email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

อ่านแล้วระวังจะตกเป็นเหยื่อของพ่อเสือเลออนล่ะ หุหุ

ตอนที่ 6 ขอกอดหน่อยได้ไหม (rewrite)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 ขอกอดหน่อยได้ไหม (rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 61.5k

ความคิดเห็น : 94

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2563 00:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 ขอกอดหน่อยได้ไหม (rewrite)
แบบอักษร

ตอนที่ 6  

โดย แยมขนมปัง 

 

 

 

 

@คณะบริหารธุรกิจ 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”  

เสียงหัวเราะชอบใจประสานกันลั่นของชายหนุ่มทั้งสี่คน ดังระงมไปทั่วเมื่อได้ยินเรื่องเล่าอันน่าหวาดเสียวจากปากเพื่อนจอมกะล่อน โดยเฉพาะเก็ทที่ขำจนตัวโยก ส่วนผู้เล่าอย่างเลออนก็ทำได้เพียงนั่งหน้าเซ็ง 

“เออ หัวเราะกันให้พอใจ” เลออนพูดประชด  

“ฮ่าๆๆ โอ๊ย กูขำจนท้องเกร็งหมดแล้ววะ ฮ่าๆๆ” เก็ทพูดขึ้นทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่  

“เป็นไงละมึง แผนพระเอกซีรีส์เจอนางเอกเข้าไปสมใจเลยไหมล่ะ ฮ่าๆๆๆ” ธีมพูดขำๆ  

“กูว่าแทนที่มึงจะได้เมีย เกือบได้ผัวกลับมาแล้วไหม ฮ่าๆ” เพ้นท์พูดขำๆอีกคน  

“เออๆ ซ้ำเติมกูเข้าไป แม่ง พวกมึงไม่เจอเหมือนกูนี่ กูยังขนลุกเสียวสันหลังไม่หาย” เลออนพูดพร้อมลูบแขนตัวเองปรอยๆอย่างขนลุกขนชัน 

“คุณเลขาฯ ของมึงก็แสบฉิบหาย หลอกมึงได้ซะสนิท” โฟนพูดยิ้มๆ  

“กูชักจะอยากเห็นหน้าแล้วดิ นานๆมึงจะได้เจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อแบบนี้นะเว้ย” ธีมตีไหล่เลออนแล้วหัวเราะเบาๆอย่างชอบใจ 

“ครั้งนี้กูพลาด แต่ครั้งต่อไป ตากูเอาคืนแน่” เลออนพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น 

“แต่ระวังหน่อยละกัน จะโดนเขาตลบหลังเอาอีก ฮ่าๆ” เก็ทพูดขำ 

เลออนรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะตกหลุมพรางของร่างโปร่งอีกจนได้ แต่เขาก็คิดได้ว่า ยิ่งร่างโปร่งแสบมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เขาอยากจะได้ร่างโปร่งมากครอบครองมากขึ้นเท่านั้น  

คนแบบนี้ ต้องโดนปราบพยศถึงจะเข็ดหลาบ  

การเรียนของเลออนในวันนี้ แทบไม่สามารถดึงความสนใจจากเขาไปได้เลย เพราะในหัวของเขา คิดแต่เรื่องวางแผนที่จะเอาคืนคนหน้าสวยให้ได้ ยิ่งยาก เขาก็ยิ่งอยากจะกำราบให้อยู่หมัด เลออนไม่เคยคิดอยากจะได้ใครมากเท่านี้มาก่อน  

การเรียนในวันนี้ ผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีความรู้เข้ามาตกผนึกอยู่ในหัวของเลออนเลย เมื่อเรียนเสร็จ เขาก็ขอแยกตัวออกมาก่อน เพราะอยากจะอยู่คนเดียวเพื่อใช้ความคิดว่าจะใช้แผนการใดให้ทอยตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเขาดี  

ร่างแกร่งที่ขึ้นรถกำลังจะขับออกไปก็ต้องชะงัก เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเสียก่อน พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเบอร์ของแม่จึงกดรับ  

“ครับม๊า....พึ่งเลิกเรียนครับ....โธ่ม๊า ผมไม่อยากกลับ ขี้เกียจกลับไปฟังป๊าบ่น....ก็ได้ครับ.....ครับผมกลับไปทานข้าวที่บ้านก็ได้...ครับๆแล้วเจอกันครับม๊า” เลออนพูดเสียงอ่อย ก่อนวางสายแล้วถอนหายใจ ถึงเขาจะไม่อยากกลับไปที่บ้านแต่สุดท้ายเวลาที่แม่โทรมา เขาก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี เลออนขับรถออกจากมหา'ลัย เพื่อตรงกลับบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้  

 

@บ้านเลออน 

“แค่มาทานข้าวที่บ้าน ก็ต้องให้ม๊าแกโทรตามตลอดหรือไง”  

เลออนเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหารไม่ถึงก้าว ก็เจอกับเสียงทุ้มของชายภูมิฐานเอ่ยเหน็บแนม แต่เลออนก็ยังคงทำสีหน้าปกติราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหน็บจากคนพ่อก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคนแม่ 

