email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 13

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 23:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 13
แบบอักษร

Lovely shot 13 

“เป็นตั้งแต่มีเด็กงอแงขออมยิ้มกับพี่นั่นแหละ อือ ก็ตั้งแต่เด็กคนนั้นหกขวบล่ะมั้ง”

แคก!  

อะ อะไรนะ ตั้งแต่หกขวบบ้าไปแล้วนั่นมันเกือบยี่สิบปีก่อนเลยนะ ฉันมองหน้าคุณกรอย่างตกในผสมกับไม่เชื่อ แต่แล้วเขาก็ยิ้มแล้วเล่าต่อ

“ก็ตอนนั้นหนูขอพี่เป็นแฟนแลกกับอมยิ้มพี่อ่ะ”

“หนูแรดขนาดนั้นเลยเหรอคะ ขอพี่เป็นแฟนตอนหกขวบเนี่ยนะ” ฉันมองคนข้างๆ อย่างตกใจ

“ไม่หรอก ตอนนั้นเด็กนี่นา ก็นั่นแหละเราเป็นแฟนกันตั้งแต่ตอนนั้นครับ” ท้ายประโยคคุณกรเงยหน้ามองพี่ๆ คนอื่นที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มมองเรากันอยู่

“อย่าค่ะ อย่า อย่ามองแบบนั้น”

“อะไร เขินแล้วโวยวายเก่ง” พี่ฝ้ายแซว

“ใครเขินไม่มี๊”

“เสียงสูงมากพี่” โชคเองก็ร่วมวงแซวด้วย สรุปหมูกระทะเย็นนี้กลายเป็นสถานที่เล่าความหลังของฉันกับคุณกรซะอย่างนั้น อยากจะบ้าตาย เขินก็เขินหรอกแต่มันอดเคืองไม่ได้นี่ที่ดีๆ มีตั้งเยอะดันไม่คุยไม่เล่า พอมาร้านหมูกระทะกลับเล่าซะอย่างนั้น โรแมนติกเหลือเกินพี่จ๋า

เรากลับถึงห้องเกือบสามทุ่มครึ่ง คุณกรอาบน้ำก่อน เขาเดินออกมาฉันก็เข้าไปอาบน้ำบ้าง วันนี้สระผมด้วยเลยนานกว่าปกติไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะนอนหรือยัง แต่ถ้าให้เดาเชื่อสิเขายังนั่งรอถ้าไม่เล่นโทรศัพท์ก็ตรวจงานในเมล์

“สระผมเหรอครับ?” เมื่อเปิดประตูห้องน้ำออกมา คนที่นั่งรอบนเตียงก็เอ่ยถามทั้งที่สายตายังจดจ้องที่หน้าจอไอแพด เดาว่าเขาน่าจะกำลังเช็คงาน

“ค่ะ”

“พี่เช็คงานใกล้เสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวลงไปเป่าผมให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ เป่ามาจากห้องน้ำแล้ว”

“งั้นเหรอ? ง่วงหรือยังมานอนได้แล้วนะครับ”

“มีอะไรจะถาม ได้ไหมคะ?” ฉันหยั่งเชิง อยากถามในสิ่งที่ข้องใจ

“ครับ จริงจังมากไหม”

“ก็ค่ะ จริงจัง”

“โอเค อ่ะ พี่เก็บงานแล้ว อยากถามอะไรพี่ครับ” คุณกรเก็บไอแพดวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับฉัน

“ก่อน ก่อนหน้านี้มีผู้หญิงเข้าออกห้องคุณตลอด คนพวกนั้น...” ฉัน ฉันไม่รู้ว่าจะพูดคำไหนออกไป แต่มันข้องใจแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขากับคนพวกนั้นทำอะไรกัน

“ขอโทษครับ พี่ผิดเองแต่คนพวกนั้นแค่วันไนท์ครับ ไม่มีอย่างอื่นตั้งแต่คนล่าสุดที่หนูเจอก็เกือบปีแล้วมั้งพี่ไม่ได้ยุ่งกับใครเลย ความจริงก็แอบประชดหนูนั่นแหละขอโทษที่ทำตัวงี่เง่านะ แต่พี่อยากให้หนูสนใจพี่ ขอโทษนะครับ” คุณกรอธิบายยาวเหยียด

