facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่十一 “เพราะเขาเป็นของข้า”

ชื่อตอน : บทที่十一 “เพราะเขาเป็นของข้า”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 19:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่十一 “เพราะเขาเป็นของข้า”
แบบอักษร

บทที่十一 “เพราะเขาเป็นของข้า”

 

 

 

กองทัพของแคว้นเผยซวาเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับชัยชนะ สองข้างทางของถนนจึงเต็มไปด้วยผู้คนแสดงความยินดีเนืองแน่นทว่าตัวผมกับชูร์เชียนไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้นเนื่องจากแยกออกไปแช่บ่อน้ำพุร้อนที่เมืองเผยกว่าจะกลับมาถึงเมืองหลวงทัพก็มาถึงไปกว่าสามวันแล้ว

ผู้ที่หน้าที่ดูแลแทนชูร์เชียนคือท่านอ๋องเชิงเทียนซึ่งทันทีที่ทราบข่าวการกลับมาของพี่ชาย ผู้เป็นน้องไม่รอช้ารีบออกมารับพร้อมกับลากชูร์เชียนกลับไปทำงานที่ยังคั่งค้างอยู่ ดูเหมือนว่าต่อให้ทำหน้าที่แทนแต่ใช่ว่าจะสามารถตัดสินใจทุกอย่างได้

ให้เดาบนโต๊ะภายในห้องทำงานของชูร์เชียนคงกลายเป็นห้องเก็บเอกสารไปแล้วกระมัง

ก็เล่นไม่อยู่เกือบเดือนนี่นะ

ชัยชนะของแคว้นเผยซวาภายใต้การนำทัพของผมทำให้ชูร์เชียนเสนอชื่อผมขึ้นเป็นแม่ทัพคนที่สามของแคว้น แน่นอนว่าย่อมมีทั้งขุนนางที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่ถึงจะไม่เห็นด้วยการตัดสินใจของผู้ที่กุมอำนาจเหนือสุดก็ไม่เปลี่ยน ยิ่งมีการสนับสนุนจากแม่ทัพเหวินตี้และรองแม่ทัพทั้งสามก็ยิ่งทำให้การคัดค้านลดลงจนแทบไม่เหลือ

ต่อให้เป็นขุนนางที่มีอำนาจมากเพียงใดก็คงไม่อยากมีปัญหากับแม่ทัพเหวินตี้รวมไปถึงรองแม่ทัพผู้มากความสามารถหรอก

การประชุมในวันนั้นทำให้ผมได้รับตำแหน่งแม่ทัพที่ใฝ่ฝันตลอดมาครอบครอง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพแต่ผมยังคงอยู่ภายใต้แม่ทัพเหวินตี้คอยศึกษาและเรียนรู้อยู่ไม่ขาด คาดว่าอีกไม่นานแม่ทัพเหวินตี้คงจะเกษียณตัวเองออกไปพร้อมกับรองแม่ทัพคนอื่นๆ ระหว่างนี้จึงให้ผมลองหาคนที่มีหน่วยก้านดีเตรียมขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งรองหัวหน้าในภายหน้า

ต่อให้ภายในผมจะอายุมีมากเพียงใดทว่าเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ทำให้ผมอารมณ์ดียิ้มร่าตลอดทั้งวัน ชูร์เชียนที่เห็นผมดีใจก็พลอยดีใจดีไปด้วย รอยยิ้มจากอีกฝ่ายทำให้เผลอคิดว่าทุกอย่างที่ทำมาก็เพื่อจะได้เห็นรอยยิ้มนี้

วันคืนได้ไหลผ่านไปจากวันเป็นอาทิตย์กระทั่งเดือนต่อมาทุกอย่างยังคงดำเนินไปเหมือนอย่างปกติ ตัวผมกำลังก้าวไปยังตำหนักเพื่อหาชูร์เชียนซึ่งเป็นกิจวัตรปกติที่เห็นอยู่ทุกอาทิตย์ บอกว่าทุกอาทิตย์ก็จริงแต่เดี๋ยวนี้จำนวนวันที่ผมไปหาหรือถูกเรียกให้ไปหานั้นอย่างน้อยๆ ก็สองครั้งในรอบอาทิตย์

“หลี่หวังหมิ่น” เสียงเรียกจากด้านหลังเรียกให้ผมหยุดขาที่กำลังก้าวเดินแล้วหันกลับไปมองด้วยความสงสัยเนื่องจากน้ำเสียงนั่นผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ฮืม?” บุรุษซึ่งยืนอยู่ตรงหน้ามีรูปร่างผอมบาง ผิวพรรณขาวผ่องแลดูสุขภาพดี อีกทั้งยังมีโครงหน้าชวนมอง ดวงตาสีน้ำตาลใสทอประกายเข้ากับเส้นผมสีดำยาวที่มัดไว้ส่วนปลายได้เป็นอย่างดี

เห็นครั้งแรกผมยังนึกว่าเป็นเทวดาด้วยซ้ำ

ชูร์เชียนเองก็มีรูปลักษณ์ที่งดงามทว่าเป็นความงดงามคนละแบบกัน อย่างชูร์เชียนคือสามารถดึงดูดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายทว่าคนตรงหน้ามองอย่างไรก็ไม่อาจดึงดูดผู้หญิงได้ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบชายที่สวยและน่ารักกว่าตัวเองอย่างแน่นอน

“ข้าชื่อจีสุ่ยชี่เป็นบัณฑิตที่เพิ่งเข้ามาทำงานราชสำนักเป็นวันแรก” อีกฝ่ายแนะนำตัวพร้อมรอยยิ้มหวานเยิ้ม

“ยินดีด้วย” จนถึงตอนนี้ผมยังมองสาเหตุที่อีกฝ่ายเรียกผมไม่เจอเลย มองด้วยสายตาอายุของอีกฝ่ายคงเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เท่านั้นเองเป็นวัยที่มีเสน่ห์เย้ายวนที่สุดก็ว่าได้

“ได้ยินข่าวลือของท่านมา”

“ข่าวลือใด” ภายในวังหลวงแห่งนี้มีข่าวลือผมเพิ่มมากขึ้นแทบทุกวันจนผมเองยังได้ยินมาไม่ครบด้วยซ้ำ ล่าสุดมีข่าวลือว่าฝีมือผมสูงส่งถึงขนาดที่รองแม่ทัพทั้งสามคนยังไม่อาจต่อกรได้ ตอนแรกผมคิดว่ารองหัวหน้าทั้งสามต้องโกรธกับข่าวลือนี้แน่แต่กลายเป็นว่าพวกเขากลับพากันหัวเราะซะอย่างนั้น

“ข่าวลือว่าท่านเป็นคนรักขององค์จักรพรรดิ” คำพูดนั่นทำเอาสัญชาตญาณของผมกู่ร้องขึ้น

หมอนี่...

