email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 9

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2562 11:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 9
แบบอักษร

Lovely shot 9 

 

 

 

“กานต์ กานต์ครับตื่นก่อนเร็ว” เสียงทุ้มกระซิบเรียก ฉันไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหนแต่เมื่อรู้สึกตัวตื่นก็ถูก

บังคับให้ทานข้าวทานยา ทานเสร็จก็ถูกกักตัวไม่ให้ลงไปทำงาน สรุปช่วงบ่ายฉันหลับอยู่บนห้องทำงานคุณกรไม่ได้กระดิกตัวไปไหนเลย ฤทธิ์ยาก็แรงเกินจะต้านทานได้ กว่าเราจะได้กลับก็เกือบหนึ่งทุ่ม ถึงห้องก็ถูกจับเช็ดตัวปะแป้งทานข้าวแล้วนอนอีกครั้ง และไม่แปลกที่เช้าวันถัดมาไข้ฉันจะลด

“มาแล้วเว้ย เอามะม่วงมาฝาก เมียกลับบ้านมา” พี่ปองตะโกนตั้งแต่ตัวอยู่บันได แต่เสียงนี่ลอยเข้ามาถึงแผนกก่อนตัวตั้งหลายวิ

“เออ กานต์ เมียพี่ฝากนี่มาให้” พี่ปองยื่นกล่องอะไรบางอย่างมาให้ ฉันรับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณกลับไป พอลองดูสิ่งของด้านในก็ยิ้มกว้างเพราะมันเป็นโพลาลอยที่ฉันสั่งจากร้านแฟนพี่ปองยังไงล่ะ ทำเอาไว้แจกในงานคอนที่จะถึง

“อ้อ ขอบคุณค่ะ”

“เต็มที่จริงๆ กับลูกแกเนี่ย” พี่ปองแซว

“ก็หนูรักของหนูนี่นา”

“เออๆ รักไปเถอะความสุขแกนี่ รีบหายป่วยล่ะ”

“ขอบคุณค่ะ” พี่ปองเดินกลับโต๊ะฉันก็เก็บของใส่กระเป๋าและทำงานต่อจนถึงเวลาเลิกงาน อย่าคิดว่าฉันจะกลับได้เลยล่ะเพราะหลังเลิกงานฉันก็ต้องรอใครบางคนที่บังคับและขู่ให้ฉันต้องรอเขาจนกว่าเขาจะทำงานเสร็จ หกโมงครึ่งเขาโทรตามให้ขึ้นไปหาที่ห้องทำงาน ฉันที่นั่งรออยู่คนเดียวในแผนกจะทำยังไงได้ล่ะนอกเสียจากเก็บของแล้วเดินขึ้นไปหาเขา ตามที่เขาต้องการ

“หิวหรือยังครับ” ทันทีที่เคาะประตูห้องและเปิดเข้าไปคนที่นั่งทำงานอยู่ก็เอ่ยถามทันที

“ไม่ค่ะ” ฉันตอบอย่างไว้เชิง เกรงว่าจะดูไม่เหมาะ เพราะในห้องยังมีคุณเลขาทั้งสองของเขานั่งทำงานอยู่ด้วย ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้คุณเลขาทั้งสองก่อนจะเอ่ยทักทายและอาสาช่วย

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณนะครับ” คุณเลขากายเอ่ยบอกแบบนั้นฉันก็นั่งเล่นที่โซฟาเดี๋ยวก่อนจะเอารูปโพลาลอยที่จะแจกขึ้นมาและใส่ซองใสไว้

“ทำอะไรครับ” คนที่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวใหญ่เอ่ยถาม เหมือนเขาจะมองแค่แวบหนึ่งแล้วก้มหน้าทำงานก่อนจะเอ่ยถามออกมา เพราะเมื่อเขาถามฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเขากำลังก้มหน้าดูเอกสารบนโต๊ะอยู่

“เอารูปใส่ซองค่ะ”

“รูปอะไรครับ” เขายังเอ่ยถามต่อ ลอบมองคุณเลขาทั้งสองก็เห็นว่ายิ้มมุมปากนิดๆ เท่านั้น ได้โปรดอย่าแซวเลยนะคะ

“รูปผู้ชายค่ะ”

