Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เรื่องไม่คาดฝัน

ชื่อตอน : เรื่องไม่คาดฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 171

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 00:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เรื่องไม่คาดฝัน
แบบอักษร

 

พอหันหลังออกมาผมได้ยินพวกเพื่อนผมมันหัวเราะ คิกคัก ตามหลังมาติดๆแล้วพูดว่า ไอ้คนปากแข็ง

 

 

 

ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเพื่อนๆผมมันจะให้เหตุผลกับแพร่ไหมไปว่ายังไงตอนที่ผมหายออกมาแบบนั้น แต่ผมไม่สนใจมันเลยสักนิด เพราะในตอนนั้นผมคิดแค่ว่าผมต้องไปให้ถึงโต๊ะนั้นให้เร็วที่สุด

 

 

ผมเดินก้าวขายาวๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะพวกไอ้ไทม์ และคนที่ยังได้สติอยู่ในตอนนี้มีเพียงไอ้ไทม์และผู้ชายอีกคนที่ผมไม่คุ้นหน้าเลย มันหันมามองหน้าผมรวมถึงผู้ชายคนนั้นอย่างงงๆ คงคิดว่าผมมาทำอะไร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอกกับการมาปรากฏตัวตรงนี้ของผม เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจว่าผมคงหลบหน้าน้องมาโดยตลอด ไหงถึงได้มาโผล่หน้าตรงนี้ได้

 

 

"พี่มี..." และดูเหมือนว่าไอ้ไทม์กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามันกำลังจะพูดอะไรด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของผมมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นคือพาน้องกลับบ้านเท่านั้น

 

 

ไวเท่าความคิดของผม ไม่รอช้าให้พวกนั้นได้ถามอะไรอีกด้วยซ้ำกับการปรากฏตัวของผมในตอนนี้ ผมพยุงตัวคนตัวเล็กกว่าผมเพียงเล็กน้อยที่เมาแอ๋อย่างคนขี้เมาคนนึงที่ในตอนนี้ฟุบหน้าลงบนโต๊ะไปเรียบร้อยอย่างไม่ได้สติให้ลุกขึ้นมา

 

 

"ลุกได้ไหมครับ ไหวหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ภูพากลับนะครับ" ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆบงบอกว่าคนเมาได้หลับไปแล้ว

 

 

 

ผมเอาพยุงน้องแล้วเอาแขนข้างซ้ายของน้องพาดไว้บนบ่าของผมส่วนมือขวาผมก็เกี่ยวเอวของคนขี้เมาไว้ไม่เพื่อไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นซะก่อน ใจจริงผมก็อยากจะช้อนตัวน้องอุ้มออกไปอยู่หรอกครับ แต่เทียบขนาดตัวผมกับน้องแล้วขืนอุ้มหลังผมได้เดี้ยงแน่ๆ ก็ตัวน้องไม่ได้ตัวเล็กอะไรขนาดนั้น

 

ก่อนเดินออกมาจากตรงนั้น ผมเอ่ยบอกไอ้ไทม์แล้วก็ผู้ชายอีกคนที่ผมไม่รู้จักอย่างลอยๆและเน้นย้ำในคำพูดถึงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับน้อง “เดี๋ยวกูพามันกลับเอง ยังไงบ้านกูก็อยู่ติดกัน แล้วก็นอนด้วยกันประจำ” พอพูดคำนี้ออกไปหัวใจผมแม่งพองโตชะมัด ไม่รู้สิครับ มันแบบว่าความรู้สึกมันบอกว่าผมชนะ ยังไงตรงนี้ก็ัยังคงเป็นผมที่ต้องเป็นคนที่ดูแลน้องได้คนเดียว ไม่มีใครมาแทนที่ได้ ผมรู้สึกดีจริงๆนะ

 

 

ผมไม่สนใจว่าสองคนนั้นมีสีหน้าหรือตอบผมแบบไหน ผมรีบสาวเท้าก้าวพาร่างเล็กกว่าเดินออกมาจากตรงนั้นเพื่อพาไปยังรถของผมที่จอดอยู่อีกมุมหนึ่งของลานจอดรถ เมื่อมาถึงรถ ผมประคองน้องเพื่อให้ยืนได้ถนัดใช้แขนข้างขวากอดเอวของน้องไว้ให้พิงตัวรถเพื่อไม่ให้คนเมาล้มหัวฟาดไปซะก่อนแลัวเปิดประตู้ฝั่งตรงข้ามของคนขับ ผมค่อยๆหย่อนตัวน้องลงให้นั่งให้สบายพร้อมรัดเข็มขีดนิรถัยให้แล้วปรับเบาะให้น้องนอนได้สบายขึ้น ผมเดินไปเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วสตาร์ทรถเปิดแอร์ให้พอดีเพื่อที่น้องจะได้นอนหลับสบายและไม่ร้อน