“แล้วอย่างไร” ผมถามเสียงนิ่ง

“ข้าอยากรู้ว่าเป็นเพียงข่าวลือหรือความจริงกันแน่” จีสุ่ยชี่ถามต่อ สายตาของอีกฝ่ายยังคงทอประทายชวนมองแต่กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกด้านลบเพิ่มมากขึ้นอีก

“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า” ผมไม่ตอบแต่ถามกลับไปแทน เจตนาของอีกฝ่ายคือต้องการแค่หาเรื่องหรือมีอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ด้วยกันแน่

“แน่นอนว่าต้องเป็นแค่ข่าวลือ”

“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น”

“เพราะท่านดู...ธรรมาดาเกินไป หน้าตาธรรมดา รูปร่างธรรมดา ทุกอย่างล้วนธรรมดา ฝ่าบาทคงไม่มีทางให้คนธรรมดาเช่นท่านเป็นคนรักอย่างแน่นอน” รอยยิ้มของจีสุ่ยชี่ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ผมสงบลงแม้แต่น้อย

ผมรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้ดีไปกว่าใคร ไม่ได้มีอะไรที่สามารถบอกได้ว่าโดดเด่นไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์หรือนิสัย เป็นเพียงคนธรรมดาที่สามารถหาได้ทั่วไป เพราะงั้นผมจึงพยายามที่จะดีดตัวเองขึ้นมาให้อยู่ในจุดที่อย่างน้อยก็คู่ควรกับชูร์เชียนขึ้นมาสักนิดก็ยังดี

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกเหมือนโดนตีแสกหน้าจากคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก

จะอะไรไม่รู้ล่ะ...รู้แค่จีสุ่ยชี่คงไม่ได้ญาติดีฉันท์มิตรกับผมแน่

จงใจมาเปิดสงครามกันชัดๆ

“เรื่องนั้นไม่ใช่เจ้าที่จะเป็นคนตัดสิน” จริงอยู่คำพูดของจีสุ่ยชี่จงใจทำให้ผมอารมณ์ขึ้น หากเป็นผมตอนวัยรุ่นประมาณยี่สิบต้นๆ ก็คงมีน้ำโหไม่น้อย น่าเสียดายที่แม้ภายนอกผมจะยังไม่สามสิบทว่าภายในกลับอายุมากกว่านั้นนัก วุฒิภาวะที่มากขึ้นส่งผลต่อสติและการระงับอารมณ์เช่นกัน

อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าผมไม่ดิ้นไปตามที่เขาต้องการ อีกฝ่ายจะใช้ไม้ไหนต่อ

“ท่านจะบอกว่าเป็นตัวท่านหรือไรที่เป็นผู้ตัดสิน”

“แน่นอนว่าไม่ใช่ การจะเป็นคนรักกันมันขึ้นอยู่กับความรู้สึกทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ผมตอบกลับไป

“คำพูดเหมือนพวกคุณลุงซะจริง”

“...” พอถูกพูดเช่นนั้นผมกลับเริ่มโมโหขึ้นมาซะแล้ว

ยิ่งอายุมากรู้ไหมว่าอารมณ์ยิ่งแปรปรวนน่ะ

วัยทองรู้จักไหม?!

“แค่มองก็รู้ว่าท่านเป็นคนที่น่าเบื่อซะจริง ได้ยินว่าช่วงนี้มีเพียงท่านที่ใกล้ชิดกับฝ่าบาทมากที่สุด สังสัยพระองค์จะอยากลองของแปลกกระมัง แต่อย่างไรสุดท้ายของแปลกก็ต้องถูกเบื่อเข้าสักวัน”

“เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่” พูดอ้อมค้อมอยู่นานก็ไม่ยอมเอ่ยประเด็นหลักสักที

ผมไม่ว่างมายืนรอฟังถึงเย็นหรอกนะ

“ในเมื่อข้ามาอยู่ที่นี่ก็อย่าหวังว่าท่านจะได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทอีกต่อไป”

“เจ้า...”

“ระหว่างข้ากับท่านก็เห็นๆ อยู่ว่าใครจะได้รับการโปรดปรานมากกว่า ข้าทั้งรูปลักษณ์งดงามกว่า อ่อนวัยกว่าแถมยังมีเสน่ห์ที่ไม่ว่าบุรุษใดก็ต้องตกหลุม ท่านเองก็มองข้าด้วยสายตาชื่นชมไม่น้อยนี่แต่ขออภัยด้วยข้าไม่คิดจะยุ่งกับคนธรรมดาเช่นท่าน”

“...” ผมยืนฟังนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหรือโต้ตอบอะไรกลับไป

น่าเสียดาย

รูปลักษณ์ภายนอกออกจะดีแท้ๆ แต่นิสัยภายในนี่ไม่ไหวเลย

“ผู้ที่จะเป็นคนรักของฝ่าบาทก็คือข้า ส่วนท่านก็เตรียมตัวตกกระป๋องไปได้เลย” พูดจบจีสุ่ยชี่ก็สะบัดหน้าหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

สรุปคือเขามาประกาศจะแย่งชูร์เชียนไปจากผม?

เอาตรงๆ แม้ผมจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นหรือเสน่ห์เอาไว้ใช้ล่อลวงใครแบบจีสุ่ยชี่แต่ผมไม่รู้สึกว่าศึกในการแย่งชิงนี้จะเป็นฝ่ายแพ้สักนิด

ชูร์เชียนไม่ได้ชอบใครที่ภายนอกเพียงอย่างเดียว หากหลงใหลเพียงรูปลักษณ์ป่านนี้ในวังหลังคงเต็มไปด้วยบุรุษหนุ่มรูปงามมากมายแล้วกระมัง

ผมเชื่อใจชูร์เชียน ความรู้สึกที่เขามีต่อผมคงไม่เปลี่ยนไปเพราะเสน่ห์เย้ายวนของจีสุ่ยชี่

ความมั่นใจในตอนนี้ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าในอาทิตย์ต่อมาความั่นใจจะถูกทำลายลงด้วยฝีมือของชูร์เชียนคนที่ผมเชื่อใจมากที่สุด ตัวผมมายังตำหนักของชูร์เชียนเหมือนอย่างปกติทว่าพอก้าวเข้าไปในห้องกลับเจอเข้ากับจีสุ่ยชี่ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนตักของชูร์เชียนใช้มือสองข้างโอบคอนั้นส่งรอยยิ้มหวานชวนให้ใจละลาย

ภาพของบุรุษรูปงามสองคนอยู่เคียงใกล้เป็นภาพที่ใครเห็นย่อมต้องเหลียวมองด้วยความอิจฉาตรงกันข้ามกับผมที่ไม่มีแม้แต่ความอิจฉาความรู้สึกเดียวที่มีคือความไม่เข้าใจว่าทำไมชูร์เชียนถึงได้ยอมให้จีสุ่ยชี่เข้าประชิดถึงเพียงนี้

“มาแล้วหหรือหวังหมิ่น” ชูร์เชียนเงยหน้าขึ้นมองผมเพียงชั่วครู่ก่อนจะก้มลงไปยิ้มให้กับคนบนตักคล้ายความสนใจของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ที่ผมเหมือนดังเดิม

“กระหม่อมมาแล้ว” ผมเอ่ยเสียงเบาจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บแปล๊บภายในอก