“ไม่ต้องลงมาค่ะ” ฉันร้องห้ามทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายจะก้าวลงจากเตียง

“ไม่ได้ หนูร้องไห้จะให้พี่ทนอยู่เฉยๆ ได้ยังไง” ฮะ ฉันร้องไห้เหรอ พอลองยกมือแตะที่แก้มก็สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น อ่า ร้องไห้จริงๆ สินะ ฉันเช็ดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนจะยกยิ้มให้คนที่มีสีหน้าลังเลอยู่บนเตียง

“กานต์ เรื่องนั้นมันผ่านมานานแล้วนะครับ พี่เองก็มีแค่หนูมาตลอด อาจจะนอกลู่นอกทางบ้างแต่หนูคือปลายทางของพี่นะ”

“ก็ไม่ได้ว่า แค่ถามเฉยๆ มันข้องใจน่ะ ก็รู้อยู่แล้วว่าคุณก็มีอะไรกับคนอื่นอยู่แล้ว ก็ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นอะไรกันนี่นา”

“กานต์ครับ อย่าพูดแบบนั้นสิ” ฉันก้าวเข้าใกล้อีกฝ่ายช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไร

“ก็จริงนี่คะ แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วเหรอคะว่าไม่ได้ยุ่งกับใคร ไม่ได้ไปกิ๊กกั๊กกับใคร”

“มั่นใจครับ พี่มีแค่หนูนะ”

“ต่อไปนี้ ถ้าจะไปมีอะไรหรือกิ๊กกั๊กกับใคร เราจะจบกันทันที ไม่มีข้อต่อลองเพราะหนูคงไม่ใจดีแบ่งแฟนให้คนอื่นใช้ร่วมหรอกนะคะ”

“นะ หนูพูดจริงเหรอ พูดจริงใช่ไหม”

“ก็ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพี่ด้วยค่ะ”

“ฮึก หนูเรียกพี่ว่าพี่แล้วใช่ไหม เรียกจริงๆ ใช่ไหม พี่ไม่ได้หูฝาดใช่หรือเปล่า”

“ค่ะ หนูเรียกแล้ว พี่กร

สองแขนแข็งแรงของคนที่อยู่บนเตียงรวบรัดฉันเข้าไปกอด ยิ่งพอล้มตัวลงบนเตียงเขาก็กอดฉันแน่นขึ้นทั้งยังซุกจูบไปทั่วจนเริ่มจั๊กจี้ เขาเปลี่ยนเป็นคร่อมร่างฉันไว้ทั้งยังส่งสายตาระยิบระยับมาให้ ไม่มีถ้อยคำใดเล็ดลอดจากริมฝีปากเราทั้งสอง เมื่อริมฝีปากร้อนฉกจูบแนบลงมาอย่างอาจหาญ ทั้งยังขยับเม้มส่งเรียวลิ้นร้อนเข้ามาทักทาย เสียงจูบดังชัดในโสตประสาท จูบรัวเร็วสลับกับเนิบช้าอยู่เนิ่นนานคนด้านบนถึงได้ยอมผละออกห่าง แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อย

“ขะ ขอบคุณครับ” เขาร้องไห้ เขาร้องไห้จริงๆ ฉันยกมือทั้งสองข้างประกบที่แก้มของคุณกรก่อนจะใช้นิ้วปาดน้ำตาออกให้อย่างแผ่วเบา น่าเอ็นดูเสียจริง

“ร้องไห้ทำไมคะ”

“ก็ดีใจ พี่รอมานานแค่ไหนรู้ตัวบ้างไหม พี่ทั้งอดทน ทั้งรอ ต้องทนไม่ให้ตัวเองหึงหวงกับผู้ชายคนอื่น มันยากมากเลยนะ ยากกว่าทำงานอีก”

“ตอนนี้ไม่ต้องหึงแล้วนะ หนูไม่มีใครเลย ไม่เคยมีใครในใจเลยนอกจากพี่”

