facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่น “ สุดท้าย ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่น “ สุดท้าย ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ต.ค. 2562 12:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่น “ สุดท้าย ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่น “ สุดท้าย ”

 

 

 

“ผมว่าพรุ่งนี้จะกลับอาณาจักรหน่อยนะ” ผมเปิดบทสนทนาระหว่างมื้อค่ำกำลังดำเนินอยู่ อาหารมื้อค่ำนี้ไม่ว่าจะเป็นไก่อบทั้งตัว ซุปผักโขมหรือแม้แต่สลัดปลานึ่งก็ล้วนแต่เป็นฝีมือของโฟรชแทบทุกอย่าง ที่ใช้คำว่าแทบทุกอย่างเพราะผมเองก็ได้มีส่วนช่วยในการทำน้ำสลัดเช่นกัน

“จะกลับอีกแล้วเหรอ นายเพิ่งกลับไปเมื่อไม่นานมานี้เอง” มือที่กำลังตักสลัดมาไว้บนจานถึงกับชะงักก่อนดวงตาสีเทาอ่อนจะเบนมาสบ

“ครึ่งปีแล้วนะโฟรช” นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่กลับอาณาจักรเพื่อเข้าร่วมประชุมก็ผ่านมากว่า 6 เดือนแล้ว

“ก็นั่นแหละ แค่ 6 เดือนคิดถึงบ้านแล้ว?”

“ไม่ได้คิดถึงบ้านสักหน่อย” จะบอกว่าไม่นึกเลยก็คงไม่ใช่แต่การจากมาแค่ไม่กี่เดือนไม่ทำให้ผมคิดถึงจนต้องกลับไปหาหรอก

“ถ้าไม่ใช่เพราะคิดถึงแล้วมีเรื่องอะไรที่ต้องกลับไป” อีกฝ่ายถามต่อด้วยใบหน้าเหมือนกำลังพยายามคิดตาม

“ผมอยากไปจัดการบางเรื่องให้เรียบร้อย” ไม่อยากปล่อยไว้นานเพราะมันมีความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดค้างอยู่ตลอด

จัดการให้จบไปเลยน่าจะดีกว่า

“เรื่องอะไร”

“เรื่องเกี่ยวกับตัวผมเอง”

“ตัวนาย?” น้ำเสียงงงๆ ของโฟรชเป็นตัวบอกอย่างดีว่าเขายังไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ผมคิดจะทำ

“อืม...เลยอยากกลับไปคุยให้จบไปเลย” ผมพยักหน้าตอบ

“ฉันยังไม่รู้เลยว่านายจะกลับไปคุยเรื่องอะไร ขอคำอธิบายก่อนไม่งั้นอย่างหวังว่าฉันจะให้กลับไป” โฟรชบอกเสียงนิ่ง

“คุณห้ามผมไม่ได้ แค่ผมกระโดดลงทะเลคุณก็จับผมไม่ได้แล้วโฟรช” ผมตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบางๆ ให้รู้กันไปเลยว่าน้ำเสียงแบบนั้นใช้กับผมไม่ได้

ยังไงโฟรชก็รู้อยู่แล้วว่าถึงจะห้ามก็เท่านั้น...แค่ไปอีกฝั่งก่อนค่อยลงทะเลไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับผม

“ฟีแซลล์” ใบหน้าของโฟรชเริ่มฉายแววความไม่พอใจออกมา

ก็เป็นซะอย่างงี้ ใช้คำพูดเหมือนกำลังบังคับหรือข่มขู่ให้ต้องทำตามแต่หากมองลึกลงไปก็จะเห็นได้ว่าภายในนั้นเริ่มร้อนรนกับเรื่องที่ผมจะกลับอาณาจักรเงือก อยู่ด้วยกันมาตั้งนานทำไมผมจะไม่รู้นิสัยของอีกฝ่ายแค่น้ำเสียงแข็งทื่อหรือสายตานิ่งๆ นั่นตบตาสิ่งที่อยู่ภายในไม่ได้หรอก

เขาไม่อยากให้ผมกลับไป

นั่นเป็นสิ่งที่ผมสัมผัสได้จากการกระทำหลายๆ อย่าง

“ผมต้องกลับไปโฟรช” ผมย้ำคำพูดตัวเองด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“มีอะไรสำคัญสินะ”

“ใช่...สำคัญมากกับผมและคุณ”

“เกี่ยวกับฉันด้วย?” โฟรชเลิกคิ้วขึ้นข้างนึงเมื่อแปลความหมายของประโยคเมื่อครู่ออกมาได้

“ประมาณนั้น”

“ประมาณนั้นคือประมาณไหน เข้าเนื้อหาสีกทีฟีแซลล์” ฟังจากน้ำเสียงเขาคงอยากให้ผมเลิกพูดอ้อมๆ แล้วอธิบายเหตุผลไปตรงๆ สักที

“ก็ได้ ผมจะไปคุยกับท่านพ่อท่านแม่เรื่องสืบทอดบัลลังค์” เพียงแค่ประโยคเดียวก็น่าจะมากพอให้โฟรชที่ฟังอยู่วิเคราะห์หลายๆ อย่างได้

“จะไม่ขึ้นเป็นราชาต่อสินะ” สมเป็นโฟรชสามารถเดาเรื่องได้จริงๆ ด้วย

“ตามที่คุณพูดแหละ ราชาคนต่อไปของอาณาจักรเงือกจะเป็นของพี่เฟสต้าหลังจากแต่งงานกับลามีแล้ว” ซึ่งกว่าจะแต่งคงอีกนานหลายปีเลย

“เพราะฉันงั้นเหรอ” แม้จะเป็นประโยคที่ไม่ครบถ้วนนักแต่ผมก็เข้าใจคำถามที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อมา โฟรชคงคิดว่าเป็นเพราะตัวเองผมถึงไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งราชาต่อจากท่านพ่อได้ ทั้งที่ความจริงผมคิดเรื่องนี้มานานมากแล้ว

ถ้าถามว่านานขนาดไหนคงจะก่อนได้เจอโฟรชอีกละมั้ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เพราะโฟรชแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมอยากรีบไปคุยเรื่องนี้กับท่านพ่อและท่านแม่ให้เรียบร้อยจะได้ไม่ต้องมีอะไรที่ค้างคา ทุกวันนี้แม้ผมจะตอบรับตกลงที่จะเป็นคนรักของโฟรชทว่าตัวผมรู้ดีว่ายังไม่พร้อมที่มอบทุกอย่างให้เขาได้หากยังไม่จัดการเรื่องนี้และบอกกับทุกคนว่าผมรู้สึกยังไงกับโฟรชงานดูตัวครั้งต่อไปต้องถูกจัดขึ้นแน่...และน่าจะอีกไม่นานด้วย

ยังไงตอนนี้อายุผมก็ปาเข้าไป 50 กว่าแล้ว ท่านพ่อท่านแม่เลยอยากรีบหาคู่ครองหรือคนที่ผมสนใจให้เพื่อจะได้สร้างครอบครัวหรือที่อยู่ของตัวเองขึ้นไม่ใช่ออกไปเล่นแล้วถูกจับมาประมูลแบบนี้

“ฟีแซลล์” เพราะเห็นว่าผมเงียบไม่ยอมตอบอะไรโฟรชเลยเรียกเตือนสติ

“ถ้าผมบอกว่าเป็นเพราะคุณ...คุณจะเลิกกับผมรึเปล่า” ผมไม่ได้ตอบแต่ถามกลับไปแทน อยากรู้เหมือนกันนะว่าโฟรชจะตอบคำถามนี้กลับมายังไง

จะยอมเลิก...หรือไม่ยอมเลิก

“ไม่มีทาง” คำตอบถูกสวนกลับมาทันทีหลังจากผมพูดจบประโยคราวกับเป็นคำตอบที่ไม่ต้องอาศัยความคิดอะไรมากมาย

“โฟรช...”