 

 

"ถ้าพี่ไมอยู่ไอ้บ้านั่นจะทำอะไรเราบ้างรู้ตัวบ้างไหมเนี่ย" ผมบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วพ่นลมหายจายออกมาอย่างนึกหงุดหงิดกับคนที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้างๆ นึกโมโหในใจ ทำไมไม่ระวังตัวเอง ไม่ดูแลตัวเองขนาดนี้ ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาแตะเนื้อต้องตัว อย่างน้อยๆก็ควรจะระวังตัวบ้างสิ นั่งห่างๆกันน่ะ นี่อะไรนั่งแทบจะเกยตักกันได้อยู่แล้ว หงุดหงิดโว๊ยยย

 

 

ระหว่างทางที่ผมขับรถพาน้องมาส่งผมหันไปมองน้องอยู่บ่อยครั้ง กลัวจะนอนไม่สบาย “นอนยังน่ารักขนาดนี้ อย่าไปทำตัวน่ารักแบบนี้กับใครเลยนะ” ผมพึมพำคนเดียวอย่างคนเพ้อๆ ถ้าคนที่คอยดูแลน้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ผมๆคงอกแตกตายแน่ๆ คิดแล้วก็หวงขึ้นมาซะอย่างงั้น

 

ผมก็อยากจะพาน้องไปนอนที่บ้านผมเลยเพราะมันสะดวกเพราะผมจะได้ดูแลน้องได้อย่างเต็มที่ด้วย แต่ผมเลือกที่จะพาไปนอนที่บ้านของน้องแทน ผมกลัวว่าแม่น้องจะเป็นห่วงตื่นมาแล้วไม่เห็นเพราะคิดว่าน้องยังไม่กลับ ครั้นจะโทรบอกแม่น้องก็กลัวจะไปรบกวนเวลานอนท่าน เลยเลือกที่มาส่งที่บ้านน้องแทน

 

 

ผมขับรถเข้ามาจอดภายในบ้านและเดินไปเปิดประตูฝั่งตรงข้ามคนขับ ปลดล็อกสายเบลท์ออกแล้วช้อนตัวน้องขึ้นมายืนเอาแขนพาดบ่าผมเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ดูจะทุลักทุเลไปหน่อยเพราะต้องพาเดินขึ้นบันไดบ้านกว่าจะก้าวข้ามได้แต่ละก้าวก็เล่นเอาเหนื่อยหอบอยู่เหมือนกัน

 

 

ห้องนอนน้องจะอยู่ทางฝั่งด้านขวามือเป็นห้องที่สอง ผมรู้ตำแหน่งห้องต่างๆของบ้านนี้ดีไม่แพ้เจ้าของบ้านเลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อก่อนผมกับน้องก็ไปๆมาๆระหว่างบ้านผมกับบ้านน้องเป็นประจำอยู่แล้วครับ สลับเปลี่ยนกันไปนอนบ้านผมบ้างบ้านของน้องบ้างแล้วแต่โอกาส

 

พอเปิดประตูเข้ามาผมพยุงคนเมาที่ตอนนี้ที่ไม่ได้สติไปยังเตียงนอนนุ่มๆวางร่างคนเมาในตำแหน่งที่แม่นยำถึงแม้ตอนนี้ห้องจะมืดมากก็ตาม เพราะด้วยความเคยชินผมเลยทำไรได้สะดวก

 

ผมเดินไปเปิดไฟและก็เปิดแอร์ให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้จัดการกับคนขี้เมาและขี้อ่อยโดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปได้สะดวก ผมเกลี่ยแก้มนวลนุ่มอย่างเบามือและทะนุถนอม จัดการถอดกางเกงยีนขายาวสีซีดออกเหลือไว้แต่บ็อกเซอร์แล้วเดินไปยังห้องน้ำหากะละมังใบเล็กใส่น้ำแล้วหาผ้าสะอาดนำมาเช็ดตัวให้น้องเพื่อที่น้องจะได้หลับสบายขึ้น

 

 