“ให้ตายเถอะ พูดแบบนี้พี่อยากจะขังเราไว้ที่ห้องซะจริง ลาออกไหมแล้วอยู่แต่ห้องพี่เลี้ยงเอง” เขาบอกอย่างใจร้อน แต่ฉันกลับหัวเราะกับท่าทางนั้น เหมือนตอนนี้เขากลายเป็นอีกคนที่ฉันเองก็เพิ่งเคยพบเจอ

“ได้นะคะ แต่ต้องให้ตังค์เยอะๆ หน่อยนะ เพราะต้องติ่งอยู่”

“ได้ ได้เยอะๆ เลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปลา...” เสียงคนตัวโตขาดหายไปเพราะฉันรั้งต้นคอเขาลงมาจูบ เราจูบกันเนิ่นนานอย่างอ้อยอิ่ง ฉันผละออกห่างแล้วแต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมบดเบียดเข้ามาจูบต่อ เป็นนานกว่าจะผละออกห่างได้

“ล้อเล่นค่ะ ไม่ทำแบบนั้นหรอก”

“พี่พูดจริง...”

“หนูอยากทำงาน อยากมีคุณค่า เข้าใจหนูหน่อยนะคะ” ฉันใช้เสียงหวานๆ คุยกับเขา หวังอ้อนให้เขาใจเย็นลงกว่านี้

“ครับ เข้าใจครับ แต่ตอนนี้เราจะได้นอนกันจริงๆ ไหมทำไมพี่รู้สึกตื่นแบบนี้ล่ะ” เขายืนยันว่าเขาตื่นจริงๆ โดยการบดเบียดสะโพกลงกับต้นขาฉัน ไอร้อนแข็งขืนนั้นทำให้ฉันใจเต้นแรงอย่างน่าตกใจ ไอร้อนยังคงตีวูบขึ้นหน้าไม่ขาด

“ยังไม่พร้อมใช่ไหมล่ะ พี่รู้” เขาถามก่อนจะยิ้มละมุนส่งมาให้ แต่ตัวฉันเองก็รับรู้ความกดดันของเขาเช่นเดียวกันจังหวะที่เขาจะผละออกห่างกลายเป็นฉันที่รั้งเขาลงมาจนชิดก่อนจะมอบจูบให้อย่างแผ่วเบา

“ทำแบบนี้ พี่ไม่หยุดแล้วนะ” เขาถามย้ำทั้งยังคลอเคลียแถวซอกคอ ราวกับว่าไม่ได้สนใจคำตอบที่เอ่ยถามมาเลยสักนิด

“ถ้าเจ็บ กัดพี่ได้นะครับ”

เสียงทุ้มพร่ากระซิบข้างหูก่อนขบเม้มติ่งหูเพื่อหยอกเย้า รู้สึกขนลุกเกรียวกราวไปหมดเมื่อฝ่ามือร้อนลูบไล้ท่อนขาสูงขึ้นเรื่อยๆ และหยุดลงที่ระหว่างกาย ปลายนิ้วร้อนแตะสัมผัสผ่านเนื้อผ้าผืนบางอย่างตั้งใจแกล้ง ส่วนมืออีกข้างที่ว่างก็ปลดชุดนอนฉันทิ้งอย่างไม่ใยดี

“อือ” เสียงครางแหบพร่าของตัวเองยิ่งทำให้เขินอาย ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองจะมีเสียงที่ฟังดูยั่วยวนเชิญชวนอีกฝ่ายขนาดนั้น

“อย่ายั่วมากนักเลยที่รัก แค่นี้พี่ก็แทบคลั่งแล้ว” คนที่กำลังวุ่นกับการชมชิมร่างฉันเอ่ยดุ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะยั่วอะไรเลยนะ ฉันไม่ได้อยากยั่วอ่ะแต่มันเป็นไปเอง

“เคยไหม?” เมื่อเขาปละออกห่างและกำลังถอดเสื้อเขวี้ยงทิ้งข้างเตียง ก็ไม่ลืมจ้องฉันด้วยสายตาร้อนแรง พอส่ายหน้าแทนการเอ่ยตอบ เขากระตุกยิ้มร้ายส่งมาให้พร้อมกับมือร้อนที่เอื้อมมาฉุดให้ฉันนั่งคุกเข่าระหว่างขาเขา

“จะสอนไปทีละอย่างนะครับ เริ่มจากกินพี่ทั้งตัว...”

