email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 ตั้งครรภ์

ชื่อตอน : บทที่ 9 ตั้งครรภ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2562 08:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ตั้งครรภ์
แบบอักษร

“หวงโฮ่ว ท่านแม่ทัพขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ” ขันทีหน้าตำหนักองค์ชายสามขานแจ้งคนที่อยู่ด้านใน

“เชิญเข้ามาได้” อวี่ชิงเอ่ยอนุญาตทันที เมื่อรู้ว่าผู้ใดต้องการมาขอพบเขาที่ตำหนักแห่งนี้ แต่ไม่ใช่มาขอพบเขาจริงๆ คนที่แม่ทัพผู้นี้ต้องการขอพบนั้นก็คือ ‘โอรสของเขา’

“แม่ทัพเซียวเหยียน ถวายบังคมหวงโฮ่วพะย่ะค่ะ!” ผู้มาใหม่โค้งคำนับร่างบางที่นั่งอยู่บนขอบเตียงของโอรส

“ลุกขึ้นเถิดท่านแม่ทัพ” อวี่ชิงยิ้มรับ ก่อนเอ่ยกับร่างสูงใหญ่ตรงหน้า

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

“ท่านแม่ทัพ ท่านมาได้จังหวะพอดี ข้ามีเรื่องต้องหารือกับฝ่าบาท ท่านอยู่เป็นเพื่อนจื่อหลันสักครู่แทนข้าหน่อยได้หรือไม่?” อวี่ชิงรีบเปิดทางให้ร่างสูงใหญ่ได้คุยกับโอรสของตนตามลำพัง เพื่อให้ทั้งสองคนได้ปรับความเข้าใจกันให้เร็วที่สุด เผื่อจะสามารถเยียวยาความรู้สึกในตอนนี้ของจื่อหลันได้

“กระหม่อมยินดีพะย่ะค่ะ” เซียวเหยียนน้อมรับโอกาสที่ได้รับทันที

“ขอบใจท่านมาก ข้าขอตัวก่อนนะ” ร่างบางลุกเดินออกไปหลังจากเอ่ยกับผู้มาใหม่

“น้อมส่งหวงโฮ่ว”

 

 

“ข้าอยู่คนเดียวได้ เสด็จแม่ไปไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว คงไม่ต้องรบกวนท่านแม่ทัพหรอก เชิญกลับไปเถิด” ริมฝีปากบางเอ่ยขึ้นทันทีที่พระมารดาเดินออกไปแล้ว

“องค์ชาย…” ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปหาคนที่กำลังจะหันหลังล้มตัวนอน มือหนาคว้าร่างเพรียวเข้ามาโอบกอดแน่น หลังจากที่เขาช่วยร่างบางขึ้นมาจากน้ำวันนั้นแล้ว ก็ไม่ได้เจอกับอีกฝ่ายอีกเลย แม้เพียงไม่กี่วัน แต่หัวใจของเขากลับรู้สึกว่าเวลาช่างยาวนานราวกับเป็นปี

“ปล่อยข้านะ! อุ๊บ! อื้อ!” ร่างเพรียวดิ้นรนออกจากการโอบรัดของคนตรงหน้า แต่มีหรือจะต่อต้านอีกฝ่ายได้ มือหนาเชยคางมนขึ้นมาจูบหนัก ลงโทษที่ร่างเพรียวนั้นเอ่ยวาจาไม่น่าฟังออกมา ริมฝีปากหนาขบเม้มดูดดึงริมฝีปากบางแรงยิ่งขึ้น ก่อนจะผละออกมาอย่างอ้อยอิ่ง

“องค์ชาย ได้โปรดอย่าผลักไสกระหม่อมเลยนะพะย่ะค่ะ” ริมฝีปากหนาเคลื่อนไปจูบหน้าผากมนแผ่วเบา

“ท่านแม่ทัพ...ยกเลิกการอภิเษกสมรสครั้งนี้เถิด ข้าไม่คู่ควรกับท่านหรอก มีหญิงงามมากมายที่เหมาะสมกับท่านมากกว่าข้า” จื่อหลันยังพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอด พร้อมทั้งเอ่ยโน้มน้าวคนตรงหน้า เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายมาจมปรักอยู่กับเขา ที่ตอนนี้ไม่อาจจะเป็นคนที่คู่ควรกับท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจได้