“ก็คุณชอบบ่นลูกแบบนี้ไงคะ เลเขาถึงไม่อยากกลับบ้าน”  

“คุณก็ตามใจมันตลอด”  

“แล้วเป็นไงบ้างลูก ไปเรียนรู้งานที่บริษัทป๊า”  

“ก็ดีนะครับม๊า” เลออนตอบกลับ  

“เห็นป๊าบอกม๊าว่า วิรากรเป็นคนสอนงานให้ลูกเหรอ”  

เลออนพยักหน้ารับ  

“ดีแล้วล่ะ พี่เขาเป็นคนเก่ง มีความสามารถ ลูกก็ตั้งใจเรียนรู้งานจากพี่เขานะ”  

“แม่รู้จักทอยด้วยเหรอครับ” เลออนถามขึ้นอย่างสนใจ ไม่รู้ทำไมเพียงแค่ได้ยินชื่อของร่างโปร่งก็สามารถดึงดูดความสนใจจากเขาได้ทุกครั้ง 

“แกไปเรียกพี่เขาแบบนั้นได้ไง เขาแก่กว่าแกนะ” ทรงพลพูดตำหนิลูกชาย ทำเอาเลออนหน้ามุ่ย  

“ทอยเขาไม่ถือหรอกครับ เราสนิทกันจะตาย” เลออนพูดด้วยสีหน้าทะเล้น แล้วยกยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงใบหน้าสวยของร่างโปร่งที่วันนี้ยังไม่ได้เจอกันเลย 

“ม๊าก็ต้องรู้จักเลขาฯของป๊าเราสิ วิรากรเป็นคนเก่ง สุภาพ ถ้าม๊ามีลูกสาวคงจะยกให้วิรากรแล้วละ ฮ่าๆ”  

“ถึงมีลูกชายก็ยกให้ได้นะม๊า” เลออนพูดยิ้มๆ แต่กลับทำเอาทั้งพ่อและแม่ชะงักไปนิด  

“เลหมายถึงยกให้พี่เขาสอนงานไงครับ” เลออนพูดทีเล่นทีจริง ทั้งพ่อและแม่เลยไม่ได้รู้สึกติดใจอะไร  

“ถ้าว่างๆก็ชวนพี่เขามาทานข้าวที่บ้านเราสิลูก แม่ก็อยากจะตอบแทนที่พี่เขาช่วยสอนงานเรา”  

“ได้สิครับ ไว้อาทิตย์นี้เลเข้าบริษัท เลจะบอกทอยให้นะครับ” เลออนพูดยิ้มๆ จากนั้นทั้งสามคนจึงทานอาหาร โดยยังคงพูดคุยกันบ้างเล็กน้อย  

------------------- 

วันนี้ทอยเดินเข้าบริษัทด้วยสีหน้าหน่ายๆ เขาถอนหายใจตั้งแต่ออกจากคอนโด มาจนถึงบริษัทไม่รู้กี่สิบๆครั้ง ก็เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่เลออนจะต้องเข้ามาเรียนรู้งาน  

ช่วงเวลา 5 วันที่ทอยไม่ได้เจอกับเลออน เหมือนกับเขาได้ขึ้นสวรรค์ ที่ไม่มีตัวมารเข้ามาก่อกวน เขารู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายเขาก็หนีเลออนไม่พ้นจริงๆ  

เมื่อทอยเอาของไปเก็บบนโต๊ะทำงานของตัวเองเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของเลออนทันที ห้องที่เขาเห็นเพียงแค่บานประตูก็รู้สึกหงุดหงิดไม่อยากจะเข้าไปแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเข้ามาอยู่ดี พอเข้ามาถึง ทอยถึงกับถอนหายใจอย่างเนือยๆอีกครั้ง เมื่อเห็นคนที่อยู่ภายในห้อง 

“สวัสดีครับ ไม่เจอกันตั้งหลายวัน คิดถึงผมบ้างไหมเอ่ย” เลออนพูดทักทายด้วยท่าทียียวน แต่ทอยกลับทำสีหน้านิ่งเฉย  

“วันนี้ผมจะพาคุณไปเดินดูงานแต่ละแผนกนะครับ ยังไงเตรียมตัวด้วย อีก 10 นาที ผมจะเข้ามาตาม”  

เขาไม่ได้สนใจคำทักทายของเด็กหนุ่ม แล้วพูดบอกเรื่องดูงานแทน เมื่อพูดจบทอยก็รีบเดินออกไปจากห้องทันที เลออนเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเดินตามออกไปแต่อย่างไร กลับยิ้มขำกับท่าทางของร่างโปร่งเสียมากกว่า ถึงแม้ในใจตอนนี้ เลออนจะนึกถึงเรื่องที่ทอยจงใจหลอกหมายเลขห้องพักที่คอนโด แต่เขาก็คิดว่า ไว้ทบต้นทบดอกทีเดียวเลยแล้วกัน 