 

“ไม่เข้านะครับมีอะไรด่วนโทรมาเลยได้ ฝากแจ้งหัวหน้าน้องด้วยว่าวันนี้น้องลา”

“อือ ส่วนผู้ช่วยเลขาผมจำได้ว่าไม่เคยเปิดรับ ย้ายเขาลงไปอยู่ข้างล่างพิจารณาเลยว่าควรอยู่ไหน”

“ครับ รบกวนด้วย แค่นี้ก่อนนะครับ” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยพูดคุยกับใครสักคนดังปลุกฉันในช่วงเช้าของวันถัดมา ตอนนี้ทำได้แค่ลืมตามองรอบๆ เท่านั้น ปวดเมื่อยไปทั้งตัวไหนจะอาการปวดหนึบๆ ที่ตรง...เอ่อ นั่นแหละ มันเจ็บนะ

“ตื่นแล้วเหรอครับ” คนที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ระเบียงห้องเดินยิ้มเข้ามาใกล้ โยนโทรศัพท์ลงบนเตียงอย่างไม่ใส่ใจ

“โอ๊ะ ตกใจหมด” ฉันเหวเสียงเข้ม เมื่อเขาทิ้งตัวลงบนเตียง ฉันล่ะกลัวว่าเขาจะทับฉันจนตัวแบน ตัวก็ใหญ่หนักก็หนักยังจะมาเล่นอะไรแบบนี้อีก

“หึหึ ตกใจอะไร แล้วนี่ดีขึ้นหรือยัง?” เขาถามมือก็ยกขึ้นอังหน้าผากอย่างเป็นห่วง แต่พอถูกจ้องจากเขาในยามเช้าแบบนี้ก็อดที่จะเขินไม่ได้จริงๆ คนอะไรจะหล่อจะดูดีตลอดเวลาแบบนี้ ดูจากสภาพแล้วเขาเองก็คงจะตื่นได้ไม่นานนักหรอก

“ดีขึ้นแล้วค่ะ”

“หายเมื่อยปากหรือยัง โอ๊ย ฮาๆๆ เขินแล้วชอบรุนแรงกับพี่” เขายังแซวต่อ เป็นเพราะเมื่อคืนที่เขาบอกให้กินเขานั่นแหละ มันเกินขนาดที่ปากฉันจะรับไหวนะมันก็เมื่อยแล้วเขาก็ยังจะมาแซวฉันอีก

“ไม่ต้องมาแซวเลย แล้วนี่กี่โมงแล้วนะ”

“เก้าโมงแล้ว”

“ฮะ! โอ๊ย”

“เบาๆ ครับ ไม่ต้องรีบพี่โทรไปลางานแล้ว” ฉันถูกอุ้มลอยเหนือเตียงนอนพาเดินไปยังห้องน้ำ

“ขอบคุณค่ะ”

“ยินดีครับ เจ็บมากไหม” คุณกรเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเราลงไปแช่น้ำอุ่นในอย่างอาบน้ำ พอเริ่มผ่อนคลายความปวดเมื่อย ก็รู้สึกเคลิ้มจะหลับ

“หนูจะหลับอีกแล้ว” ฉันเอียงหน้าซุกอกคุณกร

“หึหึ หลับก็ได้เดี๋ยวพี่อาบน้ำให้เอง แต่ถ้าปลุกต้องทานข้าวนะ”

“ค่ะ”

“หลับเถอะคนดี”

ครึ่งวันแรกของวันลาหมดไปกับการนอน ตื่นอีกทีก็เกือบเที่ยง คุณกรสั่งอาหารมาไว้ให้แล้วเรียบร้อย เราทั้งสองทานมื้อเช้าบวกกับมื้อเที่ยงเสร็จก็ย้ายมานั่งเล่นที่ห้องนั่งเล่น พอทานยาไปก็เริ่มง่วงอีกครั้งแต่ฉันก็ต้องฝืนร่างกายเอาไว้เพราะถ้าหลับไปอีกในรอบบ่ายไม่มั่นใจว่าคืนนี้จะยังหลับอยู่ไหม

“ไปไหนคะ?” ฉันเอ่ยถามคนตัวสูงที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืน เขายิ้มพรางมองฉันด้วยแววตาซุกซน