“อืม” ส่งเสียงตอบรับเพียงเท่านั้นไม่มีทีท่าว่าจะหันมามองผมแต่อย่างใด

หัวใจผมกำลังบีบตัวและรัดแน่นขึ้น ไม่เพียงแค่หัวใจที่เจ็บ...ความเจ็บนั้นลามไปทั่วทั้งร่างกาย เจ็บจนรู้สึกชาไปหมด กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งเกร็งอย่างที่ไม่เคยเป็น

เกิดอะไรขึ้นกันชูร์เชียน

“สวัสดีตอนเย็นขอรับ” จีสุ่ยชี่ขยับตัวเข้าไปแนบชิดกับแผ่นอกของชูร์เชียนอย่างแสดงความเป็นเจ้าของขณะหันมาเอ่ยทักทายผม รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเย้อหยันอย่างชัดเจน

“อืม” ผมไม่สนใจว่าเด็กคนนั้นคิดจะทำอะไร ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมจับจ้องไปยังชูร์เชียนเพื่อถามหาความจริงแต่อีกฝ่ายกลับประสานดวงตาสีขลับนั้นมาอย่างไร้อารมณ์

ปกติยามพวกเราสบสายตากันดวงตาของชูร์เชียนจะทอประกายเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเสมอ

สายตาของเขาในยามนี้ทำให้หัวใจผมเหมือนกำลังโดนคมดาบค่อยๆ แทงเข้าไปอย่างเชื่องช้าไม่ยอมหยุด

พอจีสุ่ยชี่เห็นว่าผมไม่สนใจก็เริ่มทำหน้ามุ่ยแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาหันกลับไปหาชูร์เชียนใช้ศีรษะคลอเคลียตามแผ่นอกและลำคออย่างเรียกร้องความสนใจ เป็นท่าทีที่ผมคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะกระทำแต่พอเห็นอีกฝ่ายทำได้อย่างเป็นธรรมชาติกลับยิ่งส่งผลต่อจิตใจผมมากเข้าไปอีก

“ฝ่าบาท” น้ำเสียงออดอ้อนกับใบหน้าคล้ายจะน้อยใจของจีสุ่ยชี่สามารถกุมหัวใจของบุรุษได้ในทันทีซึ่งอาจรวมถึงหัวใจของชูร์เชียนด้วยก็เป็นได้

“ฮืม...มีอะไรหรือ เมื่อยรึเปล่า” ชูร์เชียนก้มหน้าลงไปถาม

“ไม่เมื่อยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมดีใจและมีความสุขมากที่ได้อยู่เช่นนี้กับฝ่าบาท” จีสุ่ยชี่ส่งเสียงออดอ้อนขณะส่งยิ้มกว้างไปให้ทำเอาคนมองอย่างผมกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ

เหมือนตัวเองกลายเป็นคนนอก

เป็นบุคคลที่ไม่ควรมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ทั้งที่สถานที่แห่งเป็นเปรียบเหมือนอีกห้องหนึ่งของผม เป็นห้องที่ผมสามารถยืนมองชูร์เชียนทำงานพลางเอ่ยปากบ่นว่าอยากกอดผมไว้ค่อยทำงานวันอื่น สุดท้ายก็ถูกผมขู่ว่าจะกลับจึงยอมทำงานโดยดี ภาพในอดีตปรากฏขึ้นมาเป็นฉากๆ

หากในตอนนี้ผมบอกว่าไม่ต้องทำงานแล้วเขาจะยังก้าวยาวๆ มารวบตัวผมไปกอดแน่นเหมือนดั่งเดิมรึเปล่า

หรือจะเปลี่ยนไปกอดคนอื่นแล้วกัน

“ปากหวานจริงนะ” ชูร์เชียนยกมือข้างนึ่งเกลี่ยพวกแก้มสีขาวเนียนที่บัดนี้ขึ้นสีชมพูระเรื่อ

“...พระองค์เคยชิมหรือจึงรู้ว่าหวาน” คำพูดเชิญชวนถูกเอ่ยออกมาได้ในจังหวะที่เหมาะเจาะจนน่าตกใจ

“เจ้าอยากให้ข้าชิมหรือ”

“ฝ่าบาท” จีสุ่ยชี่ทำทีเป็นขึ้นเสียงแสดงความไม่พอใจออกมาทั้งที่ดูเหมือนอยากจะคว้าคอชูร์เชียนลงมาประกบจูบต่อหน้าผมเลยด้วยซ้ำ

“น่ารักซะจริงสุ่ยชี่” ชูร์เชียนมองใบหน้าของคนบนตักระหว่างพูด

คำว่าน่ารักที่เคยบอกกับผมกลับใช้คำเดียวกันนั้นต่อหน้าต่อตา

เจ็บ...เจ็บจนไม่รู้ว่าสามารถเจ็บได้มากกว่านี้รึเปล่า

“ฝ่าบาท” ครั้งนี้เป็นผมที่ทนไม่ไหวจึงเอ่ยเรียก

“อะไร” น้ำเสียงติดเย็นชาทำเอาหัวใจผมชาวาบ

“...หากพระองค์ต้องการที่จะให้กระหม่อมออกไปก่อน...กระหม่อมจะไปรออยู่ด้านนอก” ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะพูดคุยกัน รอคืนนี้ก่อนก็ได้

หากมีเรื่องอะไรจะได้คุยกันชัดๆ ไปเลย

“ไม่ต้องรอ เจ้ากลับไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ”

“...ฝ่าบาทหมายความเช่นไร” ลมหายใจผมคล้ายจะหยุดชะงักลงกระทันหันเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“จากนี้หากไม่มีอะไรก็ไม่ต้องมาหาข้า เจ้าเพิ่งได้รับตำแหน่งแม่ทัพคงมีงานมากมายต้องสะสาง ไปทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีเถอะ” ประโยคที่เอื้อนเอ่ยไม่ต่างกับการขับไล่เพียงแค่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เท่านั้นเอง

“ทรงต้องการเช่นนี้จริงๆ หรือ” ผมก้าวเข้าไปใกล้ประสานดวงตาไปหาชูร์เชียนตรงๆ

“ใช่ ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ออกไป” ไม่มีความลังเลอยู่ในน้ำเสียงหรือสายตาแม้แต่น้อย นั่นหมายถึงชูร์เชียนได้ตัดสินใจแล้ว

“...กระหม่อมขอทูลลา” ผมกัดริมฝีปากจนมีเลือดซึมออกมาจับจ้องดวงตาสีดำขลับนั้นจนถึงเสี้ยววินาทีสุดท้ายอย่างมีความหวัง...