“หือ? จะเอาไปทำอะไรครับ” เขายังถามต่ออย่างสงสัย แต่ชวนฉันคุยแบบนี้เขาอ่านเอกสารตรงหน้ารู้เรื่องเหรอ

“เอาไปแจกหน้าคอนค่ะ”

“อ๋อ พอไหมล่ะทำเพิ่มไหม” หือ? เขาถามว่าอะไรนะ ฉันไม่ได้หูฝาดหรอกใช่ไหม

“พอค่ะ” ฉันตอบเสียงเบาก่อนจะก้มหน้าทำสิ่งที่อยู่ในมือต่อเงียบๆ

“อ้อ คุณกานต์ไปงานมีตที่เป็นของขนมไหมอ่ะคะ?” คุณพิศเอ่ยถามบ้าง จากห้องที่เงียบมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ ตอนนี้มีเสียงพูดคุยของฉันกับคุณพิศและคุณกาย ที่กำลังถามเกี่ยวกับงานต่างๆ ที่ฉันจะไปที่เกี่ยวกับน้อง

“อ้อ ส่งไปอยู่ค่ะ รอเขาประกาศไม่รู้จะได้ไหม” ฉันตอบพี่ๆ

“แล้วก็มีงานไส้กรอกด้วยใช่ไหมครับ” คุณกายถาม

“ใช่ค่ะ แต่หนูไม่ไหวหรอกงานนั้นน่ะ ตังค์ไม่พอค่ะ” ฉันบอกก่อนจะหัวเราะน้อยๆ เอาจริงๆ นะฉันไปเท่าที่ฉันไหวไม่ได้ตามจนตัวเองเดือดร้อนอ่ะ เราตามเพราะมีความสุขแต่ถ้าตามแล้วทำให้เครียดก็ต้องกลับมาคิดและพิจารณาดีๆ ว่าอะไรทำให้เราต้องเครียดถ้าฝืนตัวเองตามศิลปินแล้วทำให้ตัวเองเดือดร้อนเราก็ควรจะจะหยุด ควรหาอย่างอื่นเข้ามาสร้างหรือเติมเต็มรอยยิ้มของตัวเอง ไม่ใช่ฝืนจนตัวเองเดือดร้อน

“ขอคุณกรสิครับ รายนั้นสายเปย์นะครับ” คุณกายยุ แต่ฉันส่ายหน้าหวือกับประโยคที่เขาบอก อย่าให้ฉันยุ่งกับเขามากกว่านี้เลย ฉันกลัวใจตัวเอง

“ดูทำหน้าเข้า” คุณกรที่ฉันก็ไม่รู้ว่ามายืนด้านหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ่ยเจือเสียงขบขันทั้งยังยกมือลูบผมฉันอีกด้วย ฉันเอนหลบห่างจากมือเขาก่อนจะมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่เขาเองเมื่อถูกมองแบบนั้นก็ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด

“เสร็จนี่จะพาไปร้านชาบูนะครับ ทั้งสามคนเลย”

“ขอบคุณครับคุณกร”

“ขอบคุณค่ะ” คุณเลขาทั้งสองยิ้มกริ่ม แต่ฉันนี่สิยิ้มไม่ออกเลยสักนิด เพราะระหว่างที่เขาพูดมือก็ยื่นลงมาหยิบรูปที่อยู่บนตักฉันไปอยู่อย่างพิจารณา

“ไม่เห็นจะหล่อเลย” เขาว่า

“น้องน่ารัก! ไม่ต้องมายุ่งเลยนะถ้าจะพูดแบบนี้” ฉันดึงรูปกลับก่อนจะเก็บของใส่กระเป๋าจนหมด ฉันรู้ว่าเสียมารยาททั้งที่เขาเป็นเจ้านาย แต่ฉันก็ไม่ชอบคนที่ทำนิสัยแบบนี้เหมือนกันไม่ชอบไม่ว่าแต่อย่ามาพูดแบบนี้ ให้ต่างคนต่างอยู่ไปสิ ทำไมต้องมาพูดอะไรแบบนี้ด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันตีเลย งอนไปงอนมาฉันเองก็เริ่มปวดศีรษะ ฮื่อ นึกว่าหายไปแล้วเสียอีก

“กานต์”

