email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 12

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 18:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 12
แบบอักษร

Lovely shot 12 

“ไม่เคยบอกว่ารบกวน แต่อยากเป็นความสุขให้หนูก็แค่นั้น” เขินแฮะ พอได้ยินแบบนี้

“ขอบคุณค่ะ”

“กลับพรุ่งนี้บ่ายๆ นะครับ อยากไปเที่ยวไหนไหม”

“ไม่มีเลยค่ะ ไม่ได้วางแผนจะมาเลยไม่ได้ดูที่ไหนไว้”

“งั้นดูตอนนี้ก็ได้ เผื่อมีที่อยากไป”

“ไม่ดีกว่าค่ะ อยู่แบบนี้แหละสบายที่สุดแล้ว” ฉันยืนยันกลับไป

“กานต์ เดี๋ยวพี่มานะครับ” นั่งกันได้สักพักใหญ่ๆ คุณกรก็ขยับเข้ามากระซิบข้างหูเบาๆ ก่อนจะผละออกห่าง ฉันเองก็พยักหน้ารับ ไม่ลืมหยิบเค้กขึ้นมาทานเล่นรอ เกือบสิบนาทีที่คนตัวสูงหายเงียบไปแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะกลับมาพร้อมกับหญิงมีอายุที่กำลังมองฉันพร้อมกับรอยยิ้มปลื้มปริ่ม

“สวัสดีค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนยกมือไหว้ท่านทันที

“สวัสดีลูก เป็นยังไงบ้าง พี่เขาใช้งานหนักไหม”

“เอ่อ ไม่ค่ะ”

“แม่ครับ ถ้าแบบนี้ผมใช้งานหนัก คนอื่นไม่ฟ้องกรมแรงงานผมเลยเหรอ แม่นั่งก่อนเถอะครับหรือจะเข้าไปด้านในกันดี”

“อยู่นี่ก็ได้ มาทะเลทั้งทีจะเข้าในอยู่ในห้องแคบๆ ได้ยังไงกันล่ะ จริงไหมกานต์”

“ค่ะ” ฉัน ฉันไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยเรียกคนตรงหน้ายังไง

“มาให้แม่กอดได้ไหมลูก แม่คิดถึงหนูมากเลยนะ” คนที่เพิ่งมาใหม่เอ่ยร้องขอเสียงสั่น ฉันมองหน้าคุณกรแวบหนึ่งเมื่อเห็นเขายิ้มให้และพยักหน้าฉันเองก็ไม่รีรอที่จะขยับเท้าเข้าไปกอดคนตรงหน้า เรากอดกันอยู่นานเมื่อผละออกห่างแม่คุณกรก็ดึงฉันเข้าไปนั่งลงข้างๆ โดยที่มีคุณกรนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“หนูเป็นยังไงบ้างลูก ไม่ติดต่อกับแม่เลย”

“หนูสบายดีค่ะ คุณเอ่อ...”

“เรียกแม่นะลูก เรียกแม่เหมือนเดิมนะ” คนมีอายุที่กุมมือฉันอยู่เอ่ยบอกเสียงสั่น

“ค่ะแม่ แม่เป็นยังไงบ้างคะ”

“แม่สบายดี แต่แม่อยากเจอหนูมากๆ เลยนะ”

“ขอโทษนะคะที่ไปเจอไม่ได้”

“ไม่เป็นไรลูก แค่นี้แม่ก็ดีใจมากๆ แล้ว แม่มีหลายเรื่องเลยที่อยากจะคุยกับหนู”

“เราไปคุยข้างบนดีกว่าครับ จะได้สั่งอาหารด้วยแม่ยังไม่ได้ทานข้าวด้วยใช่ไหม”

“ไปข้างบนไหมลูก” คุณแม่เก๋ แม่คุณกรเอ่ยถามอย่างขอความคิดเห็น ฉันเองก็ไม่อยากให้ท่านตากแดดด้านนอกนานเกรงว่าท่านจะไม่สบาย

“ขึ้นไปด้านบนก็ได้ค่ะ แม่จะได้พักด้วยตรงนี้แดดแรง”

“งั้นขึ้นไปด้านบนกันนะ กรสั่งอาหารกับของทานเล่นให้น้องด้วย”

“ครับๆ เจอน้องแล้วลืมผมเลยนะ” คุณกรค่อนขอดอย่างน้อยใจ แต่มีเหรอที่แม่เขาจะสนใจ เมื่อกลับขึ้นมาบนห้องพักคุณกรก็สั่งอาหารกับทางโรงแรมทันที

“กานต์”