“ต่อให้ตอนนี้นายจะนึกเสียใจหรืออยากเลิกฉันก็ไม่ยอมให้นายได้ทำตามใจแน่ ถึงจะสืบทอดขึ้นเป็นราชาแต่ฉันจะดึงนายลงมาให้เป็นของฉันอยู่ดี” โฟรชพูดต่อโดยไม่รอให้ผมได้เอ่ยอะไร น้ำเสียงและท่าทางของเขาบ่งบอกว่าเอาจริงแน่ในสิ่งที่พูดไปโดยที่ไม่รู้เลยว่าประโยคเหล่านั้นทำให้ผมเผยรอยยิ้มกว้างออกมาพร้อมหัวใจที่เต้นรัวกว่าครั้งไหนๆ

ไม่ว่ายังไงโฟรชก็ไม่ยอมปล่อยให้ผมไปจากเขา

“อืม” ผมฉีกยิ้มกว้างขณะพยักหน้า

“ทำไมถึงทำหน้าดีใจ” อีกฝ่ายดูจะสงสัยกับท่าทางที่ผมแสดงออกให้เห็น

“ต้องดีใจสิ คุณรักผมมากขนาดนี้จะไม่ให้ผมดีใจได้ยังไงกัน”

“...ไม่อยากขึ้นเป็นราชาเหรอ” โฟรชเปลี่ยนเรื่องถามต่อ

“ไม่อยาก ผมไม่ใช่คนที่จะสามารถแบกรับความคาดหวังหรือปกครองอาณาจักรได้ แต่ผมรักอาณาจักรนี้และเงือกทุกคนมากจึงอยากให้ราชาคนต่อไปเป็นคนที่สามารถนำพาพวกเราไปสู่ยุคใหม่ได้” ผมตอบไปตามที่คิด

“คนที่ว่านั่นคือเฟสต้า เกลฟิล” โฟรชพูดเสริมในประโยคต่อมา

“ใช่ เพราะงั้นเพื่อตัวผมและอาณาจักรเงือกเลยต้องไปคุยเรื่องนี้กับท่านพ่อท่านแม่”

“เข้าใจแล้ว...จะไปกี่วัน” อีกฝ่ายถอนหายใจปลงๆ ระหว่างถาม

“ขออาทิตย์นึง” ผมชูหนึ่งนิ้วส่งไปให้โฟรช

“นานไป” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นราวกับตกใจในระยะเวลาที่ผมบอกไป

“นานที่ไหนกว่าจะไปถึงอาณาจักรก็ใช้เวลาหลายวันแล้วเหอะ” จากตรงนี้กว่าจะไปถึงอาณาจักรใช้เวลาประมาณ 3 วันได้

“ครั้งก่อนไปก็อาทิตย์นึงแต่นั่นเพราะมีเหตุให้ต้องคุยนานแต่ครั้งนี้ไม่ต้องอยู่นานขนาดนั้นมั้ง” โฟรชพูดถึงตอนที่ผมกลับไปประชุม

“ครั้งก่อนเพราะได้เรือไปส่งตรงเหนืออาณาจักพอดีก็เลยถึงเร็วแต่ถ้าว่ายไปเองต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน” ผมอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง เรือที่นั่งไปครั้งที่แล้วเรียกว่าเร็วมากสามารถไปถึงได้ภายในวันกว่าๆ ซึ่งหากใช้เฉพาะแรงกายอย่างเดียวไม่สามารถทำได้หรอกต้องมีแวะพักผ่อนเป็นระยะอีก

“ก็ติดต่อให้หมอนั่นไปส่งไม่ก็เดี๋ยวฉันพาไปส่งจะได้อยู่รอรับเลย” หมอนั่นที่ว่าคงไม่พ้นพี่เฟสต้า

“โฟรช...ผมอยากไปด้วยตัวเอง” ผมชอบการแหวกว่ายไปให้ท้องทะเลมองดูวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปกระทั่งถึงอาณาจักร อีกอย่างถ้าให้โฟรชพาไปคนนำทางคงต้องเป็นผม...แน่นอนว่าถ้ามองจากเหนือผิวน้ำผมบอกไม่ได้หรอกว่าต้องไปทางไหน

แทนที่จะไปถึงอาณาจักรจะพาหลงไปอีกทวีปซะละมั้ง

“เดี๋ยวนี้เริ่มดื้อนะฟีแซลล์” โฟรชบอกพลางมองใบหน้าผม

“ดื้อตรงไหนกัน ให้ผมไปเถอะเดี๋ยวก็กลับแล้ว แป๊บเดียวเอง”

“อาทิตย์นึงสำหรับฉันไม่ใช้คำว่าแป๊บนึงหรอกนะ” อีกฝ่ายพูดต่อ

“โฟรช” สรุปจะให้ผมไปไหมเนี่ย

“...ถ้าให้ไปต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” นิ่งไปนานกว่าจะมีคำพูดต่อมาดังขึ้น

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร”

“คืนนี้มานอนกับฉัน” เป็นประโยคธรรมดาที่มีความหมายไม่ธรรมดา

ตั้งแต่ก่อนผมจะตกลงเป็นคนรักกับโฟรชผมเคยนอนเตียงเดียวกับเขามาแล้วหลายครั้งทว่าหลังจากเป็นคนรักกันผมยังไม่เคยได้ไปนอนกับอีกฝ่ายเลย โฟรชก็นอนบนเตียงในห้องโฟรช ส่วนผมก็นอนบนเตียงใต้ทะเล พอตอนเช้าผมถึงได้ว่ายมาหาโฟรช...เป็นอย่างนี้มาตลอด

“ฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยเร่งเมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากผม

“...ก็ได้” ใช้เวลาคิดสักพักผมจึงยอมพยักหน้าตกลง

ตกดึกหลังจากผมใช้เวลาแช่น้ำเล่นฟองมาครบชั่วโมงตามที่ได้ตกลงกันไว้ผมจึงก้าวเข้าไปหาโฟรชที่นอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นเร็วขึ้นเพียงแค่นึกว่าวันนี้จะได้สัมผัสถึงไออุ่นจากร่างกายของโฟรชที่เข้าประชิดอีกครั้ง

“โฟรช” ผมเปิดฉากเรียกอีกฝ่ายเสียงเบาอยู่ข้างขอบเตียง

อยู่ๆ ก็รู้สึกประหม่าปนเขินอายขึ้นมา

“ยืนทำอะไร...มานี่สิฟีแซลล์” โฟรชเลิกสนใจโทรศัพท์แล้วหันมามองผมพร้อมตบมือบนเตียงสองสามทีเป็นเชิงให้ผมรีบก้าวไปหา

ผมยืนนิ่งสักพักก่อนจะตัดสินใจก้าวขึ้นไปบนเตียงนุ่มๆ ตามที่โฟรชต้องการ มือของอีกฝ่ายยังคงตบลงบนเตียงนุ่มแม้ผมจะขึ้นมาอยู่บนเตียงแล้ว การกระทำนั้นราวกับจะสื่อมาว่าให้ผมขยับเข้าไปบริเวณนั้นซึ่งเรียกว่าอยู่ใกล้โฟรชเอามากๆ แค่ไปอยู่ตรงนั้นไม่ส่วนใดก็ส่วนหนึ่งต้องสัมผัสกันแน่

“เอ่อ...ใกล้ไปมั้งโฟรช เดี๋ยวคุณก็อึดอัดหรอก” ผมพยายามหาทางออกที่ไม่ต้องเข้าไปใกล้ขนาดนั้น

