ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : #04 อาย

คำค้น : นิยายรักโรแมนติก คอมเมดี้ นิยายย้อนยุค นิยายแนวอบอุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 171

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2562 03:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#04 อาย
แบบอักษร

#04 อาย 

 

           “พูดถึงชายอยู่เหรอครับทุกคน” !!! เสียงทุ้มดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงสนทนาที่ออกรสออกชาติ เรียกสายตาทุกคนให้หันไปมอง รวมถึงแขกผู้มาเยือนในวันนี้ด้วย วนิดากับพิมพ์ผกาที่เห็นคนมาทีหลังปรากกฏตัวขึ้นดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างจนแทบถลน วนิดาเมื่อเห็นคู่กรณีเมื่อช่วงวันที่ผ่านมาก็นึกไม่ชอบใจปนตกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ ในขณะเดียวกันหม่อมเจ้าศิวฤกษ์เองเมื่อเห็นแม่สาวที่ตะโกนด่าเขาปาว ๆ เมื่อเที่ยง ก็แปลกใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะร้องออกมาพร้อมกัน 

           “หล่อน!! / อีตาโรคจิต!!” เกิดเสียงเงียบสงัดขึ้นชั่วครู่ ทุกคนดูงุนงงกันเล็กน้อย ยกเว้นก็แต่พิมพ์ผกาเท่านั้นที่รู้เรื่อง 

           “เอ่อ พี่ชายฤกษ์มาแล้วหรือคะ เชิญนั่งก่อนค่ะพี่ชายฤกษ์ คุณกิตติศักดิ์ด้วยค่ะ” ท่านหญิงแขไขเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนใจนี้ ก่อนจะเรียกนมน้อมให้เอาชุดจานมาให้อีกสองที่ 

           “ท่านหญิงเรียกอีตาโรคจิตนี่ว่าอะไรนะเพคะ” วนิดาหันมาถามเพื่อความมั่นใจ เกรงว่าหูหล่อนจะเพี้ยนไป เมื่อครู่เหมือนได้ยินท่านหญิงเรียกคนมาใหม่ว่าพี่ชายฤกษ์ คงไม่ใช่อย่างที่หล่อนคิดหรอกนะ 

           “พี่ชายฤกษ์ไงนิดา จำกันไม่ได้หรือ แล้วทำไมนิดาเรียกเธอว่าอีตาโรคจิตล่ะมีอะไรกันหรือเปล่า” ท่านหญิงถามพระสหาย 

           “เอ่อคือ คือ” วนิดาได้แต่อึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร 

           “นั่นสิจ๊ะหนูนิดา ทำไมเรียกท่านชายเธอแบบนั้นล่ะ” หม่อมพิไลยถามขึ้นอย่างสงสัย 

           “เอ่อ คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะเพคะท่านหญิง ไม่มีอะไรค่ะหม่อม เรารับประทานกันต่อดีกว่านะคะ ประเดี๋ยวอาหารเย็นแล้วจะเสียรสชาติเปล่า ๆ ท่านชายกับเอ่อ คุณ” พิมพ์ผกาชะงักด้วยไม่รู้ชื่อคนตรงหน้า เมื่อครู่เหมือนจะได้ยินท่านหญิงเรียกอยู่ทว่าได้ยินไม่ถนัด 

           “กิตติศักดิ์ครับ” กิตติศักดิ์เอ่ยบอกชื่อตนเองเมื่อเห็นหญิงสาวผายมือมาทางตนแล้วหยุดลงเสียดื้อ ๆ คงจะไม่รู้จักชื่อเขากระมัง 

           “อ้อ คุณกิตติศักดิ์คงหิวแย่แล้ว” สิ้นคำของเธอคนบนโต๊ะก็ทยอยกันลงมือกับบาบีคิวตรงหน้าต่อ รวมถึงสองหนุ่มที่มาใหม่ด้วย วนิดากลับมาสนใจอาหารตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ เมื่อรู้ว่าคนที่เธอไว้โวยวายใส่เมื่อหัววันเป็นถึงท่านชายฤกษ์แห่งวังนเรศรังสิกูรเชียว รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ประเดียวบรรดาแม่ยกจะตามมาแหกอกหล่อนเข้าให้ ถึงไม่ได้เจอกันนานแต่ชื่อเสียงของเขาใครจะไม่เคยได้ยินกัน อีกทั้งท่านชายฟกษ์ในความทรงจำของหล่อนก็ไม่ได้เหมือนกับที่เห็นขณะนี้เลย หล่อนได้แต่หลบสายตาของชายหนุ่มคู่กรณีที่คอยมามาเป็นระยะ ๆ เพราะไม่กล้าสู้หน้า พิมพ์ผกาเองก็เพิ่งถึงบางอ้อ มิน่าล่ะเมื่อกลางวันรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นท่านชายไปเสียได้ 