“คะ?” คุณกรเอ่ยเรียกเมื่อเรากำลังเริ่มทานอาหารกันอีกครั้ง

“ทานเยอะจะจุกนะ”

“ก็มันอร่อยนี่คะ”

“แต่หนูเพิ่งทานข้าวแล้วก็ของว่างไปนะคะ พี่กลัวหนูไม่สบายท้อง” คนตัวสูงเดินเข้ามาใกล้ทั้งยังลูบผมฉันไปมาอย่างเบามือ

“ทานนิดหน่อยได้ไหมคะ?” ฉันหยั่งเชิงถาม

“ได้ครับ นิดหน่อยได้”

“ขอบคุณค่ะ”

หลังจากทานข้าวเสร็จ คุณกรปล่อยให้ฉันนั่งคุยเล่นกับแม่เขาที่ห้องพักของคุณแม่เก๋ ส่วนตัวเขากลับไปนอนรอที่ห้อง ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะกลับห้องหรอกเพียงแต่แม่เขาบังคับเท่านั้น ระหว่างที่อยู่ในห้องกับแม่เก๋ ท่านก็ถามเรื่องราวความเป็นมาและสารทุกข์สุขดิบของฉันระหว่างที่ไม่ได้เจอกับท่าน และจบด้วยเรื่องที่ทำให้ฉันหายมากจากท่าน

“หนูรู้ใช่ไหมที่พ่อกับแม่หนูอยากให้พี่กรเขาแต่งงานกับ...” แม่เก๋เว้นชื่อผู้หญิงคนนั้นไว้ อย่างกับไม่ต้องการเอ่ยถึง

“ค่ะ” ฉันยอมรับไปตรงๆ

“แต่ทางแม่ก็ปฏิเสธไปแล้วนะว่าไม่มีงานแต่งระหว่างกรกับผู้หญิงคนนั้น แต่พ่อของกรเขา...” คุณพ่อของคุณกรอยากได้ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสะใภ้ ฉันรู้ ฉันเองก็ได้ยินมากับหูเรื่องนี้

“พอพี่กรเขาปฏิเสธ ก็เลยทะเลาะกันนี่กรก็ไม่ค่อยกลับบ้านมาจะห้าปีแล้ว”

“พี่กรบอกว่าจะแต่งแค่กับหนูนะ บอกแม่ตั้งแต่เด็กๆ เลย แม่เองก็ไม่เชื่อหรอก ก็เด็กอยู่” ท่านยิ้มทั้งยังยกมือลูบผมฉันไปมาเบาๆ

“แต่พอโตขึ้น พี่กรเขาก็ยังคงยืนยันกับแม่ว่ารักหนู”

“แต่หลายคนบอกว่าหนูไม่เหมาะสม...” ทั้งแม่ฉัน พ่อฉัน พ่อคุณกร ทุกคนล้วนบอกว่าฉันไม่เหมาะสมกับคุณกร

“ไม่มีใครมาตัดสินใครได้หรอกลูก ว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม”

“...”

“แค่ลูกทั้งสองรักกันและเข้าใจกัน คอยให้เกียรติซึ่งกันและกันมันก็มากพอแล้วสำหรับชีวิตคู่”

“...”

“ไม่ว่าใครจะว่า จะมองยังไง แต่หนูคือลูกสะใภ้ของแม่ ช่วยยืนข้างๆ พี่กรเขาด้วยนะลูก”

ถ้อยคำที่ออกจากปากคุณแม่เก๋ทำเอาฉันชะงักนิ่งค้างไปทันที อยู่ข้างๆ คุณกรอย่างนั้นเหรอ ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงรู้สึกเขินกับประโยคเมื่อกี้กันนะ ประโยคแบบนั้นน่ะฉันขอคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหม แอบคิดให้ความหวังตัวเองได้หรือเปล่า

“นี่ก็จะเย็นแล้วหนูกลับไปพักก่อนไหมลูก ตอนเย็นเราค่อยไปทานข้าวด้วยกัน” ผ่านไปได้สักพักแม่เก๋ก็เอ่ยบอก ท่านยังคงมีรอยยิ้มเอ็นดูแต่งแต้มบนใบหน้าทั้งยังส่งยิ้มให้ฉันอยู่ตลอด

“แต่ตอนเย็นมีนัดทานข้าวกับพี่ๆ ที่บริษัทนะคะ แม่ไปทานด้วยกันนะคะ” ฉันบอกทั้งยังเอ่ยชวนแม่เก๋ด้วย