พอผมเช็ดตัวให้น้องเสร็จผมจ้องมองหน้าใสของน้องอย่างนึกหวงแหนและเอ็นดูไปพร้อมๆกัน "อื้ม มันน่าจับมาฟาดสักทีสองที จะรู่ตัวไหมว่าทำตัวน่ารักขึ้นทุกวัน พี่หวงนะ พี่ภูขอโทษนะครับที่ทำให้รู้สึกแย่ได้มากขนาดนี้" ผมคิดว่าต่อจากนี้ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วหละ

 

ผมเกลี่ยปอยผมที่ปกตรงหน้าผากออก คนตัวเล็กครางฮือในลำคออย่างนึกรำคาญแล้วผมก็เผลอยกยิ้มอย่างไม่รู้ตัวจากนั้นก็ห่มผ้าห่มให้น้องกันหนาวแล้วปิดไฟให้เรียบร้อยแล้วเดินออกมาจากห้องนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช้าวันต่อมา

 

Rrrrr

 

 

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาอย่างขัดใจเพาะเสียงโทรศัพท์ตัวเองที่สั่นแจ้งเตือนเมื่อมีสายเรียกเข้า น่าจะเป็นเพื่อนคนใดคนนึงของผมนั่นแหละ

 

ผมยกมือถือขึ้นมาแนบหูโดยที่ไม่ได้มองหน้าจอมือถือด้วยซ้ำว่าเป็นชื่อของใคร

 

 

[ฮัลโหล]

 

 

[มึงเล่ามาเลยนะเรื่องเมื่อคืนเป็นยังไงบ้างเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่พี่เขาไปส่งมึงอ่ะ เล่ามาให้หมด]

 

 

เพื่อนผมยิงคำถามใส่ผมรัวๆหลังจากที่ผมกดรับสายแบบงงๆ อะไรของมันวะ

 

 

[เป็นพี่กายสินะที่มาส่งกูอ่ะ] ผมถามเพื่อนกลับไป

 

 

[ไม่ใช่ ]

 

 

พอเพื่อนผมตอบมาแบบนั้นยิ่งสร้างความสงสัยและแปลกใจให้ผมเพิ่มขึ้นไปอีก เกิดอะไรขึ้นกับผมที่ผมยังไม่รู็กันนะ เพราะหลังจากที่ผมยกเหล้ากระดกเอาๆเมื่อคืน

สติผมก็ดับวูบไปเลย มารู้ตัวอีกทีผมก็ตื่นขึ้นมาในห้องนอนของผมแล้ว คงจะเป็นภาระให้ใครสักคนในกลุ่มแน่

 

 

[มึงอย่ามาเนียน ก็เมื่อคืนพี่ภูผาเป็นคนอาสาไปส่งมึงเองเลยจำไม่ได้รึไง]

 

 

ผมเงียบอยู่นานอย่างคนที่ใช้ความคิดอย่างหนัก พยายามเค้นความทรงจำที่มีอยู่อันน้อยนิดเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน แต่ให้คิดยังไงก็คิดไม่ออก เพราะสภาพผมเมื่อคืนเมาหนักมาก จนไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลยแม้กระทังว่ากลับบ้านได้ไง

 

 

[จะเป็นไปได้ไง ในเมื่อตอนนี้หน้ากูพี่ภูผายังไม่อยากจะมองเลย มึงอย่ามาพูดมั่วๆ]

 

 

ผมว่าให้เพื่อนอย่างคนคิดหาคำตอบดีๆให้ไม่ได้เพราะผมไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืน

 

 

[แต่มันเป็นไปแล้วไอ้สัส นี่ก็ยังช้อคตอนพี่มันเดินมาหยุดที่โต๊ะเรานะ กูนี้อึ้ง อึ้ง อึ้ง แล้วก็อึ้ง]

 

 

[แม่งเดินมาแบบไม่พูดไม่จา ตอนแรกนะกูก็ตกลงกับพี่กายแหละว่าจะให้พี่เขาไปส่งมึงที่บ้านอ่ะ ส่วนไอ้สองตัวแม่งก็เมาไม่ได้สติพอๆกับมึง กูเลยจะไปส่งพวกมันแล้วพี่กายก็จะไปส่งมึง] ไอ้ไทม์อธิบายออกมาอย่างยาวเหยียด

 

 

[แต่ว่าผิดคาดไปนิด ตรงที่พี่มันบอกจะอาสาไปส่งมึงเองเลย แถมยังพบุงมึงขึ้นมาในวงแขนอีก คนมองกันให้ลึ่มทั้งร้าน กูนี่งงเป็นไก่ตาแตก หน้าพี่มันนี่แบบพร้อมจะกินหัวพวกกูทั้งโต๊ะแล้ว ยิ่งพี่กายนะถูกจ้องหน้าแทบพรุน]

 

 

[แต่กูว่านะพี่กายคงถามมึงอีกรอบแน่ๆ เตรียมคำตอบไว้ให้ดีเหอะมึง งานนี้สนุกแน่ เอาแล้วศึกชิงนางเอ้ยชิงนายชัด ฮ่าๆๆๆ] เสียงไอ้ไทม์ยังคงแว่วมาตามสายไม่หยุด แต่ผมนี่สิ ใบ้กินไปแล้ว

 

 

[ทำไมกูต้องเตรียมคำตอบวะ ก็ไม่เห็นมึไรให้น่าสนใจ อีกอย่างพี่ภูผากับกูก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้วส่วนพี่กายกูก็เฉยๆ เหมือนพี่คนนึงนั่นแหละ] ผมคิดว่าเป็นแบบที่ผมคิดนั่นแหละเพราะเขาอาจจะเป็นห่วงในถานะคนเคยรู้จักคนนึงก็ได้

 

 

[นี่มึงกลายเป็นคนขี้เสือกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ] ผมถามไอ้ไทม์ออกไปอย่างไม่จริงจังนัก

 

 

[ส่งสัยจะติดไอ้กั๊มมาว่ะ ฮ่าๆๆ]

 

 

 

ยิ่งผมได้ฟังคำบอกเล่าจากปากของเพื่อนผมยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ นึกถึงเหตุผลว่าทำไมพี่ภูผาถึงอาสาที่จะไปส่งผมเอง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พี่เขาพยายามหลบหน้าหลบตาผมมาโดยตลอด แต่กับเมื่อคืนพี่ภูผาเนี่ยนะมาส่งผม แถมยังอุ้มผมด้วยซ้ำ

 

 

 

แค่นึกภาพว่าพี่ภูผาอาสาพาผมกลับบ้านแค่คิดจินตนาการภาพเหตุการณ์เมื่อคืนหน้าผมก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาแล้ว ไม่คิดไม่ฝันเลยครับ ถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่ดื่มหนักขนาดนี้ ผมอยากมีสติรับรู้ขึ้นมาบ้างเผื่อจะได้รับรู้ถึงสัมผัสนั้นที่มันต่างจากความเป็นพี่น้องว่ามันจะรู้สึกดีแค่ไหนนะ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

 

 

 

[เออนี่ช่วงบ่ายมึงจะเข้ากิจกรรมปะ] ไอ้ไทม์เรียกสติผมเพื่อไม่ให้คิดเตลิดไปไกล ถึงวันนี้พวกผมจะไม่มีเรียนกันแต่กิจกรรมก็ยังต้องเข้าอยู่ดี

 

 

[ไปๆ เดี๋ยวกูขออาบน้ำก่อน ไว้เจอกันที่มอมึง]

 

 

[เค เดี๋ยวกูโทรตามไอ้กั๊มกับไอ้กัสก่อน ไม่รู้ป่านนี้แม่งตื่นกันรึยัง แฮงค์ตายไปละมั้งเมาหนักขนาดนั้น]

 

 

[ไว้เจอกันเพื่อน บาย/บาย] สายถูกตัดไปในที่สุด

 

 

 

ผมกลับมานั่งคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เพื่อนเล่าให้ฟังกับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง จะเป็นไปได้ไหมนะที่พี่ภูผาจะยังเห็นผมเป็นน้องอยู่

 

ไม่ๆ ไม่จริงแน่ๆ ทั้งๆที่การกระทำทุกอย่างมันก็ชี้ชัดแล้วนี่ว่าพี่ภูผาเปลี่ยนไปแล้ว สถานะของเราก็เปลี่ยนไปเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

 

พอคิดถึงตรงนี้แล้วมันก็รู้สึกใจหายเจ็บจี๊ดๆขึ้นมาอีกครั้ง เห้อออ ผมถอนหายใจอย่างคนคิดไม่ตก

 

อยากรู้จังระหว่างที่พี่ภูผาได้มาส่งผม มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง พี่ภูผาจะดูแลผม จะอ่อนโยนกับผมเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า

 

 

