทิ้งน้องไว้คนเดียวแบบนั้น แต่ผมก็ไม่พบใครยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว “ไอ้เหี้ยเอ้ยยยยย แม่ง” มาคิดได้ตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้วครับ

 

 

 

 

 

ผมโทรเรียกให้ไอ้ปอนด์และไอ้ตะวันออกมาหาด้วยอาการหงุดหงิดและหัวเสียอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องถามหาเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงต้องออกมาหาผม

ผมยังไม่พร้อมจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้พวกมันฟัง เพราะยังมึนๆงงๆอยู่ ซึ่งมันก็เหมือนจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจก็ช่างแม่งเถอะตอนนี้ เพราะผมอยากออกไปจากตรงนี้มาก

 

 

“โทรตามกูยิกๆ แม่งเอ้ย เล่ามาถ้าไม่สำคัญนะมึง โดนกูโบก เมียกูนี่จะกินหัวกูอยู่แล้ว“ ไอ้ปอนด์พ่นคำด่าออกมาอย่างหัวเสีย ก็แหงละสิครับ เพราะเวลานี้แม่งก็กกเมียกันทั้งนั้น เหมือนผมไปรบกวนเวลาสวีทติ๊ดติ่วของมัน แต่ใครล่ะจะไปสนใจ ผมภูผานะครับ ทุกคนรอบข้างต่างก็ให้ความสำคัญกับผมทั้งนั้น รวมถึงพวกเพื่อนผมด้วย แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่เต็มใจก็เถอะ คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนครับ

 

 

“เออ เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีเดียวพร้อมกัน รอไอ้ตะวันด้วย เจอกันที่ร้าน sky barเหมือนเดิม” ติ๊ด ผมกดตัดสายอย่างไม่รอคำตอบจากเพื่อน

 

 

 

พอมาถึงร้าน ผมได้สั่งเหล้าชุดใหญ่พร้อมกับแกล้มรอเพื่อนอีกสองคน เวลานี้มันต้องจัดให้หนักๆครับ เผื่อผมจะรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง

 

 

“ไอ้ภู เป็นเหี้ยไรมึงวันนี้ เล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้น แม่งเอ้ยกูกำลังจะเข้าได้เข้าเข็มกับเมีย ขัดใจชิบหาย” หลังจากนั่งรอเพื่อนสองคนได้ไม่นานพวกมันก็มาถึง ยังไม่ทันจะหย่อนก้นนั่งเลยด้วยซ้ำ มันก็เปิดคำถามด้วยไอ้ปอนด์คนแรกเลยพร้อมก่นด่าผมแทบยับ

 

 

แล้วหลังจากนั้นผมก็เล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาหมาดๆให้พวกมันฟังอย่างละเอียด ระหว่างเล่าไปก็ยกเหล้ากระดกรัวๆบ้าง พวกมันเป็นผู้รับฟังที่ดีนะครับ ไม่ได้ถามหรือแย้งออกความคิดเห็นแต่อย่างใด

 

 

“กูว่าก็ไม่แปลกนะ จากที่กูเคยเห็นมาก น้องแม่งติดมึงจะตายห่า มึงก็เอาใจตามใจน้องซะขนาดนั้น ถ้าจะคิดเกินเลยก็ไม่แปลก” ไอ้ตะวันออกความเห็นบ้าง

 

 

“แต่พวกมึงก็รู้นี่หว่าว่ากูไม่ได้รักน้องเลย ทุกอย่างที่กูทำไปเพราะกูรักเหมือนน้องแท้ๆคนนึง” ผมพูดออกไปตามที่ใจคิดจริงๆ

 

 

“กูทำน้องเสียใจ สายตาคู่นั้นที่มองกูมีแต่คำว่าเสียใจ ผิดหวัง ตัดพ้อเต็มไปหมด กูทำร้ายน้อง กูจะทำไงดีวะ กูไม่อยากเสียน้องไป แต่กูกลับเป็นฝ่ายเดินออกมาเอง” ผมยกแก้มเหล้ากระดกรวดเดียวเข้าปากเพื่อหวังจะให้มันคลายความเจ็บปวดลงได้บ้าง

 

 

“มึงคิดดูดีๆนะเว้ยภูว่าที่ผ่านมามึงคิดกับน้องมันแค่พี่น้องจริงหรอวะ ถ้ามึงไม่ได้คิดอะไรก็ปล่อยน้องมันไป เดี๋ยวสักวันนึงมันก็คงตัดใจแล้วกลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมได้ มันต้องใช้เวลา” ไอ้ปอนด์ถามผมพร้อมกับอธิบายออกมาอย่างยาวเหยียด

 

 

“ไม่มีทาง” แค่คิดว่าไม่มีน้องอยู่ด้วยผมก็แทบใจจะขาดแล้วครับ ก็มันผูกพันธ์กันซะขนาดนั้น ตัดใจได้ก็เทพแล้ว

 

“กลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมไม่ได้หรอวะ ไม่ใช่สถานะอื่น” ผมพูดออกไปเหมือนจะพึมพำกับตัวเองมากกว่า

 

 

“พวกกูว่าปลอดเวลาให้เป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า ระหว่างนี้มึงก็ไม่ต้องไปเจอน้อง ใช้เวลาทั้งหมดคิดทบทวนตัวเองดู" ไอ้ปอนด์ออกความคืดเห็น

 

 

ผมไม่ได้ตอบคำถามพวกมันเอาแต่นั่งคิดว่าจะทำยังไงดีหรือจะทำตามที่พวกเพื่อนผมแนะนำไหมตอนนี้ยังไม่รู้เลยครับ

 

 

 

ผมนั่งเงียบอยูสักพักนึงอย่างคนใช้ความคิดอย่างหนัก

 

“กูจะลองทำอย่างที่พวกมึงบอกดูแต่ถ้ามันไม่เวิร์คกูก็จะเป็นคนไปตามน้องกลับมาจะในสถานะอะไรก็แล้วแต่ กูอยู่แบบไม่มีน้องไม่ได้ว่ะ”

 

 

 

 

 

หลังจากคืนนั้นผมได้ขอคุณแม่ย้ายไปอยู่หอพักใกล้มหาลัยก่อนเปิดเทอมเดือนนึง ผมให้เหตุผลว่า ปีสองงานเยอะขึ้นกิจกรรมก็เยอะตามมาด้วยท่านเลยอนุญาตไม่ได้ถามอะไรมากมาย แล้วอีกเหตุผลหลักๆเลยคืออยากออกมาทบทวนตัวเองไปด้วย โดยที่ห่างน้องออกมา ไม่ต้องเจอหน้าไม่ต้องติดต่อกันเลย ถ้าผมได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นหลังจากนั้นผมคงชัดเจนกับทุกสิ่ง รวมถึงสถานะคำว่าพี่น้องด้วยด้วย

 

 

 

 

 

ส่วนเรื่องที่ผมคุยกับแพรไหมนั้นผมมีเหตุผลนะครับ

 

 

วันที่ผมและเพื่อนไปนั่งดื่มที่ sky bar ในคืนนั้น มีผู้หญิงคนนึงเดินมาขอชนแก้วกับผม เธอสวยเลยแหละ สเปกของผู้ชายหลายๆคน สูงขาว ผมยาวนมเป็นนม สเปกผมเลยครับ ผมรู้ดีว่าผู้หญิงเข้าหาแบบนี้มีไม่กี่เหตุผลหรอกครับ ผมเลยมีไอเดียดีๆเกิดขึ้นในหัวผมตอนนี้

 

ผมกับเธอพูดคุยกันไปเรื่อยๆถามนู่นถามนี่กันไปตามประสาคนต้องการสร้างความสัมพันธ์ เธอชื่อแพรไหมครับเรียนปี2 คณะบริหารฯ มหา'ลัยเดียวกับผมแล้วยังเป็นรุ่นพี่ของสายหมอกด้วย

 

“ภูคะแพรขอแลกไลน์ไว้ด้วยได้ไหมคะ” ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้ปฏิเสธเธอ เลยให้ไอดีไลน์เธอไป "คืนนี้ไปส่งแพรได้ไหมคะภู แพรเหมือนจะเมาด้วยค่ะ กลัวขับรถไม่ไหว" เธอเอ่ยออกมาอย่างอ้อนๆ

 

 

หลังจากวันนั้นผมก็ได้คุยกับแพรไหมมาโดยตลอด มีชวนกันออกไปเที่ยว ไปดูหนังทานข้าวเป็นเรื่องปกติครับ แต่ยังไม่ถึงขั้นมีอะไรกันนะครับ เพราะผมไม่ใช่พวกวันไนท์แสตนด์มีอะไรกับใครแล้วจบๆไป ผมต้องมันใจว่าคนๆนั้นต้องเป็นคนที่ผมรักเท่านั้น เห็นไหมครับว่าผมก็ยังมีความดีกับเขาอยู่บ้าง

 

 

ผมก็แค่รอเวลาเปิดเทอมเท่านั้นเองเพื่อที่จะได้มีข้ออ้างไปเจอน้อง ใช่ครับฟังไม่ผิดหรอกครับ เพราะผมตั้งใจให้เป็นแบบนั้น นี่แหละครับเหตุผลของผม มันอาจจะเห็นแก้ตัวไปหน่อยแต่มันก็จะได้พิสูจน์ไปในตัวว่าผมชอบน้องจริงไหม หรือถ้าผมไม่ได้ชอบก็จะได้หาวิธีง้อน้องให้กลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม

 

 

 

 

 

หลังจากที่มหาลัยเปิดเทอมได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว ในบ่ายของวันจันทร์ผมได้นัดกับแพรไหมว่าจะไปรับเธอ แต่เหตุผลกลับมีมากกว่านั้น ผมไปยืนรอคนๆนึงที่ผมไม่ได้เจอมานับแรมเดือน คุณไม่รู้หรอกว่าผมคิดถึงรอยยิ้ม เสียงหัวเราะนั้นมากแค่ไหน

 

ผมก้าวเท้าไปยังทางไปโรงอาหารคณะบริหารเมื่อเห็นน้องกับเพื่อนอีกคนกำลังเดินออกมา ผมกับน้องหยุดเดินเมื่อสายตาเราผสานกัน เชี่ย ไม่ได้เจอนานโคตรคิดถึงเลย ผอมไปกว่าเดิมหรือเปล่า น้องจะยังคงมีความสุขไหมหลังจากวันนั้น โคตรอยากกอดปลอบเลยครับ มันมีแต่ความโหยหา คิดถึง อย่างบอกไม่ถูก

 

 

“พ...พี่ภู สบายดีไหมค..,ครับ” น้องถามผมเสียงกะท่อนกะแท่น เหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ตอนนั้นเองมันทำให้หัวใจผมเต้นโครมครามเหมือนจะหลุดออกมาให้ได้ ผมไม่ได้ยินเสียงน้องมานานแค่ไหนแล้วนะ

 

 

“อืม” ผมได้แต่ตอบอืมสั้นๆอะไรของมึงวะไอ้ภู มึงแบกสังขานมานั่งรอเขาตั้งนานเพื่อที่จะมาพูดแค่คำว่าอืมหรอวะ อยากตบปากตัวเองชิบหายเลย

 

ความคิดเห็น