           ด้านท่านชายศิวฤกษ์เองได้แต่คอยลอบมองคนที่น้องสาวตนเรียกว่านิดา ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าหล่อนเป็นเพื่อนสนิทน้องสาวของเขานี่เอง พลางหวนคิดถึงวีรกรรมเมื่อคราวเป็นสาวแรกรุ่นของพวกหล่อนที่ทำเอาที่วังวุ่นวายกันใหญ่ ก่อนที่เสียงหัวเราะในลำคอแกร่งจะดังขึ้น 

           “พี่ชายฤกษ์หัวเราะอะไรหรือครับ” ท่านชายศิวาวุธตรัสถามพระเชษฐา 

           “พี่นึกอะไรได้นิดหน่อยน่ะชายวุธ” 

           “เออ พ่อโทรเลขไปบอกขอโทษท่านชายพุทธแล้ว บอกว่าจะให้แกไปขอโทษท่านด้วยตัวเอง พรุ่งนี้แกต้องไป จะหนีไม่ได้คราวนี้พ่อเสียหน้าไปโข”  

           “แต่ว่า ” 

           “ไปเถอะชายฤกษ์ แม่เห็นด้วยกับเด็จพ่อนะคราวนี้ เพราะไม่ใช่ลูกหลานใครที่ไหนอย่างคราวที่ผ่าน ๆ มา นี่เป็นถึงราชนิกูลกันเอง หากจะนับกันก็เป็นพระญาติห่าง ๆ กันด้วย ผิดใจกันไปก็จะไม่ดีเปล่า คุณหญิงวรรณเธอก็ไม่ผิดอะไร สงสารเธอ” หม่อมเจ้าดวงแขตรัสบ้าง 

           “ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มรับคำ 

           “แล้วนี่ชายจำสองสาวเขาได้ไหม หนูนิดากับหนูพิมพ์น่ะ เมื่อก่อนตอนเด็กยังวิ่งเล่นด้วยกันอยู่” ผู้เป็นแม่ถาม 

           “เพิ่งนึกออกเมื่อครู่เองครับท่านแม่ ไม่เจอกันนานไม่คิดว่าโตแล้วจะสะสวยกว่าแต่ก่อน” ท่านชายหนุ่มกล่าว ก่อนจะโดนพระมารดาตบเข้าที่แขนซ้ายเสียงดังเพียะ ก่อนที่จะทรงดุเบา ๆ  

           “ดูพูดเข้าไม่ให้เกียรติน้องเลยนะ เสียดานส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนา นึกว่าจะเป็นเจนเทิลแมนขึ้นเสียหน่อย” ตรัสก่อนจะทรงส่ายหน้าเล็กน้อย 

           “โถ่ ชายก็แซวเล่นเท่านั้น” 

           “ให้จริงเถอะย่ะ ใคร ๆ ในวังเขาก็รู้ว่าใช่ย่อยกันเสียเมื่อไหร่ล่ะ ไม่ต้องขำจ้ะหนูนิดา หนูก็ด้วยพอกัน” หันไปบอกกับวนิดาที่เผลอขำในตอนท้าย จนเธอหุบยิ้มแทบไม่ทัน 

 

           อาหารมื้อนี้กินเวลาไปกว่าสองชั่วโมงทำเอาทุกคนอิ่มแปล้ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าศิวาวุธที่ถึงกับปลดเข็มขัดออกก่อนจะลูบพุงที่ยื่นออกมาเล็กน้อย สามสาวเองก็ถึงกับโอดครวญกันถึงน้ำหนังที่จะเพิ่มขึ้นหาวิธีลดกันจ้าละหวั่น ผู้ใหญ่ก็เข้าห้องบรรทมกันหมด ทิ้งให้หนุ่มสาวเขาคุยกัน 

           “จริงสิ วันนี้ไปซื้อของกันที่ไหนมาบ้าง เสียดายหญิงไม่ได้ไปด้วย” 