หวังว่าอีกฝ่ายจะเรียกรั้งแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง ชูร์เชียนไม่มีการเรียกรั้งบอกว่าอย่าเพิ่งไป ผมเดินออกมาจากห้องด้วยความรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า

เคยคบกับคนมาก็ไม่น้อย เคยชอบมาก็มาก แน่นอนว่าทุกครั้งมักจบด้วยความผิดหวังแต่ผมไม่เคยมีครั้งไหนรู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อน

คงเป็นเพราะชูร์เชียนเป็นคนแรกที่ผมสามารถใช้คำว่ารักได้อย่างเต็มปาก พอเรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้จึงพานให้รู้สึกแย่เป็นทวีคูณ

นับตั้งแต่วันนั้นผมไม่ได้ไปเหยียบที่ตำหนักของชูร์เชียนอีก แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้เรียกหาผมแต่อย่างใด จนถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข่าวลือว่าชูร์เชียนมีคนรักที่เป็นถึงบัณฑิตไม่เพียงฉลาดแต่ยังมีรูปโฉมที่งดงามด้วย

สำหรับผมยังคงดำเนินชีวิตไปตามเดิม เหล่ามิตรสหายพากันเข้ามาปลอบซึ่งผมก็ทำเพียงยิ้มบางๆ พร้อมบอกว่าไม่เป็นไรทั้งที่ภายในใจกลับเหมือนตายทั้งเป็น

ชูร์เชียนเป็นเหมือนเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ของผม ตอนแรกก็แค่ถูกใจในรูปลักษณ์อันงดงามนั่นแต่พอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงความถูกใจนั่นก็เปลี่ยนเป็นความชอบและกลายเป็นความรักไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ไม่ได้รักเพราะรูปลักษณ์ภายนอกอันน่าหลงใหล

ไม่ได้รักเพราะสถานะหรือตำแหน่ง

ไม่ได้รักเพราะอำนาจที่อีกฝ่ายมี

แต่รักเพราะชูร์เชียนคือชางชูร์เชียน

รักเพราะเขาเป็นเขา

ตลอดเกือบอาทิตย์ผมเฝ้าบอกให้ตัวเองตัดใจ ทำใจซะแล้วปล่อยวางซึ่งแค่พูดมันก็ง่ายแต่ในทางปฏิบัติไม่มีใครจะลืมได้ในทันที

เวลาอาจช่วยให้ลืมเลือนเรื่องราวบางอย่างทว่ากับเรื่องบางเรื่องเวลากลับไม่สามารถเยียวยาได้ เรื่องของชูร์เชียนเองก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ผมลืมเขาไม่ลงและไม่สามารถตัดใจได้

จีสุ่ยชี่ไม่ใช่คนที่คู่ควรกับชูร์เชียน

ผมไม่ได้บอกว่าเป็นตัวเองที่คู่ควรแต่ผมจะไม่ยอมยกชูร์เชียนให้กับจีสุ่ยชี่

ในตอนนั้นจีสุ่ยชี่จงใจมาหาผมเพื่อท้าทายและประกาศสงครามกันซึ่งๆ หน้านั่นบ่งบอกถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ แล้วตัวผมเล่าจะเอาอะไรไปสู้กับอีกฝ่ายที่มีเหนือกว่าแทบทุกอย่าง เรื่องรูปลักษณ์ไม่ต้องพูดถึงแค่ผมมองก็ตัดสินได้แล้วว่าใครเป็นฝ่ายชนะ หรือจะให้สู้ด้วยเสน่ห์และการออดอ้อน...ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมคงพ่ายแพ้เห็นๆ สิ่งเดียวที่ผมมั่นใจว่าสามารถเอาชนะจีสุ่ยชี่ได้คือ...

ความรัก

ผมรักชูร์เชียน

รักมากกว่าที่จีสุ่ยชี่รักอย่างแน่นอน

ดังนั้นผมจะใช้ความรักที่มีสู้กับอีกฝ่ายสักตั้ง ถึงตอนนั้นหากต้องพ่ายแพ้ก็ให้รู้กันไปเลย

ผมไม่อยากจะยอมแพ้หรือตัดใจโดยที่ยังไม่ลองสู้ดูสักตั้ง

ทันทีที่ตัดสินใจได้ผมรีบมุ่งหน้าไปยังตำหนักของชูร์เชียนที่ไม่ได้ไปเยือนมานานเกือบหนึ่งอาทิตย์ เวลาในตอนนี้เป็นช่วงประมาณหนึ่งทุ่มของวันซึ่งถือว่าเย็นมากแล้ว ผมก้าวเข้าไปด้านในห้องทำงานด้วยความฮึกเหิมแต่กลับพบว่าภายในห้องนั้นว่างเปล่าไม่มีร่างของผู้ใดอยู่

ไม่รู้ว่าอะไรที่ดลใจพาผมก้าวขาต่อไปยังห้องบรรทมหรือห้องนอนของชูร์เชียน บานประตูเปิดอ้าออกพร้อมกับภาพบาดตาที่ทำเอาหัวใจผมเกือบหยุดเต้น บนเตียงขนาดใหญ่มีบุรุษคนหนึ่งนั่งคร่อมบุรุษอีกคนอยู่ด้วยท่วงท่าล่อแหลม เสื้อผ้าของทั้งคู่เปิดอ้าออกจนเห็นผ่นอกขาวเนียน

ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

เพราะผมไม่ยินยอมให้ชูร์เชียนเข้ามาหรือเขาจึงได้เปลี่ยนใจไปหาคนอื่น

หรือเพราะผมไม่อ่อนเยาว์ ไม่ได้มีเสน่ห์ออดอ้อน

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง

ตอนนี้ผมไม่สามารถถอยได้อีกแล้ว

พอผมเริ่มสูดลมหายใจเข้าสติก็เริ่มกลับมาพร้อมกับความขุ่นเคืองปนหงุดหงิดที่ตามมา ความรู้สึกนี้ผมเคยเจอมาก่อนนั่นคือการหึงหวง

ผมกำลังหึงชูร์เชียน

ไม่เพียงแค่หึงแต่ยังโกรธมากด้วย

“ท่านหวังหมิ่น นี่ท่านไม่รู้จักมารยาทหรือ” จีสุ่ยชี่ตวัดสายตาแข็งๆ มามองผมทันที ดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงยังไม่เคยทำกับชูร์เชียนมาก่อนเมื่อสบโอกาสจะทำก็กลายเป็นว่าผมเข้ามาขัดซะอย่างนั้น

“ข้าควรต้องย้อนถามคำถามนั้นกับเจ้ามากกว่ากระมัง” เห็นครั้งที่แล้วผมไม่ได้ตอบโต้อะไรมากอย่าคิดว่าผมจะไม่สู้คนเชียว บทจะสู้ผมจะสู้ให้ถึงที่สุด

“ข้า? ข้าทำไม”

“เจ้าคิดว่าตัวเองมีมารยาทนักหรือเที่ยวขึ้นคร่อมบุรุษที่มีเจ้าของเช่นนี้” ผมพูดเสียงนิ่งใช้สายตาจับจ้องไปบริเวณที่จีสุ่ยชี่นั่งอยู่หรือก็คือบนตักของชูร์เชียน

ถึงจะเป็นผมก็ไม่เคยที่จะได้นั่งตักนั่งเนื่องจากผมไม่ชินกับการเป็นฝ่ายที่ต้องอ้อนขอความรัก ความสนใจ ไม่ชินกับการที่ต้องเป็นฝ่ายถูกกกกอด

“มีเจ้าของ? ท่านละเมอหรืออย่างไร หรืออิจฉาข้าจนเลอะเลือนไปแล้ว อย่างท่านคงไม่เคยได้ทำเช่นนี้มาก่อนล่ะสิ” ดูเหมือนเจ้าตัวจะหงุดหงิดมากจริงๆ เพราะคำพูดพวกนั้นเอ่ยออกมาอย่างไม่สนภาพลักษณ์ที่สร้างมาตลอดเกือบอาทิตย์ที่ผ่านมา