จนเวลาผ่านไปครบ 10 นาที ทอยก็มาเคาะประตูแล้วเข้ามาตามเด็กหนุ่ม เลออนก็เดินตามออกไปโดยดี ซึ่งบริษัทของครอบครัวเลออน จะเป็นธุรกิจนำเข้าและส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ แต่ถึงครอบครัวจะมีธุรกิจใหญ่โตแค่ไหน เลออนก็เลือกที่จะแอบไปเปิดธุรกิจสปาเป็นของตัวเองโดยไม่ได้บอกกับคนในครอบครัวอยู่ดี  

“เดี๋ยวผมจะพาคุณเดินดูตั้งแต่ฝ่ายต้อนรับจนครบทุกแผนก ตามนี้นะครับ” ทอยพูดบอกคร่าวๆ  

“นี่คุณ พูดกับผมสบายๆก็ได้ ทำไมต้องดูเป็นทางการตลอดเวลาขนาดนั้นด้วย” 

“ยังไงผมก็เป็นลูกจ้างของพ่อคุณ ผมก็ต้องให้เกียรติคุณเช่นกัน”  

“แต่ผมอยากสนิทกับคุณมากกว่าลูกจ้างกับลูกชายนายจ้างนะ” เลออนพูดยิ้มๆ มองร่างโปร่งด้วยสายตากรุ้มกริ่ม  

“ผมว่าเลิกพูดเรื่องไร้สาระแล้วไปดูงานกันเถอะครับ จะได้ไม่เสียเวลา” ทอยพูดตัดบทด้วยสีหน้าติดหงุดหงิดเล็กน้อย ทำเอาเลออนยิ้มขำ ทั้งสองคนจึงลงลิฟต์มายังชั้นแรก ทอยก็คอยเดินพาเลออนแนะนำกับพนักงาน และสอนงานเลออนไปด้วย  

“แกๆ ฉันหัวใจจะวาย” 

“ฉันด้วยแก อ๊ายยย”  

“นั่นสิเนอะ มีผู้ชายหล่อถึงสองคนมาเดินให้เห็นเป็นอาหารตา ฉันละสดชื๊น สดชื่น”  

เสียงเหล่าพนักงานสาวที่หันไปซุบซิบ กรี๊ดกร๊าดกันเมื่อเห็นเลออนและทอยเดินเข้ามายังแผนกของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เสียงดังมากนัก ส่วนเลออนก็มีหันไปส่งสายตาหวานโปรยเสน่ห์ให้เหล่าพนักงานสาวบ้าง ทำเอาทอยส่ายหน้าอย่างเอือมระอา  

/“ผมว่าคุณเอาเวลาที่เหล่มองสาว หันมาสนใจงานที่ผมสอนดีกว่านะครับ”\ ทอยกระซิบบอกไม่ดังมากนัก  

/“ไม่ต้องหึงหรอก ถึงจะมีผู้หญิงเยอะขนาดไหน ก็ดึงความสนใจจากผมที่มองแค่คุณไม่ได้”\ เลออนพูดหยอดเสียงนุ่ม ก่อนจะเป่าลมร้อนใส่หูเรียวของทอย ทำเอาทอยรีบผละตัวถอยออกจากเลออนทันที แล้วหันมองร่างแกร่งตาดุ แต่เลออนกลับยืนยิ้มหน้ามึน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความอุ่นร้อนที่ยังคงติดอยู่ที่ใบหูของทอย ทำเอาทอยรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก  

“เลิกไร้สาระ แล้วสนใจงานเถอะครับ” ทอยพูดเสียงเข้มขึ้นนิดๆ ก่อนจะเดินนำเลออนไปยังแผนกบัญชี เลออนก็ยิ้มอย่างชอบใจที่ทำให้ร่างโปร่งหงุดหงิดได้ ก่อนจะเดินตามออกไป  

------------------------ 

“ทอย มาถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า” เกวเพื่อนสาวคนสนิทของทอยถามขึ้น เมื่อเห็นทอยเดินเข้ามายังแผนกของเธอ ก่อนจะชะงัก เมื่อเห็นเลออนเดินตามเข้ามาด้วย 

“พอดีฉันพาคุณเลออนมาเดินดูการทำงานของแต่ละแผนกนะ” ทอยตอบอย่างเป็นกันเอง ต่างจากเวลาที่คุยกับเลออน ทำเอาเด็กหนุ่มหันมองหน้าร่างโปร่งสลับกับหญิงสาวอย่างข้องใจในอะไรบางอย่าง  

“สวัสดีค่ะ คุณเลออน” หญิงสาวพูดทักขึ้น  

“ครับ” เลออนตอบรับยิ้มๆ  

“ถ้าแกมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกนะ แล้วอย่าลืมที่นัดกันไว้เย็นนี้ล่ะ” เกวหันมาพูดกับทอย 

“รู้แล้วนะ”  

“จะยืนคุยกันอีกนานไหม วันนี้ผมจะได้เดินดูแผนกนี้หรือเปล่า” เลออนพูดขึ้น ทำเอาหญิงสาวชะงัก ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ ส่วนทอยก็ปรายตามองเลออนนิดๆ  