“ขอโทษที่ทำตัวเสียมารยาทนะคะ” ฉันเอ่ยบอกกับเขาเสียงเข้มและยกมือไหว้เพื่อขอโทษ

“พี่ขอโทษครับ” เขาเอ่ยบอกเสียงแผ่ว ยื่นมือจะแตะใบหน้าฉันแต่ก็ต้องชะงักค้างไปเพราะฉันเอนหลบ ใบหน้าหล่อที่ทำให้สาวๆ ติดกันตรึมนั้นซีดและเหมือนเขาเองก็กังวลอยู่ไม่น้อย

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันบอกออกไป และนั่งกอดกระเป๋ารอเงียบๆ ไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อยเขาพาเลขาเขาไปที่ร้านชาบูที่หนึ่งที่เปิดจนถึงเช้า ตามเวลาป้ายบอกอ่ะนะ ดีหน่อยที่วันนี้คนไม่เยอะเลยไม่ต้องรอคิวกันนาน เมื่อขึ้นไปนั่งบนร้านฉันเองก็เลือกนั่งข้างคุณพิศ คนเป็นเจ้านายทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเขาตักหมูและของอย่างอื่นมาใส่จานให้อย่างเอาใจ ทั้งยังชวนคุยเรื่องลูกสุดที่รักของฉันด้วยแต่ฉันก็ไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป ฉันทานเงียบๆ และทานไม่เยอะด้วย ฉันจุกจนทานอะไรไม่ลงแล้วล่ะ

ห้าทุ่มเรากลับถึงห้อง ฉันอาบน้ำคนแรก ออกมาก็เจอกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างเตียง เขาหันมามองนิดหน่อยก่อนจะรีบวางสายไป เขาเดินเข้ามาใกล้ฉันเลี่ยงออกห่างจากเขาไม่พอหิ้วกระเป๋าเป้ตัวเองออกไปนั่งที่โซฟานอกห้องนอนทันที เขาไม่ได้ตามออกมาหรอก ฉันนั่งเอารูปใส่ซองจนเสร็จตอนนี้เที่ยงคืนนิดๆ แล้วแต่ยังไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด

“กานต์มานอนได้แล้วครับ” เสียงเข้มเอ่ยเรียก

“ยังไม่ง่วงค่ะ นอนก่อนเลย”

“เฮ้อ ไหน โกรธพี่ขนาดไหนบอกหน่อยสิครับ” ร่างสูงๆ ของคุณกรเดินมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ บนโซฟา ไม่พอ เขายกฉันให้ขึ้นไปนั่งคร่อมหน้าตักเขาไว้

“ไม่หนักหรือไงคะ ปล่อยได้แล้ว” ฉันบอกเขาทั้งยังพยายามลุกออกจากตักเขา แต่มันยิ่งยากเข้าไปเมื่อเขาสอดแขนทั้งสองข้างเข้ากับเอวฉันและรั้งรัดให้แนบกับตัวเขามากยิ่งขึ้น

“ไม่ครับ คุยกันก่อน” เขายืนยันที่จะคุย ทั้งยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกด้วย

“ไม่...”

“พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นอย่าโกรธพี่เลยนะครับ”

“ค่ะ” ฉันตอบรับส่งๆ ไม่อยากเก็บมาใส่ใจให้มากแต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจ เขาอุ้มฉันเดินเข้าห้องนอน เสียงปิดประตูดังลั่นห้องนอนก่อนที่ร่างฉันจะถูกวางลงบนเตียงนอนเบาๆ

“กานต์ครับ”

“...”

“พี่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นจริงๆ นะครับ แค่อยากหาเรื่องชวนคุยแต่พี่คิดน้อยไปเลยพูดแบบนั้น พี่รู้ว่ามันกระทบกับใจหนูแต่พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ” เขาคร่อมร่างฉันไว้ทั้งตัว ใบหน้าโน้มต่ำมาลงมาหน้าผากเราทั้งสองแนบชิดติดกัน

“ค่ะ หนูรับรู้” ฉันตอบเสียงอุบอิบ ไม่กล้าพูดหรือหายใจแรงด้วยซ้ำเมื่อต้องมาเจอเขาโหมด นี้และที่สำคัญเราทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซ็น แค่พูดเบาๆ ริมฝีปากเราก็แทบจะแตะกันอยู่แล้ว