“ถ้าแม่ไปด้วยจะไม่อึดอัดเหรอลูก” ท่านยังคงมีสีหน้าที่ลังเล

“ไม่หรอกค่ะ พี่ๆ น่ารักมาก เดี๋ยวหนูบอกให้เอง นะคะตอนเย็นไปด้วยกันนะคะ”

“แบบนั้นก็ได้ลูก”

“เย้! งั้นเดี๋ยวสักหกโมงเย็นหนูจะมารับนะคะ”

“จ้า แม่จะรอนะ”

เมื่อลาแม่เก๋เสร็จฉันก็รีบกลับขึ้นห้องทันที ตอนนี้สี่โมงเย็นแล้วอยากจะนอนพักสักหน่อย เพราะคืนนี้ยังอีกยาวไกล ฉันอยากมีเพื่อนดื่มที่ทะเลแบบนี้มานานแล้วล่ะ ปกติเพื่อนฉันจะเจอกันเฉพาะที่บ้านหรือไม่ก็คอนโด นานๆ ทีถึงจะได้ออกไปร้านเหล้า ยิ่งทะเลนี่ไม่มีทางเพราะเพื่อนงานรัดตัวกันมาก แต่พอมาทะเลครั้งนี้มีพี่ๆ มาด้วยฉันเลยสนุกเมื่อถึงเวลามื้อเย็น

“สบายเกินไปแล้ว” ฉันพึมพำเบาๆ เมื่อเดินเข้าห้องพักมาเจอกับร่างของคนที่บอกจะขึ้นมานอนพัก ปิดม่านเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ทั้งยังหลับอย่างสบายใจนั่นอีก ฉันเดินเข้าใกล้คนที่หลับบนเตียงก่อนจะรั้งผ้าห่มให้คลุมร่างเขาอีกนิดจากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำ ตั้งใจจะออกมานอนพักไม่คิดว่าคนที่หลับบนเตียงจะงัวเงียตื่นเมื่อฉันก้าวขึ้นเตียง

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” เจ้าของเสียงงัวเงียเอ่ยถามพร้อมกับยกแขนโอบรั้งฉันเข้าไปชิด

“เพิ่งถึงค่ะ ง่วงมากเลย”

“งั้นนอนพักก่อน ใกล้ถึงเวลาค่อยลงไปทานข้าวด้วยกัน” ระหว่างที่พูด ก็ขยับซุกอกคนตัวโตไปพราง อุ่นจัง

“หนูชวนแม่ไปด้วย ตอนเย็น” เมื่อขยับซุกอกจนได้ที่ฉันก็ไม่ลืมเอ่ยบอกคุณกร ก็รู้แหละว่าเขาไม่อะไรอยู่แล้ว เพียงแต่ฉันก็ยังอยากบอกให้เขาได้รู้

“ครับ แล้วอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมพี่จะให้ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้”

“ไม่มีค่ะ ทานอะไรได้หมดเลย”

“ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มบอกพี่เลยนะ”

“ค่ะ หนูนอนแล้วนะ”

“ครับ พักผ่อนเถอะ” ความอบอุ่นที่แตะแต้มลงบนหน้าผากทำให้ฉันยิ้มบางๆ ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

มื้อเย็นเราจัดที่เดิมคือสนามหญ้าของโรงแรมที่มีเตาปิ้งย่างอาหาร อาหารแบบบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มที่ถูกจัดเรียงรายไว้ ก่อนออกมาที่สนามหญ้าเราแวะรับคุณแม่ที่ห้องถึงได้ออกมาพร้อมกัน คุณกรแนะนำแม่เขาแก่พนักงานทุกคน พี่ๆ ที่แผนกไม่มีความกดดันมาก เพราะฉันแจ้งไปก่อนแล้วว่าแม่คุณกรจะมาร่วมทานข้าวด้วย เรายังคงทานอาหารและสังสรรค์กันปกติ ส่วนฉันวันนี้มึนๆ เลยดื่มไม่ค่อยเยอะ แต่คุณกรก็ไม่ได้เอ่ยห้ามหรือขัดเวลาดื่มนะ สงสัยฉันยังดื่มไม่เยอะเท่าไหร่

“แหม แม่แฟนมานั่งด้วยดื่มน้อยเลยนะ” พี่ซิมเอ่ยแซว เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากแม่เก๋ที่นั่งข้างฉันได้อย่างดี

“หนูเปล่าสักหน่อย”

“ตามสบายเลยนะลูก ไม่ต้องใส่ใจแม่ขนาดนั้น” แม่เก๋เอ่ยบอกพร้อมกับเสียงหัวเราะขบขันของคนที่นั่งถัดไป ก็คุณกรนั่นแหละ