“ไม่อึดอัด มานี่ฟีแซลล์” ไม่เพียงแค่น้ำเสียงแต่ยังมีดวงตาสีเทาอ่อนที่ประสานมายังดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมคล้ายจะชักจูงผ่านทางสายตา รู้ตัวอีกทีร่างผมก็ขยับเข้าไปนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโฟรชที่นอนหนุนหมอนอยู่ซะแล้ว

ฝ่ามือของคนที่นอนตะแคงเอื้อมขึ้นมาแนบชิดใบหน้าของผมพร้อมกับเริ่มขยับลูบอย่างเชื่องช้า ไออุ่นของร่างกายถ่ายทอดผ่านฝ่ามือนั้นพานให้ร่างเย็นๆ ที่เพิ่งแช่น้ำเสร็จอุ่นวาบขึ้นทันตาเห็น

ผมไม่ได้เขยิบหรือหลีกหนีสัมผัสนั้น ตรงกันข้ามผมหลับตาลงแนบพวงแก้มที่เริ่มขึ้นสีซุกไซร้หาไออุ่นนั้นมากขึ้น ไม่นานดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมก็ลืมขึ้นสื่อสารความต้องการผ่านสายตาไปให้โฟรชที่จ้องมองการกระทำของผมอยู่ เพียงแค่ดวงตาของเราประสานมือที่ลูบใบหน้าอยู่ก็เหนี่ยวรั้งดึงผมลงไปหาพร้อมอ้อมแขนที่อ้าออกและกระชับแน่นโอบรัดทั้งร่างผมในเสี้ยววินาที

“โฟรช” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงอู้อี่เนื่องจากตอนนี้หน้าผมกำลังซุกอยู่กับแผ่นอกนั้น

“อยากให้กอดไม่ใช่เหรอ จะให้ปล่อยตอนนี้ไม่ทันแล้วฟีแซลล์” โฟรชบอกก่อนจะจุมพิตเบาๆ ยังเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของผม

“...” ผมเลือกที่จะไม่เอ่ยอะไรออกไปอีก

ประโยคที่โฟรชพูดนั้นเป็นความจริง...แค่ไออุ่นที่แผ่มาเพียงฝ่ามือยังไม่มากพอสำหรับผม สิ่งผมต้องการคือความอบอุ่นยามร่างกายแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่างใดๆ เหมือนอย่างตอนนี้

“ต้องกลับมาภายในหนึ่งอาทิตย์นะ” น้ำเสียงของโฟรชแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยที่จะปล่อยผมไปตามลำพัง

“ไม่ต้องห่วง...เดี๋ยวชาลีจะมารับผมไปจนถึงอาณาจักรเอง” ผมตอบอีกฝ่ายกลับไป วันก่อนผมบอกชาลีไว้แล้วว่าให้มาหา

“ชาลี? หมายถึงฉลามที่เคยเจอก่อนหน้านี้ใช่รึเปล่า”

“ใช่เลย เพราะงั้นไม่ต้องห่วง” ถ้ามีชาลีต่อให้ผมเหนื่อยก็แค่เปลี่ยนจากว่ายไปเป็นเกาะครีบกลางหลังนั่นแทนเพราะปลาฉลามนั้นจำเป็นต้องขยับตัวเคลื่อนไหวว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลา

“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง”

“ผมจะรีบกลับมาน่า”

“ถ้าไม่กลับมาฉันจะไปตามถึงอาณาจักร” โฟรชบอกเสียงนิ่งขณะกระชับอ้อมกอดผมแน่นกว่าเดิม

“คุณรู้เหรอว่าอาณาจักรอยู่ตรงไหน” ไม่มีทางที่มนุษย์จะรู่ได้หากไม่มีเงือกอย่างพวกเรานำทาง

“ถามพวกเงือกที่อยู่บนบกเอาก็ได้”

“พวกเขาไม่ยอมบอกคุณหรอก” ต่อให้บอกแล้วจะลงไปใต้น้ำนานขนาดนั้นได้ยังไง เดี๋ยวนะเหมือนโฟรชจะมีเกล็ดที่ผมให้ไว้เพื่อใช้หายใจใต้น้ำนี่นา

ถ้าแบบนั้นคงหายใจได้ แต่ผมไม่คิดจะเปิดปากหรอกนะเพราะไม่แน่ว่าถ้าบอกโฟรชอาจขอไปด้วย

ครั้งนี้ผมอยากไปจัดการเรื่องทุกอย่างก่อน แล้วโอกาสหน้าค่อยพาโฟรชไปอาณาจักรเงือกก็ยังไม่สายเกินไป

“ฟีแซลล์...นายเป็นของฉัน” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องเฉยเลย

“ผมรู้” ผมเป็นของโฟรช

แม้ร่างกายจะยังไม่ถูกครอบครองทว่าหัวใจถูกอีกฝ่ายช่วงชิงไปนานแล้ว

“นายต้องกลับมาหาฉัน” ความหมายของคำพูดนั้นราวกับจะย้ำเตือนถึงสถานที่ที่ผมต้องกลับมา

“อืม...ผมจะกลับมาหาคุณ” ผมกอดตอบอีกฝ่ายระหว่างพูด

สถานที่ที่ผมจะกลับมาคือสถานที่ที่มีโฟรชอยู่

วันต่อมาผมเริ่มออกเดินทางสู่อาณาจักรเงือกตั้งแต่ช่วงสายหลังกินมื้อเช้ากับโฟรชเสร็จ ชาลีฉลามสุดแข็งแกร่งผู้เป็นองครักษ์ประจำอาณาจักรเงือกได้มาหาผมก่อนพวกเราทั้งคู่จะแหวกว่ายสู่มหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่ ความเร็วในการเคลื่อนที่สูงสุดของเงือกเทียบเคียงกับฉลามได้และอาจเร็วกว่าอยู่หน่อยทว่าเป็นการเร่งความเร็วได้เพียงชั่วครู่ไม่ใช่ติดกันเป็นชั่วโมง

บรรยากาศใต้ท้องทะเลยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากเหล่าฝูงสัตว์น้ำที่ว่ายอยู่นั้นเปลี่ยนไปในแต่ละฤดู ทันทีที่ร่างของฉลามซึ่งเป็นเหมือนนักล่าบนสุดของห่วงโซ่ว่ายผ่านฝูงปลานับพันตัวแตกระจายไปคนละทิศทางช่วยลดเวลาในการเคลื่อนที่หลบไปได้มาก

ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางคือ 3 วัน เป็น 3 วันที่ต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดไม่ได้อยู่พักจริงๆ จังๆ นัก อาหารในแต่ละมื้อจะเป็นพืชทะเลส่วนของชาลีแน่นอนว่าเป็นปลาตัวเล็กไปจนถึงปลาตัวใหญ่ ความจริงก็อยากจะกินปลาด้วยแต่พวกอุปกรณ์ในการทำให้สุกนั้นไม่มี ปลาบางชนิดสามารถกินดิบๆ ได้แต่บางชนิดก็ต้องกินสุกเท่านั้น

ช่วงเวลานอนของผมคือเมื่อน้ำทะเลกลายเป็นสีดำสนิท ระดับน้ำที่พวกเราว่ายไม่ได้ลึกสุดแต่อยู่ตรงกลางซึ่งสามารถเงยหน้าขึ้นไปแล้วพอกับแสงของดวงอาทิตย์ได้ พอตกค่ำผมจะว่ายเข้าไปเกาะคีบชาลีแล้วหลับไปโดยที่มือเกาะคีบนั้นไว้แน่น เมื่อตื่นก็จะกลับไปว่ายเองต่อทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง 3 วันผ่านไป จุดหมายปลายทางที่ต้องการมานั้นอยู่อีกไม่ไกลแล้ว