“ไปตากผ้าครับ เดี๋ยวมา” เขาก้มลงจูบหน้าผากก่อนจะถอยห่างออกไป ไม่ถึงห้านาทีก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่ม เขาถือตะกร้าผ้าผ่านไปยังระเบียงห้องนั่งเล่นจัดการตากชุดผ้าปูที่นอนที่เพิ่งถูกซักจนหอมฟุ้ง ก่อนซักเขาเองก็จัดการปูเตียงนอนด้วยชุดผ้าปูที่นอนชุดใหม่แล้วเรียบร้อย ถามว่าทำไมถึงต้องซัก เขาตอบกวนบอกแค่ว่า ‘หนูน่ารักมันเลยเลอะ’ 

“ทำหน้างงอะไรครับ”

“เปล่าค่ะ มานั่งได้แล้ว ทำอะไรเยอะแยะ” จริงๆ นะ เขาทำนั่นทำนี่ทั้งวันไม่หยุดนิ่งเลย อย่างในวันนี้ก็จะเป็นงานบ้านงานเรือน เขาทำงานทุกอย่างเนี๊ยบมากซะจนผู้หญิงอย่างฉันนั้นอาย

“ก็นานๆ จะว่างไงครับ เดี๋ยวสุดสัปดาห์ไปห้องหนูกันจะได้ทำความสะอาดห้องใหม่ด้วย ไม่ได้อยู่นานฝุ่นคงเยอะ” จะว่าไป เรื่องนี้...

“หนูขอกลับไปอยู่คอนโดตัวเองได้ไหมคะ”

“ได้ครับ” ง่ายจัง แต่ก็ดีแล้ว

“พี่จะไปอยู่ด้วย”

“ฮะ?”

“ก็พี่จะไปอยู่ด้วย ห้องพี่เดี๋ยวค่อยจ้างคนมาทำความสะอาดก็แล้วกัน”

“ไม่เอาสิ แบบ เรากลับไปแยกกันอยู่ไงคะ อยู่บ้านใครบ้านมัน”

“ไม่ครับ พี่จะอยู่ด้วย ถ้าอยากได้อิสระพี่จะออกมานอนห้องนั่งเล่นเองหนูก็นอนในห้องนอนไป” อะไรของเขากัน ทำไมหน้ามึนขนาดนี้ล่ะ

“พี่อ่ะ” ฉันทำเสียงงอแง แต่อีกฝ่ายกลับรั้งฉันเข้าไปกอด

“ไม่งอแงนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นพาไปซื้อขนม” ดูเอาเถอะ เอาอะไรมาล่อ เหมือนเขายังมองฉันเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ อ่ะทั้งที่ฉันก็ยี่สิบห้าแล้วนะ

“อ้อ มีร้านหนึ่งอยู่อยากไป พี่ๆ ซื้อมาฝากอร่อยมากเลย เดี๋ยวหนูหาร้านให้ดู พาหนูไปหน่อยนะคะ”

“ได้ครับ เดี๋ยวพี่พาไป”

“เย้!” ฉันใช้เวลาหลังจากนั้นนั่งหาชื่อร้านขนมที่ต้องการจะไปโดยมีพี่กรนั่งซ้อนหลังและลูบผมฉันเล่น เขาเล่นโทรศัพท์ไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นวางคางบนไหล่มองฉันเล่นโทรศัพท์

“ร้านนี้เหรอ?” พี่กรเอ่ยถาม มือยกพาดไหล่มาเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ฉันเพื่อดูรูปหน้าร้าน

“ใช่ค่ะ พี่เคยไปไหม”

“เคยครับ ร้านเมียเพื่อนพี่เอง”

“จริงเหรอ? บังเอิญจัง”

“อือ บังเอิญจริงแต่ร้านมันขนมชอบหมดนะตอนเย็น ที่จริงหมดตั้งแต่เที่ยงๆ แล้วล่ะลูกค้าเยอะมาก” พี่กรเล่า แต่ใจฉันลอยไปถึงร้านแล้ว ไม่ได้นะฉันต้องได้ขนมไปฝากพี่ๆ นะ