           “ห้างสิงโตเพคะท่านหญิง” พิมพ์ผกาเป็นคนตอบ 

           “อ้าวจริงหรือ เอ๊ะร้านคุณศักดิ์ก็อยู่ที่นั่นนี่นา ใช่ไหมคะ” เธอหันไปทางกิตติศักดิ์ ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะตอบสั้น ๆ  

           “ครับ” 

           “ที่จริงเราแวะร้านเถ้าแก่ด้วยนะคะ แต่ไม่ทันเจอกันหรอกดิฉันต้องรีบกลับก่อนน่ะค่ะ เผอิญมีเรื่องไม่ค่อยจะดี” วนิดาเอ่ยเบา ๆ ท้ายประโยค ด้วยยังรู้สึกขายหน้าไม่หายที่เธอจำท่านชายฤกษ์ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนชายหนุ่มดูเหมือนจะสนิดกับหล่อนกว่าเพื่อนทั้งสองเสียอีกกระมัง แล้วนี่ไหนจะไปว่าอีกฝ่ายเสีย ๆ อีก หล่อนคงจำไปอีกนานเลยล่ะ พูดถึงตรงนี้หม่อมเจ้าศิวฤกษ์ที่นั่งฟังอยู่ก็นึกขำขึ้นมาอีกครั้ง ยังจำสีหน้าของหล่อนได้ดีตอนที่หันมากราดใส่เขา ซึ่งต้องยอมรับว่าเขาก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าสายตาเขาตอนนั้นมองหล่อนแบบไหนถึงกับทำให้สาวเจ้าทนไม่ไหว บวกกับที่เขาเมินเฉยไม่ยอมรับด้วยกระมังเจ้าหล่อนถึงโกรธจนตัวสั่น 

           “ใช่ไม่ดีเสียเลย” 

           “เอ่อ พิมพ์ว่าเราพูดเรื่องอื่นกันดีกว่านะคะ วันพฤหัสหน้าพิมว่าจะชวนท่านหญิงไปเที่ยวปักษ์ใต้กันเสียหน่อย ไปอาบแดดกัน คิดถึงตอนที่อยู่อังกฤษที่เราไปทะเลกับจอร์น และก็นิโคจำได้ไหม นี่ก็ว่าจะไปแถวหาดใหญ่ไม่รู้ว่าจะไกลไปไหม หนุ่ม ๆ ว่าไงคะ จะไปด้วยกันไหม” เธอเอ่ยชวนชายหนุ่มทั้งสาม ด้วยคิดว่ามีผู้ชายไปด้วยก็จะอุ่นใจกว่า ถึงแม้จะแปลก ๆ และอาจถูกมองไม่ดีก็เถอะ 

           “พี่ว่าก็ดีนะน้องพิมพ์ ไปไกลขนาดนี้ เป็นสาวเป็นนางจะตะลอน ๆ ไปไหนมาไหนจะเป็นอันตรายเอา” หม่อมเจ้าศิวาวุธเสริม 

           “นั่นนะซีคะ พี่ชายฤฏษ์ก็ไปด้วยกันนะคะ คุณศักดิ์ด้วย” 

           “เอ่อกระหม่อมไม่แน่ใจว่าจะว่างไปหรือเปล่าน่ะกระหม่อม ยังให้สัญญาไม่ได้ แต่ถ้าว่างจะไปแน่นอน” เขาตอบอย่างละมุนละม่อม วนิดาที่มองอยู่นึกนิยมในความสุภาพของเขาอยู่ไม่น้อย และอาการนั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของท่ายชายหนุ่มที่เฝ้าจับตามองหล่อนอยู่ตลอดด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย เขานึกชอบหล่อนอยู่หรอกตอนที่เห็นหน้าร้าน แต่พอโดนว่าเข้าให้เท่านั้นแหละเปลี่ยนใจแทบไม่ทัน 

           “พี่ไม่ปล่อยให้หญิงไปไหนมาไหนกันแค่สามคนหรอกค่ะ อย่าลืมว่าที่นั่นปักษ์ใต้ไม่ใช่พระนครนะคะ” 

           “เย่!! พี่ชายฤกษ์กับพี่ชายวุธใจดีที่สุด แล้วนี่เราจะไปตรงไหนของสงขลากันล่ะพิมพ์ นิดา” เธอถามต่อ 

           “ยังไม่ดูเลย ว่าจะไปถามคุณพ่อดูก่อนท่านเคยไปมา” พิมพ์ผกาว่า 

           “ไปที่หาดใหญ่ไหมครับ พี่ชายผมอยู่ที่นั่นจะได้ไม่ต้องหาที่พักกันให้วุ่นวาย” กิตติศักดิ์แนะนำ เพราะที่นั่นมีพี่ชายเขาไปเปิดร้านทองและมีภรรยาอยู่ที่นั่นด้วย 