“หนูเปล่านะคะ ก็เมื่อวานดื่มเยอะแล้วไงคะแม่วันนี้ก็เบาๆ ไง”

“ไม่เชื่ออ่ะ” คนที่นั่งถัดไปโผล่หน้าเข้ามาร่วมแซว รอยยิ้มของเขาไม่ได้ทำให้ฉันงอนหรือเคืองเลยสักนิด ตรงกันข้ามรอยยิ้มของเขาทำเอาฉันเขินร้อนไปทั่วทั้งหน้า รอยยิ้มโลกสดใสแบบนั้นมันคืออะไรกัน

“อะไรกันคะ ทำไมมองแบบนั้นล่ะ”

“หึหึ จะดื่มก็ดื่มไม่ได้ว่า” คุณกรยังยิ้มส่งมาให้

“ก็วันนี้หนูไม่อยากดื่มเยอะ”

“ครับๆ ไม่ดื่มเยอะนะ อยากได้อะไรเพิ่มไหมพี่จะได้สั่งให้”

“ไม่มีค่ะ แม่อยากทานอะไรเพิ่มไหมคะ”

“ไม่มีลูก แค่นี้แม่ก็ทานไม่ครบแล้ว”

“ลูกชายแม่เยอะค่ะ สั่งมาเยอะเกิน” ฉันเอียงหน้ากระซิบข้างหูแม่เก๋ก่อนจะสะดุ้งออกห่างเมื่อคนที่นั่งอีกฝั่งของแม่เก๋ยื่นมือพาดไหล่แม่เก๋มาหยิกแก้มฉันด้วยความมันเขี้ยว

“เจ็บ”

“มันเขี้ยว” เขาว่าแค่นั้นก่อนจะหันกลับไปคุยงานกับพี่ปอง ส่วนฉันก็เทคแคร์แม่เก๋ต่อสลับกับคุยกับพี่ๆ เสียงหัวเราะของพวกเขายังดังอยู่ตลอดทั้งคืน อย่างน้อยการที่ไม่ได้ไปสัมมนามันก็ยังดีที่เราได้มาเที่ยวกับพี่ๆ ได้สนุก ได้ใช้ช่วงเวลาที่มีความสุขและสนุกไปด้วยกัน อย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำที่ดีล่ะนะ

เกือบสามทุ่มทั้งฉัน คุณกรและแม่เก๋ขอตัวกลับขึ้นห้อง พอส่งแม่เก๋ที่ห้องเสร็จคุณกรก็จับมือฉันแล้วพาเดินกลับห้องพัก เมื่อเราทั้งสองอาบน้ำเสร็จพร้อมจะนอนคุณกรก็รั้งฉันเข้าไปนอนหนุนแขนเขาพร้อมกับยกไอแพดขึ้นมาเล่น เล่นโซเชียลให้ฉันเห็นด้วยนี่แหละ

“จะนอนแล้ว”

“ก็นอน”

“ปล่อยก่อนสิคะ”

“พี่ขอเล่นแปบหนึ่ง” เขายังดื้อดึง ฉันตัดปัญหาโดยการตะแคงหน้าเข้าหาร่างหนายกแขนพาดเอว ขาก็ยกเกี่ยวท่อนขาเขาไว้ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกตึง เอาเลย อยากเล่นเล่นเลย ฉันไม่สนแล้ว ฉันจะนอน

“หึหึ กอดตั้งแต่แรกก็จบ” เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ดังขึ้นในช่วงเวลาที่ฉันกำลังเคลิ้มหลับ

“กานต์”

“หือ?” จะนอนแล้วเรียกทำไมเนี่ย!

“รักกานต์นะ พี่กรรักกานต์นะครับ”

 

“สนุกมากอ่ะยังไม่อยากกลับเลย”

“จริง เหมือนยังไม่จุใจ”

“ถ้าจะพักเยอะกว่านี้ลาออกกันเลยไหมล่ะ”

“พี่แหละออกคนแรก” ฉันยืนยิ้มขำกับพี่ๆ ที่กำลังเถียงกันไปมา วันนี้ต้องเดินทางกลับกันแล้วล่ะ พี่ๆ ขนของขึ้นรถเรียบร้อยส่วนคุณกรกำลังเคลียค่าใช้จ่ายอยู่กับทางโรงแรมโดยมีคุณเลขาคอยช่วยอยู่ข้างๆ คุณแม่เดินทางกลับตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ฉันตื่นไม่ทันมีแค่คุณกรเป็นคนลงมาส่ง