“แย่แล้วๆ เราต้องไปแล้วค่ะเดี๋ยวขนมหมด” ฉันลุกยืนไม่ลืมดึงมือพี่กรให้ลุกขึ้นตาม

“พี่คะแต่งตัวเร็วๆ เราจะไปกันตอนนี้เลย”

“ครับๆ” เขาเดินไปหยิบแค่ประเป๋าสตางค์กับกุญแจรถเท่านั้น ส่วนฉันก็หยิบแค่กระเป๋าสะพาย เพราะตัวเองก็อยู่ในชุดที่ออกไปข้างนอกนอกได้ เสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่กับกางเกงยีนขาสั้น พี่กรก็เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสามส่วน ใช้เวลาไม่นานเราก็ออกจากห้องพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดครึ้ม อย่าเพิ่งตกเลยนะฉันยังอยากไปร้านขนมแบบไม่เปียกอยู่นะ

“โทรหาเพื่อนพี่ใหม่หน่อย ชื่อโรม”

เพื่อนเขาที่ชื่อโรมอย่างนั้นเหรอ ฉันเลื่อนรายชื่อผู้ติดต่อในโทรศัพท์เขาไปเรื่อยๆ ก็ไม่ยักเจอเบอร์ที่บันทึกว่าโรมเลยทั้งไทยและภาษาอังกฤษ กระทั่งฉันเลื่อนไปเจอชื่อๆหนึ่ง I’ Here YANG กับ I’Here ROME เอ่อ อันนี้หรือเปล่า

“เอ่อ พี่คะ ใช่เบอร์...”

“ครับ นั่นแหละ”

“เมมชื่อเพื่อนได้ฮาร์ดคอมาก” ฉันอดที่จะแซวไม่ได้ อีกฝ่ายหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินแบบนั้น ฉันรอกระทั่งปลายสายรับถึงกดเปิดลำโพงให้พี่กรคุยเอง

(เหี้ยไรวะกร) อ่า อีกฝ่ายก็ฮาร์ดคอเหมือนกันสินะ เหมาะสมแล้วที่เป็นเพื่อนกัน

“กูจะไปร้านเมียมึง ขนมเหลือไหม”

(เออเหลือ แต่ใกล้หมดแล้ว น้องกำลังทำเพิ่ม)

“เออ เก็บไว้ให้ด้วย ใกล้ถึงแล้ว”

(ร้อยวันพันปีไม่เห็นมึงกิน วันนี้นึกครึ้มอะไร)

“แฟนอยากกินเลยพามา”

(กูถามจริง! // พี่คะ พูดดีๆ ลูกกำลังจะมานะ // ขอโทษครับ) เสียงหวานๆ ที่แทรกเข้ามาทำเอาปลายสายเริ่มเปลี่ยนเสียง

(จริงจัง ดีๆพามาเลย หยางมันก็จะมา เปิดตัวกับเพื่อนสักทีเหอะ พวกกูได้ยินแต่ชื่อ)

“เออๆ กำลังไปนี่แหละ แค่นี้”

(เออ รีบมา)

“ฮาร์ดคอกันมาก” ฉันแซวอีกครั้ง

“ฮาๆๆ ก็มันสนิทกันไงเดี๋ยวเจอถ้าลูกมันอยู่ด้วยนะต้องพูดเพราะๆ ด้วยตลกมาก” พี่กรเล่า ก่อนจะเลี้ยวรถไปอีกทาง

“อ้อ พี่คะ คือหนูเองก็มีรถแล้วทีนี้ถ้าไปกับพี่รถมันก็ไม่ได้ใช้กลัวมันพัง เดี๋ยวตอนไปทำงานหนูจะขับไปเอง”

“หือ? ทั้งที่เราก็ไปที่เดียวกันเนี่ยนะ”

“ก็กลัวมันพัง อีกอย่างไม่อยากให้คนอื่นมองไม่ดีด้วยไงที่ไปกับพี่อ่ะ”

“ใครมันจะมาว่า เมียพี่ไปกับพี่แล้วมันแปลกตรงไหน โอ๊ย ตีพี่ทำไมเนี่ย” คนที่ทำหน้าที่ขับรถหันมามองอย่างไม่เข้าใจก่อนจะรีบหันกลับไปมองท้องถนนต่อ ฉันฟาดมือลงต้นขาเขาแรงๆ ทันทีเมื่อได้ยินเขาพูดคำว่าเมีย มันไม่เพราะเลยนะที่จะมาพูดแบบนั้นน่ะ