“รู้แล้วหายโกรธพี่ไหมครับ” เขายังถามต่อ ดวงตาคมที่ยังจับจ้องฉันนั้นยิ่งทำให้หัวใจฉันเต้นรัวแรงขึ้นมากกว่าเดิม ความหมายที่สื่อมาพร้อมกับดวงตาเขายากที่จะเข้าใจและฉันเองก็คงไม่มีความสามารถที่จะมานั่งอ่านความใจในของใครเขาได้หรอก

“ไม่ได้โกรธค่ะ” ฉันบอกเขากลับ แต่เหมือนเขาจะยังไม่พอใจกับคำตอบที่ได้

“แต่สายตาหนูไม่ใช่แบบนั้นนะครับคนดี” ริมฝีปากร้อนกดลงบนปลายจมูกเบาๆ ก่อนจะผละออกห่าง

“อื้อ! อย่าแกล้ง นอนได้แล้วค่ะดึกแล้ว” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่อง อีกฝ่ายคงรู้ทันแต่ก็ยอมปล่อยให้ฉันได้นอน ค่ำคืนนี้เป็นอีกค่ำคืนที่ฉันหลับใหลไปภายใต้อ้อมกอดของคนที่ฉันพยายามวิ่งหนี หนีมาตลอดหลายปีแต่ไม่รู้ทำไมยิ่งหนีเขายิ่งไล่ตามมากยิ่งขึ้น...

  

“โอ้โฮ! แต่งสวยมาว่ะ” เสียงแซวพี่ขิมดังมาคนแรก ฉันเดินเข้าแผนกพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง มีความสุขและพลังงานอย่างเหลือล้นเลยล่ะ เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่ฉันจะไปหาน้องยังไงล่ะ กรี๊ด! แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ฉันสวมชุดเดรสคลุมเข่าน่ารักๆ มาในวันนี้ เตรียมของที่จะเอาไปงานมาด้วยเรียบร้อย แต่คนที่พามาเขาให้เอาไว้บนรถไม่ให้เอาลงมาเพราะตอนเที่ยงเขาจะพาไปส่งที่งานยังไงล่ะ

“หนูสวยใช่ไหมล่ะ” ฉันถามพี่ขิมเสียงสดใส พอถูกถามพี่ขิมก็ส่ายหน้าขำๆ มาให้

“สวยมากๆ เลยล่ะ แต่งสวยไปให้ลูกเห็นที่แท้ทรู” พี่ขิมเอ่ยแซว

“จริง มาบริษัทนึกว่าคนไม่ได้นอนมาแปดปี ไปคอนทีนึกว่านางฟ้าลงมาจุติ” พี่ปองตะโกนเข้ามาร่วมแซว

“ฮาๆๆ พี่ก็พูดเกินไป”

“ว้าวๆๆ นางฟ้าที่ไหนครับเนี่ย” เสียงกวนๆ ดังมาจากคนที่คุ้นเคย พี่ซิมนั่นแหละ ฉันหันไปยิ้มยิงฟันให้จนอีกฝ่ายหัวเราะ

“ทำไมยิ้มแบบนั้นให้พี่วะกานต์ พี่ชมนะ”

“พวกพี่อ่ะชอบแซว”

“ไม่ต้องมาน้อยใจ พรุ่งนี้สัมมนาจัดหนักนะครับผม”

“โอเคค่ะ หนูพร้อมแล้ว” ฉันยิ้มชูมือเรียกแรงฮึด

“งั้นขออัญเชิญคนสวยเฉพาะวันคอนกับเหล่าองค์รักเข้าประชุมด่วนนะคะ คุณกรเรียกค่ะ” อ่า ความสุขฉันกำลังลดลงเพราะคณกรเรียกประชุมนี่แหละ ทำไมต้องมีงานด่วนด้วยนะ แค่งานบนโต๊ะฉันก็แทบจะเคลียไม่ไหวแล้ว ฉันลางานตอนบ่ายนี่ ไหนจะต้องไปสัมมนาอีกฉันก็อยากเคลียงานให้เสร็จนี่นา