“ว่าแต่ๆ คนแถมนี้ก็เบิกบานนะครับ” พี่ปองหันกลับมาแซว

“นั่นสิ ช่วงก่อนมานี่งอนกันซะนึกกลัว แต่พอมาถึงก็หวานกันซะจนอิจฉา”

“ไม่มีอะไรสักหน่อย พี่ๆ ก็อย่าแซวสิคะ” ฉันเขินน่ะไม่ใช่อะไรหรอก บทจะดีกันก็ดีแบบงงๆ ทั้งที่ตอนทะเลาะ ใครงี่เง่าสุดก็ฉันเองไง

 

“ก็ได้ๆ ไม่แซวหรอก แต่อยากจะเม้ามากบอกเลย ทีมนั้นที่ไปแทนเราอ่ะ พี่อยากจะหัวเราะ” พี่ภัสเปิดประเด็นขึ้นมาทันที

“ยังไงพี่ภัส เหลาเลยค่ะ” พี่ฝ้ายถามต่ออย่างอยากรู้ รวมถึงพี่ๆ คนอื่นๆด้วย

“ก็ทีมนั้นแหละที่ไปแทนเรา คงมั่นใจว่าคุณกรจะไปที่นั่นพอคุณกรไม่ไปก็หงอยกันไปสิ ไม่สนุกกร่อยทั้งทริป”

“สมน้ำหน้า” พี่ขิมเสริมอย่างสะใจ

“มันก็น่าอยู่หรอก ตัวเองวางทริปไปกาญจนบุรี แต่จะถึงวันกลับหาเรื่องฝั่งเรางอดทริปแล้วจะไปเอง หน้าด้านที่สุด”

“เอาน่า ปล่อยเขาไปเถอะค่ะ ยังไงรอบนี้เราก็สนุกกว่าเห็นๆ เขาขิงได้แล้วว่าเราสนุก” ฉันขยิบตาร้ายๆ ให้พี่ๆ ทุกคนหัวเราะลั่นกับท่าทางฉัน พี่ปองถึงกับยกมือผลักฉันแรงๆ ไม่รู้ว่าเอ็นดูหรือหมั่นไส้กันแน่ แต่ก็อย่างที่บอกไปล่ะนะ ว่าเราน่ะชนะโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเราสนุกกว่า คุ้มกว่า และที่สำคัญคุณกรมาที่นี่ค่ะ ไม่ได้ไปเชีย งรายกับพวกเขา

 

 

  

“เรื่องใหญ่มาก!!” เสียงพี่ฝ้ายดังขึ้นก่อนจะมีเสียงรัวแชตเข้ากลุ่มไลน์บริษัท ฉันยังไม่ได้กดเข้าไปอ่านเพราะงานตรงหน้าล้นมือมากจนต้องรีบเร่งทำให้เสร็จ

“กานต์อ่านไลน์ ด่วนเลย”

“แปบนะคะพี่ หนูขอเคลียตรงนี้ก่อน”

“ไม่ได้ๆ รีบอ่านๆ”

“อ่า ได้ค่ะๆ” ฉันวางมือจากงานตรงหน้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอ่านไลน์กลุ่มของบริษัท

 

Xx :: แจ้งไปยังแผนกบุคคลและธุรการ คุณกรเรียกประชุมด่วน หลังจากเห็นข้อความนี้ภายในสิบนาที 

 

“กรี๊ด! พี่จะทันไหม” พี่ขิมเริ่มลน ฉันเองก็ลนเซฟงานในคอม

“พี่คะ นำก่อนเลยเดี๋ยวหนูตามเซฟงานก่อน”

“ได้ รีบมานะ”

“ค่ะ” คอมบ้านี่จะมาช้าอะไรตอนนี้เนี่ย ปกติเร็วจนนึกว่าคอมใหม่บทจะช้าก็มาช้าในตอนที่ฉันเร่งรีบ ระหว่างรอคอมเซฟงานฉันก็หยิบสมุดโน้ตและปากกาติดมือไว้รวมถึงโทรศัพท์ที่หยิบมาเตรียมไว้เช่นเดียวกัน เมื่อเซฟงานเสร็จฉันก็วิ่งขึ้นไปยังห้องประชุมทันที นับว่าเฉียดฉิวอย่างมากเพราะทันทีที่ฉันก้าวเข้าห้องประชุมคุณกรและเลขาก็เดินตามเข้ามาทันที ฉันรีบเดินไปทรุดนั่งข้างๆ พี่ขิมหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติ เหนื่อยจนหอบไปหมดแล้วฉัน