           “ดีจริง ว่าไงพิมพ์ นิดาเห็นด้วยนะ เราจะได้ไม่ต้องหาที่พักเอง” 

           “แต่จะรบกวนเถ้าแก่ไปรึเปล่าคะ เราเองก็เพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไหร่เอง” เธอว่าอย่างเกรงใจ 

           “ปูโธ่คิดอะไรมากล่ะน้องพิมพ์ พี่ชายฤกษ์ก็ไปด้วยนะ สองคนนั้นเขาสนิทกันทางนั้นเขาก็รู้จริงไหมครับพี่ชายฤกษ์” ผู้เป็นน้องหันไปทางพี่ชายต่างมารดา 

           “อืม” เสียงทุ้มตอบอยู่ในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลายังคงขรึมอยู่ แต่ในสายตาคนนอกอาจคิดว่าเขาเก๊กเสียอย่างนั้นจนวนิดานึกหมั่นไส้นึกว่าเขาคงไม่อยากไปแต่ท่ามากไม่พูดออกมา หล่อนเลยเอ่ยออกมาเบา ๆ  

           “ใครไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปนะคะ ไม่อยากรบกวน” พิมพ์ผกาที่นั่งอยู่ข้างกันยกมือขึ้นแตะแขนเพื่อนเบา ๆ ประโยคนั้นทำเอาหม่อมเจ้าหนุ่มหันขวับ 

           “หล่อนว่าอะไรนะ” เขาถามเสียงเข้ม 

           “เปล่าเพคะ” เธอปฏิเสธหน้าตาย 

           “แต่ฉันได้ยินหล่อนพูดว่าใครไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป” 

           “ก็ทรงได้ยินนี่ นึกว่าหูตึงซะแล้ว” เธอสวนทันควัน 

           “นี่หล่อน!!” หญิงสาวพอใจที่เห็นเขาหลุดออกจากมาดเดิมนั่น ลืมเรื่องเมื่อกลางวันไปเสียสนิท ความรู้สึกที่เคยได้แกล้งคนตรงหน้าในสมัยเด็กแวบข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถที่บ้านของพิมพ์ผกาขับมาจอดที่หน้าตำหนักพอดี 

           “อ้อรถมาพอดี นี่ก็ดึกมาแล้วนิดากับพิมพ์ขอตัวก่อนนะเพคะท่านหญิง ท่านชายวุธ ไปนะคะเถ้าแก่” เธอว่าก่อนจะฉุดแขนพิมพ์ผกาที่นั่งนิ่งอยู่ให้ลุกขึ้น แล้วจูงกันออกมาเสียดื้อ ๆ ปล่อยให้ที่เหลือนั่งงงกันอยู่ กว่าท่านหญิงแขไขจะรู้ตัว หันไปเรียกเพื่อนก็ไม่ทันเสียแล้วเห็นแต่หลังลิ่ว ๆ ก่อนที่ทั้งสองจะขึ้นรถ 

           “นิดา ทำไมเสียมารยาทอย่างนี้นะ”  

           “อะไรเหรอพิมพ์”  

           “อย่ามาทำไขสือกับพิมพ์ รู้ทันหรอก แล้วนี่ก็โต ๆ กันแล้ว กับท่านชายน่ะเมื่อไหร่จะญาติดีกัน”  

           “ก็นิดาหมั่นไส้น่ะซี คนอะไรเก๊ก” 

           “แหม ทรงเป็นแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรานั่นแหละอคติ”  

           “โธ่พิมพ์ก็~~~” วนิดาเอ่ยเสียงอ้อน พลางซบหัวลงที่บ่าเพื่อน คนขับรถขับไปตามทางเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบ้านหลังโตของพ่อเลี้ยงผาคำพ่อของวนิดาในที่สุด  

           “ขอบใจจ้ะ กลับดี ๆ นะพิมพ์ ไว้เจอกันจ้ะ” วนิดาเอ่ยขอบคุณพลขับที่เปิดประตูรถให้ ก่อนจะหันไปลาเพื่อนสาวเป็นการตบท้าย เธอยืนคอยจนรถเคลื่อนตัวไปลับสายตาก่อนจะเดินเข้าบ้านไป 

            

ภัทราณัฐ. 

ความคิดเห็น