“ห้านาทีให้ถึงห้องประชุมทุกคน คุณกายเร่งแล้ว” หมดเวลาดราม่าทุกสิ่งอย่างค่ะทุกคน วิ่งสิคะรออะไร ไปช้าคุณประธานคงลงพอดี อย่าให้วันดีๆ ของฉันหมดไปกับเช้าที่ต้องประชุมด่วนเลยค่ะ

“ครบแล้วใช่ไหมครับ เริ่มประชุมกันเลยแล้วกัน ทางลูกค้าวีไอพีคอมเพลนเรามาเรื่องมารยาทของพนักงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ธุรการ...” สายตาของคุณกรจ้องฉันสลับกับพี่ภัส

“จากการประเมินภายในจากหัวหน้าแผนกต่างๆ คุณกานต์นวีคะแนนคุณติดลบ...มีคอมเม้นจากแผนกเรื่องกิริยาที่คุณปฏิบัติกับพนักงานด้วยกัน” ฮะ!! ฉันเหรอ ฉันทำแบบนั้นเมื่อไหร่กัน ฉันมองพี่ภัสทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เสียงอุทานจากพี่ๆ ที่สนิทกันดังแว่วมาให้ได้ยินเช่นเดียวกัน

“ค่ะ” ฉันเค้นเสียงขานรับ แม้จะยังงงและไม่เข้าใจฉันก็ต้องตอบรับไว้ก่อน

“ส่วนประชาสัมพันธ์ได้รับคำชมจากลูกค้าอย่างดี ประชุมวันนี้ผมขอแจ้งว่าสัมมนาของแผนกธุรการงดและไม่มีงานสัมมนาในปีนี้” งดอย่างนั้นเหรอ? ทั้งที่มีเพียงฉันคนเดียวที่ผิดคนอื่นไม่ควรมาเดือดร้อนไปกับฉัน

“ขออนุญาตค่ะ หากต้องงดสัมมนาของธุรการสาเหตุเกิดจากดิฉันรบกวนพิจารณาใหม่ด้วยค่ะ คนที่ได้รับประเมินจนติดลบเกิดจากดิฉันเพียงคนเดียว เรื่องสัมมนาก็ตัดเพียงดิฉันออก”  

“มติมีมาแบบนี้ ในเมื่อคนในแผนกคุณผิดก็ควรรับผิดชอบร่วมกันจริงไหมครับคุณภัส” เขาหันไปถามพี่ภัสในท้ายประโยค ฉันบีบมือตัวเองแน่น รู้สึกโมโหกับเรื่องนี้มากจนไม่อยากมองหน้าเขา

“ค่ะคุณกร เดี๋ยวดิฉันจะแจ้งทีมเองค่ะ”

“ส่วนประชาสัมพันธ์ จากการที่ได้รับคำชมจากลูกค้าหลายรายทางบริษัทจะเพิ่มโบนัสให้ในปลายปี” ตอนนี้ในหัวของฉันอื้ออึงไปหมด รู้สึกผิดกับพี่ๆ ที่แผนก เพราะการสัมมนาของชาวบริษัทคือการเที่ยวและพักผ่อนจากงานที่เครียดมาทั้งปี จู่ๆ ฉันก็เป็นต้นเหตุทำให้พวกเขาไม่ได้ไปเที่ยวอย่างนั้นเหรอ บ้าไปแล้ว! แล้วเรื่องที่ประเมินน่ะ ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลยนะ ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้ทำ

เมื่อทุกคนกำลังทยอยออกจากห้องประชุมฉันก็ลุกขึ้นยืนโดยมีพี่ภัสจับมือฉันไว้ ฉันข่มตัวเองไม่ให้ร้องไห้ ไม่มองหน้าคนที่มีอำนาจที่สุดเลยสักวิ ถ้าการประเมินมันแย่จนติดลบอีกหน่อยฉันก็คงจะเป็นอิสระจากที่นี่

“ตอนเที่ยงรอพี่...” เมื่อทุกคนออกจากห้องไปจนหมด เหลือฉันกับพี่ภัสที่กำลังรอเดินออกจาก คุณกรก็เอ่ยขึ้นมาแบบนั้น แต่ฉันรู้ว่าเขาพูดกับฉัน

“ขอยืมกุญแจรถหน่อยได้ไหมคะ” ฉันเอ่ยขอเขาตรงๆ ยิ้มให้เขานิดๆ แต่มือที่จับกับมือพี่ภัสบีบแน่น

“จะเอาไปทำอะไร?”