“พูดไม่เพราะเลย ไม่รู้แหละ หนูจะขับไปเอง”

“ห้ามไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“ค่ะ ไม่ได้”

“พี่เถียงไม่ได้อยู่แล้วนี่ จะขับไปก็ได้”

“ขอบคุณค่ะ”

“นั่นๆ ร้านนั่นใช่ไหม คนเยอะจังเลย” ฉันชี้นิ้วไปยังร้านๆหนึ่งที่มีป้ายหน้าร้านแขวนอยู่ Sunshine Café ร้านนี้สินะ คนเยอะมากๆ เลยล่ะ ฮื่อ ขนมจ๋าเหลือด้วยนะ เหลือไว้ให้เค้าด้วยนะ

“ไปครับ” พี่กรชวนและลงไปเปิดประตูรถให้ ฉันลงจากรถเดินเข้าร้านที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้หลายชนิด ที่นั่งนอกร้านมีลูกค้านั่งอยู่เต็มทุกโต๊ะ เพราะมีร่มของต้นไม้ใหญ่ ผู้คนเลยนั่งด้านนอกกันเยอะ แต่พี่กรพาเดินเข้าไปในร้านที่นั่งก็นั่งหน้าเคาน์เตอร์

“ซันไชน์คาเฟ่ยินดีต้อนรับค่า อ้าว คุณกรสวัสดีค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก เวลาเธอยิ้มดูสดใสมากเลยล่ะ ดูมีออร่าความสุขเปล่งประกายไปทั้งใบหน้า

“สวัสดีครับ โรมมันไปไหน”

“ไปรับลูกค่ะ ว่าแต่คนสวยข้างๆ...”

“อ้อ นี่กานต์แฟนพี่ครับ กานต์นี่ตะวันเมียโรมมัน อายุ ปีนี้กานต์ยี่สิบห้าจะยี่สิบหก”

“หนูยี่สิบสี่ สวัสดีค่ะพี่กานต์”

“สวัสดีค่ะ” ฉันยิ้มให้คนตรงหน้า น่ารักดูนุ่มนิ่มไปหมดเลยล่ะ ขนาดฉันเป็นผู้หญิงที่เพิ่งได้เจอครั้งแรกยังอยากจับมาฟัดเลย ทำไมถึงได้น่ารักมากขนาดนี้ล่ะ

“แล้วรับอะไรดีคะ”

“พี่เอาอเมริกาโนเย็น กานต์ครับสั่งได้เลยนะ เค้กดูหน้าตู้ก็ได้” พี่กรหันมายิ้มบอก ฉันพยักหน้ารับ

“พี่เอาช็อกโกแลตเย็นนะคะ”

“ได้ค่ะ ส่วนเค้กดูหน้าตู้ก่อนก็ได้ค่ะ บางส่วนยังไม่ได้ยกออกมานะคะ เดี๋ยวไปยกอกมาให้เลือกค่ะ” ท้ายประโยคตะวันยกมือป้องปากกระซิบ หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะรีบเดินกลับไปที่หลังเคาน์เตอร์ ฉันขยับลุกเดินไปส่องเค้กที่ตู้ ที่มีวางอยู่ประปราย น่าทานทุกอย่างเลยล่ะฉันเลือกให้ตัวเองทานที่ร้านสามชิ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ตะวันนำเค้กออกมาเรียงที่ตู้ เสียงหัวเราะน้อยๆ อยู่ตรงที่อยู่อีกฝั่งของตู้ดังขึ้นเมื่อฉันมองขนมเค้กตาโต

“เลือกได้เลยนะคะ”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มเขินๆ ส่งให้อีกฝ่ายก่อนจะเลือกเค้กไปฝากพี่ๆ ที่ทำงาน แต่คือแบบว่าเลือกไปเลือกมาทำไมถึงได้มาอย่างละชิ้นก็ไม่รู้ ยี่สิบชิ้นมันไม่มากไม่น้อยเลยเมื่อเทียบความดูแลเอาใจใส่และช่วยเหลือจากพี่ๆ ฉันสั่งและบอกว่าเอากลับบ้านพนักงานยิ้มรับ ก่อนจะเอ่ยทวนออเดอร์