“เอ่อ งั้นเชิญตามสบายเลยนะคะ” เกวพูดด้วยรอยยิ้มอ่อน ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงาน ส่วนทอยก็ยังคงมองเลออนด้วยสายตานิ่งๆ  

“อะไร ไม่ต้องมามองผมแบบนั้นเลยนะ ไหนคุณบอกไม่ชอบอะไรที่เสียเวลาไง ไปได้แล้วผมจะได้ไปแผนกอื่นต่อ” เลออนพูดจบ ก็เดินเข้าไปดูงานในแผนกบัญชี ทอยถอนหายใจหนักๆ รู้สึกเหนื่อยใจกับชายคนนี้เหลือเกิน  

-------------------- 

“คุณจะไปทานข้าวที่ไหน” เลออนถามขึ้นเมื่อได้เวลาพักทานข้าวแล้ว ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนเอาเอกสารมาเก็บที่ห้องทำงานของเลออน 

“ห้องอาหารบริษัทครับ”  

“ไปทานข้าวข้างนอกกัน”  

“ไม่เป็นไรครับ เชิญคุณเลออนตามสบายเลยครับ” ทอยปฏิเสธทันควันอย่างไม่ต้องคิด  

“โธ่ ทำไมรีบปฏิเสธนักล่ะ ไปทานเป็นเพื่อนผมหน่อยนะ หรือ.......ถ้าไม่อยากไปทานเป็นเพื่อน จะไปทานในฐานะอื่นก็ได้นะ” เลออนพูดยิ้มกริ่ม ส่วนทอยก็ถอนหายใจหนักๆ เขาไม่เข้าใจจริงๆเลยว่า ทำไมเลออนถึงชอบพูดจาแปลกๆกับเขาแบบนี้  

“ผมสะดวกจะทานที่นี่นะครับ”  

“คุณออกไปทานข้างนอกบ้างเถอะ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ นะครับ นะ นะทอย นะครับ” เลออนใช้ลูกอ้อนเข้าช่วย ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างโปร่งเรื่อยๆ ทำเอาขาเรียวเดินผละถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ 

ปึก  

แผ่นหลังกว้างของคนร่างโปร่งถอยจนติดกำแพงห้อง แต่ก็ไม่ทันได้ผละหนี เลออนก็รีบเดินเข้ามาประชิดตัวร่างโปร่ง แล้วยกแขนแกร่งทั้งสองข้างยันไว้กับกำแพง เพื่อกันไว้ไม่ให้ร่างโปร่งได้ขยับหนีไปไหน ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าทอยอยู่ในอ้อมแขนของเลออนอย่างไรอย่างนั้น ทอยกลืนน้ำลายด้วยความประหม่านิดๆ เมื่อเลออนค่อยๆเอนหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขา  

“คุณจะทำอะไร ช่วยออกไปห่างๆจากผมด้วย” ทอยพูดห้วน แล้วพยายามถอยหลังให้ชิดกำแพงมากที่สุดจนแทบจะทะลุเข้าไปในกำแพงเสียให้ได้  

“คุณก็ตอบตกลงไปทานข้าวกับผมก่อนสิ ผมถึงจะยอมถอย” เลออนพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ 

“คุณอย่ามาพูดเล่นลิ้นกับผมนะ ผมบอกให้คุณถอยไป” ทอยพูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นติดจะหงุดหงิด 

“ผมยังไม่ได้เล่นลิ้นกับคุณเลยนะ ถึงอยากจะลองเล่นก็ตาม”  

เลออนพูดจากำกวม ก่อนจะเลียริมฝีปากตัวเองแล้วมองมาไปยังริมฝีปากสีชมพูของทอยที่มันดูล่อตาล่อใจเขาเสียเหลือเกิน ทำเอาทอยหันหน้าหลบสายตากรุ้มกริ่มของเลออนทันที เลออนถึงกับยิ้มขำอย่างชอบใจ  

“ตกลงจะไปกับผมไหม ถ้าคุณไม่ไปผมก็จะยืนกับคุณอยู่แบบนี้นี่แหละ ” เลออนพูดอย่างเอาแต่ใจ ทอยเองก็เริ่มคิดหนัก ก่อนจะถอนหายใจ  

“ตกลงครับ ผมจะไปทานกับคุณ” ทอยตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่อยากมายืนใกล้ชิดกับเลออนแบบนี้ ส่วนเลออนเองเมื่อได้ยินคำตอบก็ยกยิ้มอย่างพอใจ 

“ทีนี้ก็ถอยไปได้แล้วครับ” ทอยพูดบอก ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว  

 

ฟอดดดด  

ทอยตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่ออยู่ๆเลออนก็ขโมยหอมแก้มเขาฟอดใหญ่เต็มปอด ก่อนจะผละออกจากเขาอย่างรวดเร็ว มือเรียวยกขึ้นลูบแก้มของตัวเองที่ยังคงสัมผัสได้ถึงความอุ่นจากริมฝีปากหนา ส่วนเลออนก็ยิ้มล้ออย่างคนขี้แกล้ง  

“นี่คุณ!!.....”  