“ครบแล้วใช่ไหมครับ งั้นเริ่มประชุมเลยครับ” เสียงคุณกรดังขึ้น ฉันเองก็ยังเหมือนเดิมคือไม่กล้ามองหน้าเขา ทุกครั้งที่มีประชุมหรือต้องทำงาน ฉันจะวางระยะห่างของเราออกอย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้อง ยิ่งตอนประชุมฉันจะไม่เงยหน้ามองเขาเลยเพราะฉันกลัวเวลาเขาจริงจังและดุ เวลาที่ได้รับรายงานการประชุมที่ไม่ได้เป็นไปตามดังเป้าหมาย

“ค่ะ เริ่มฝากฝ่ายบุคคลก่อนนะคะ วันนี้มีพนักงานใหม่สองคนมาแนะนำค่ะ อะลุกแนะนำตัวหน่อย” เสียงหัวหน้าฝ่ายบุคคลดังขึ้น ฉันถึงได้เงยหน้าขึ้นมองพนักงานใหม่ แต่แล้วหัวใจฉันก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเจอกับเจ้าของรอยยิ้มสวยอ่อนหวาน ราวกับปีกนกที่ขยับกระพือรับแสงอรุณ

“สวัสดีค่ะชื่อ เจนริยา เรียกเจนก็ได้ค่ะ เข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาค่ะ” ผู้ช่วยเลขา? ฉันตวัดสายตามองคุณกรทันที และมันยิ่งปวดหนึบไปทั้งใจเมื่อพบว่าคุณกรเองก็กำลังจ้องมองผู้หญิงคนนั้น นั่นสิ ไม่ว่าใครที่เจอผู้หญิงคนนี้ต่างก็ชอบและตกหลุมรักกันทั้งนั้น

“สวัสดีครับ ชื่อโชคดนัย ชื่อเล่นโชคครับ เข้าทำงานในแผนกธุรการครับ”

“แผนกธุรการ ยินดีต้อนรับจ้า” เสียงพี่ภัสฉุดให้ฉันมีสติยิ่งขึ้น ฉันปล่อยเรื่องพวกนั้นที่รบกวนจิตใจไว้ข้างหลังก่อนจะมองพนักงานใหม่พร้อมกับส่งยิ้มให้น้อยๆ

“เอาละค่อยไปทำความรู้จักกัน บุคคลมีแค่นี้ใช่ไหมครับ”

“ค่ะคุณกร”

“งั้นเรื่องของผม คือเรื่องประเมินพนักงาน ที่ผมรู้มาว่ามีการติดสินบนในการประเมิน...”

ทั้งที่เรื่องที่เขาพูดมันเกี่ยวกับฉันโดยตรง ทำไมฉันถึงไม่ได้รู้สึกยินดีหรือดีใจเลยล่ะ ฉันฟังถ้อยคำเหล่านั้นอย่างปล่อยผ่าน ไม่ได้ยินดียินร้ายกับเรื่องนี้แล้ว เพราะฉันกำลังคิดว่าทำยังไงถึงจะหนีจากรอยยิ้มเสแสร้งของผู้หญิงคนนั้นได้

“ผมคงต้องไล่ออก เพราะงานตำแหน่งนี้ต้องการคนที่ซื่อสัตย์ไม่เบนไปทางใดทางหนึ่ง”

“คะ คุณกรคะ ให้โอกาส”

“ผมจะให้โอกาสคุณทำไมครับ ไม่เมื่อคุณเองก็ตั้งใจที่จะทำมัน เชิญเก็บของออกจากบริษัทผมได้แล้วครับ”

“พี่กรคะ ทำไมไม่ลองให้โอกาสดูล่ะคะ บางทีเขาอาจจะสำนึกผิดแล้วก็ได้” เฮอะ! สนิทกันถึงขั้นไหนแล้วล่ะถึงเรียกกันว่าพี่น่ะ ให้ตายสิ! ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกยังไงกันแน่ ทำไมรู้สึกขัดหูขัดตากับทั้งสองคนไปหมด

“ผมกับคุณไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นอย่าเรียกผมแบบนั้น เพราะคุณเป็นเพียงแค่พนักงาน”

“ขอโทษค่ะ คุณพ่อบอกว่าให้เรียกว่าพี่กรกรตอนที่อยู่ที่นี่ได้” ผู้หญิงคนนั้นยังพูดต่อ ทั้งยังยิ้มเสแสร้งไม่หยุด

“ใครจะสอนจะบอกคุณยังไงก็แล้วแต่ ที่นี่บริษัทผมไม่มีใครมาสั่งใครได้ ถ้าคุณไม่เชื่อคำสั่งผมก็ลาออกไป”

“ขอโทษค่ะ เจนแค่...”