“กานต์ มานั่งข้างพี่ครับ” ฉันเดินไปนั่งข้างพี่กรอย่างไม่เกี่ยงงอน เมื่อพบว่านอกจากพี่กรแล้วยังมี ผู้ชายตัวสูงอีกสองคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างกลางนั้นมีเด็กผู้ชายกำลังนั่งยกแก้วนมขึ้นดื่ม

“กานต์นี่ โรมกับหยางเพื่อนสนิทพี่ครับ แล้วนี่กานต์แฟนกระผมครับเพื่อนๆ” พี่กรเอยแนะนำ แต่ทำไมฉันอยากขำกับคำแนะนำตัวเขาจัง กระผมเลยนะ ดูทางการเกินไปหรือเปล่า เอ๊ะ หรือกวนก็ไม่รู้นะ

“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ พวกเขายิ้มกริ่มรับไหว้ หันไปส่งซิกอะไรกันสักอย่างก่อนจะเอ่ยแซวพี่กรทันที

“แหมๆ ว่าเพื่อนกินเด็ก ตัวคุณเองก็กินเด็กนะครับ” ผู้ชายที่นั่งฝั่งซ้ายเอ่ยแซวพี่กร

“เออน่า อย่าแซวเยอะเลย”

“ฮาๆๆ ทำหน้าตลกว่ะ พี่ชื่อโรมนะ ส่วนนี่ชื่อหยาง” พี่โรมที่นั่งฝั่งขวาเอ่ยแนะนำจากนั้นพวกเขาสามคนก็คุยอะไรกันไม่รู้ และตอนนี้ฉันก็เพิ่งจะนึกออกว่าหุ้นส่วนของพี่กรที่เปิดบริษัทคือคุณโรม เอาสิบังเอิญโลกกลมมากเกินไปแล้ว

“เอ่อ ขอคุยเรื่องงานแปบหนึ่งนะครับ” พี่กรหันมากระซิบบอก ฉันพยักหน้าให้เขาเพราะยังไงซะก็จะขอตั้งใจทานเค้กบนโต๊ะนี่อยู่ดี ไหนจะตาแป๋วๆ ของเด็กตรงข้ามที่ทำให้ฉันหลุดยิ้ม

“ขยับมานั่งด้วยกันไหมครับ” ฉันเอ่ยชวนคนตัวเล็กตรงหน้า คนตัวเล็กเงยหน้ามองคุณโรมพอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้ก็ยิ้มกว้างวิ่งมาหาฉัน เมื่อได้นั่งข้างๆ กันฉันก็นั่งทานเค้กสลับกับฟังคนตัวเล็กคุยโม้เรื่องโรงเรียนรวมถึงอวดม๊าตะวันให้ฉันฟังวนไปวนมา ดูท่าแล้วเขาคงจะรักม๊าตะวันของเขามากจริงๆ นั่นแหละ อะไรๆ ก็ม๊า น่ารักจริงเชียวเด็กคนนี้ ไม่รู้ว่าฉันคุยเล่นกับซันไชน์นานเท่าไหร่พอรู้ตัวก็ถูกสะกิดจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้ว แต่อะไรไม่เท่ากับประโยคที่เขากระซิบข้างหูนี่หรอก

“อยากมีสักคนไหมครับ พี่เองก็อยากมีเป็นของตัวเองนะ”

“นี่เด็กนะคะ ไม่ใช่โทรศัพท์ที่คิดจะมีก็มีได้น่ะ”

“ฮาๆๆ เข้าใจเปรียบซะจริง แต่ถ้ายังไม่พร้อมพี่ก็รอได้” เขายกแขนพาดไหล่ฉัน พร้อมกับเสียงแซวของเพื่อนเขาที่ดังมา

“อย่าไปเชื่อมันกานต์”

“มันบ่นกับพี่ทุกวันว่าอยากมีลูก นี่กลัววันดีคืนดีมันจะมาแอบพาลูกพี่ไป”

================== 

คอมเม้นมาเลยจ๊ะพี่จ๋า 

ความคิดเห็น