“รีบไปกันเถอะเดี๋ยวรถติด”  

เลออนพูดแทรกขึ้นโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ร่างโปร่งได้โวยวายอะไร แล้วเดินนำออกไปจากห้องทันที ส่วนทอยก็ทำได้เพียงยืนกัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ร่างแกร่งมาทำกับเขาแบบนี้อีกแล้ว กี่ครั้งแล้วนะที่เขาต้องเสียแก้มนิ่มๆให้เด็กกะล่อนคนนี้  

------------------- 

เลออนขับรถพาทอยมาทานข้าวที่ห้างแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากบริษัทมากนัก เมื่อมาถึง เขาก็พาทอยเดินเข้าไปในห้าง โดยที่ระหว่างเดินทอยจะทิ้งระยะห่างจากเลออนพอสมควร  

“ทำไมต้องเดินห่างผมขนาดนั้นด้วย หรือว่า........กลัวอะไรหรือเปล่า” เลออนทำทีลากเสียงยาวถามยิ้มๆ เล่นเอาทอยทำสีหน้าไม่ถูก เพราะยังนึกถึงเหตุการณ์ที่เลออนฉวยโอกาสกับเขาที่บริษัท  

“ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้นแหละครับ” ทอยพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ทำเอาเลออนยิ้มขำ  

“แล้วคุณอยากทานอะไร”  

“แล้วแต่คุณเลยครับ คุณเป็นคนอยากมาทานที่นี่เองนี่” ทอยแอบพูดประชดนิดๆ ซึ่งเลออนก็รู้ดี  

“ก็ผมเป็นคนชวนคุณมาแล้ว ผมก็อยากตามใจให้คุณเลือกร้านบ้างสิ” เลออนพูดเอาใจ ทอยนิ่งเงียบไปสักแป๊บก็ยิ้มกริ่ม เมื่อนึกอะไรได้บางอย่าง  

“งั้นตามผมมา”  

พูดจบทอยก็เดินตรงมาทางร้านหนึ่ง เลออนจึงเดินตามไปติดๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน ซึ่งทำให้เลออนชะงักไป ส่วนทอยก็ยกยิ้มอย่างพอใจที่เห็นสีหน้าของร่างแกร่ง 

“คุณจะทานร้านนี้จริงๆเหรอ” เลออนถามย้ำขึ้น เพราะร้านอาหารที่อยู่ตรงหน้าเขากับร่างโปร่ง คือร้านอาหารอีสานที่เปิดสาขาอยู่ในห้าง  

“ใช่ผมอยากทานที่นี่ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” ทอยถามพร้อมยกยิ้มนิดๆ  

“เอ่อ คือ ผมไม่ทานอาหารรสจัดนะ”  

ได้ยินแล้วทอยก็ยิ้มขำในใจ สาเหตุที่เขาเลือกมาทานร้านนี้ เพราะรู้ดีว่าเลออนไม่ทานเผ็ด สังเกตได้จากตอนครั้งก่อนที่เลออนไปทานอาหารกับเขาที่ห้องอาหารของบริษัท เลออนจะคอยเขี่ยพริกที่อยู่ในจานของตัวเองตลอด แล้วดื่มน้ำบ่อย ทั้งๆที่อาหารที่ทอยสั่งให้เลออนทานครั้งนั้นไม่ได้เผ็ดมากมายอะไรขนาดนั้น  

“ผมดันอยากทานซะด้วยสิ พอคุณบอกว่าจะตามใจผม ผมเลยมาร้านนี้...แต่ถ้าคุณไม่อยากทานก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าไงคุณเลือกร้านเลย” ทอยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่สายตาก็ทำทีมองเข้าไปในร้านตาละห้อย เด็กหนุ่มที่เห็นสายตาของทอย ถึงกับคิดหนัก  

“ทานร้านนี้ก็ได้ ก็ผมบอกจะตามใจคุณ” เลออนจำใจยอมเพราะเขาเป็นคนบอกให้ร่างโปร่งเลือกร้านเอง  

“งั้นเข้าไปในร้านกันเถอะครับ”  

คนหน้าสวยเดินนำเข้าไปภายในร้าน โดยมีเลออนเดินตามเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเข้ามาถึง พนักงานก็นำเมนูมาให้ ทอยก็จัดการสั่งอาหารทันที โดยไม่ได้สนใจร่างแกร่งที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ตรงข้ามเขาเลย  

“เอาส้มตำปูปลาร้า ลาบหมู ลาบปลาดุก น้ำตกหมู ต้มแซ่บกระดูกอ่อน แล้วก็ข้าวเหนียว 2 กระติ๊บ ส่วนเครื่องดื่มขอเป็นโคล่า นะครับ อ้อ ขอเผ็ดๆทุกเมนูเลยนะครับ แค่นี้แหละครับ”  

