email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 10

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2562 16:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 10
แบบอักษร

Lovely shot 10 

05.46 น.

พี่ภัสกับพี่ๆ มารับถึงบ้านพี่กั้ง ฉันตื่นตั้งแต่ตีห้าอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมานั่งลงที่ห้องรับแขกโดยมีพี่กั้งกำลังทำแซนวิชไว้ให้รองท้อง โดยที่ฉันเองก็เปิดเพลงฟัง วันนี้ทั้งพี่กั้งพี่ยีนไม่มีบินเลยจะพักอยู่บ้าน

 

พี่ภัส :: อยู่หน้าบ้านแล้วนะ ขึ้นมาเลย 

พี่ภัส :: นั่งด้านหน้าคู่คนขับเลยนะ 

 

“พี่กั้งพี่ภัสมาแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอ เดี๋ยวพี่เดินไปส่งหน้าบ้าน” พี่กั้งขยับลุกขึ้นยืนแต่ฉันเอ่ยห้ามไว้ก่อน

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูเดินไปเอง”

“เดี๋ยวพี่ส่งหน้าบ้านตรงนี้ก็ได้ อยากไปส่ง” พี่กั้งยังยืนยันที่จะไปส่ง

“ก็ได้ค่ะ เสร็จแล้วพี่รีบกลับขึ้นไปนอนนะ” ฉันหยิบกระเป๋าเป้ในเล็กมาถือไว้รวมถึงกล่องแซนวิชที่พี่กั้งทำให้ เราสองพี่น้องเดินออกมาจนถึงประตูหน้าบ้าน ลากันเสร็จฉันก็ถือของวิ่งออกไปหน้าบ้านเปิดประตูรถด้านหน้าคู่กับพี่ภัส กระเป๋าใบเล็กถูกวางไว้ที่วางเท้าทันทีเมื่อขึ้นมานั่งได้สำเร็จ

“พี่ภัส พี่กั้งทำแซนวิชมาให้ด้วยนะคะ ให้ทุกคนเลย...” เสียงฉันขาดหายไปเมื่อหยิบกล่องแซนวิชยื่นไปให้พี่ภัสดู รอยยิ้มกว้างที่ฉันมีอยู่ตอนนี้หายไปเมื่อเจอกับคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย เพียงเสี้ยววิที่เจอเขาฉันก็หันกลับตั้งใจลงจากรถแต่เสียงล็อคประตูรถนั่นทำให้ฉันเปิดประตูรถไม่ได้

“รัดเข็มขัด” เขาเอ่ยบอกเสียงเรียบๆ ไม่ได้ดุหรือไม่พอใจ แต่มันเรียบซะจนฉันรู้สึกอยากร้องไห้

“เฮ้อ ทำไมดื้อจังนะ” เขาว่าแบบนั้น ก่อนจะขยับตัวเข้ามารัดเข็มขัดนิรภัยให้ ฉันขยับออกห่างจากเขานั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรเลยสักอย่าง เมื่อรถเคลื่อนตัวฉันก็กดโทรหาพี่ภัสทันทีแต่คนที่รับสายกลับกลายเป็นพี่ขิมแทน

“อยู่ไหนกันคะ”

(รออยู่หน้าหมู่บ้านแกไง มีพวกพี่ปองพี่ซิมมาด้วยนะ)

“คะ? ทำไมล่ะ พวกเขาต้องไปตามแพลนที่วางไว้ไม่ใช่เหรอคะ” ฉันถามออกไปอย่างสงสัย

(พี่เองก็ตกใจ รอให้พี่ปองเล่าดีกว่านะ)

“อยากนั่งกับพี่ๆ” ฉันเริ่มงอแง

(นั่งกับคุณกรนั่นแหละ คุยกันซะ ถ้าง่วงก็นอนพักไปก่อน) พี่ขิมบอกแค่นั้นก่อนจะวางสายไป ฉันจะทำอะไรได้นอกจากนั่งเงียบอยู่บนรถที่มีเพียงเสียงแอร์เบาๆ