ชูร์เชียนในตอนนี้ไม่ได้พูดอะไรทำเพียงมองมายังผมสลับกับมองจีสุ่ยชี่

“คำพูดเจ้าไม่ถูกแม้แต่น้อย ข้าไม่ได้อิจฉาแต่กำลังหึง” ผมจงใจประสานดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองไปยังดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนระหว่างพูด

“ท่านหึง? ฮ่า...น่าขำซะจริงท่านคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงมีสิทธิ์มาหึงฝ่าบาทได้”

“สิทธิ์หรือ...นั่นสินะ ข้าไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรแต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าควรรู้ไว้จีสุ่ยชี่ ชานชูร์เชียน...เขาเป็นของข้า!” ผมก้าวเข้าไปกระชากแขนอีกฝ่ายให้ลุกออกจากตักของชูร์เชียน ตั้งแต่อายุขึ้นเลขสามผมไม่เคยตะโกนใช้เสียงมากเท่านี้มาก่อน

ช่วยไม่ได้นี่...ก็อารมณ์มันพาไป

“อึก...หลี่หวังหมิ่น!” จีสุ่ยชี่ที่ถูกผมกระชากร่วงลงไปกองอยู่บนพื้นส่งสายตาอาฆาตมาให้ ท่าทางอ่อนแอปราศจากทางสู้นั้นไม่ทำให้ผมรู้สึกสงสารแม้แต่น้อย

“ชางชูร์เชียน” ผมไม่สนใจเด็กบนพื้นหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของห้องที่นิ่งเงียบมาตลอด ท่าทีในตอนนี้ยิ่งนิ่งเข้าไปใหญ่ดวงตาคู่งามจับจ้องมายังใบหน้าผมคล้ายกำลังตกใจกับอะไรบางอย่าง

“เจ้า...เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ” ชูร์เชียนส่งเสียงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในห้อง

“ท่านอยากฟังประโยคไหนเล่า” ผมไม่แม้แต่จะพูดคำราชาศัพท์

“ประโยคสุดท้าย”

“ชางชูร์เชียน...เขาเป็นของข้า” นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผมเอ่ย

“อีกครั้ง...ข้าขอฟังอีกครั้งหนึ่ง” ดวงตาสีดำขลับที่สงบนิ่งเริ่มหวั่นไหวมากขึ้นทุกที

“ข้าจะพูดให้ท่านฟังไม่ว่าจะกี่ครั้ง ท่านเป็นของข้า” ครั้งนี้ผมก้าวเข้าไปประชิดก้มหน้าลงน้อยๆ ประสานสายตากับคนบนเตียงสื่อความรู้สึกทั้งหมดผ่านน้ำเสียง

ใบหน้าของชูร์เชียนแข็งเกร็งอีกครา ไม่นานบนใบหน้านิ่งๆ ก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นตามมาด้วยดวงตาที่ทอประกายเปี่ยมสุข บรรยากาศรอบตัวที่แผ่ออกมาอบอวนไปด้วยความดีใจอันเปี่ยมล้น

“หวังหมิ่น!” ชูร์เชียนเรียกผมเสียงดังลั่นพร้อมกับคว้าแขนผมแล้วออกแรงดึงขึ้นมาอยู่บนเตียงเดียวกัน แขนทั้งสองข้างสอดผ่านลำตัวโอบกอดร่างผมไว้

สัมผัสของผมแขนที่รัดแน่นกับไออุ่นจากร่างของชูร์เชียนทำเอาผมเป็นฝ่ายเกร็งซะเอง นานเกือบอาทิตย์ที่ไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนนี่ ไม่ได้สัมผัสถึงอุณหภูมิและกลิ่นกายของชูร์เชียน พอได้มาสัมผัสอีกครั้งความโหยหากลับมีมากจนไม่อาจควบคุมร่างกายของตัวเองได้...รู้ตัวอีกทีผมก็กอดตอบอีกฝ่ายแน่นซะแล้ว

“ชูร์เชียน” คิดถึงเหลือเกิน

ความรู้สึกเช่นนี้คิดถึงที่สุด

“เอาล่ะ คงได้เวลาต้องจบเรื่องนี้กันสักนี้เนอะจีสุ่ยชี่” ชูร์เชียนยังคงกอดรัดผมแน่นใช้น้ำเสียงทรงอำนาจพูดกับจีสุ่ยชี่ที่มองมายังพวกเราสองคนด้วยสายตาสับสน ความจริงไม่ใช่แค่จีสุ่ยชี่ที่ไม่เข้าใจตัวผมเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันเพียงแค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล

“ฝะ...ฝ่าบาททรงหมายถึงเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของจีสุ่ยชี่สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวเพราะชูร์เชียนในตอนนี้ไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นมิตรอ่อนหวานเหมือนที่แสดงออกก่อนหน้านี้

“ก็เรื่องที่เจ้าคิดทำให้ข้าหลงใหลแล้วลอบใช้เข็มอาบยาพิษคิดสังหารข้าอย่างไรเล่า” ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมถึงกับเบิกตากว้างเงยหน้าขึ้นมองชูร์เชียนเพื่อถามหาความจริงและก็ได้คำตอบมาเป็นการพยักหน้าเบาๆ

ผมเริ่มเดาเหตุการณ์ได้รางๆ แล้ว

“กระหม่อมเปล่า” เด็กตรงหน้าส่ายหน้ารัวๆ ปฏิเสธข้อกล่าวหา

“เช่นนั้นสิ่งนี้คืออะไร” ชูร์เชียนถามพลางชูซองกระดาษสีขาวขนาดเล็กที่พับไว้อย่างเรียบร้อยขึ้นมา ปฏิกิริยาของจีสุ่ยชี่ที่เห็นสิ่งนั้นสะดุ้งตัวโยนแถมยังรีบเอามือล้วงเข้าไปในเสื้อตัวเองคล้ายจะหาบางสิ่ง

“ตั้งแต่เมื่อไร” ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นฉายความตื่นตระหนก ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดลงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ให้ผมเดาก็มีอยู่แค่ตอนที่จีสุ่ยชี่นั่งอยู่บนตักชูร์เชียนเท่านั้น

“ข้าหยิบมาตอนที่เจ้าอยู่บนตัก” นั่นไง...คิดไว้ไม่มีผิด

“...อย่าบอกนะว่าพระองค์รู้เรื่องตั้งแต่แรก?” จีสุ่ยชี่พยายามระงับร่างกายที่กำลังสั่นของตัวเอง

“แน่นอน มิเช่นนั้นข้าจะยอมให้เจ้าเข้าใกล้ข้างั้นหรือ อย่าขยับสิหวังหมิ่น” พูดกับจีสุ่ยชี่จบก็ก้มหน้าลงมามองผมที่เริ่มขยุกขยิกเนื่องจากท่าทางในยามนี้ค่อนข้างไม่ปกติ ตัวผมนั่งคร่องอยู่บนตักในสภาพที่หันหน้าเข้าหากัน