ทอยสั่งออกมายาวหลายเมนู แต่ละเมนูล้วนเป็นอาหารรสจัดทั้งนั้น โดยที่ไม่ได้ถามความคิดเห็นของเลออนเลยแม้แต่น้อย พอเลออนจะสั่งอาหารที่ไม่เผ็ดเพิ่ม ทอยก็ให้พนักงานเก็บเมนูไปแล้ว เด็กหนุ่มได้แต่แอบบ่นในใจว่ามื้อนี้เขาคงได้กินข้าวเหนียวกับโคล่าแน่นอน 

ทั้งสองคนนั่งรอไม่นาน พนักงานก็ทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟจนครบ เลออนที่เห็นอาหารที่มีสีฉูดฉาดตรงหน้า ก็ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ส่วนทอยพอเห็นสีหน้าเจื่อนของเลออนก็แอบยิ้มขำ แต่ก็พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ  

“ทานเลยครับคุณเลออน นี่เมนูโปรดของผมทั้งนั้น อร่อยทุกอย่างครับ” ทอยพูดชวน ก่อนจะตักส้มตำที่ติดพริกเม็ดโตไปด้วย วางลงในจานของเลออน  

“เอ่อ คือ...” เลออนอึกอัก ก้มมองอาหารที่ทอยตักให้อย่างลังเล  

“หรือคุณไม่อยากทานครับ ผมขอโทษนะครับถ้าทำให้คุณลำบากใจ คุณจะแยกไปทานร้านอื่นก็ได้นะครับ ทานเสร็จแล้วค่อยไปเจอกันที่รถ” ทอยเสนอ เพราะเขาคิดว่ายังไงเลออนก็ทานอาหารเหล่านี้ไม่ได้แน่ๆ 

กึก  

แต่แล้วทอยกลับคิดผิด เมื่ออยู่ๆเลออนก็ยอมทานอาหารที่เขาตักให้เข้าไปเต็มๆคำ ตอนนี้ใบหน้าคมเริ่มขึ้นสีนิดๆจากอาการเผ็ดร้อนของอาหารในปาก 

“ซี๊ดดด น้ำๆ ขอน้ำหน่อย!”  

เลออนพูดขอลิ้นพัน เมื่อตอนนี้เขารู้สึกเผ็ดร้อนจนลิ้นชา ส่วนทอยเมื่อได้ยินคำขอก็รีบรินน้ำใส่แก้วให้เลออน เลออนก็ยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวหมดติดกัน 3 แก้ว ตอนนี้ริมฝีปากหนาแดงเจ่อขึ้นนิดๆด้วยความเผ็ด  

“คุณทานเผ็ดไม่ได้ แล้วจะฝืนทานเข้าไปทำไมครับ” ทอยพูดดุ  

“ก็ผมอยากทานกับคุณ” คำพูดที่แสนจะธรรมดาของเลออน แต่กลับทำให้ทอยรู้สึกใจกระตุกแปลกๆ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมเด็กหนุ่มตรงหน้าถึงต้องเข้ามาวุ่นวายกับเขาด้วย  

“ขอโทษนะครับ ผมขอสั่งอาหารเพิ่มหน่อย” ทอยหันไปเรียกพนักงาน 

“จะรับอะไรเพิ่มครับ”  

“เอาไก่ย่าง กับคอหมูย่างมาอย่างละชุดแล้วกันครับ” ทอยพูดบอก พนักงานก็จดรายการ แล้วเดินออกไป ใช้เวลาไม่นานอาหารที่พึ่งสั่งก็มาเสิร์ฟ  

“ทานซะ” ทอยเลื่อนจานไก่ย่างและคอหมูย่างไปตรงหน้าของเลออน ทำเอาเลออนเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ  

“มันไม่เผ็ด คุณทานได้”  

เลออนคลี่ยิ้มทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่ทอยพูดบอก เลออนขอแอบเข้าข้างตัวเองหน่อยแล้วกันว่าทอยก็เป็นห่วงเขาเหมือนกัน ทั้งสองคนนั่งทานกันไปเรื่อยๆ คุยกันบ้างเล็กน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเลออนเสียมากกว่าที่เป็นคนชวนคุยอยู่ตลอด เมื่อทานเสร็จ เลออนก็จะขอเป็นคนจ่าย แต่ทอยไม่ยอม เลยต้องจ่ายกันคนละครึ่ง พอชำระเงินเรียบร้อย เลออนก็พาทอยกลับบริษัท 

---------------------- 

“พอหลังจากไปดูแผนกการตลาดเรียบร้อย ผมจะให้คุณลองดูแฟ้มโครงการใหม่ของบริษัทนะครับ”  

ทอยพูดบอก ขณะที่กำลังพาเลออนไปยังแผนกการตลาด เมื่อไปถึงสายตาของคนในแผนกก็หันมามองเลออนเป็นตาเดียว ซึ่งตอนนี้เลออนก็เริ่มจะชินแล้ว เพราะตลอดทั้งวันที่ไปในแต่ละแผนก ทุกสายตาก็จะจับต้องมาที่เขา สำหรับสายตาชื่นชมหรือชื่นชอบ เลออนก็ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้สายตาดูถูกเหน็บแนมนี่สิ เขาพยายามจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็สังเกตเห็นทุกที  