“เชื่อมบลูทูธเปิดเพลงก็ได้” เอาวะ อย่างน้อยรถก็จะไม่เงียบ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเชื่อมบลูทูธกับรถ เมื่อเชื่อมได้ก็เปิดเพลงที่อยากฟัง แม้จะเป็นเพลงเกาหลีแต่เจ้าของรถก็ไม่ได้ว่าอะไร

“ง่วงไหม” เมื่อขับรถมาได้สักพักใหญ่ เจ้าของรถก็เอ่ยถาม

“ไม่ค่ะ”

“โกรธเรื่องเมื่อวานเหรอ?” ถาม มือก็ยื่นขึ้นมาจับมือฉันไว้แล้วบีบเบา

“รอถามพี่ๆ ที่ทำงานหนูแล้วกันว่าทำไมถึงต้องยกเลิกสัมมนาแผนกหนู”

“...” ทำไมต้องถามล่ะก็ในเมื่อเขาเองก็เป็นคนบอกว่าที่ต้องยกเลิกเพราะการประเมินฉันมันติดลบทั้งยังมีการคอมเพลนจากลูกค้าและพนักงานคนอื่นว่าฉันทำกิริยาไม่ดี ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้วและฉันก็ไม่อยากเอ่ยถามให้ตัวเองเสียความรู้สึกไปมากกว่านี้แล้วล่ะ ฉันมั่นใจว่าไม่เคยทำอะไรแบบนั้นแต่ผลการประเมินและเรื่องคอมเพลนออกมาแบบนี้ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว

“แล้วทำไมเมื่อวานไม่รอพี่ โทรหาก็ไม่รับ” ฉันแค่ไม่อยากเจอ ไม่อยากมองหน้าเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไปแบบนั้น มันคงตลกน่าดูถ้าตัดสินใจพูด

“เป็นห่วงรู้ไหม” โตแล้วฉันดูแลตัวเองได้ เขาไม่ต้องมาห่วงฉันก็ได้นะ เป็นแค่พนักงานคนหนึ่งเท่านั้นเขาไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาห่วงฉันเลยสักนิด

“กานต์ ทำไมไม่คุยกับพี่” และแล้วเขาก็ทนไม่ไหว เอ่ยเรียกฉันเสียงเข้ม มือที่จับมือฉันอยู่บีบแน่น

“อย่ามางี่เง่าใส่พี่แบบนี้นะ”

“ขอโทษค่ะ” ฉันบอกเขาแค่นั้นก่อนจะเมินหน้ามองนอกรถ มือก็ดึงออกจากการเกาะกุมของเขา

“กานต์ คุยกันดีๆ ได้ไหม”

“...”

“โกรธเรื่องอะไรกันแน่กานต์ ที่โดนดุในห้องประชุม เรื่องการประเมิน เรื่องที่ยกเลิกสัมมนา หนูโกรธพี่เรื่องอะไร” เขาหักรถเลี้ยวจอดข้างทางอย่างกระแทกกระทั้น เมื่อรถหยุดนิ่งเขายื่นมือไปปิดเพลงแรงๆ ทันทีเช่นเดียวกัน

“กานต์! ทำไมนับวันถึงได้ดื้อแล้วงี่เง่าแบบนี้ มีอะไรทำไมไม่พูดทำไมไม่ฟังพี่บ้าง” ก็ใช่น่ะสิ เพราะฉันมันงี่เง่าแบบนี้ยังไงล่ะ ฉันถึงยังไม่อยากพูดอะไรออกไป พูดไปเขาก็คงจะโมโหแล้วฉันก็จะงี่เง่าอีกร้อยเท่าพันเท่าจนเขาเกลียดฉันไปในที่สุด ทำไมฉันจะไม่รู้ ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะ!!

“เพราะเป็นแบบนี้ไงพี่ถึงต้องไปเรียนที่อื่นแล้วไม่ติดต่อเรา!” หึ เขามั่นใจว่ามีแค่เรื่องนี้น่ะ

“มั่นใจเหรอคะ? คุณมั่นใจเหรอคะว่าเป็นเพราะฉันงี่เง่า ไม่ใช่ว่าคุณเองที่ตั้งใจจะไปโดยที่เลือกจะตัดขาดฉันทิ้งจากชีวิต...” เสียงฉันหายไปเมื่อฝ่ามือร้อนที่เคยกุมมือยกขึ้นตวัดใส่หน้าฉัน ไม่แรงแต่ก็ไม่ได้เบาและนี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาตบฉัน

“เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วฟังพี่บ้าง!” ฉันจ้องหน้าเขา กัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเอง เอาสิ เอาเลย อยากพูดอะไรพูดมาเลย ฉันจะฟัง!

“เอาสิคะ พูดเลยสิ” ฉันเค้นเสียงบอกเขา ไม่สนใจสีหน้าแววตาตกใจนั่นเลยสักนิด เขาจะตกใจทำไมล่ะเพราะเขาเองนั่นแหละที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้

“กานต์...” น้ำเสียงอ่อนเบาแบบนั้นมันคืออะไรกัน ตลกดีจัง

“พูดสิ มีอะไรจะพูดก็พูดสิคะ เงียบแล้วนี่ไง รอฟังแล้วนี่ไงคะ พูดมาสิ!” ทนไม่ไหวตะคอกเขาเสียงดัง จนอีกฝ่ายชะงักค้างไป

“กานต์...”

“ก็ถ้าทำตัวงี่เง่าแบบนี้ ไล่ออกเลยสิ ไม่ต้องมายุ่งสิ หายไปเหมือนเมื่อก่อนสิ! ทิ้งฉันไปให้หมดเลยสิ!!” ทิ้งฉันให้เผชิญความเจ็บปวดคนเดียวเหมือนเดิมสิ เขาจะกลับเข้ามาทำให้ฉันรู้สึกอีกทำไมกัน กลับเข้ามาในชีวิตฉันทำไม ทำไมไม่ลืมฉันไปเลยล่ะ

“ก็เพราะรักไงวะถึงต้องกลับมา!!”

“หึ รักเหรอ ไปหลอกเด็กเถอะนะคะ ฉันไม่โง่ให้คุณหลอกหรือเป็นตัวตลกให้คุณหรอกนะ”

“เออ! พูดก็แล้ว บอกก็แล้ว ไม่ฟังก็ตามใจเลยแล้วกัน เหนื่อยเหมือนกันที่ต้องมาตามเด็กเอาแต่ใจแบบนี้” เขาบอกเสียงกระแทกกระทั้น ก่อนจะออกรถอีกครั้ง ครั้งนี้ในรถเงียบไม่มีเสียงเพลง ไม่มีเสียงพูดคุย ตลอดสองชั่วโมงในการเดินทางมันน่าอึดอัดมากจริงๆ สำหรับฉัน พอนั่งเงียบๆ ได้สักพักฉันก็เผลอหลับไปทั้งที่ยังร้องไห้อยู่ ไม่รู้ว่าถึงตอนไหน แต่พอรู้สึกตัวตื่นฉันก็เห็นเพียงใบหน้าของคนที่เพิ่งจะทะเลาะกันเมื่อสองชั่วโมงก่อน เขาปลุกก่อนจะประคองลงจากรถระหว่างนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกัน ตึงๆ ใส่กันแต่เขาก็ยังดูแลฉันเหมือนเดิม

“นี่กุญแจห้องนะคะพี่ภัส” ฉันยื่นกุญแจให้พี่ภัส ส่วนอีกชุดเก็บไว้กับตัวเอง พี่ขิมนอนกับพี่ภัสส่วนฉันกับพี่ฝ้ายนอนด้วยกัน ทีมพี่ปองเห็นว่าก็จองโรงแรมไว้เช่นเดียวกัน เรานัดแนะกันเสร็จก็แยกขึ้นห้องพักเจอกันอีกทีตอนเย็นปาร์ตี้เล็กๆ ตั้งแต่ลงจากรถมาฉันเจอกลุ่มพี่ปองแค่ไม่กี่นาทีก็ต้องแยกกันแล้ว เย็นนี้คงได้ทักทายกันบ้าง ฉันวางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาก่อนจะเดินไปทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ไม่ไหว ฉันปวดหัวปวดตาไปหมดแล้ว

แกรก!

เสียงเปิดประตูดังให้ได้ยิน คงเป็นพี่ฝ้ายที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในห้อง

“พี่ฝ้ายหนูขอนอนก่อนนะ เดี๋ยวบ่ายๆเ ราไปหาอะไรทานกันนะคะ” ฉันบอกพี่ฝ้ายเสียงงึมงำ ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง ไม่ไหว ร่างกายไม่ไหว จิตใจฉันก็ไม่ไหวเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่ามาเที่ยวหรือฉันจะมานอนพักกันแน่เพราะตั้งแต่มาถึงจนกระทั่งตอนนี้บ่ายสองฉันเพิ่งตื่นและลุกนั่งบนที่นอนด้วยอาการงัวเงีย

“หิวหรือยัง?”

“เฮ้ย! ขะ เข้ามาได้ยังไง พี่ฝ้ายอยู่ไหน” ฉันรัวถามอย่างตกใจเมื่อหันไปเจอร่างของคุณกรนั่งอ่านหนังสืออยู่โซฟามุมห้องด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ฉันหันซ้ายมองขวาหาพี่ฝ้ายทันที เขาเข้ามาได้ยังไงแล้วพี่ฝ้ายล่ะ

“คุณฝ้ายเขาก็ต้องอยู่ห้องเขาสิ จะมาอยู่ห้องเราได้ยังไงกัน” เขายังตอบหน้าตาย ไม่พอ ยังขยับลุกเดินมาหาฉันอีกด้วย

“คุณ คุณเข้ามาได้ยังไง”

“ก็เปิดประตูเข้ามา” เขายังคงแกล้งกลับ ฉันพยายามดึงสติกลับมา แม้มันจะมีน้อยนิดแล้วก็ตาม มือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาพี่ฝ้ายพร้อมกับก้าวลงจากเตียงนอนหลังใหญ่ ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ตัวเองก่อนจะเดินไปที่ประตูห้อง

(ว่าไงกานต์ ตื่นแล้วเหรอ)

“ค่ะ พี่ฝ้ายอยู่ไหนคะหนูกำลังจะ เอ๊ะ!” ฉันหันไปมองคนด้านหลังอย่างไม่พอใจทันทีเมื่อถูกกระชากกระเป๋าออกจากมือแบบนั้น

(พี่อยู่ห้องไง เดี๋ยวเย็นๆก็เจอกันที่ด้านล่างนะ ปาร์ตี้กัน)

“หนูจะไปหาพี่นะคะ” ฉันจ้องคนที่มองฉันอย่างดุๆ ไม่มีความเกรงกลัวแล้ว ฉันนี่แหละไม่กลัวเขาแล้ว

“ไม่ต้องไป” เขาเอ่ยขัดเสียงเข้ม มือข้างที่ว่างก็ดึงมือฉันให้กลับเข้าไปในห้องนอน

“ปล่อยนะคะ ปล่อยนะ”

“อย่าดื้อได้ไหม ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ”

(กะ กานต์ พี่ว่าคุยกับคุณกรก่อนเถอะนะ เย็นๆ ค่อยเจอกัน)

“หนูอยากเจอพี่ หนูไม่อยากอยู่นี่”

(กานต์ลองลดความร้อนของตัวเองลง แล้วค่อยๆคุยกัน พี่เชื่อว่าคุณกรเองก็คงจะมีเหตุผลเป็นของตัวเอง)

“...”

“วางได้แล้วครับ”

(พี่วางแล้วนะ เจอกันตอนเย็น)

“ไม่มีมารยาท!” ฉันเหวใส่เขาเสียงเข้ม แต่เขามองอย่างไม่ยี่หระอะไรทั้งสิ้น ทั้งยังมองฉันกวนๆ อีกด้วย กระเป๋าเสื้อผ้าถูกวางลงที่โซฟาที่เดิม ส่วนฉันถูกผลักให้ล้มลงบนเตียงนอนหลังใหญ่ตามด้วยร่างสูงที่ขยับขึ้นมาคร่อมไว้

“ลงไปค่ะ”

“ไม่ มาคุยกันจริงจังสักที”

“เคลียเรื่องล่าสุดก่อน ฟังแล้วก็คิดตาม” เขาบอกเสียงเข้ม แต่ฉันไม่มองหน้าเขา เลยไม่รู้ว่าเขาทำหน้าตายังไงอยู่กันแน่

“เอ๊ะ! นี่” แต่ก็ต้องมีเหตุให้ฉันหันกลับไปมองเขา เมื่อเขากดจมูกลงบนแก้มฉันแรงๆ

“มันเขี้ยวว่ะ ฟังพี่นะ”

“...”

“เรื่องที่คอมเพลนพี่ก็รายงานตามที่ได้รับผลประเมิน ส่วนเรื่องสัมมนาประชาสัมพันธ์เขายืนยันที่จะไปที่เดียวกับธุรการ ที่พักก็จองกันแค่นั้นจะไปยังไงให้หมดล่ะจริงไหม ก็พอจะรู้ว่าไม่ถูกกันเลยไม่อยากให้อึดอัด พี่เลยยกเลิกสัมมนาของธุรการ”

“...”

“แต่ก็ไม่คิดว่าพอยกเลิก ธุรการจะมีทริปเที่ยวของตัวเองต่างหาก ทีมวิศถาอินก็เป็นลูกคู่ของธุรการด้วย ไปๆมาๆทริปสัมมนาเชียงรายมีแค่ประชาสัมพันธ์ไปเพราะเจ้าทริปเชียงรายเปลี่ยนแพลนมาพัทยา”

“แล้วไงคะ? สัมมนามันก็แค่ข้ออ้างที่จะให้พนักงานไปเที่ยวไม่ใช่เหรอ ใครจะไปไหนก็ไปนี่คะไม่บังคับนี่”

“ใช่ครับ ไม่บังคับ ทีแรกพี่ก็จะไปเชียงรายแล้วล่ะแต่เผอิญรู้ว่าเด็กจะมาซนที่พัทยาเลยต้องตามมา”

“ไม่ได้ขอ”

“หึ ก็รู้นี่ว่าพี่ตามมา เลิกดื้อได้หรือยัง” ฉันเงียบ เมื่อถูกถามแบบนั้น

“ส่วนเรื่องคอมเพลนกับผลการประเมินเรา พี่ให้เลขาตามให้อยู่ พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่าหนูทำแบบนั้นคนในบริษัทรักหนูจะตายไป พี่ว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ แต่จะพูดตอนนั้นเลยก็ไม่ได้ไง เพราะก็รู้กฎนี่ว่าเมื่อไหร่ที่ผลออกเราต้องรีบรายงานถ้ามีคนที่ถูกประเมินไม่ผ่าน แต่ของหนูมันแปลกไปเพราะมันติดลบยังไงล่ะ” เขามาพูดตอนนี้แล้วมันได้อะไรล่ะ ยังไงฉันก็ยังเป็นคนผิดเหมือนเดิม แล้วพอได้ยินแบบนี้ฉันยิ่งกลายเป็นคนที่แสนจะงี่เง่าเอาแต่ใจเลยยังไงล่ะ

“เรื่องเมื่อวานพี่เล่าหมดแล้ว ต่อไปเรื่องหนูบ้าง” เขาใช้มือข้างหนึ่งจับคางให้ฉันหันไปมองเขา

“มะ ไม่มีค่ะ”

“มี เรื่องเรา เล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นอย่าให้พี่ต้องดุนะกานต์ พี่ถามใครก็ไม่มีใครบอก” เขาถามแต่ฉันเงียบ

“เอาละถ้าไม่เล่าพี่จะเล่าเรื่องของพี่เอง พี่ว่าเราถึงเวลาที่ต้องเปิดใจคุยกันแล้วล่ะ”

“พี่ทะเลาะกับพ่อแทบเป็นแทบตาย โดนตัดออกจากกองมรดก ก่อนจะมาเปิดบริษัทนี้กับเพื่อน เพื่อนพี่ชื่อโรมเดี๋ยวพาไปรู้จัก...”

“ไม่ได้อยากรู้ อื้อ! เจ็บ” ฉันมองเขางอนๆ เมื่อถูกบีบปากแรงๆ

“ฟัง ที่ทะเลาะกับพ่อเพราะพี่ไม่ยอมหมั้นกับพี่สาวเราชื่ออะไรไม่รู้แต่ไม่ใช่กั้งนะ”

“...” ฉันเมินหน้าหนีทันทีที่ได้ยิน พอได้ยินแบบนี้เรื่องในอดีตที่ฉันยังจำได้ดีกลับไหลเวียนเข้ามาอีกครั้ง

“เพราะพี่ไม่ยอมเลยทะเลาะกัน แล้วพอพี่จะติดต่อหนูก็ติดต่อไม่ได้กลับมาบ้านไปหาก็ไม่เจอ หนูเอาแต่หลบพี่ย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำ มหาลัยก็ไปเรียนที่จังหวัดอื่นแล้วแบบนี้จะให้พี่ทำยังไง พี่ทำอะไรผิดพี่ยังไม่รู้เลย บอกพี่ได้ไหมทำไมถึงเป็นแบบนี้”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ปล่อยเถอะ” ฉันไม่อยากเล่า เพราะเรื่องนี้ฉันเองก็ไม่อยากนึกถึง

“กานต์ เล่ามาให้หมด”

“ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ” ฉันยืนยันกลับไป

“ถ้าไม่มีอะไรทำไมต้องหลบหน้าพี่ ทำไมต้องหายไปจากสายตาพี่ แล้วทำไมไม่ยอมเรียกพี่เหมือนเมื่อก่อน หนูเป็นอะไรบอกพี่ได้ไหม” คนตัวโตโน้มใบหน้าต่ำลงจนหน้าผากเราแนบชิดติดกัน

“พี่อยากรู้ว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้หนูเปลี่ยนไป...”

“ไม่มีหรอกค่ะ ปล่อยเถอะนะคะ”

“กานต์ เรื่องของเราพี่ไม่เคยล้อเล่นนะ” เขายืนยันเสียงจริงจัง ทั้งยังจ้องฉันด้วยสายตาจริงจัง

“...”

“เรามาทำเรื่องของเราให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นได้ไหม”

“...”

“มาทำเรื่องของเราให้มันชัดเจนกันนะครับ”

 

ความชัดเจนที่เขาต้องการแสดง ณ ตอนนี้ เรายังไม่ได้คุยอะไรกันเพิ่มเติม เพราะพี่ขิมโทรหาให้ออกไปทานข้าวฉันเองเมื่อถูกชวนบวกกับไม่อยากอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้ จึงไม่รอช้าที่จะตอบตกลงและออกจากห้อง แต่ก็มิวายถูกตามจากคุณกรที่เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของชัดเจน ซึ่งพี่ๆ ก็ไม่มีท่าทีสงสัยอะไรมากนัก

“ห้ามดื่มเยอะ” คนที่นั่งข้างๆ เอ่ยบอกเสียงเข้ม เมื่อฉันยกเครื่องดื่มในแก้วขึ้นดื่มรัวๆ โดยมีกลุ่มพี่ปองพี่ซิมนั่งอยู่ด้วย ทั้งสองพาครอบครัวมาด้วยนะ และพี่ๆ คนอื่นๆ ก็นั่งเกาะกลุ่มกันเฮฮาอยู่รอบๆ สนามหญ้าของที่พัก ที่ตอนนี้ถูกจัดเป็นที่ปาร์ตี้สำหรับเรา

“...” ฉันเงียบ ไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบเขา

“พี่ฝ้าย เรื่องนั้นพี่ยังไม่บอกหนูเลยนะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องเมื่อเป็นพี่ฝ้ายเดินไปยังเตาปิ้งย่าง ฉันเองพอเห็นโอกาสดีๆจึงไม่รีรอที่จะลุกเดินเข้าไปหาพี่ฝ้ายโดยที่มือก็ยังถือแก้วเครื่องดื่มอยู่

“เมาแล้วไหม ดื่มหนักขนาดนี้ พอก่อน” พี่ฝ้ายเอ่ยปราม แต่ก็ไม่ได้ดุอะไร

“ยังไม่เมาค่ะ เรื่องวันนี้คือยังไงคะ หนูสงสัยจริงๆ นะ”

“ก็พอแผนกเราไม่ได้ไปเชียงราย ทีมนั้นก็ขอคุณกรไป คุณกรเองก็ตกลง พอทีมที่ดิลกับเราไว้รู้เรื่องเลยปรึกษากันใหม่ บางคนก็ยังอยากไปเชียงรายแต่บางคนก็ไม่อยากไปกับทีมนั้น เลยส่งหัวหน้าแผนกขึ้นไปคุย”

“...”

“คุณกรเองก็บอกว่าไม่บังคับ ที่มีสัมมนาเพราะอยากให้ทุกคนได้พัก แล้วยังบอกอีกว่าไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ พอคุยเสร็จ ทริปนั้นก็แยก มีคนไปและคนไม่ไป หลักๆ ก็คงจะเป็นปองกับซิมที่พอรู้ว่าแผนกเราจะมาทะเลกันเลยขอมาด้วย บอกอยากพาลูกเมียมาทะเล”

“อ๋อ หนูก็แปลกใจทำไมมาได้เพราะเราคุยกันไว้ว่ามีแค่เรา”

“อือ นั่นแหละ ส่วนคนอื่นที่ไม่ค่อยชอบทีมนั้นก็ขอมาด้วย ทีนี้พอคุณกรรู้ว่าแกมาด้วยเลยจัดทริปแบบเร่งด่วนให้เราอีกทริป เราเลยมาที่นี่กันได้ยังไงล่ะ”

“หนูเข้าใจแล้วค่ะ”

“เข้าใจก็ดีแล้ว คุยกับคุณกรสักทีพี่สงสารคุณกร พี่ว่าเขาก็ชัดเจนมาตลอดเลยนะตั้งแต่แกเข้ามาทำงานแรกๆ” จู่ๆพี่ฝ้ายก็เอ่ยเปลี่ยนเรื่อง

“มันไม่มีอะไรนี่คะ” ฉันบอกไปตามจริง แต่เหมือนพี่ฝ้ายจะยังไม่พอใจกับคำตอบของฉัน

“อย่ามาโกหกเลย เขารู้กันหมดแล้วว่าคุณกรกับแกเป็นอะไรกัน ไม่งั้นทีมนั้นจะไม่ชอบแกเหรอ เพราะพวกนั้นอยากจะจับคุณกรยังไงล่ะ”

“หนูไม่ได้เป็นอะไรกับเขาจริงๆนะคะ อีกอย่างถ้าพวกเขาอยากได้ก็ตกลงกันเองสิ หนูไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยสักอย่าง” ฉันกับเขาจะเป็นอะไรกันได้ยังไงก็ในเมื่อเขายังพาผู้หญิงเข้ามาที่ทำงาน ควงกันเปิดเผย ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรกัน ทำไมต้องมองตามตลอดแบบนั้นด้วยล่ะ” พี่ฝ้ายพยักพเยิดหน้าให้มองไปด้านหลัง พอหันตามก็เห็นว่าเขาจ้องมองฉันอยู่ก่อนแล้ว

“คุยกันเถอะ พี่ไม่รู้อะไรลึกหรอกแต่แค่อยากให้ลองคุยกัน”

“ขอบคุณค่ะพี่ฝ้าย เราไปนั่งกันเถอะค่ะ พี่ซิมจะดื่มหมดคนเดียวแล้วนั่น”

“เออๆ ไปๆ มาถือกุ้งกับหมึกช่วยพี่ด้วย”  

เมื่อเรากลับมาที่โต๊ะฉันก็อาศัยช่วงชุลมุนไปนั่งข้างๆ พี่ฝ้ายที่มีเก้าอี้ว่างอยู่ โดยที่พยายามไม่สนใจคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะนั่นเลย พอฉันมานั่งนี่เก้าอี้ข้างๆ เขาก็ว่างไปเลยเหมือนกัน เพราะไม่มีใครกล้านั่งข้างเขา

“มาๆ วันนี้เมียมาพี่เมาได้” พี่ปองยกแก้วขึ้นชนกับพวกเราทุกคน

“ผมก็เมาได้ เพราะมีเมียมาฮาๆๆๆ”

“เดี๋ยวๆ ไอ้กานต์ จะชนด้วยนี่มีผัวแล้วเหรอ?” พี่ปองถามกวนๆ พี่ๆ คนอื่นพอได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะร่วน ใช่สิ ก็ฉันมันคนโสดที่มีลูกเป็นนักร้องเกาหลีนี่

“ไม่มีค่ะ แต่หนูจะชนด้วย เอ้า! ชน!!”

“บอกไม่มีผัว แต่ช่วยกลัวคนที่นั่งหัวโต๊ะด้วยนะครับน้อง”

“ฮิ้ว!”

“ฮาๆๆ อ้าวๆๆ ใจเย็นเว้ยนี่มันเหล้าไม่ใช่น้ำเปล่าไม่ต้องยกถี่ขนาดนั้น”

“พอก่อน” เสียงทุ้มดุๆ ดังขึ้นพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มในมือถูกดึงออกไป เขานั่งอยู่ฝั่งนู้นไม่ใช่เหรอแล้วเดินมาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ฉันคิดอย่างสงสัย

“กลับไปนั่งกับพี่”

“ไม่เอา จะนั่งตรงนี้” ฉันตอบเสียงอุบอิบยิ่งคนชวนทรุดตัวนั่งทับส้นเท้าอยู่ข้างๆ ยิ่งทำให้ฉันเขินอายจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง เขายกมือขึ้นจับชายชุดที่ร่นขึ้นมาเหนือเข่าลงให้คลุมเข่าก่อนจะวางมือทับชายชุดไว้

“ทำไมครับ? ไปนั่งกับพี่นะ”

“จะดื่ม...”

“ไปนั่งกับพี่จะดื่มเท่าไหร่ก็ได้” เขาบอกแววตาจริงจังถูกส่งมาอีกครั้ง

“ไม่เอา” ฉันจ้องเขากลับ แววตาฉงนสงสัยนั้นมันคืออะไรกัน ทำไมฉันถึงใจเต้นแรงแล้วยังมองว่าเขาน่ารักกันนะ

“มันเมาแล้วล่ะผมว่า ยกถี่ขนาดนั้น”

“งั้นผมพาไปนอนก่อนแล้วกันนะครับ พรุ่งนี้ก็พักตามสบายเลย”

“ครับ/ค่ะ”

“ไปนอนกันไหม” คนตรงหน้าหันกลับมามองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันส่ายหน้าแทน

“ไม่เอา”

“ทำไมครับ”

“ไม่อยากอยู่ใกล้” ฉันพยักหน้าตอบไปตามตรง เริ่มมองคนตรงหน้าไม่ชัด

“ทำไมครับ? โกรธพี่ใช่ไหม”

“อื้อ! โกรธ”

“ถ้าโกรธเราขึ้นไปคุยกันบนห้องนะครับ ไปคุยกันนะจะได้หายโกรธกัน”

================== 

อิพี่กรนางร้าย!!! คำพูดคำจานั้น ทำให้ลูกสาวฉันถึงกับเคลิ้มตาม ไปคุยกันนี่ ลูกฉันจะรอดไหมคุณกร ตอบ 

ความคิดเห็น