ยิ่งเข้าใครเขตอาณาจักรเงือกผมและชาลียิ่งดำลงไปว่ายในระดับที่ลึกมากจนแทบมองไม่เห็นทางหากไม่ใช่สายตาของสัตว์น้ำที่คุ้นชินกับความมืดเหล่านี้ เมื่อว่ายผ่านความมืดมิดลงไปจะมีแสงสว่างสีเขียวของแพงตอนเลืองแสงเกาะอยู่บริเวณรอบถ้ำหินซึ่งนั่นไม่ใช่สัญลักษณ์ของทางเข้าอณาจักรเงือกเป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางที่พวกเราต้องผ่านเท่านั้น

ถัดลงไปอีกไม่ไกลนักเป็นชั้นหินขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตะหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด ผมและชาลีดำลึกลงไปด้านล่างของชั้นหินเรียกว่าที่ที่ผมอยู่ตอนนี้เป็นก้นของมหาสมุทรก็ไม่ผิดนัก ทางเข้าอาณาจักรเงือกคือช่องว่างด้านล่างสุดของชั้นหินนี่

ความมืดของก้นทะเลทอดยาวจนกระทั่งถึงอุงโมงค์ทางออกขนาดใหญ่ผิดจากบริเวณทางเข้าที่ไม่ใหญ่มาก แสงสว่างที่ค่อยๆ จ้าขึ้นทีละน้อยเป็นสัญญาณของช่วงเช้าในแต่ละวัน อย่างที่เคยบอกไปว่าอาณาจักรเงือกไม่ได้มีแสงจากดวงอาทิตย์คอยบอกเวลาแต่เป็นใข่มุกเม็ดยักษ์ที่ส่องแสงสว่างในยามเช้าโดยแสงนั้นจะหายไปหากถึงเวลาค่ำไม่ต่างจากดวงอาทิตย์เลย

“ขอบคุณนะชาลี” ผมหันไปขอบคุณฉลามขาวตัวใหญ่ด้านข้าง

‘ด้วยความยินดีเจ้าชาย หากต้องการจะกลับโปรดเรียกข้าให้ไปส่งท่านด้วย’ ฝ่ายฉลามขาวพูดต่อ

“ได้ แล้วเจอกัน” พอบอกลากันเสร็จชาลีว่ายแยกไปอีกทางส่วนตัวผมนั้นว่ายตรงไปยังปราสาทตรงกลางอาณาจักร

ถึงจะใช้ชื่อเรียกว่าปราสาททว่าแต่ขนาดไม่ได้ใหญ่โตหรูหราเพียงแค่ใหญ่และอยู่สูงกว่าบ้านบริเวณอื่นเท่านั้น บันไดสูงนับร้อยขั้นถูกทำไว้อย่างงั้นเพราะยังไงพวกเราที่เป็นเงือกก็ไม่มีเท้าให้ก้าวเดินทีละขั้นอยู่แล้ว ผมว่ายขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงประตูปราสาทที่มีองครักษ์เป็นฉลามครีมดำว่ายวนอยู่รอบๆ ประตู

‘เจ้าชายฟีแซลล์?!’ การมาเยือนของผมทำให้ผู้เฝ้าประตูแสดงน้ำสียงตกใจออกมา

“ท่านพ่อท่านแม่อยู่ไหม ผมมีเรื่องอยากคุยกับทั้งคู่” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

‘อยู่ด้านในครับ เชิญเจ้าชาย’ ฉลามครีบตำต่างใช้ส่วนจมูกผลักบานประตูให้เปิดออก

“ขอบคุณ” ผมเอ่ยเสร็จจึงว่ายเข้าไปด้านในตัวปราสาท

ภายในปราสาทนั้นสร้างขึ้นจากหินและแร่พิเศษสีขาวออกเนื้อให้บรรยากาศไม่มืดดำหรืออึมครึมแถมยังออกแบบมาให้เป็นพื้นที่โล่งกรวงซะมากกว่า ไม่รู้ว่าปราสาทหลังนี้อยู่มานานแค่ไหนแต่คงมากกว่าผมหลายพันปีเป็นแน่ ถึงจะถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษทว่ายังคงความงดงามอยู่ถึงปัจจุบัน

“ท่านพี่!” เสียงหวานของน้องสาวสุดที่รักอย่างลามีดังขึ้นพร้อมกับว่ายพาร่างซึ่งมีส่วนหางเป็นสีออกชมพูอมส้มสะบัดขึ้นลงระหว่างเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มคิดถึง

“ตื่นเช้านะวันนี้” ผมบอกน้องสาว ขนาดว่ายผ่านเมืองมายังไม่เห็นใครสักคน สงสัยจะเช้าเกินไปทุกคนเลยยังไม่ออกจากบ้านละมั้ง

“วันนี้ลามีสะดุ้งตื่นเลยกะจะไปหาท่านแม่ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอท่านพี่แบบนี้ ดีใจที่สุดเลย ท่านพี่จะกลับมาอยู่ที่นี่แล้วใช่ไหมคะ” คำพูดมากมายดังขึ้นอย่างต่อเนื่องคล้ายกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันฉันท์พี่น้องเหมือนตอนไปบ้านโฟรช จำได้ว่าวันนั้นผมได้คุยกับลามีแทบนับครั้งได้เพราะคนอื่นๆ ต่างชวนคุยอยู่ไม่ขาด

“วันนี้มาเพราะมีเรื่องจะคุยกับท่านพ่อท่านแม่น่ะ น้องก็มาด้วยสิจะได้รู้พร้อมกันไปเลย” ผมตัดสินใจที่จะคุยเรื่องนี้พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว

เรื่องที่ผมจะคุยไม่ช้าก็เร็วลามีก็ต้องรู้เพราะงั้นให้รู้จากปากผมน่าจะดีกว่าไปรู้ทีหลัง

“เป็นเรื่องสำคัญเหรอคะ” ดวงตาสีฟ้าเช่นเดียวกับผมเงยขึ้นมาสบระหว่างถาม

“ใช่ สำคัญมาก”

“ถ้าเป็นเรื่องสำคัญให้น้องอยู่ด้วยจะดีเหรอ”

“ดีสิ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้องด้วย” ผมพูดต่อ

“ได้ค่ะ ท่านพ่อท่านแม่คงตื่นแล้ว เราไปหาพวกท่านกันเถอะ” ลามีบอกพลางว่ายนำผมไปด้านในของปราสาทลึกขึ้น

ปราสาทหลังนี้ก็เปรียบเหมือนบ้านซึ่งถ้าเป็นบ้านก็ต้องมีห้อง เพียงแต่ห้องของพวกเราไม่ได้เหมือนอย่างบ้านโฟรชที่มีเฟอร์นิเจอร์หรือเตียงครบครัน มีแค่เปลือกหอยอันใหญ่ไม่ก็ก้อนหินเรียบๆ ให้เป็นที่นอนหรือโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่ง ห้องที่พวกเราไปคือห้องนอนของราชาและราชินีของอาณาจักซึ่งอยู่บนชั้นบนสุดของปราสาท

ประตูบานสีขาวถูกสร้างขึ้นจากการนำเปลือกหอยมาหลอมรวมด้วยพลังจนเกิดเป็นประตูแต่ละบาน อาจดูเหมือนง่ายซึ่งในความจริงนั้นไม่ใช่เลย ต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงจึงจะสามารถทำได้ ผมเองถึงจะเคยทำสร้อยคอให้โฟรชมาก่อนแต่นั่นเป็นเพียงของชิ้นเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่อะไร

แค่ควบคุมพลังได้ดีก็สามารถทำได้

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกมีเรื่องอยากคุยด้วยได้ไหมครับ” ผมเคาะประตูเปือกหอยระหว่างถาม ท่านพ่อท่านแม่อยู่ในห้องเดียวกันจึงไม่ต้องไปหาหลายห้อง