“สวัสดีครับคุณวิรากร” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาทักร่างโปร่งเสียงนุ่ม แต่แววตาของชายคนนั้นที่มองทอย กลับทำให้เลออนรู้สึกตงิดใจ 

“สวัสดีครับคุณนิภัทร พอดีผมพาคุณรชณกรมาดูการทำงานของแผนกคุณนะครับ”  

นิภัทรหันมองหน้าเลออนนิดๆ  

“คุณเลออนครับ นี่คุณนิภัทร ผู้จัดการแผนกการตลาดนะครับ” เลออนไม่ได้พูดทักทายอะไร เพียงแค่ยิ้มให้นิดๆ เพราะเขารู้สึกไม่ชอบขี้หน้าชายคนนี้สักเท่าไหร่  

“ถ้าคุณวิรากรมีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ ผมพร้อมช่วยคุณเสมอ” นิภัทรพูดกับทอยยิ้มๆ ทำเอาเลออนขมวดคิ้ว  

“คุณไปกันเถอะ อย่าเสียเวลาอยู่เลย” เลออนพูดพร้อมทั้งจับแขนเรียวของทอยไว้ ทำเอานิภัทรมองไปที่มือแกร่งของเลออนที่จับแขนทอยอยู่ แล้วหันกลับมามองหน้าเลออนด้วยสายตานิ่งๆ  

“ผมขอตัวนะครับ”  

ทอยบอกกับนิภัทร ก่อนจะผลักมือของเลออนออกจากแขนตัวเอง แล้วเดินนำเข้าไปในแผนก โดยมีเลออนเดินตามเข้าไป ซึ่งในจังวะที่เลออนเดินผ่านนิภัทร ทั้งสองคนก็หันมองหน้ากันด้วยสายตาเรียบนิ่ง โดยที่ทอยไม่ทันได้สังเกตเห็นรังสีเทาๆที่แผ่ออกมาปะทะกันระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง  

 

“นี่ๆ ผมได้ข่าวมาจากแผนกอื่น ว่าวันนี้คุณวิรากร พาลูกชายท่านประธานมาเดินดูทุกแผนกเลยนะ”  

“จริงเหรอ แล้วจะมาแผนกเราไหมเนี่ย ผมละไม่อยากให้มาเลย รู้สึกไม่ชอบสักเท่าไหร่”  

“ทำไมละคะ ดิฉันว่าลูกท่านประธานออกจะดูดีนะคะ” 

“ดีแต่หน้าตานะสิ แต่อย่างอื่นไม่ได้เรื่องสักอย่าง ที่ได้เข้ามาในบริษัทก็เพราะเป็นลูกท่านประธานหรอก” 

“ใช่ๆ ผมเห็นด้วย ผมละนึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าบริษัทเราได้คนแบบลูกชายท่านประธานมาบริหาร บริษัทคงล้มไม่เป็นท่า”  

 

เสียงพูดนินทาลูกเจ้านายของเหล่าพนักงานดังออกมาจากห้องชงกาแฟของแผนกกันอย่างสนุกปาก โดยที่ไม่รู้เลยว่า คนที่อยู่ในบทสนทนาของพวกเขายืนอยู่ใกล้ๆกับห้องนั้น  

ระหว่างที่เดินเข้ามาในแผนก ทอยและเลออนก็เดินดูงานเรื่อยๆ โดยที่มีทอยคอยแนะนำงานให้เลออนฟังอยู่ตลอดจนทั้งสองคนเดินผ่านห้องชงกาแฟ เสียงพูดคุยของพนักงานที่พูดกันอย่างออกรส ทำเอาเลออนชะงักเท้ายืนนิ่งไป ส่วนทอยที่เดินมาพร้อมกับเด็กหนุ่มก็หันมองคนข้างๆที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทอยจึงจะเดินเข้าไปตำหนิพนักงานที่เอาเรื่องของเจ้านายมาพูดลับหลังแบบนี้  

พรึบ 

ทอยชะงักเท้าที่กำลังจะเดินเข้าไปหาพนักงานกลุ่มนั้น เมื่ออยู่ๆ มือแกร่งของเลออน ก็คว้าข้อมือของเขาไว้ ทอยจึงหันกลับมามองเลออนอย่างไม่เข้าใจ ส่วนเลออนก็ส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม  

“เรากลับห้องทำงานกันเลยได้ไหมครับ” เลออนถามเสียงนิ่ง ทอยที่นิ่งเงียบไปก็พยักหน้าตอบรับ เลออนจึงปล่อยแขนของทอย แล้วเดินกลับไปยังประตูทางออกของแผนกทันที โดยมีทอยเดินตามออกไป  