ไหนว่าผมจะตัดใจแล้วไง ทำไมผมยังต้องมานั่งคิดถึงเรื่องราวและคาดหวังกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ นี่ผมกำลังคาดหวังอะไรในตัวพี่ภูผาอยู่กันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กว่าผมจะกลับเข้าบ้านตัวเองก็ปาไปตีสามกว่าแล้ว เพราะว่าเมื่อคืนผมอาสาพาน้องกลับบ้านเอง และมันก็ทำให้ผมได้คิดทบทวนอะไรหลายๆอย่าง ที่ผ่านมาผมทำถูกต้องแล้วหรอ แล้วน้องผิดอะไรกับการกระทำแย่ๆของผม ทั้งๆที่น้องก็แค่มีความรู้สึกดีๆกับคนๆนึงซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ชายคนนึงที่มีความรู้สึกได้และรักเป็นอย่างสายหมอก และในตอนนี้ผม คิดถึง อยากกอด อยากฟัดชิบหายเลยครับ

 

 

ที่ผมตัดสินใจพาน้องกลับมาส่งบ้าน ผมก็แค่รู้สึกหวงแหนให้ผู้ชายคนนั้นที่ไม่ใช่ผมที่ต้องมาดูแลน้องทั้งๆที่มันควรจะเป็นผมที่ต้องได้ทำหน้าที่นั้น ไม่อยากให้ใครมาแทนที่ความพิเศษตรงนั้น แค่คิดว่ามีคนมาเข้าใกล้ดูแลน้องผมก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว แต่มันยังเป็นความพิเศษที่เป็นแค่พี่น้องกันเท่านั้นยังไม่ถึงขั้นเกินกว่าคำๆนี้เลย ถ้าอนาคตมันจะเปลี่ยนไปที่มากกว่าความรู้สึกนี้ ผมก็พร้อมจะยอมรับมัน แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่ความรู้สึกนั้น ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

 

 

มันอาจจะเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวไปมากหน่อย ที่กลับเป็นผมเองที่ไม่อยากปล่อยให้น้องไปเจอคนที่ดีๆ คนที่เขารักซึ่งไม่ใช่ผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบผม ซึ่งในอนาคตเขาอาจจะดูแลน้องได้ดีกว่าผมก็ได้ แต่ผมก็ยังตัดใจไม่ได้ เราดูแลกันมาตั้งกี่ปี มันนานจนไม่สามารถปล่อยน้องไปได้ในตอนนี้ หวังว่าใครหลายคนคงเข้าใจผมนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

นึกย้อนกลับไปเมื่อวานก่อนไปร้านเหล้า ระหว่างนั่งคุยกับพวกเพื่อนๆผมอยู่ และเพื่อนผมไอ้ปอนด์เอ่ยปากชวนผมกับไอ้ตะวันมันทั้งคะยั้นคะยออ้อนวอนแกนบังคับ โดยให้เหตุผลว่า เราไม่ได้ออกมาดื่มนานแล้ว ผมเลยเออออห่อหมกตอบตกลงมันไป ก่อนหน้านี้ผมได้โทรบอกแพรไหมให้มาเจอที่ร้านอาหารที่อยู่หน้ามหา’ลัยเพราะขี้เกียจจะวนรถกลับเข้าไปรับ รถติดเสียเวลาอีก แต่เธอกลับมาทันได้ยินช่วงที่พวกผมคุยกันว่าจะไปดื่มกันคืนนี้ไอ้ปอนด์กับไอ้ตะวันก็ต้องเอ่ยปากชวนแพรไหมไปด้วย ก็ตามมารยาทหละนะ แต่ไม่คิดว่าเธอจะตอบตกลงด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงๆไม่อยากให้เธอไปด้วยเลยสักนิด เพราะผมชอบดื่มชอบสนุกกับเพื่อนๆมากกว่า แต่ก็ชั่งเถอะมันก็ไม่ได้รู้สึกดีหรือแย่อะไร กลางๆ ไปก็ได้ไม่ไปก็ได้

 

 

 

สถานะผมกับแพรไหมไม่ถึงขั้นเป็นแฟนนะครับ แค่คนคุยก็เท่านั้นและมันก็ไม่ได้พิเศษอะไรด้วยซ้ำ เธอเป็นฝ่ายเข้าหาผมก่อน ซึ่งผมกลับมาคิดๆดูแล้วว่ามันก็น่าจะมีอะไรดีๆให้น่าคบหาอยู่ไม่น้อยเพราะเธอเรียนคณะบริหารฯเหมือนกับใครบางคนที่ผมคอยมองหาและเป็นห่วงอยู่บ่อยๆ ผมไม่ได้พิศวาสเธอเลยแม้แต่น้อย แต่มันมีเหตุผลบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องนี่สิ แต่เหตุผลอะไรล่ะ ใครเล่าจะรู้ดีไปกว่าตัวผมเอง

 

 

 

 

 

 

ผมมาถึงมหาลัยในตอนเช้าซึ่งเพื่อนๆผมทุกคนก็มาถึงก่อนแล้ว พวกมันต่างพากับรุมทึ่งถามผมว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ไปส่งน้อง ซึ่งผมก็เล่าตามที่เห็นสมควรเลือกที่จะเล่าข้ามจุดสำคัญไปบ้าง

 

 

"มันไม่ได้มีอะไรทั้งนั้นแหละ กูก็แค่ขับรถไปส่งแล้วก็กลับเข้าบ้านอาบน้ำนอนเลย"

 

 

"แน่หรอวะ" ตะวันถามอย่างไมอยากจะเชื่อ "ก็เออ ทำไมกูต้องมีอะไรๆด้วยวะ มันก็ไม่มีอะไรขนาดที่จะต้องให้กูสนใจเลยนิหว่า แค่กลัวว่าแม่มันจะเป็นห่วงหรอก เพราะกูกับแม่มันก็รู้จักสนิทกันจะปล่อยให้ลูกเขาเป็นอันตรายก็ไม่ใช่ปะวะ"

 

"แล้วมึงรู้ได้ไงว่าน้องหมอกจะได้รับอันตราย เผื่อผู้ชายคนนั้นดูแลน้องมันดีกว่ามึงก็ได้" ไอ้ปอนด์ผู้ซึ่งไม่ยอมแพ้หาข้อโต้แย้งมางัดกับผม

 

 

"รู้หน้าไม่รู้ใจ มึงไม่เคยได้ยินรึไง" ผมพูดออกไปอย่างไม่ยอมแพ้

 

 

"มึงน่าไว้ใจมากงั้นสิ" ไอ้ปอนด์แซะผมทันควัน

 

 

"มึงปากแข็งชิบหาย กูนี่อยากให้มึงเห็นภาพเมื่อคืนชิบหายว่ามึงน่ะ ร้อนรน แค่ไหน นั่งตูดแทบไม่ติดเก้าอี้อยู่ละ" ไอ้ปอนด์ไม่วายแซะผมอีกรอบ

 

 

"กูไม่อะไรทั้งนั้นแหละ" ผมว่า

 

 

"จ้าาา พ่อ ไม่อะไรเลยจ้าาาา อย่าให้พวกกูเห็นว่าไปวอแวน้องนะ พวกกูจะซ้ำให้" ไอ้ปอนด์ว่ามาอีกรอบ

 

 

"กูนี่อยากจะจ้ายาวๆไปจนถึงดาวอังคารเลยสัส คนอื่นเขามองจากนอกโลกเขายังรู้เลย มีแต่มึงเองนี่แหละที่โง่อยู่คนเดียว"

 

 

ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก เลยรีบพูดเปลี่ยนเรื่องเพราะนึกรำคาญขี้เกียจตอบพวกมัน แล้วอีกอย่างไม่รู้จะหาเรื่องแถได้แล้ว แค่นี้สีข้างก็ถลอกจนเกินจะเยียวยาแล้ว

 

 

 

 

 

 

เย็นวันนี้ผมมีนัดไปรับแพรไหมที่คณะบริหาร พอมาถึงผมก็พยายามมองหาใครอีกคนที่พึ่งจะได้เจอกันไปเมื่อคืนนี้ ดูย้อนแย้งชิบหายเลยกู ถ้าพวกเพื่อนผมมาเห็นผมตอนนี้คงจะโดนพวกมันล้อแน่ๆ นั่นหละครับ ผมเห็นน้องนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนแล้วกับผู้ชายคนเมื่อคืน เหมือนพวกน้องมันจะไม่มึเรียนด้วยซ้ำ เหมือนกับกำลังนั่งรอทำอะไรสักอย่าง แต่จะเหตุผลอะไรก็ชั่งมันเถอะ ตอนนี้ไอ้ผู้ชายคนนั้นนั่งคุยกับน้องมัน มองหน้าละยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แค่เห็นละก็หงุดหงิดน่าหมั่นไส้ขึ้นมาแล้ว

 

อยากจะเอานิ้วจิ้มตาแม่งให้บอดจริงๆ

 

ไวเท่าความคิดผม ขายาวๆของผมก้าวไปยั่งกลุ่มคนห้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ซึ่งไม่รู้อะไรดลใจให้ผมทำแบบนั้น ได้สติอีกทีผมก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะพวกน้องมันแล้ว

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น