“ฟีแซลล์ ลูกกลับมาแล้ว? เข้ามาก่อนสิ” ผู้ที่เปิดประตูอ้าออกคือท่านแม่ เส้นผมสีส้มเป็นลอนยาวจนถึงกลางหลังถือเป็นเอกลักษณ์ที่ผมได้จากแม่มาเต็มๆ อย่างลามีเองถึงจะมีเส้นผมสีส้มเหมือนแม่ทว่าได้ผมเหยียดตรงจากท่านพ่อมา ส่วนผมได้สีน้ำตาลอมส้มจากทั้งคู่โดยได้ผมเป็นลอนจากท่านแม่

“รบกวนด้วยครับ” ผมและลามีเข้าไปด้านในห้องที่มีท่านพ่อว่ายไปนั่งยังโซฟาหินตรงกลางห้อง

“รบกวนอะไรกัน ลูกลับมาทั้งทีแม่ดีใจมากเลย” ท่านแม่ว่ายเข้ามากอดร่างผมแน่นขณะพูด

“ท่านแม่”

“ปล่อยลูกก่อนเถอะกรีลเย่ มาให้พ่อกอดบ้างสิ” ท่านพ่อที่นั่งอยู่อ้าแขนออกพร้อมรอยยิ้ม

“ได้ครับ” ผมพยักหน้าก่อนจะว่ายเข้าไปหาท่านพ่อ

“คุณละก็” ท่านแม่ที่เห็นท่านพ่อกอดผมไม่ปล่อยก็ส่ายหน้าเบาๆ ลามีเองก็ทักทายกับท่านแม่ไม่นานจึงว่ายมารวมตัวกันยังโซฟาหินของห้อง

“ท่านพี่บอกมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพวกเรา” ลามีเป็นคนเปิดประเด็นหลังนั่งเรียบร้อย ตอนนี้ผมนั่งอยู่ข้างท่านพ่อโดยอีกฝั่งเป็นท่านแม่กับลามี

“มีเรื่องอะไรฟีแซลล์” ท่านพ่อหันมาถาม

“เรื่องการสืบทอดตำแหน่งต่อจากท่านพ่อ...ลูกไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งนั้นได้ ต้องขออภัยจริงๆ” ผมก้มหัวลงเล็กน้อยระหว่างพูด

“ทำไมเล่า หากเป็นเรื่องที่เจ้ายังไม่มีคู่ครองพ่อกับแม่จะรีบเตรียมการดูตัวครั้งใหม่ให้” ท่านพ่อรีบเอ่ยถามเหตุผลด้วยสีหน้าออกไปแนวกังวล ท่านแม่กับลามีเองก็มีใบหน้าตกใจปนกังวลที่ได้ยินประโยคนั้นออกจากปากผม

“ลูกไม่ต้องการที่จะดูตัวอีกแล้ว” การดูตัวไม่จำเป็นสำหรับผมอีกต่อไปตั้งแต่มีโฟรชเข้ามา

“ทำไมล่ะลูก บอกเหตุผลกับพวกเราได้ไหม” ท่านแม่ถามบ้าง

“ลูกมีคนที่ลูกรักแล้ว” ผมตอบกลับไปตามจริง

“หากมีแล้วเรื่องก็ยิ่งง่ายนะฟีแซลล์ พาคนที่ลูกรักมาพบพ่อกับแม่แล้วจากนั้นก็หาฤกษ์จัดงานแต่ง...”

“คนที่ลูกรักคือโฟรช ท่านพ่อท่านแม่รวมถึงน้องคงรู้จักเขาแล้ว” ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพราะผมคิดจะบอกเรื่องนี้กับทุกคนอยู่แล้ว

สีหน้าของทุกคนเริ่มแรกคืองงๆ แต่พอได้ยินชื่อพวกเขาต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และในไม่ช้าความตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบจึงไม่สามารถอ่านความรู้สึกอะไรจากทุกคนได้ ความเงียบที่เริ่มปกคลุมมาพร้อมกับความรู้สึกกังวลที่แผ่ออกมา

“ลูกรักเขาหรือ” ท่านแม่เป็นฝ่ายเปิดฉากถามต่อ

“รักมากครับ” ไม่เคยมีใครที่สามารถดึงดูดและทำให้ผมรักได้ขนาดนี้

“ถึงลูกจะรักเขาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรักลูกนะ” ท่านพ่อพูดต่อด้วยสีหน้าที่ยังคงกังวลอยู่

“โฟรชรักผมครับ รักมากด้วย” เรื่องนี้ผมสามารถตอบแทนเจ้าตัวได้เลย ความรักที่เขามีให้ผมนั้นผมสามารถสัมผัสถึงมันได้อย่างชัดเจน

“สัมผัสของลูกพ่อเชื่อ อีกอย่างตั้งแต่เจอเขาก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอ่อนโยนยามอยู่กับลูกได้...เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเป็นความรัก”

“ท่านพ่อ...”

“ถึงจะมีเขาเป็นคนรักแต่ไม่จำเป็นที่ลูกต้องละทิ้งตำแหน่งนี่ฟีแซลล์ ใช่ไหมคุณ” ท่านแม่พูดสลับกับมองหน้าท่านพ่อ

“ใช่ ไม่ว่าลูกรักใครหรือเพศไหนก็ไม่เกี่ยวลูกยังคงเป็นลูกของพ่อและแม่ พวกเราไม่อยากให้ลูกโทษตัวเองและใช้การละทิ้งตำแหน่งเพราะเหตุนั้น” ท่านพ่อพูดเสริม

“ลูกไม่ได้เพิ่งคิดเรื่องนี้เพราะรักเขาแต่คิดมาตั้งนานแล้ว ลูกไม่เหมาะกับการเป็นราชา...ลูกอยากให้คนที่เหมาะสมและคู่ควรได้ดำรงตำแหน่งนั้นเพื่อาณาจักรของเรา” ผมพูดให้ทุกคนในห้องฟังพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“ท่านพี่หมายถึงพี่เฟสต้าเหรอคะ” ลามีที่เงียบมาตลอดเริ่มพูดบ้าง

“ใช่ พี่เฟสต้าเหมาะที่จะเป็นราชาคนต่อไป ผมอยากให้ท่านพ่อกับท่านแม่เข้าใจผมนะครับ” ระหว่างพูดผมมองหน้าทั้งคู่สลับกัน

“หากนั่นเป็นการตัดสินใจของลูกพวกเราก็ไม่คิดจะค้านต่อแล้ว ทำตามที่ลูกต้องการเถอะฟีแซลล์” ท่านพ่อสบดวงตาสีน้ำตาลของท่านแม่คล้ายจะปรึกษาผ่านสายตาสักระยะก่อนจะตอบกลับมา

“ขอบคุณครับ” ผมก้มหัวขอบคุณทั้งคู่

“ฟีแซลล์ พวกเรายังเป็นครอบครัวเดียวกันเสมอนะ” ท่านแม่ว่ายข้ามโต๊ะมาสวมกอดผมแน่นโดยมีท่านพ่อและลามีเข้ามากอดด้วย

“ครับ ผมรู้” ไม่ว่ายังไงพวกเรายังคงเป็นครอบครัวต่อให้ผมจะสืบทอดตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม

“แบบนี้ลูกก็ต้องกลับขึ้นไปข้างบนใช่ไหม ไปหาเขาคนนั้น” ท่านแม่ถามต่อหลังจากคลายอ้อมกอดออก

“ใช่ครับ...ผมต้องกลับไป”