“ลืมของค่ะ”

“ตอนเที่ยงค่อยเอา” เขาปฏิเสธ

“แต่...”

“ค่อยมาเอาตอนเที่ยง” เขายืนยันเสียงเข้ม ฉันพยักหน้าเข้าใจเดินจับมือพี่ภัสออกจากห้องประชุม ก็ได้ในเมื่อเขาไม่ให้ฉันไปซื้อใหม่ก็ได้ เมื่อเข้ามาถึงแผนกพี่ภัสดึงมือเข้าไปในห้องทำงานทันที เมื่อประตูปิดลงฉันก็ทรุดนั่งเก้าอี้อย่างหมดแรง

“พะ พี่ภัส หนูขอโทษ หนูไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้ได้ยังไง”

“พี่เชื่อว่าเราไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นกานต์ พี่อยู่กับเราแทบจะตลอดเวลานะพี่รู้ว่าน้องพี่เป็นยังไง” พี่ภัสเดินเข้ามาลูบผมอย่างให้กำลังใจ ฉันปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างไม่คิดอาย

“หนูทำให้พี่ๆ ไม่ได้ไปพักผ่อน หนูมันแย่ หนูขอโทษพี่ภัส หนูขอโทษ” ฉันยกแขนโอบกอดพี่ภัส ซบใบหน้าเข้ากับท้องของพี่ภัส ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่แบบนั้น มันทั้งจุกและหน่วงไปหมดฉันทำทุกอย่างพังโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันผิดอะไรกันแน่ ถ้าฉันทำตัวไม่ดีการประเมินต่ำทำไมไม่โดนลงโทษเพียงแค่ฉันล่ะ ทำไมถึงต้องให้พี่ๆ คนอื่นโดนด้วยแบบนี้

“พี่ไม่เคยโทษหนูเลยนะ พวกพี่รู้ดีว่าน้องพวกพี่เป็นยังไงไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”

“พี่ภัสพวกหนูเข้าไปได้ไหม” เสียงพี่ขิมดังมาตามหลังเสียงเคาะประตู

“เข้ามาเลย” เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้นก่อนที่ฉันจะถูกกอดจากด้านหลังจาก

“ไม่ต้องคิดมากนะพวกพี่ไม่เป็นอะไร” พี่ขิมบอกหลังจากผละออกห่างจากฉัน

“ไม่ต้องห่วง พวกพี่เชื่อว่าเราไม่ได้ทำแบบนั้น ไม่ต้องร้องนะ” กอดปลอดทั้งยังลูบผมลูบหลัง แต่ฉันก็ยังเสียใจที่ทำให้งานสัมมนาของพี่ๆ ล่มแบบนี้

“หนูขอโทษ”

“ไม่เป็นไร หยุดร้องก่อนเร็วจะตาบวมไปหาน้องไม่ได้นะ” พี่ฝ้ายหยิบทิชชูมาซับน้ำตาให้พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจมา

“พวกพี่รู้ว่าน้องพวกพี่เป็นยังไง อย่าได้เสียใจไปเลยนะ” พี่ฝ้ายบอก

“จริง ไม่ต้องเสียใจเลย เราไปสัมมนาไม่ได้เราก็หยุดแล้วไปเที่ยวกันเองก็ได้นี่นา” พี่ขิมเสนอ

“จริงสิ งั้นเราไปเที่ยวกันเองไหม ไปแค่เราดีไหม” พี่ภัสเสนอมา ฉันเช็ดน้ำตาอย่างกับเด็กน้อย เมื่อสงบลงได้ พี่ๆ ก็เข้ามาปลอบแล้วบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปเที่ยวทะเลกันค้างหนึ่งคืน ไปเสาร์กลับวันอาทิตย์ไปเที่ยวแบบพี่น้อง พอได้ยินแบบนั้นฉันก็กลับมาร้องไห้อีกครั้ง

“ไม่ร้องไอ้ดื้อ ต้องสวยๆ ไปหาน้องนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าไปเที่ยวกันเดี๋ยวเอารถพี่ไป” พี่ภัสลูบผมเบาๆ