“ปล่อยกระหม่อม” ผมบอกเสียงเบาใช้มือดันแผ่นอกนั่นให้ออกห่าง พอผ่านช่วงที่โหยหาและคิดถึงมากที่สุดความเขินอายก็เข้ามาแทนที่ ตอนนี้ทั้งตัวผมเหมือนกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงแห่งความเขินอาย

“ไม่ปล่อย” นอกจากจะไม่ทำตามแล้วยังกระชับวงแขนแน่นขึ้น กลิ่นไอของชูร์เชียนลอยมาแตะจมูกสร้างความรู้สึกเขอะเขินให้มากขึ้นไปอีก

“ชูร์เชียน!” ใช่เวลามาเล่นไหม

ผมอาจจะตายเพราะหัวใจเต้นเร็วเกินไปก็ได้นะ

“ข้าคิดถึงเจ้าจะตายอยู่แล้ว ขออยู่แบบนี้เถอะ” ชูร์เชียนก้มลงมากระซิบบอก ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยผมไป

“ก็ท่านทำตัวเอง” ใช่ความผิดผมที่ไหนกัน วางแผนสร้างเรื่องเช่นนี้ขึ้นก็ต้องรับผลที่ตามมาย่อมถูกต้องแล้ว ว่ากันตามจริงคือผมโกรธไม่น้อยที่ชูร์เชียนไม่ยอมบอกอะไรเลยราวกับไม่เชื่อใจกันอย่างนั้น

ผมออกแรงดันแผ่นอกอีกฝ่ายแรงขึ้นแต่เพราะถูกกอดแน่นจึงแทบไม่ขยับสุดท้ายผมจึงตัดสินใจชกไปบริเวณชายโครงของชูร์เชียนสุดแรง ผลที่ได้ถึงอีกฝ่ายสะดุ้งอ้อมกอดคลายออกผมจึงสามารถขยับตัวมานั่งดีๆ ได้

“อึก...เจ็บนะหวังหมิ่น”

“ก็ชกให้เจ็บนี่โทษฐานไม่ยอมบอกความจริงข้า แล้วสรุปเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ หากบอกว่าจีสุ่ยชี่คือคนที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารคงไม่ใช่ ให้ข้าเดาเขาต้องเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิด หาทางเข้าประชิดตัวท่านแล้วจัดการซะโดยมีผู้คอยชักใยอยู่เบื้องหลังอีกที” จีสุ่ยชี่เป็นเพียงบัณฑิตมาใหม่ย่อมไร้อำนาจในการเรื่องทั้งหมดนี่ได้

“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว จีสุ่ยชี่เป็นคนของเสนาบดีชวนอี้เหลิ่ง” ชูร์เชียนเฉลยให้ฟังพร้อมกับขยับตัวเข้ามาหาฉวยโอกาสตอนที่ผมกำลังประมวลผลคว้าตัวผมไปกอดจากทางด้านหลังโดยไม่สนสายตาของจีสุ่ยชี่ที่มองมาแม้แต่น้อย

“เสนาบดีฝ่ายขวา” ตำแหน่งใหญ่ทีเดียวกุมอำนาจของหลายฝ่ายไว้ในมือ ไม่น่าล่ะถึงได้รู้เรื่องเส้นทางการสัญจรและมีเงินมากพอในการว่าจ้างพวกนักฆ่า

“ผู้ที่เจ้าไว้ชีวิตเมื่อครั้งก่อนได้สืบสวนจนคายรูปลักษณ์ของพ่อบ้านประจำตระกูลชวนออกมา จากนั้นข้าก็ส่งคนออกไปสืบจนได้รู้แผนการว่าอีกฝ่ายคิดจะใช้บัณฑิตจบใหม่โปรยเสน่ห์ล่อลวงข้าแล้วจัดการซะ”

“รู้เช่นนั้นก็ยังยอมเล่นไปตามที่อีกฝ่ายต้องการอีกนะ” แถมยังไม่บอกผมอีก

“ข้าอยากหาหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดก่อนซึ่งก็ได้มาไว้ในมือแล้ว อีกอย่าง...ข้าอยากเห็นเจ้าหึง อยากเห็นเจ้าแสดงความเป็นเจ้าของข้าบ้างเพราะทุกวันนี้เหมือนมีเพียงข้าที่แสดงออกว่าต้องการเจ้าอย่างมากล้นอยู่ฝ่ายเดียว” ชูร์เชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อยซึ่งควรจะเป็นผมมากกว่านะที่ต้องขุ่นเคืองน่ะ

“ท่านไม่คิดหรือว่าข้าอาจไม่แสดงออกอย่างที่ท่านต้องการก็ได้” กว่าผมจะตัดสินใจมาที่นี่ได้ก็ใช้เวลาไปเกือบอาทิตย์

“ข้าหวังว่าเจ้าจะแสดงออกมาและก็เป็นไปตามนั้นไม่ใช่หรือ เจ้าบอกว่าหึงหวงข้า เจ้าบอกว่าข้าเป็นของเจ้า” ใบหน้าของชูร์เชียนเผยรอยยิ้มที่ชวนให้ใจเต้นออกมาอีกครา

“...ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป” ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย

“ก็ง่ายๆ จับตัวเขาไปสอบสวน อ้อ...จับกุมเสนบดีชวนอี้เหลิ่งพร้อมตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดข้าคิดว่าต้องมีการยักยอกไปไม่น้อย” คำพูดนี้ชูร์เชียนไม่ได้พูดกับผมแต่เป็นบรรดาองครักษ์ที่ก้าวเข้ามาจับกุมจีสุ่ยชี่พร้อมกับขันทีคนสนิทที่ก้มหัวรับคำสั่ง

“กระหม่อมจะจัดการให้พ่ะย่ะค่ะ”

“ฝะ...ฝ่าบาท พระองค์ชื่นชอบคนธรรมดาเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ เขาไม่มีอะไรน่าดึงดูดสักนิด สู้กระหม่อมไม่ได้สักอย่างเหตุใดจึงยังหลงใหลเขานัก” จีสุ่ยชี่หันหน้าไปหน้าชูร์เชียนด้วยความไม่เข้าใจ

“เจ้าต่างหากที่สู้หวั่งหมิ่นไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สำหรับข้าเขาน่ารักที่สุด น่าดึงดูดที่สุดด้วย ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ข้าไม่ได้แค่ชอบเขาแต่ข้ารัก...รักหลี่หวังหมิ่น ดังนั้นต่อให้เจ้าจะพยายามสักเพียงใดก็เปล่าประโยชน์”

ฝ่ายจีสุ่ยชี่ตกตะลึงกับคำตอบที่ได้ยินจนลืมกระทั่งต่อต้านการจับกุมถูกพาออกไปด้านนอก ขันทีคนสนิทเองก็รู้ความต้องการของผู้เป็นนายดีโค้งศีรษะแล้วก้าวออกไปปล่อยให้ภายในห้องเหลือเพียงแค่ผมกับชูร์เชียนตามลำพัง ตัวผมในตอนนี้เรียกว่าใกล้สุกเต็มที

ลองมาได้ยินคำสารภาพรักในระยะประชิดเช่นนี้ดูสิ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต้านทานได้หรอกแถมยังเป็นการประกาศต่อหน้าผู้คนอีก

“...ชูร์เชียน” เงียบไปสักพักผมจึงเอ่ยเรียกอีกฝ่ายที่ขยับตัวเข้ามาแนบชิดจากด้านหลัง

“ฮืม?”