“ผมไม่ได้อยากฟัง จบเรื่องแล้วก็แยกย้ายไปทำงาน” คุณกรสั่ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ลุกออกไปก่อน กลายเป็นแผนกฉันที่ลุกลี้ลุกลนออกจากห้องประชุม ระหว่างที่เก็บของออกจากห้องฉันรับรู้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้องฉันตลอดการเคลื่อนไหว

“เด็กใหม่มานี่ๆ เร็วๆ” พี่ขิมกระซิบเรียกเด็กใหม่ออกจากห้องประชุม เมื่อเราออกจากห้องประชุมก็พาเด็กใหม่ลงไปที่แผนกทันที หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จก็นัดแนะเรื่องไปเลี้ยงต้อนรับ แต่เพราะงานวันนี้เยอะมากเราเลยจะออกช้ากันนิดหน่อย ไปทานหมูกระทะกันนี่แหละ

“มีเด็กใหม่ เจริญหูเจริญตา” เสียงพี่แผนกอินทีเรียตะโกนมาแซวบ่อยๆ จนโชคหน้าแดงเขินอายไปหลายยก

“พี่ๆ ครับอย่าเพิ่งแซวผมเลยผมเขิน” น้องที่อายุน้อยกว่าฉันสองปีเอ่ยบอกรุ่นพี่ในห้อง เรียกเสียงหัวเราะเจือแววเอ็นดูจากพี่ๆ ได้อย่างดี แน่ล่ะนานๆ จะมีหนุ่มๆ มาให้เมียงมอง มันก็ต้องสดชื่นเป็นธรรมดา

 

Jane add friend you phone number 

 

อ่า ให้ตายสิ ยัยนั่นต้องการอะไรจากฉันกันแน่ถึงได้แอดมาแบบนี้

 

Jane ว้าว เจอน้องสาวด้วยนะเนี่ย ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอ 

Jane หยิ่งจังเลยนะ 

Jane แต่ก็ช่างเถอะ เพราะฉันมาทำงานกับคู่หมั้นไม่ได้อยากมาหาคนอย่างเธอ 

 

คู่หมั้น? เฮอะ! บ้าบอที่สุดอยากได้จนตัวสั่นสินะถึงได้ส่งข้อความมาเย้ยกันแบบนี้ ทั้งที่ไม่เคยติดต่อกัน ไม่สิ ยัยนั่นพยายามติดต่อมาเย้ยหยันฉันตลอด แต่ฉันก็บล็อกแล้วเปลี่ยนเบอร์หนี ไม่คิดว่าพอเข้ามาทำงานที่นี่แล้วจะยังตามป่วนประสาทฉันอยู่

“พี่กานต์เป็นอะไรครับ ทำหน้าเครียดๆ มีอะไรให้ผมช่วยไหม วันนี้ผมว่างเกิน” โชคเอ่ยอาสาอย่างเป็นห่วง ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำหน้ายังไงอยู่กันแน่น้องเขาถึงได้ถามแบบนั้น

“ไม่ๆ พี่เสร็จแล้ว คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

“ครับ ถ้ามีอะไรบอกผมเลยนะพี่”

“ได้ๆ”

ฉันเมินข้อความพวกนั้น กดอ่านแต่ไม่ตอบ มือกำลังกดโทรหาพี่กั้งแต่ก็ลืมไปว่าอีกฝ่ายมีบินวันนี้ คงว่างดึกๆ เดี๋ยวค่อยโทรไปเล่าก็แล้วกัน ฉันนั่งคุยเล่นกับพี่ๆ เพื่อรอเวลาเลิกงาน เรานั่งเล่นกันต่อเพื่อให้เวลาหกโมงเย็น แรงสั่นโทรศัพท์แจ้งว่ามีสายเรียกเข้า ฉันมองเบอร์โทรนั้นอย่างลังเลแต่ก็จำต้องกดรับในที่สุด

“ค่ะ”

(อยู่ไหนครับ พี่กำลังจะลงไปรับนะ)

“ไม่เป็นไรค่ะ มีเลี้ยงรับพนักงานใหม่กับพี่ๆ”

(งั้นเหรอ พี่ไปด้วยได้ไหม//พี่กรคะไปทานข้าวเย็นด้วยกันนะคะ) เสียงหวานๆ นั้นเอ่ยแทรกเข้ามา ฉันกำมือตัวเองแน่นทันที

(ผมกับคุณไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น จำไว้ด้วยว่าผมเป็นเจ้านายอย่ามาทำตัวรุ่มรามกับผม // ที่รักพี่กำลังลงไปหารอพี่ก่อน)

“ค่ะ” ไม่ได้อยากเสียมารยาท ไม่อยากทำตัวแบบนี้ แต่ตอนที่เขาพูดประโยคเมื่อกี้ฉันทนไม่ไหวจริงๆ กลั้นรอยยิ้มไม่ไหวจริงๆ

“จะไปร้านไหนนะ” คุณกรที่ไม่รู้ว่าเดินมาถึงตั้งแต่ตอนไหน แต่ตอนนี้เขายกมือวางบนไหล่ฉันแล้วลูบเบาๆ ทั้งยังโน้มหน้าต่ำลงมากระซิบถามที่ข้างหูอีกด้วย

“ร้านหมูกระทะใกล้บริษัทนี่แหละค่ะ”

“พี่ไปด้วย...”

“ไม่ค่ะ” ฉันปฏิเสธทันที ทำเอาคนที่อยากไปด้วยมองอย่างข้องใจทั้งยังทำหน้างอแงอีกด้วย

“ทำไมครับ”

“ก็นี่ไปของแผนก”

“พี่เป็นเจ้านาย”

“ใช่ค่ะ พี่เป็นเจ้านาย” ฉันตอบกลับเสียงเบา

“ขอโทษครับ แต่พี่เป็นห่วงไม่อยากให้ไปคนเดียว” เขายังยืนยันที่จะตามไป

“ค่ะ ไปก็ได้”

“ขอบคุณครับ”

 

“พี่กานต์ๆ พี่กับคุณกรเป็นแฟนกันเหรอ” โชคกระซิบถามเมื่อคล้อยหลังคุณกรที่เดินไปเอาเครื่องดื่มมาให้ฉัน

“อ่า ไม่รู้สึก ลองถามคุณกรดู” เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรสำหรับคุณกร อยู่ในสถานะไหนฉันก็ยังไม่รู้เลย คงต้องให้คุณกรเป็นคนตอบคำถามเองนั่นแหละ

“โหพี่ถ้าถามคุณกร ผมจะไม่โดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกเลยเหรอ”

“อันนั้นก็เวอร์ไป” ฉันส่ายหน้าขำๆ กับโชค คุณกรเดินกลับมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มที่ฉันบอกว่าอยากดื่ม เขานั่งลงข้างๆ และยังคอยปิ้งย่างหมูบนกระทะให้อย่างใส่ใจ ทั้งที่ก็บอกไปแล้วว่าไม่ต้องดูแลฉันแต่เขาก็ยังทำ ทำโดยที่ไม่ได้มีใครบังคับ

“ทานบ้างสิคะ”

“พี่ทานเยอะไม่ค่อยได้ ท้องอืด”

“อ๋อ แก่แล้ว” ฉันแกล้งรวนเสียงใส อีกฝ่ายมองดุๆ ก่อนจะส่ายหน้าระอา

“แก่ก็แฟนเรานั่นแหละ มีแฟนแก่ก็ทำใจนะครับ”

“เนี่ย! เป็นแฟนกันจริงๆ ด้วย” เสียงโชคอุทานขึ้นอย่างตื่นเต้น พี่ภัสพี่ฝ้ายเองก็หัวเราะกับท่าทางนั้นของโชค ส่วนพี่ขิมทำหน้าตื่นเต้นแต่พูดอะไรไม่ได้เพราะเพิ่งส่งหมูเข้าปากตัวเองไป

“เหรอ? เป็นแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ฉันถามกลับ อีกฝ่ายยิ้มเข้าใส่ ราวกับกำลังสนุกที่เห็นฉันมีอาการแบบนี้ ก็เขินนั่นแหละ แต่เคืองมากกว่ายังไม่เคยขอเป็นแฟนเลยนะจู่ๆ มาบอกว่าเป็นแฟนกันได้ยังไง

 

“เป็นตั้งแต่มีเด็กงอแงขออมยิ้มกับพี่นั่นแหละ อือ ก็ตั้งแต่เด็กคนนั้นหกขวบล่ะมั้ง 

 

 

================== 

จุกๆ 7 หน้าเอสี่ไปเลยค่ะ ปั่นกันจุกๆ อ่านกันจุกๆ เอ็นจอยรีดดิ้งนะคะ 

อยากหลายอารมณ์มากจริงๆตอนนี้คอมเม้นบอกได้นะคะ แต่เค้าบอกเลยว่าเขิน เขินพี่กร นั่นคนหรือไมโครเวฟคะ! 

ความคิดเห็น