“เดี๋ยวหนูจ่ายค่าห้องให้พี่ๆ เอง นะคะ”

“ไม่เป็นไร...” พี่ขิมปฏิเสธ

“หนูอยากจ่ายให้ เพราะหนูพวกพี่เลยไม่ได้ไปสัมมนาหนูรู้สึกผิด” ฉันบอกไปตามตรง

“งั้นก็ได้ เราจ่ายค่าห้องส่วนค่าเดินทางกับกินพวกพี่จัดการเอง โอเคไหม” ฉันยิ้มพยักหน้ารับ

“เดี๋ยวหนูจองที่พักเอง”

“สองห้องพอนะ”

“ได้ค่ะ”

“ไปเติมแป้งก่อน จะได้ออกไปหาน้องนี่สิบเอ็ดโมงละ” พี่ภัสยิ้ม ฉันเองก็ยิ้มกลับ ขอบคุณที่อยู่ข้างหนูนะคะ

เมื่อเปิดประตูออกจากห้องพี่ๆ ที่อยู่ด้านนอกก็พุ่งเข้ามาหาและถามอย่างเป็นห่วง แต่ฉันบอกแค่ว่าไม่เป็นไร พี่ชายที่สนิทอย่างพี่ซิมพี่ปองกลับไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากมองห่วงๆ ฉันหยิบเครื่องสำอางออกมาเติมหน้าก่อนจะเก็บลงกระเป๋า ต้องรีบแต่งหน้าและออกไปแล้วล่ะ เพราะต้องต่อคิวซื้อแท่งไฟใหม่ อันเดิมอยู่ในรถคันนั้นฉันไม่อยากให้เขาไปส่งแล้วล่ะ ฉันมองหน้าเขาไม่ได้จริงๆ

“พี่ภัสหนูขอออกไปก่อนเที่ยงได้ไหมคะ” ฉันโผล่หน้าเข้าไปขออนุญาตพี่ภัส

“ได้ ไปเลยไปผ่อนคลายนะ” พี่ภัสยิ้มให้

“ขอบคุณค่ะ หนูไปนะคะ”

“จ้า อัพเดทด้วยนะ”

“รับทราบ!” ฉันฉีกยิ้มกว้าง บอกลาพี่ๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าวิ่งออกจากแผนก ที่รีบก็เป็นเพราะกลัวรถติดแล้วไปไม่ทันน้อง ส่วนอีกสาเหตุฉันกลัวจะเจอคุณกร งี่เง่าดี ฉันนี่แหละ เอาเป็นว่าฉันจะพยายามไม่สนใจหรือทำตัวงี่เง่ากับเขาแล้วกัน บอกตัวเองไว้กานต์นวี นั่นเจ้านาย อย่าไปยุ่งวุ่นวายมากนะ

“คิดถึงจัง” ฉันกดรับสายพี่กั้งทันทีเมื่อขึ้นเบอร์ที่ขึ้นโชว์

(ปากหวานอีกแล้ว)

“ก็คิดถึงจริงๆ นี่นา”

(คิดถึงก็มาหา วันนี้ว่างอยู่บ้าน)

“งั้นตอนเย็นไปหานะ ตอนนี้กำลังไปหาน้องไม่รู้จะทันไหม”

(ทันอยู่แล้วน่า ดูแลตัวเองด้วย เสร็จแล้วโทรหาพี่นะ)

“รับทราบค่ะ รักพี่นะ”

(รักเหมือนกัน เดี๋ยวทำกับข้าวรอ)

“น่ารัก เจอกันตอนเย็นค่ะ”

วางสายจากพี่เสร็จโทรศัพท์ก็มีสายเข้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันไม่รับ ไม่นานก็ถึงที่หมายฉันลงจากแท็กซี่เดินเข้าไปในงานแลกอัลบั้มเสร็จก็เดินไปต่อคิวซื้อแท่งไฟ บ่ายโมงครึ่งไปทานข้าวบ่ายสองเข้าฮอล์ ระหว่างที่นั่งรออยู่ในฮอล์โทรศัพท์ก็มีสายเข้าตลอดฉันปิดเสียงก่อนจะเปิดโหมดเครื่องบิน ขอให้ความเศร้าหายไปพร้อมกับความสุขของฉันที่เกิดหลังจากนี้ในไม่กี่นาที