“ข้า...น่ารักที่สุดหรือ” ความจริงผมอยากจะปล่อยผ่านทว่าในหัวกลับคิดไม่ตก

“ใช่ เจ้าน่ารักที่สุดสำหรับข้า ไม่ว่าจะเป็นใบหน้านิ่งๆ ที่ชอบเม้มปากสะกดกลั้นรอยยิ้มหรือท่าทางยามเขินอายล้วนน่ารักเป็นที่สุด”

“...ข้าน่าดึงดูดหรือ” ผมถามต่ออีกประโยค

“น่าดึงดูดสิ ไม่ว่าจะเป็นดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเจ้า ผิวสีขาวเหลืองและกล้ามเนื้อพอเหมาะราวมไปถึงรอยยิ้มของเจ้า ทุกอย่างดึงดูดให้ข้าไม่อาจละสายออกไปไหนได้ มีเพียงเจ้าที่ทำให้ข้ารู้สึกหวั่นไหวตลอดเวลาที่อยู่ใกล้” ชูร์เชียนตอบด้วยถ้อยคำที่ชวนให้ละลาย

“คงมีแค่ท่านกระมังที่คิดเช่นนั้น”

“หากมีเพียงข้าก็ดีสิ ข้าไม่ต้องการให้ใครมาสนใจเจ้า”

“มีเพียงท่าน...”

“เหอะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีคนมาสารภาพกับเจ้ามากเพียงใด” ไม่รอให้ผมพูดจบชูร์เชียนก็เอ่ยแทรกทันควัน

“ไม่ได้มากมายแค่สี่ห้าคน” คงเป็นเพราะข่าวลือเรื่องผมหมดความโปรดปรานหลายคนที่สนใจผมอยู่จึงพากันมาสารภาพรักผมไม่ขาดซึ่งแน่นอนว่าผมล้วนปฏิเสธ

“มากเกินพอแล้วหวังหมิ่น มีคนชอบเจ้าถึงเพียงนี้ยังจะบอกว่าตัวเองธรรมดาอีกหรือ ทุกคนที่ชอบเจ้าไม่ได้ชอบที่รูปลักษณ์ที่โดดเด่นแต่เป็นตัวตนจริงๆ ของเจ้า พรุ่งนี้ข้าคงต้องรีบแล้วสิ”

“รีบอะไร” ผมเอนตัวไปด้านหลังขณะถามปล่อยให้อีกฝ่ายกอดรัดตามใจ ความรู้สึกยามได้พิงตัวอีกฝ่ายเช่นนี้ดีไม่น้อยเลย

ความเครียดและไม่เข้าใจที่สั่งสมมาตลอดหลายอาทิตย์ค่อยๆ หายไป

“รีบกระจายข่าวว่าเจ้ายังเป็นที่โปรดปรานของข้าและจะเป็นตลอดไป ไม่สิ...ควรจะประกาศได้แล้วว่าเจ้าเป็นคนรักของข้าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์มาสารภาพรักหรือคิดจะแย่งชิงเจ้าไปจากข้า ต้องเพิ่มโทษของผู้ที่คิดฝ่าฝืนด้วย...ทรมานเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้วค่อยประหารเป็นอย่างไร” ไม่เพียงแค่มีความคิดที่น่าหวาดหวั่นแต่ยังก้มลงมาถามความเห็นผมอีก

จะให้ผมตอบไปว่า...เป็นโทษที่ดีนะ งั้นหรือ

“ท่านอย่าได้ทำจริงเชียว”

“อย่าให้เห็นว่านอกใจล่ะหวังหมิ่น”

“ชูร์เชียน”

“ฮืม?”

“ท่านคงลืมไปกระมังว่าตอนนี้พวกเรายังไม่ได้เป็นคนรักกัน นั่นหมายถึงต่อให้ข้าไปสนใจคนอื่นก็ไม่ถือเป็นการนอกใจแต่อย่างใด” ผมถูกปั่นหัวมาเกือบอาทิตย์นขอเอาคืนสักหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง

“หลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนเรียกชื่อผมเสียงเข้ม เขาคงลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ผมทั้งหึงหวงและแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของมากเพียงใด...ทำถึงขนาดนั้นจะให้ผมไปสนใจใครได้อีกล่ะ

“ข้าควรจะลองหาใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิตได้แล้ว”

“ข้าอย่างไรเล่า”

“นางกำนัลน่ารักๆ สักคนก็ดี บัณฑิตกับขุนนางหน้าใหม่ก็น่าสนใจไม่น้อย”

“หลี่หวังหมิ่น!” อีกฝ่ายถึงกับขึ้นเสียง สายตาเองก็เหมือนคนใกล้คลั่งเต็มที

“ความจริงข้าชอบคนที่เด็กกว่าตัวเอง” นี่ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นแต่อย่างใด รสนิยมของผมคือคนที่เด็กกว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

“ข้าก็เด็กกว่าเจ้า”

“ท่านแก่กว่าข้า ตอนนี้ข้าอายุยี่สิบเจ็ด...ท่านสิปาไปสามสิบแล้ว”

“เจ้าเด็กแค่รูปลักษณ์เท่านั้น ภายในเจ้าอายุสี่สิบแล้วนี่นับว่าข้าเด็กกว่าเจ้าสิบปีเลยนะ” ชูร์เชียนคำนวณอายุผมให้ได้ยินด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าอายุยี่สิบเจ็ด” ผมทำเมินคำพูดนั้น

“หลี่หวังหมิ่น อย่าคิดว่าข้ารักเจ้าเช่นนี้แล้วเจ้าจะปั่นหัวข้าได้นะ”

“ทีท่านยังปั่นหัวข้าเลย ไม่ยอมบอกอะไรสักอย่าง...ข้านึกว่าตัวเองหมดความโปรดปรานไปแล้วจริงๆ” ความรู้สึกในยามถูกบอกบอกว่าไม่ต้องมาหาแล้วทำเอาหัวใจแทบรับไม่ไหว

“ข้าขอโทษ ขอโทษนะหวังหมิ่น” น้ำเสียงสำนึกผิดทำให้ใจผมอ่อนยวบในเวลาอันรวดเร็ว

“...อย่าทำเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นข้าอาจไปจากท่านจริงๆ ด้วย”

“ข้าจะไม่ทำอีก อภัยให้ข้าเถอะ” ชายที่ได้ชื่อว่ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จของทั้งแคว้น ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิกำลังเอ่ยร้องขอเสียงอ้อนให้ผมอภัย

เป็นภาพที่แปลกตาแต่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจซะจริง

“ข้าไม่โกรธแล้ว” อย่างไรก็แค่ต้องการจะเอาคืนนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

“จริงนะ” ชูร์เชียนเกยคางบนไหล่ผมขณะถามย้ำ

“อืม”

“เช่นนั้นตอนนี้เจ้ากับข้าก็เป็นคนรักกัน...ไม่สิ...ยังไม่ได้” อีกฝ่ายเปลี่ยนประโยคในช่วงท้าย

“ไม่ได้?” หมายถึงอะไร

ถ้าเป็นบรรยากาศในตอนนี้ผมคงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

“เจ้าเคยบอกข้าว่าอย่างไรจำได้หรือไม่”

“บอกเรื่องใด” มีหลายเรื่องที่ผมบอกกับชูร์เชียนซึ่งผมไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดหมายถึงเรื่องไหน

“ก็เรื่องที่หากเจ้าได้เป็นแม่ทัพเจ้าจะเป็นฝ่ายจีบข้าอย่างไรเล่า” คำพูดนั้นทำเอาร่างกายผมเกร็งขึ้นกระทัน ความทรงจำในอดีตปรากฏขึ้น

เคยพูดไว้จริงๆ นั่นแหละ

“ท่าน...อยากให้ข้าจีบ?”

“ใช่”

“ทั้งที่ความสัมพันธ์ของพวกเรามันข้ามมาถึงขั้นนี้แล้วน่ะหรือ” อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะแต่เหมือนว่าขั้นตอนมันจะผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ปกติต้องเริ่มจากการให้ความสนใจจากนั้นก็เริ่มจีบแล้วค่อยสารภาพรักก่อนจะเริ่มคบเป็นแฟนหรือคนรักทว่าสถานการณ์ของผมกับชูร์เชียนนั้น...

จริงอยู่ว่าเริ่มต้นด้วยความสนใจแต่หลังจากนั้นก็เหมือนจะข้ามขั้นตอนของการจีบมาเป็นสารภาพว่าชอบอีกทั้งยังเลยเถิดไปจนถึงช่วยกันปลดปล่อย ผมแสดงความหึงหวงปิดท้ายด้วยถูกชูร์เชียนสารภาพท่ามกลางสายตาหลายคู่ สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะให้กลับไปขั้นตอนของการจีบอีกน่ะหรือ

มันจะย้อนกลับไปไกลเกินไปหน่อยรึเปล่า

“ก่อนหน้านี้มีแต่ข้าที่แสดงออกตามติดเจ้า กึ่งลากกึ่งบังคับเจ้าอยู่ฝ่ายเดียว ครั้งนี้ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะจีบข้าอย่างไร” ชูร์เชียนพูดต่อ

“ข้าจีบไม่เก่งหรอกนะ” ผมออกตัวไว้ก่อน

จริงอยู่ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่จีบแต่ผมเป็นพวกทื่อๆ หน่อย ไม่ได้มีมุกหวานหรือคำหยอดแม้แต่ท่าทางชวนมองก็ไม่มี ให้เปรียบกับการกระทำของชูร์เชียนที่ผ่านมาคงไม่ได้

“ไม่เป็นไรนี่”

“จริงหรือ”

“ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าจีบ”

“ชูร์เชียน...”

“จีบข้านะ”

“ท่านก็แค่อยากให้ข้าแสดงออกว่ารักไม่ใช่หรือ” ผมย้อนถามเพราะเดาได้จากคำพูดและสายตาแพรวพราวที่จ้องมองมา อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าเขาดูจะชอบเวลาที่ผมแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีมาก

“เข้าใจถูกแล้ว” ชูร์เชียนยอมรับอย่างไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย

“ให้ข้าไปซ้อมกับคนอื่นสั่งสมประสบการณ์ก่อนดีไหม”

“เจ้าคิดจะจีบคนอื่น?”

“ไม่ได้หรือ”

“เจ้ารู้คำตอบดีอยู่แล้วหวังหมิ่น ยังต้องให้ข้าบอกอีกหรือว่าไม่ได้” ชูร์เชียนกอดรัดเอวผมแน่นขึ้นสลับกับขบเม้มบริเวณลำคอคล้ายจะลงโทษที่ผมคิดจะไปจีบคนอื่น

“หากข้าจีบท่านไม่ติดเล่า” ผมยังคงแหย่ไม่เลิก ไม่บ่อยนักที่ผมจะทำเช่นนี้

“ไม่มีทาง” อีกฝ่ายค้านทันควัน

“ความหมายของท่านคือข้าจะจีบท่านติดแน่สินะ”

“ใช่ ข้ารักเจ้าถึงเพียงนี้จะจีบไม่ติดได้อย่างไร”

“ในเมื่อรักข้าก็ไม่ต้องจีบก็ได้กระมัง” การจีบทั้งที่รู้ว่าอย่างไรก็จีบติดให้ความรู้สึกตื่นเต้นและเขินอายยิ่งกว่าการจีบปกติด้วยซ้ำ

“ก็ข้าอยากให้เจ้าจีบนี่ จีบข้าสิหวังหมิ่น”

“ฮึ” ผมถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของชูร์เชียนที่แสดงออก เพิ่งเคยเจอคนที่บอกให้จีบตัวเองด้วยน้ำเสียงกึ่งบังคับเป็นครั้งแรก

“หลี่หวังหมิ่น”

“อืม”

“อืมอะไร” ชูร์เชียนถามต่อและคิดว่าคงถามจนกว่าจะได้ยินประโยคที่ต้องการ

“ปล่อยข้าก่อน”

“เจ้าจะทำอะไร” “ปล่อยก่อน” ผมไม่ตอบแต่พูดคำเดิมซ้ำ

 

 

“...ก็ได้” แม้จะดูเหมือนไม่อยากแต่ชูร์เชียนก็ยอมคลายอ้อมกอดออก ผมที่เป็นอิสระขยับตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนด้านหลังตรงๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมประสานกับดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาคนตรงหน้าใบหน้าเห่อแดงขึ้นมา...

“เตรียมใจไว้ได้เลย พรุ่งนี้ข้าจะจีบท่าน...ชูร์เชียน”

...........................................

มาแล้วววว

ขอบคุณทุกคนที่รอนะคะ

หลังจากอ่านจบสามารถด่าพระเอกได้แต่อย่ามากนะเราเจ็บแทน (เหมือนโดนด่าเอง 555)

เริ่มต้นมาแบบหน่วงๆ และปิดท้านมาแบหวานๆ

นี่คือดราม่าเท่าที่ทำได้แล้วถึงจะดูไม่เหมือนดราม่าสักเท่าไหร่ก็ตาม

แต่งเองก็หน่วงเอง ดีที่ปิดท้ายตอนด้วยความหวานเราเลยยิ้มออกหน่อย

อย่างที่เคยบอกเกริ่นไว้ตั้งแต่เริ่มว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้น...ที่ตอนนี้ออกจะยาวเกินไปแล้วววว

ตอนแรกตั้งใจจะจบตอนนี้แต่มีฉากที่ยังอยากแต่งอยู่เลยเพิ่มจำนวนตอนมา

บอกไว้ล่วงหน้าเลยว่าอีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วค่ะ

หากใครติดตามเราอยู่คงรู้ว่าเรื่องก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจบไป เรื่องนี้ก็ยังจะจบตามมาอีกในเวลาไล่เรี่ยกัน

ไม่ได้ตั้งใจให้จบใกล้ๆ กันเลยนะ ความบังเอิญล้วนๆ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามจนถึงตอนนี้นะคะ และหวังว่าจะอยู่ด้วยกันไปจนจบ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาา

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น