“กลับมาที่นี่ได้ตลอดนะ อ้อ...สักวันพาเขามาที่อาณาจักรของเราสิ” ท่านพ่อพูดบ้าง

“ได้ครับ ไว้ผมจะพามา” ผมคิดเรื่องนี้ไว้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอยากให้โฟรชได้มาเห็นสถานที่ที่ผมเกิดและเติบโตมา

“ไว้น้องไปหาพี่บ้างได้ไหม” ลามีถามต่อด้วยใบหน้าเศร้าๆ

“ได้แน่นอน แต่ถ้าจะมาต้องมีคนคอยตามมาด้วยนะไม่ก็บอกพี่เฟสต้า ถ้ามาพี่จะพาเที่ยวเอง” ผมตอบลามี

“เข้าใจแล้วค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ไว้ไปเที่ยวบนโลกมนุษย์กันดีไหมคะ” ลามีหันไปปรึกษาท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยแววตาทอประกายตื่นเต้น ความเศร้าก่อนหน้านี้เริ่มหมดไปแล้วเมื่อรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว

“เอาสิ อยากไปลองดูสังคมของมนุษย์เหมือนกัน ครั้งก่อนยังไม่ทันได้เที่ยวก็ต้องกลับซะแล้ว” ท่านพ่อเริ่มบ่น

“ครั้งหน้าที่ไป เราไปค้างกันหลายๆ วันเลยดีกว่า” ท่านแม่พูดขึ้น

“ดีค่ะ” ลามียกมือเห็นด้วย

“งั้นก็ตามนี้ อยู่ค้างสักคืนก่อนกลับไหม” ดวงตาสีฟ้าสดของท่านพ่อหันมาหาผม

“ครับ” ผมพยักหน้าตกล การเดินทางติดกันตลอด 3 วันทำให้ผมค่อนข้างเหนื่อยและล้าอยู่ไม่น้อย หากได้พักสักคืนคงมีแรงว่ายกลับได้เร็วขึ้น

หลังจากคุยกันเสร็จเรียบร้อยพวกเราทั้งครอบครัวได้ร่วมทานมื้อเช้ากันก่อนพากันออกไปพบปะประชาชนทั้งครอบครัว ถึงพวกเราจะมีอำนาจอยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักรทว่าไม่ได้มีการวางตัวอยู่เหนือกว่าขนาดที่ห้ามประชาชนแตะต้อง การพบปะประชาชนเต็มไปด้วยความสนุกครื้นเครงเพราะทุกคนต่างดีใจในการกลับมาของผม ทั้งซีวีดและแพนวาลที่เคยถูกจับตัวไปเองพอเห็นผมก็รีบวิ่งเข้ากอดด้วยความคิดถึง

ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับทุกคนในอาณาจักรทำให้ผมมีความสุขมากเพียงแค่ในหัวนั้นเฝ้าคิดถึงคนคนหนึ่งตลอดเวลา อาจเพราะไม่ได้เจอกันมาหลายวันตัวผมเลยเริ่มเกิดความรู้สึกแปลกๆ ร่างกายมันเย็นและต้องการไออุ่นที่ไม่ใช่อ้อมกอดของท่านพ่อและท่านแม่

ตัวผมกำลังคิดถึงและโหยหาโฟรช

รุ่งเช้าของวันต่อมาผมเดินทางออกจากอาณาจักรท่ามกลางเสียงลาของทุกคนที่มาส่ง ไม่มีคำบอกลาใดๆ มีเพียงคำพูดที่บอกว่าไว้มาพบกันใหม่เท่านั้น ถึงจะไม่ได้กลับมาที่นี่บ่อยนักแต่ใช่ว่าจะไม่กลับมาเลย ผมคิดไว้ว่าจะกลับมาสักปีละ 2-3 ครั้งหรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่ว่าจะขอโฟรชมาได้ไหม

ถ้าไม่ได้ก็หนีมาซะเลย

พอคิดถึงน้ำเสียงนิ่งๆ กับใบหน้าแข็งๆ ของโฟรชยามผมพูดว่าจะหนีรอยยิ้มกว้างก็เผยออกมา ทั้งที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันแต่เพียงนึกถึงก็ราวกับมีไออุ่นแผ่โอบล้อมทั้งร่างกายไว้

การเดินทางกลับผมได้ชาลีตามมาส่งจนถึงบ้าน อาจเพราะออกจากอาณาจักรเร็วแถมไม่มีอะไรข้างทางให้ต้องแวะทำให้สามารถกลับมาถึงบ้านโฟรชได้ในช่วงดึกของวันที่ 2 นับตั้งแต่ออกจากอาณาจักร นับว่าเร็วกว่าขาไป ไฟของบ้านทั้งหลังดับสนิทมีเพียงตรงระเบียงไม้ซึ่งทอดยาวลงมาในทะเลที่เปิดไฟดวงเล็กๆ ประดับไว้

ผมหันไปขอบคุณชาลีพร้อมบอกลาก่อนจะว่ายเข้ามาด้านในโดยไม่มีกำแพงกระจกขวางกั้นอีกต่อไปเนื่องจากผมเป็นคนบอกให้โฟรชเปิดเอาไว้เอง ตอนแรกก็เหมือนจะไม่ยอมแต่พอคุยกันได้ไม่นานสุดท้ายเสียงถอนหายใจเบาๆ ก็มาพร้อมคำตกลง

บริเวณที่ผมดำลงมาไม่ใช้ก้นทะเลซึ่งมีเตียงนอนของตัวเองแต่เป็นห้องของโฟรชที่ดับไฟมืดสนิทแสดงถึงเจ้าของห้องคงกำลังจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา ทันทีที่โผล่ใบหน้าขึ้นมาเหนือน้ำในห้องโฟรชความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้สัมผัสมาหลายวันก็พานในร่างกายรู้สึกหนาวขึ้นอย่างกระทันหัน

ผ้าขนหนูสีขาวถูกหยิบออกมาจากตู้ด้านข้างขึ้นมาเช็ดน้ำทะเลที่เกาะผิวกายและส่วนหางให้แห้งสนิทโดยให้เสียงนั้นเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านไปไม่นานส่วนหางก็กลายเป็นขาของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ผมก้าวขาพาร่างเปลือยเปล่าของตัวเองมายังเตียงซึ่งมาร่างของโฟรงนอนหงายอยู่

ตอนนี้หัวใจผมเป็นของโฟรชทว่าร่างกายยังไม่ใช่

ตั้งแต่จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จผมเฝ้าคิดเรื่องบางอย่างมาตลอดและก็ได้ตัดสินใจแล้วด้วย

“โฟรช” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายขณะก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมร่างนั้นไว้

“...ฟีแซลล์?!” ดวงตาสีเทาอ่อนที่ปรือขึ้นตามเสียงเรียกนั้นแฝงไปด้วยความตกใจยามเห็นผมขึ้นคร่อมนั่งอยู่บนร่างตนในสภาพเปลือยเปล่า แสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างผ่านผืนน้ำลงมาจนถึงเวณนี้ทำให้อีกฝ่ายสามารถมองเห็นทั้งร่างและสายตาของผมที่กำลังประสานไปอย่างชัดเจน

“ผมอยากเป็นของคุณ” คำพูดสั้นๆ ถูกเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมความรู้สึก ความงัวเงียที่สัมผัสได้จากโฟรชหายไปและถูกแทนที่ด้วยความแข็งขืนที่กำลังตื่นตัวอยู่ใต้สะโพกซึ่งผมขึ้นคร่อมไว้

“แน่ใจว่าพร้อมนะ” ฝ่ามืออุ่นๆ เอื้อมมาแตะพวงแก้มผมขณะยันตัวลุกขึ้นนั่งจนดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชประสานมายังดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผม

“อืม...ผมพร้อมที่จะเป็นของคุณแล้ว” ก่อนหน้านี้เพราะมีเรื่องตำแหน่งราชาผมเลยยังไม่พร้อมสำหรับการสู่ขั้นต่อไปทว่าในตอนนี้ผมพร้อมแล้ว

ไม่อยากให้เพียงแค่หัวใจที่โดนเป็นเจ้าของ

ผมอยากให้ร่างกายนี้เป็นของโฟรชด้วย

“เพิ่งกลับมาก็ยั่วกันเลยนะ” โฟรชยกยิ้มขึ้นยามมองภาพผมที่กำลังเปลือยเปล่าด้วยดวงตาทอประกายของสัตว์ร้ายที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ

“แล้วยั่วได้ไหมล่ะ” ไม่พูดเปล่าผมวางฝ่ามือทาบลงบนแผ่นอกของโฟรชแล้วลากมาจนถึงร่างกายของตัวเองพร้อมกับสะบัดเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มไปด้านหลังเผยร่างกายแทบทุกสัดส่วนให้ถูกจับจ้อง

สายตาของโฟรชทำให้ร่างที่กำลังเย็นจากเครื่องปรับอากาศเริ่มร้อนขึ้น และยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีกยามถูกวงแขนนั้นโอบเอวผมให้เข้าไปประชิด ใบหน้าของโฟรชบัดนี้อยู่ใกล้เพียงไม่กี่มิลเท่านั้น

“หึ...ยังต้องถามอีกเหรอ” มือที่โอบสะโพกผมไว้เริ่มขยับเพื่อให้ความแข็งขืนด้านใต้ได้แนบสนิทกว่าเดิม

“อ๊ะ!...โฟรช” ผมเริ่มหลุดเสียงครางออกมายามถูกปลายจมูกนั้นซุกไซร้ไปทั่วลำคอ

“หนาวไหม ให้ฉันปิดแอร์ก่อนรึเปล่า” โฟรชถามสลับกับขบเม้มสร้างรอยจูบไปทั่วไล่ตั้งแต่ลำคอลงมายังแผ่นอก ผ้าห่มที่ผมนั่งทับถูกตวัดออกไปกองอยู่บนพื้นอย่างไม่แยแสทำให้สะโพกเปลือยเปล่าของผมกำลังนั่งทับอยู่บนความร้อนผ่าวที่มีเพียงผ้าเนื้อบางๆ คั่นกลาง

“คุณก็ทำให้ผมอุ่นสิโฟรช อ๊ะ! อื้อออ~” ริมฝีปากถูกประกบทันทีที่เอ่ยจบ ความสากของปลายลิ้นยามเกี่ยวพันกันนั้นดึงสติที่มีอยู่ในจมลงลึกมาขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจหักห้ามได้ รสจูบของโฟรชเปี่ยมไปด้วยความดุดันและอารมณ์

“จะทำให้อุ่นจนร้อนเลยฟีแซลล์” ดูเหมือนคำพูดผมจะปลุกสัญชาตญาณของอีกฝ่ายขึ้นมาซะแล้ว ปลายลิ้นสากๆ ไล้เลียแผ่นอกที่ชูชันขึ้นอย่างวาบหวามสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้ทยานขึ้น

มือข้างนึงยังคงเหนี่ยวรั้งสะโพกผมให้ขยับเคลื่อนไหวตอบสนองกับความแข็งขืนด้านล่างในขณะที่มืออีกข้างขยับไปเปิดลิ้นชักข้างเตียงหยิบเจลล่อลื่นกับถุงยางออกมาวางไว้ลวกๆ เจลหล่อลื่นถูกเปิดแล้วเทด้วยมือข้างเดียวก่อนสัมผัสเปียกชื้นจะลุกลามมายังช่องทางด้านหลัง

“เตรียมพร้อมจังนะ อึก...อ๊ะ! อื้ออ~ เดี๋ยวก่อน...อึก!” ร่างผมเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติยามถูกสอดนิ้วเข้าไปด้านใน

“เจ็บเหรอ ฉันจะเพิ่มเจล” โฟรชมองดูท่าทีของผมก่อนจะเทเจลเพิ่มแล้วเริ่มการรุกรานรอบใหม่

“อึก...อ๊ะ! โฟรช อ๊ะ!...” พอมีการหล่อลื่นมากขึ้นความรู้สึกเจ็บเสียดก็ทุเลาลง

ประสาทสัมผัสผมแทบไม่รับรู้ถึงความเจ็บเนื่องจากโฟรชปลุกเร้าผมไปทั่วทั้งร่างกายตั้งแต่แผ่นอกที่ถูกขบเม้มจนต้องหลุดเสียงครางออกมาเช่นเดียวกับอีกมือที่เลิกจับสะโพกแล้วเปลี่ยนมากระตุ้นความต้องการบริเวณหว่างขาที่ตื่นตัวขึ้นจากการถูกสัมผัสไปทั่วทั้งร่าง

ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศไม่อาจลดอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ โฟรชปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวขึ้นพร้อมกับผมที่ส่งเสียงครางออกมาเป็นระยะท่ามกลางความรู้สึกดีที่แล่นไปทั่วร่างกาย

“อ๊ะ! อื้อ! โฟรช...” รู้สึกดีอย่างที่ไม่เห็นเป็น

เพียงเพราะคนที่กำลังแตะต้องผมอยู่คือโฟรช

“อึก...ฟีแซลล์ เสียงนายมันกำลังทำให้ฉันทนไม่ไหว” น้ำเสียงของโฟรชราวกับกำลังข่มอารมณ์ที่ใกล้จะปะทุ

“แล้วจะทนทำไม อ๊ะ!...มาสิโฟรช ทำให้ผมเป็นของคุณ อึก!” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวนให้อีกฝ่ายหลงใหลเช่นเดียวกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ดึงดูดโฟรชให้เข้ามา

“ฟีแซลล์...นายนี่มัน” คำบ่นเบาๆ มาพร้อมกับปลายนิ้วที่ถูกถอนออกและแทนที่ด้วยความใหญ่โตซึ่งแข็งขืนอยู่ภายในกางเกงเนื้อบาง

“อ๊าาา~!” เสียงครางลั่นของผมดังขึ้นก่อนจะโอบกอดและซุกหน้าลงยังไหลของโฟรช พยายามกลืนความเจ็บเสียดที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ต่อให้เตรียมพร้อมขนาดไหนครั้งแรกไม่มีทางที่จะไม่เจ็บ

เรื่องนี้ผมรู้ดีเพียงแค่ไม่คิดว่าจะเจ็บขนาดนี้

“ฟีแซลล์ อึก...ไหวไหม”

“ของคุณ...ใหญ่ไป อ๊ะ!” ผมถึงกับสะดุ้งยามสิ่งที่อยู่ภายในขยายขึ้นอีก

“อย่ายั่ว อย่าตอดขนาดนี้ด้วย เดี๋ยวฉันก็ทนไม่ไหวพอดี” โฟรชพยายามอย่างมากที่จะค่อยๆ จับสะโพกผมกลืนกินส่วนร้อนนั้นอย่างไม่รีบร้อนจนสุด

“อื้อ!...อึก โฟรช...ช้า อ๊ะ!” ผมหลุดเสียงครางออกมายามโฟรชเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าคล้ายไม่อยากให้ผมอึดอัดมากไปกว่านี้

“ช้าที่สุดแล้ว ไม่รู้รึไงว่าทั้งเสียงทั้งร่างกายนายมันกำลังทำให้ฉันทนไม่ไหว” โฟรชกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงอดกลั้นระหว่างขยับสะโพกผมขึ้นลง

ความเจ็บบวกเสียดในช่วงแรกทำเอาผมถึงกับต้องกัดปากแน่นไม่ให้บอกอีกฝ่ายให้หยุดแต่เมื่อผ่านไปสักพักใหญ่ร่างกายเริ่มปรับตัวและชินกับการถูกล่วงล้ำพานให้ความรู้สึกในช่วงแรกแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกครั้งที่โฟรชขยับสะโพกด้วยความเร็วที่เพิ่มความรู้สึกดีแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง

“อ๊ะ! โฟรช อ๊ะ!...อื้อออ~”

เสียงครางผมดังก้องไปทั่วห้องยามถูกอารมณ์ครอบงำจิตใต้สำนึก สะโพกที่ถูกโฟรชจับเคลื่อนไหวผมเริ่มที่จะเป็นฝ่ายขยับตัวด้วยตนเองซึ่งการกระทำของผมดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายพอใจเพราะได้ยินเสียงครางต่ำอันเต็มไปด้วยอารมณ์ไม่ต่างกับสะโพกที่กระแทกสวนขึ้นมาถี่ยิบ

ความเสียวซ่านหล่อหลอมกับความรู้สึกดีจนไม่รับรู้ถึงทุกสิ่งรอบกาย ความเย็นที่เข้ามาปะทะสลายไปอย่างรวดเร็วยามร่างกายเคลื่อนไหวสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า

“อื้อ!...อย่า ตรงนั้นไม่...อ๊าา~” ใบหน้าผมถึงกับเชิดขึ้นยามถูกโฟรชเหย้าแหย่ด้วยการดูดรั้งแผ่นอกในขณะที่มือข้างหนึ่งกอบกุมส่วนอ่อนไหวพร้อมขยับตอบรับกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้นตามแรงอารมณ์

“อ่า...ฟีแซลล์”

“โฟรช อึก! โฟรช...ผมจะไม่ไหว” ภายในสมองเริ่มขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกนอกจากสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้

“ฉันก็เหมือนกัน ฟีแซลล์” โฟรชกระซิบเสียงแหบพล่า

“โฟรช อยากจูบ อื้อออ~!” ทันทีที่ขออีกฝ่ายมอบจูบอันแสนดูดดื่มพร้อมกับขยับสะโพกรุนแรงโดยมีผมนั่งคร่อมอยู่บนตักกระทั่งปลดปล่อยความต้องการออกมา

โฟรชนิ่งเกร็งอยู่ไม่นานก็เปลี่ยนท่าให้แผ่นหลังผมนอนราบอยู่บนเตียงในระหว่างที่อีกฝ่ายขึ้นคร่อม ความร้อนผ่าวภายในร่างยังคงเชื่อมต่อด้วยความแข็งขืนราวกับยังไม่พอเพียงแค่ครั้งเดียว ดวงตาสีเทาอ่อนประสานมายังผมก่อนจะเริ่มขยับกายอีกครั้ง

“ขออีกรอบฟีแซลล์” เสียงกระซิบมาพร้อมกับใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์

“อ๊ะ!...ได้เท่าที่...คุณต้องการเลย อ๊าาา~!”

และแล้วกิจกรรมบนเตียงก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้ามไปยังวันใหม่ความเหนื่อยล้าที่มีพานให้สติแทนจะดับวูบไปทันทีที่หัวถึงหมอน ร่างของผมถูกโฟรชดึงมากอดแน่นมอบไออุ่นให้แม้ร่างกายพวกเราจะปราศจากเสื้อผ้า ยามร่างกายกอดรัดโฟรชเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มมาคลุมร่างของเราทั้งคู่เพื่อไม่ให้โดนความเย็นของเครื่องปรับอากาศโดยตรง

“ฟีแซลล์” เสียงกระซิบติดอ่อนเพลียดังขึ้นจากโฟรช

“อืม” ผมขานรับเสียงเรียก

“นายเป็นของฉันแล้ว” ไม่รู้ทำไมผมถึงสัมผัสได้ถึงความดีใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น

“ผมเป็นของคุณทั้งหัวใจและร่างกายด้วย” สำหรับผมโฟรชไม่จำเป็นต้องย้ำอะไรเพราะผมรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ดวงตาสีเทาอ่อนประสานมายังดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมในงานประมูลนั้นผมก็ถูกพันธนาการจนไม่สามารถหนีไปไหนได้อีก

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใต้ทะเลมาอย่างยาวนานอย่างเงือกต้องขึ้นมาสูดอากาศเหนือท้องสมุทรและถูกเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยมนุษย์ที่เคยพานพบตั้งแต่เมื่อครั้งยังวัยเยาว์ พบเจอความรู้สึกอันหลากหลายพร้อมหัวใจที่สั่นไหวจนไม่อาจควบคุมให้เป็นได้ดั่งใจ...

ถูกกักขังไว้ในสิ่งที่ไม่อาจจับต้องอย่างความรู้สึกชอบ

และถูกพันธนาการไว้ด้วยสายใยของความรักอันเหนียวแน่นทั้งร่างกายและหัวใจจนไม่อาจขยับหนี

“ฉันรักนายฟีแซลล์”

“ผมก็รักคุณโฟรช”

ถ้อยคำบอกรักอันแผ่วเบาราวกับเกลียวคลื่นบนท้องทะเลอันเงียบสงบนี้คล้ายจะโอบล้อมพวกเราให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยกระแสน้ำนั้นตราบชั่วนิรันดร์

...................................จบบริบูรณ์............................. 

 

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

ตอนจบของเรื่องเป็นสิ่งที่น่าใจเสมอไม่ว่าจะแจ่งเรื่องอะไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่แต่งโดยใช้ธีมเงือก

เนื้อเรื่องไม่ได้หวือหวาหรือมีดราม่าอะไรมากมาย เป็นเรื่องที่เราอยากแต่งให้ได้และวันนี้ก็สามารถแต่งได้สำหรับจนจบเรื่อง เรามีความสุขมากที่ได้สร้างโฟรชและฟีแซลล์ขึ้นมา

เรื่องนี้เป็นผลงานที่เราภูมิใจมาก ความจริงก็ภูมิใจกับทุกเรื่องที่แต่งทว่าแต่ละเรื่องจะมีความภูมิใจที่ต่างกันออกไป

เราดีใจมากๆ เวลาได้อ่านคอมเม้นท์และมีคนบอกว่าชอบ เพียงคำพูดสั้นๆ ก็ช่วยให้เรามีกำลังใจในการแต่งนิยายต่อไปแล้ว

หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนอมยิ้มและมีความสุขนะคะ

ก่อนจากกันมีความหนึ่งอยากจะบอก...

เราตั้งชื่อโฟรชก่อนจะคิดชื่อจริงให้ว่าโฟรเช่ รู้ไหมว่าโฟรชนั้นเราเอามาจากภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่ากบ 555+

ตอนแรกว่าจะไม่บอกแต่อยากแชร์ให้ทุกคนรู้ความน่ารักนี้

แจ้งอีกครั้งสำหรับเรื่องนี้จะมีการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มนะคะ

ฉากที่หลายๆ คนตั้งตาอย่างเรื่องการแจ่งงาน การพาโฟรชไปยังอาณาจักรรวมไปถึงการพาครอบครัวฟีแซล์มาเที่ยวบนโลกมนุษย์นั้นจะมีให้อ่านกันอย่างจุใจ ซึ่งกำหนดการณ์คงเป็นปีหน้า ตอนนี้เรากำลังแต่งตอนพิเศษอยู่

หากมีความคืบหน้าจะแจ้งทางเพจเรื่อยๆ ค่ะ

สามารถเข้าไปติดตามที่เพจ nicedog ได้นะคะ

ไว้เจอกันใหม่กับตอนส่งท้าย และผลงานใหม่เรื่องหน้า

ใครรอเรื่องไดโนเสาร์เตรียมตัวค่าาา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น