ตั้งแต่เดินออกมาจากแผนกการตลาดจนเข้าลิฟต์ เลออนก็เงียบมาตลอด ไม่ได้พูดหยอกล้อหรือพูดหยอดเขาเหมือนอย่างเคย เมื่อลิฟต์เปิดออกยังชั้นสูงสุดของตึง เลออนก็เดินออกจากลิฟต์ทันที ทอยจึงเดินตามออกไปเช่นกัน พอเข้ามาภายในห้อง เลออนก็ยืนนิ่งหันหลังให้ทอย ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ  

“คุณไม่เป็นไรนะครับ” ทอยถามขึ้น เมื่อเห็นท่าทางของเลออน  

“ผมไม่เป็นไรมากหรอก ผมควรจะทำตัวให้ชินกับคำพูดพวกนั้นสินะ” เลออนพูดเสียงแผ่ว 

“ผมเคยบอกคุณแล้วไงครับ ว่าใครจะคิดอะไรก็ปล่อยให้เขาคิดไป เราทำตัวเราให้ดีก็พอ อย่าคิดมากเลยนะครับ” ทอยพยายามพูดให้กำลังใจเด็กหนุ่มที่คงจะเก็บเอาคำพูดของพวกปากหอยปากปูมาคิดให้หนักใจ หากเลออนยังเป็นแบบนี้ เขาเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน อาจเป็นเพราะเขาชินกับการที่เลออนกวนประสาทมากกว่านิ่งเงียบแบบนี้ 

“ผมขอกอดคุณหน่อยได้ไหม”  

ทอยนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินคำขอจากร่างแกร่ง 

“ไม่ได้สินะครับ ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ คุณเองก็คงไม่ชอบใจที่ต้องมาสอนงานให้คนไม่เอาไหนแบบผม” เลออนพูดบอก ทำเอาทอยขมวดคิ้ว ร่างโปร่งจึงเดินเข้าไปยืนประจันหน้ากับเลออนทันที  

อึ่ก  

ทอยที่มายืนตรงหน้าเลออนก็ต้องชะงัก รู้สึกใจวูบไหวแปลกๆ เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าหมอง เจ็บปวด และคิ้วหนาที่ขมวดชนกันจนแทบจะเป็นปมของเลออน ซึ่งทอยไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มเป็นแบบนี้มาก่อน  

หมับ 

เลออนถึงกับสะดุ้งนิดๆ เมื่ออยู่ๆ ร่างโปร่งก็เข้ามาสวมกอดเขา โดยที่เขาไม่คาดคิด  

“คุณอย่ามาคิดแทนผม ผมไม่เคยพูดสักคำว่าไม่พอใจที่ต้องสอนงานคุณ ถึงแม้บางครั้งคุณจะทำให้ผมเหนื่อยใจเพราะความกวนประสาทของคุณไปหน่อยก็เถอะ แต่ผมไม่เคยมองว่าคุณเป็นคนไม่เอาไหน ใครจะดูถูกคุณยังไงก็ชั่ง แต่คุณห้ามดูถูกตัวเองรู้ไหม คุณมีดีมากกว่าที่คนอื่นเห็น”  

เลออนชะงักไปนิดกับคำพูดที่เหมือนจะปลอบเขา ก่อนที่มือแกร่งจะยกขึ้นกอดตอบร่างโปร่งเช่นกัน ใบหน้าคมซุกลงที่ซอกคอขาวของทอย ส่วนทอยเองก็ลูบหลังแกร่งของเลออนอย่างปลอบโยน ซึ่งนอกจากน้องชายแล้ว ทอยก็ไม่เคยทำแบบนี้ให้ใครมาก่อน แต่ถึงอย่างไรทอยก็เข้าใจความรู้สึกของเลออนดี ว่าการโดนดูถูกเหยียดหยามมันเป็นยังไง  

เขาเข้าใจมันดีกว่าใคร......  

“คืนนี้คุณไปดื่มเป็นเพื่อนผมที่คอนโดผมหน่อยได้ไหม” เลออนถามเสียงแผ่ว  

“การดื่มไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรนะคุณ” ทอยพูดบอกโดยที่ยังคงกอดกับร่างแกร่งอยู่  

“ผมรู้ แต่บางทีมันก็ช่วยเยียวยาความรู้สึกของผมได้บ้าง แต่ถ้าคุณไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”  

เสียงหม่นของคนตัวโต ทำทอยนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด  

“ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปดื่มเป็นเพื่อนคุณเอง” ทอยตอบรับ เพราะเขาเข้าใจว่าเวลาแบบนี้ เลออนคงอยากมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน  

“ขอบคุณมากนะครับ” เลออนกระชับกอดร่างโปร่งแน่นขึ้น 

 

 

หึหึ ง่ายกว่าที่คิดไว้แฮะ 

. 

. 

. 

. 

เลออนคิดจะทำอะไร 😂😂 

ร้ายนักนะ  

โปรดติดตามตอนต่อไป...... 

ปล. หากตอนนี้พบคำผิด หรือชื่อตัวละครสลับกัน รบกวนเมนต์บอกไรท์หน่อยนะคะ 

1 คอมเมนต์ดีๆ = ร้อยกำลังใจ <3 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว