Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : สับสน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 177

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 12:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สับสน
แบบอักษร

 

ไวเท่าความคิดผม ขายาวๆของผมก้าวไปยั่งกลุ่มคนทั้งห้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ซึ่งไม่รู้อะไรดลใจให้ผมทำแบบนั้น ได้สติอีกทีผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะพวกน้องมันแล้ว

 

 

 

 

พวกผมนั่งอยู่ตรงม้านั่งเพื่อรอเข้ากิจกรรมของคณะคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน โดยส่วนใหญ่เป็นไอ้กั๊มกับไอ้กัสมากกว่าที่เป็นคนถามผม ส่วนคนตอบคือไอ้ไทม์ครับ เพราะมันมีสติสตังค์มากที่สุดในกลุ่ม ส่วนพวกผมสามคนสภาพก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ครับ ส่วนพี่กายก็น่าระแคะระคายบ้างแล้ว

 

 

“ทำไมพวกมึงขี้เสือกกันจังวะ” ผมว่าให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก ก็ดูพวกมันแต่ละคนสิ เนื้อตัวนี่สั่นไปหมด จะอยากรู้อะไรขนาดนั้น

 

“โหแรงส์ เพื่อนหมอกครับ อย่าเรียกว่าเสือกเลยครับ เขาเรียกว่าใส่ใจในรายละเอียดเกินเบอร์ต่างหาก” ฮ่าๆๆ ไอ้กั๊มแก้คำให้ผม “จะคำไหนมันก็เสือกอยู่ดีนั่นแหละ”

 

“กูว่าพี่ภูผากับมึงมันยังไงๆอยู่นะ เหมือนตั้งใจ มึงคิดดูนะอยู่ดีจะมาอาสาพาไปส่งถึงบ้าน แถวหน้าจานี่แทบจะกินหัวพี่กายอยู่แล้ว ขนลุกว่ะ” คราวนี้ไอ้ไทม์เอ่ยพูดขึ้นมาพร้อมกับแสดงความคิดเห็นไปด้วย

 

 

 

“ไอ้ยังไงๆของมึงนี่มันอะไวะ” ผมถามมันกลับอย่างสงสัย

 

 

“มึงไม่คิดว่ามันแปลกหรอวะ ปกติพี่มันทั้งหลบหน้าหลบตา เจอหน้ามึงที่หน้าโรงอาหารคณะแม่งก็นึกว่าคนหรือภูเขาน้ำแข็ง คนเหี้ยอะไรเย็นชาชิบหาย แต่พอมาเมื่อคืนยังกะจงอางหวงไขเลยพ่อ”

 

 

“กูไม่รู้ว่ะ ไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง เขาอาจจะทำไปเพราะหน้าที่ก็ได้มั้งมึง ยังไงกูกับพี่ภูผาก็รู้จักกันมาก่อนแถมยังสนิทกับแม่กูอีกอาจจะช่วยเพราะความเกรงใจก็ได้” ในหัวผมตอนนี้คิดคำตอบได้ดีที่สุดก็เท่านี้แหละครับ เพราะมันแทบไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาอธิบายได้เลย

 

 

“แล้วอีกอย่างเมื่อคืนพี่ภูผาก็พาแฟนเขามาอีก มันจะมีอะไรไปมากกว่านั้นได้ยังไง” ผมอธิบายถึงความเป็นไปได้ให้เพื่อนผมฟังอีกครั้ง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นแบบนี้แหละ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

 

 

“ไม่รู้แหละ เมื่อคืนกูดูจากสายตาพี่มันที่มองมึงละมันละมุนเป็นห่วงแปลกๆ ต่างจากสายตาที่มองกูกับพี่กายแล้วแม่ง คิดถึงภาพเมื่อคืนละขนลุก เย็นชาชิบ กูสัมผัสได้” เอาเถอะครับ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆอย่างน้อยๆมันก็น่าจะลดบาดแผลความเจ็บปวดภายในใจผมได้บ้าง

 

 

“มึงลองถามพี่มันดูดีปะว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น” ไอ้กัสออกความคิดเห็นอย่างอยากรู้ “นี่มึงจะเสือกให้ได้เลยใช่ปะ” ผมถามมันกลับอย่างเหนื่อยหน่าย

 

 

“เอาน่า มึงก็จะได้รู้ไปเลยไงแล้วกูก็จะได้เสือกสำเร็จซะที ฮ่าๆๆๆ”

 

 

“มึงบ้าปะแค่หน้ากูเขาก็ไม่อยากจะมองละ ให้กูมีหน้าไปถามเขาอีก เขาคงจะตอบให้ กูไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้นนะเว้ย” แต่ในใจลึกๆแล้วผมก็อยากจะรู้ใจแทบขาด แต่จะให้ทำไงได้ล่ะครับ ก็มันกลัวนิหว่า

 

 

“เออว่ะ กูลืมไป”

 

 

 

Rrrrr

 

เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้นเบี่ยงเบนความสนใจจากพวกเพื่อนขี้เสือกของผมได้เป็นอย่างดี

 

[พี่กายสวัสดีครับ]

 

[ไงน้องหมอก ว่างไหมครับตอนนี้พี่กำลังจะไปหาที่คณะเลย]

 

[จริงๆก็พอมีเวลาว่างอยู่ครับพี่กาย พวกผมกำลังนั่งรอเข้ากิจกรรมคณะกับเพื่อนๆอยู่เลย มีอะไรหรือเปล่าครับ]

 

[อยากปรึกษาเรื่องถ่ายรูปน่ะ เห็นน้องหมอกถ่ายรูปสวยดีเลย “ติดใจ” สนใจอยากจะถ่ายบ้าง แล้วพอดีพี่ซื้อกล้องมาใหม่ รุ่นเดียวแบบเดียวกับหมอกเลยนะ เผื่อจะได้สอนพี่ง่ายๆ พี่เลยเอามาด้วยเผื่อน้องหมอกว่างแล้วจะได้สอนพี่เลย] เสียงพี่กายอธิบายมาตามสายอย่างยืดยาว

 

[เห้ยพี่กาย ผมยังถ่ายไม่เก่งหรอกครับ แต่ถ้าให้สอนเบื่องต้นก็พอได้อยู่]

 

[โอเคครับ เจอกันที่คณะหมอกใช่ไหมครับ พี่จะรีบไป]

 

[ใช่ครับพี่ พวกผมนั่งรออยู่ตรงม้านั่งข้างๆอาคารสามนะครับ ใต้ต้นไม้ใหญ่]

 

[รับทราบครับผม]

 

ติ๊ด สายถูกตัดไป

 

 

“พี่กายจะเข้ามาหาหรอวะ” ไอ้กัสเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมา

 

“อืม พอดีพี่กายซื้อกล้องมาใหม่สนใจอยากถ่ายรูปน่ะ เลยกะว่าจะให้กูสอนเรื่องการใช้กล้องถ่ายรูปแล้วก็เทคนิคต่างๆ” ผมตอบพวกมันไปตามที่พี่กายบอกมาแบบนั้น

 

 

“พี่เขาจีบมึงชัวร์ๆจากที่กูสแกนมาละ หัวกะไดไม่แห้งจริงๆเพื่อนเรา ไหนจะพี่กาย ไหนจะพี่ภูผา ไหนจะสามๆหนุ่มๆในมออีก” กั๊มพูดแซะผมขึ้นมาอย่างไม่จริงจังนัก แต่มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ก็มีเข้ามาหาบ้าง ซื้อนู่นนี่นั่นมาให้บ้าง รวมถึงทักแชทมาก็มีนะครับ แต่มันก็ไม่ถึงกับเยอะจนรู้สึกอึดอัดอะไร

 

 

“ไม่หรอก พี่กายเฟรนด์ลี่มั้ง กับพี่ภูผายิ่งไม่ใช่ใหญ่เลย” ผมตอบกลับไป

 

“เฟรนด์ลี่กับมึงคนเดียวเนี่ยนะ เหอะ ใครๆเขาก็ดูออก” อะไรของมึงอีกเนี่ยไอ้กั๊ม

 

“เออไม่จีบก็ไม่จีบดิวะ แต่มึงคอยดูเหอะ ว่าพี่เขาอ่ะกำลังจีบมึงจริงๆ ส่วนพี่ภูผาก็กำลังหึงมึงอยู่” คราวนี้ผมยอมนั่งเงียบๆให้พวกมันแซะไปเรื่อยๆ อยากพูดไรก็พูดไป เพราะเริ่มจะขี้เกียจเถียงกับพวกมันแล้ว

 

 

รอไม่นานพี่กายก็เดินมาพร้อมกับหิ้วถุงเค้กหน้าตาน่ากินติดไม้ติดมือมาอีกสามสีชิ้นพร้อมกับกล้องที่ของพี่กายคล้องคอมาด้วยในสภาพใหม่เอี่ยมไร้การใช้งานมาก่อน

 

 

“สวัสดีครับพี่กาย” พวกผมทุกคนยกมือไหว้ทักพี่กายไปเมื่อคนพี่เดินมาใกล้ถึงที่พวกผมนั่งอยู่

 

 

“หวัดดีๆ” พี่กายทักตอบกลับมา “อะนี่พี่ซื้อเค้กมาฝาก ร้านนี้อร่อยนะครับ ลองชิมดู”

 

ข้างในมีเค้กสี่ชิ้น มีทั้ง ออเรนจ์ช้อคโกแลตเค้ก เครปเค้ก ชีสเค้ก แล้วก็คัพเค้กที่ตกแต่งด้วยผลไม้รวมหน้าตาน่ากินอีกหนึ่งชิ้น

 

“ขอบคุณนะครับพี่กาย ไม่ต้องลำบากซื้อมาให้ก็ได้ครับ” ผมเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกเกรงใจ

 

“ไม่เป็นไรครับ ตอบแทนค่าสอนใช้กล้องไง จะลำบากอะไรกัน อย่าคิดมาก” พี่กายยิ่มให้

 

“อ้อ เมื่อคืนเป็นไงบ้างอะเราพี่ก็เป็นห่วงแทบแย่ จะโทรไปถามตอนเช้าก็กลัวจะยังไม่ตื่น”

 

“แหม่พี่ครับ พวกผมนั่งอยู่กันตั้งเยอะถามไอ้หมอกคนเดียวหรอพี่ โคตรไม่แฟร์เลยว่ะ” ไอ้กั๊มถามขึ้นมาแล้วทำท่าทางเหมือนน้อยอกน้อยใจ แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้จริงจังอะไรหรอก แค่อยากจะแกล้งผมให้อายเล่นก็เท่านั้นเอง

 

“พี่ก็ถามทุกคนนั่นแหละครับ แต่ห่วงคนนี้เป็นพิเศษ” พี่กายพูดออกมาด้วยหน้าตายิ้มๆส่งมาให้ผม

 

“พิเศษอะไรล่ะพี่” ผมว่าให้อย่างอายๆ ก็มันอายจริงนิครับ มีอย่างที่ไหนยังไม่สนิทกันก็ต้องมาเห็นผมในภาพเมาเหมือนหมาขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องอายครับ

 

“ต้องพิเศษสิ ก็เราน่ะเมากว่าเพื่อนคนอื่นเขา ก็ต้องห่วงเป็นพิเศษน่ะถูกแล้ว”

 

 

ตอนนี้ไม่รู้จะทำหน้ายังไงแล้วครับ มันไม่ได้เขินนะครับ แบบมันรู้สึกแปลกๆที่อยู่ดีๆก็มีผู้ชายตัวโตๆเหมือนกันคนนึงมาพูดจาหวานๆกับผมแบบนี้ มันทำให้ผมไปไม่ถูก ทำหน้าไม่ถูกเลย เพราะผมไม่ได้รู้สึกพิเศษกับพี่กายไปเกินกว่าคำว่าพี่น้องเลย

 

 

ความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่านะที่พี่ภูผารู้สึกกับผม มันจะอึดอัดก็ไม่ใช่ จะเกลียดก็ไม่ไม่ใช่ มันบอกไม่ถูก มันรู้สึกแค่ว่าพี่กายคือพี่ชายคนนึงไม่อยากเปลี่ยนสถานนั้นเลย เหมือนกับจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยังไงยังงั้น

 

 

 

“เอ่อ คือ ข...ขอบคุณที่เป็นห่วงครับพี่กาย” ผมคิดว่าคำๆนี้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้ของผมแล้ว ไม่รู้จะหาคำไหนที่มันเหมาะสมกว่านี้ได้อีกแล้วจริงๆ

 

 

“งั้นเรามาเรียนรู้วิธีการใช้กล้องเลยไหมครับพี่กาย” ผมรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตัวหนึ่งแล้วทำหน้าให้นิ่งที่สุดแล้วรอบสังเกตุมองไปยังน้อง ดูเหมือนน้องจะตกใจกับการปรากฏตัวของผมตรงหน้าเขานี้ไม่น้อยเลย ดูเจ้าตัวตอนนี้แล้ว ร่างเล็กที่มีขนาดที่บางกว่าผมเล็กน้อยนั้นดูจะสั่นๆก้มหน้าก้มตาไม่ยอมสบตาผม ไม่รู้ว่าข้างล่างนั้นมีอะไรดีให้น่ามองไปมากกว่าหน้าผมรึไงกัน

 

 

“ไม่คิดจะแนะนำตัวคนที่นั่งข้างๆให้พี่รู้จักหน่อยรึไง ผมพูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจว่าน้องจะแนะนำผู้ชายอีกคนให้ผมรู้จักไหมแค่หวังให้น้องได้เงยหน้าขึ้นมามองผมบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้น้องตกใจเข้าไปใหญ่ เหมือนจะยังตั้งสติไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ยิ่งเพื่อนมันแต่ละคนนี่จองหน้าผมไม่กระพริบ กูไม่ได้อยากให้พวกมึงมานั่งจ้องหน้ากูโว๊ยยยย กูอยากให้อีกคนจ้องมากกว่า แม่งขัดใจ

 

 

แต่อย่างว่าแหละครับที่ผ่านมาผมทำให้น้องรู้สึกเสียใจขนาดนั้น จะไม่รู้แปลกใจไม่ไว้ใจเลยมันก็กระไรอยู่

 

 

“อ...เอ่อ คือ คนนี้ชื่อพี่กายครับอยู่ปีสามคณะนิเทศฯครับ” น้องแนะนำอีกคนให้รู้แค่นั้น แต่จริงๆแล้วความหมายของผมคืออยากให้เขาบอกผมมากกว่าว่าไปรู้จักกันตอนไหน เมื่อไหร่ ที่ไหน ยังไง แต่ก็เอาเถอะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

 

 

ผมหันไปหาคนที่อายุมากกว่าในที่นี้

 

“หวัดดี” ผมเอ่ยทักทายพี่เขาแบบส่งๆ แบบไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่นัก

 

“ดีน้อง” พี่เขาตอบกลับมา “น้องคนที่ไปส่งน้องหมอกเมื่อคืนใช่ไหมครับ”

 

“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า” ผมตอบกลับไปสั้นๆพร้อมกับถามกลับอย่างสงสัย เหมือนพี่เขาจะจับอารมณ์ผมได้ว่าผมไม่ค่อยอยากจะคุยกับเขาเลยสักนิด

 

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมก็แค่เป็นห่วงน้อง แต่ก็ขอบคุณมากที่ไปส่ง”

 

“เหอะ นั่นมันน่าที่ผมอยู่แล้วครับ ไม่ได้ลำบากอะไรเลย”

 

 

“น้องหมอกครับ งั้นเริ่มสอนการใช้งานของกล้องเลยก็ได้ครับ” คนตรงหน้าผมรีบเปลี่ยนเรื่องคุยพอเห็นหน้าผมเริ่มไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ น้องหมอกงั้นหรอ ได้ยินแล้วรู้สึกนึกรำคาญในใจ

 

“ดะ...ได้ครับพี่กาย งั้นผมเริ่มจากตรงนี้เลยนะครับ”

“โหมดนี้คือโหมดออโต้นะครับ คือตัวนี้เนี่ยจะใช้งานง่ายที่สุดถูกออกแบบมาเพื่อสำหรับคนที่ถ่ายยังไม่เก่ง แบบไม่ต้องอะไรมากมายเลยครับ มันก็จะทำหน้าที่ปรับค่าความไวแสงอะไรต่างๆได้เองแบบอัตโนมัติ แต่ภาพที่ได้มันก็จะเป็นค่ากลางๆครับ แต่ภาพก็ไม่ได้แย่อะไร

 

 

ผมฟังน้องอธิบายให้ไอ้คนตรงหน้าน้องฟังอย่างไหลลื่น ถึงคุณลักษณะพิเศษรวมถึงการใช้งานโหมดต่างๆที่มีอยู่บนตัวกล้องจนเพลินหูจนไม่อยากละสายตาไปเลย มันดูมีเสน่ห์น่าค้นหา

 

 

ผมพึ่งรู้อีกอย่างนึงของน้องที่ไม่เคยเห็นและรับรู้มาก่อนเลยคือน้องชอบการถ่ายรูปแล้วก็ถ่ายรูปได้ออกมาสวยงามจนดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากๆ ทำให้ผมสนใจในจุดนี้ของน้องขึ้นมาอย่างมาก “เริ่มหวงแล้วสิ” ไม่อยากให้ใครได้เห็นมุมแบบนี้เลย

 

 

ผมรู้ได้ไงน่ะหรอ เพราะผมกับน้องยังเป็นเพื่อนกันทางไอจีอยู่ครับ ซึ่งผมไม่ได้อัลฟอลโล่น้องแต่อย่างได และผมก็ยังเห็นด้วยว่าน้องโพสต์รูปๆนึงที่เป็นรูปสายหมอกที่กั้นระหว่างขุนเขาสลับซับซ้อยกันมากมาย แล้วมีแคปชั่นว่า

 

ภูผาสายหมอก ซึ่งผมคิดว่ามันต้องเกี่ยวกับผมโดยตรงแน่ๆ ขอคิดเขาข้างตัวเองไว้ก่อน

 

 

“ส่วนตัวเลนส์นะครับคือสามารถเปิดโหมดออโต้หรือแมนนวลก็ได้ ถ้าออโตโฟกัสมันก็จะใช้ได้ง่ายครับ แค่พี่ยกกล้องขึ้นมาเตรียมถ่ายแล้วโฟกัสไปที่ภาพข้างหน้ามันก็พร้อมถ่ายได้เลย ส่วนตัวแมนนวลเนี่ยพี่ต้องปรับเลนส์มือหมุนด้วยตัวเอง เราจะใช้แมนนวลก็ต่อเมื่อตัวเลนส์ไม่สามารถหาจุดโฟกัสได้เลยหรือจะใช้ถ่ายทั่วไปก็ได้ครับแต่ต้องเช็ครูปให้ดีก่อนว่ารูปๆนั้นชัดหรือเบลอหรือเปล่า เช่นตอนกลางคืนที่มันไม่มีแสงครับพี่ แบบไม่สามารถหาจุดโฟกัสของเลนส์ได้ เพราะโหมดออโต้จะไม่สามารถจับภาพได้ เราจำเป็นต้องใช้โหมดนี้เพื่อปรับเลนส์ให้มึความคมชัดและโฟกัสเองครับ โดยส่วนตัวผมเองชอบโหมดนี้เป็นพิเศษเลยครับ”

 

 

ผมนั่งจ้องหน้าน้องที่พูดอธิบายการใช้งานของกล้องอยากเพลินตา มันดูเหมือนกับว่าน้องมีความสุขมากแค่ไหนเวลาคุยถึงบางสิ่งบางอย่างที่น้องรักแล้วทำมันออกมาได้ดี

 

 

แต่คนตรงหน้าผมไม่ได้สนใจหรือหันมามองหน้าผมเลยสักนิด ซึ่งผมรู้สึกว่าหัวใจผมมันกำลังคันยิบๆ เหมือนคนกำลังถูกละเลยของเล่นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชิ้นโปรด ที่เจ้าของมันเล่นเบื่อแล้วเปลี่ยนไปสนใจของเล่นชิ้นใหม่แทน

 

 

“ส่วนโหมดที่เขียนว่าตัวเอ็มนี้นะครับ มันก็จะใช้หลักการนิดหน่อยครับ แต่มันไม่ได้ใช้ยากนะครับ อืมม ยังไงดีล่ะ แบบค่อยๆทำความเข้าใจกับมันแล้วค่อยๆเรียนรู้ครับพี่ เพราะมันสามารถตั้งค่ารู้รับแสงได้ พวกสปีดชัดเตอร์ หรือค่าความไวต่อแสงอะไรพวกนี้ครับพี่ เอาไว้มีเวลากว่านี้ผมจะสอนอีกทีรวมถึงเทคนิคเล็กๆน้อยๆการถ่ายภาพนะครับ”

 

 

“โอเคครับน้องหมอก เก่งจังนะเรา” หึ

 

“โห ไม่ขนาดนั้นครับพี่กาย แต่ก็ขอบคุณที่ชมนะครับ”

 

“หึ!!!” ผมร้องหึในลำคอออกมาเมื่อคนบนโต๊ะเห็นว่าเหมือนผมไม่มีตัวตน เหมือนมองไม่เห็นผมซะงั้น

 

 

มันรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูกที่น้องไม่ได้สนใจผมสักนิด หรือว่าน้องจะเปลี่ยนไปไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับผมแล้ว แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ เพราะมันเป็นความต้องการของผมเองนิ แต่ทำไมผมไม่ได้รู้สึกดีตามไปด้วยเลย

 

 

เอ๊ะ ผมกำลังคาดหวังอะไรอยู่ ไม่ๆ ผมแค่เป็นห่วงน้องกลัวน้องโดนหลอกก็เท่านั้นเอง ใช่ ต้องใช่แน่ๆ ผมสู้รบปรบมือกับความคิดตัวเองที่ตีกันปนเปมั่วซั่วไปหมดอย่างหาข้อสรุปไม่ได้

 

 

“ไว้สอนพี่บ้างสิ พี่ภูก็สนใจเหมือนกันนะครับ” ผมพูกแทรกระหว่างที่น้องยังอธิบายให้คนตรงหน้าไม่จบ

 

 

Rrrr

 

เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้นเหมือนระฆังช่วยชีวิตใครบางคนที่กำลังกระอักกระอ่วนกับสถานการณ์นี้ว่าจะเอายังไงดีให้หลุดลอดสัญญาณอันตรายนี้ไปได้

 

ผมลืมซะสนิทเลยว่าผมต้องมารับแพรไหม

 

ผมกดรับสายเรียกเข้าเมื่อกี้แล้วกรอกเสียงตัวเองลงไป

 

[ฮัลโหลครับแพร]

 

[ภูอยู่ไหนแล้วคะ เห็นแต่รถภูจอดอยู่แพรเลยโทรหา]

 

[อ๋อ ผมเจอเพื่อนน่ะครับเลยคุยกันนิดหน่อย นี่ก็เสร็จพอดี เดี๋ยวผมเดินไปหานะ แพรรอผมที่รถก่อนนะอย่าพึ่งเดินไปไหน]

 

[โอเคค่ะภู รีบมานะคะ แพรเริ่มหิวแล้ว]

 

[ครับแพร]

 

จากนั้นผมก็กดตัดสายแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นทันทีโดยไม่ได้ร่ำลาใครเลย

 

ความคิดเห็น