 

ห้าโมงเย็นฉันออกจากฮอล์อย่างทุลักทะเล สองชั่วโมงในนั้นฉันมีความสุขมากจนลืมเรื่องราวต่างๆ ที่เจอไปจนหมด ความสุขที่ฉุดฉันออกจากความมืดมน น้องคือคนที่คอยทำให้ฉันยิ้มได้แม้ฉันจะเจอเรื่องทุกข์ในมามากเท่าไหร่ ฉันก็ยังยิ้มได้

“สนุกมาก น้องงานดีสุด”

“เสียงใสมาก”

“อยากขอน้องเป็นแฟน!”

“ซื้อตั๋วอีกรอบได้ไหม อยากกลับมาดูหน้าน้อง” เสียงผู้คนที่กำลังเดินออกจากงานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่างานวันนี้ดีมากถึงมากที่สุด ฉันเองก็มั่นใจว่างานวันนี้ดีมาก และเชื่อว่าทุกโชว์ของสมาชิกดีทุกคน เพราะเป็นการดึงตัวตนของแต่ละคนออกมาโชว์ให้แฟนๆ ได้เห็นมากยิ่งขึ้น ฉันยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินไปเอาโปสเตอร์หลังงานจบก่อนจะรีบกลับบ้านพี่กั้ง อยากเจอพี่กั้งแล้วล่ะ อ้อ ระหว่างที่นั่งทานข้าวตอนช่วงบ่ายฉันจองโรงแรมแล้วเรียบร้อย รับรองเห็นวิวทะเลสวยๆ แน่นอนไม่ไกลจากที่นี่มากด้วย จองเสร็จก็ส่งให้พี่ภัสดูด้วย

ทุ่มครึ่งฉันถึงบ้านพี่กั้ง เมื่อขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จก็ลงมาทานข้าวที่เต็มไปด้วยเมนูสุดโปรดของฉัน เรานั่งทานข้าวและคุยเล่นกันจนถึงสามทุ่มครึ่ง พี่ยีนขอตัวขึ้นไปนอนส่วนฉันก็ขึ้นห้องนอนที่ว่างตามด้วยพี่กั้งที่เดินตามขึ้นมาพร้อมกับนมอุ่นๆ

“มีเรื่องอะไรไหม ทำไมพี่กรโทรมาถามว่าเราอยู่ไหน” พี่กั้งถามตรงประเด็น

“ไม่มีค่ะ พี่อย่าบอกเขาได้ไหมคะว่าหนูอยู่นี่”

“บอกไปแล้วว่าจะมานี่ แต่ขอร้องไม่ให้เขามา”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มให้พี่ ถึงจะรู้ว่ามันดูแปลกๆ ไปบ้างแต่ฉันก็อยากยิ้มให้พี่ ให้พี่กั้งได้ลดความกังวลใจไปบ้าง

“ที่จริง หนูถูกประเมินการทำงานติดลบจนทำให้พี่ๆ ในแผนกไม่ได้ไปสัมมนา” ฉันเอ่ยเล่าให้พี่กั้งฟัง อีกฝ่ายทำหน้าตกใจ ก่อนจะรีบถามต่อ

“ยังไง”

“ก็ประเมินติดลบค่ะ บอกว่าแสดงกิริยาไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานและพนักงานคนอื่นๆ หนูยังงงเลยว่าหนูทำตอนไหน” ฉันเล่าไปขำไป เพื่อไม่ให้ดูตึงเครียดเกินไป

“บ้าจริง ทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้นะ”

“หนูก็ไม่รู้ค่ะ แต่หนูคงแย่จริงๆ ถ้าโดนไล่ออกพี่เลี้ยงหนูด้วยนะคะ” ฉันบอกพร้อมกับขำน้อยๆ ขำกับเรื่องราวชวนตลกร้ายแบบนี้

 

“น้องคนนี้นี่ เออ ถ้าโดนเขาไล่ออกพี่จะเลี้ยงแกเอง ติ่งให้หนำใจไปเลย น้องคนเดียวพี่เลี้ยงได้”  

ความคิดเห็น