“ไม่! กระหม่อมจะไม่ยอมยกเลิกการอภิเษกสมรสของพวกเราเป็นเด็ดขาด! องค์ชาย ทำไมถึงทรงใจร้ายกับกระหม่อมเช่นนี้ล่ะพะย่ะค่ะ?” ใบหน้าคมแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันทีที่ได้ยินในสิ่งที่ร่างเพรียวเอ่ยออกมา

“แต่ข้า...ไม่สามารถเป็นคนของท่านได้ เพราะข้านั้น…” ร่างเพรียวเม้มริมฝีปากบวมช้ำแน่น ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่เป็นความจริง

“กระหม่อมไม่สนใจกับคำครหาใดๆทั้งสิ้น องค์ชาย...กระหม่อมรักองค์ชายมากเพียงใด ทรงไม่รู้หรือพะย่ะค่ะ?” ไม่ทันที่ร่างเพรียวจะได้เอ่ยต่อ ร่างสูงใหญ่ก็เอ่ยขัดในทันที พร้อมกับเปิดเผยความในใจออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้

“ข้า...รู้…” จื่อหลันไม่ใช่ไม่รู้ ว่าคนตรงหน้ารักเขาเพียงใด แต่ยิ่งอีกฝ่ายรักเขามากเพียงใด เขสก็รู้สึกผิดต่อคนตรงหน้ามากเท่านั้น

“แล้วทำไมทรงทำแบบนี้หรือพะย่ะค่ะ? องค์ชาย...ทรงไม่มีใจให้กระหม่อมเลยหรือพะย่ะค่ะ?” คิ้วกระบี่ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างสงสัย จึงเอ่ยถามออกไป

“ข้า...ข้าไม่...ข้าไม่ใช่ไม่มีใจให้ท่าน เพียงแต่ข้า...ไม่อาจจะคนของท่านได้แล้ว” ดวงเนตรกลมโตเสมองไปทางอื่น ใบหน้างามขึ้นสีเรื่อด้วยความขัดเขินกับคำที่เอ่ยออกมา ก่อนจะเศร้าหมองลงเมื่อเอ่ยประโยคหลัง

“องค์ชาย เพียงแค่องค์ชายมีใจให้กระหม่อม เท่านี้ก็เพียงพอแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่สนเรื่องอื่น และนับจากนี้ไป องค์ชายจะต้องเป็นคนของกระหม่อมเพียงคนเดียวเท่านั้น” เซียวเหยียนยกยิ้มอย่างพอใจ ในเมื่อคนตรงหน้ารักเขาเช่นกัน ไยเขาต้องมาสนใจอะไรกับเรื่องที่ผ่านมา ขอเพียงแค่คนตรงหน้ายังอยู่กับเขา เท่านี้เขามีความสุขมากแล้ว

“แต่…”

“ไม่แต่แล้วพะย่ะค่ะ...กระหม่อมสามารถยอมรับได้ทุกอย่าง ตราบใดที่องค์ชายยังทรงมีใจให้กระหม่อมคนเดียวเท่านั้น” เซียวเหยียนไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้จึงเอ่ยตัดบท

“ขอบคุณนะ...ท่านแม่ทัพ” เมื่อเห็นว่าร่างสูงยืนกรานหนักแน่นเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจที่จะเห็นอีกฝ่ายเป็นทุกข์ใจได้อีก เรื่องที่เขาเคยเป็นของคนอื่นนั้น ตัวเขาที่เป็นบุรุษไม่ใช่สตรี คงไม่มีอะไรเสียหายเท่าไหร่ ที่คิดจะยกเลิกการอภิเษกสมรสก็เพราะว่ากลัวคนตรงหน้าจะรับไม่ได้กับเรื่องนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับในตัวเขาที่ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้นั้น เขาเองก็จะยอมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกกับคนคนนี้ หวังว่าสวรรค์คงจะไม่กลั่นแกล้งเขาอีก

 

 

 

 

สามเดือนผ่านไป

“องค์ชาย ทรงเสวยหน่อยเถิดพะย่ะค่ะ วันนี้มีขนมที่องค์ชายทรงโปรดด้วยนะพะย่ะค่ะ” ขันทีประจำตำหนักห้องเครื่องเสวยรับหน้าที่อันหนักหนาสาหัสนี้มาจากฉินกงกงซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขันทีวังหลวงและขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิ แต่เดิมองค์ชายสามก็ไม่เคยเรื่องมากเกี่ยวกับอาหาร แต่มาระยะหลังๆ บางอย่างที่เคยชอบก็บอกว่าไม่ชอบ อะไรที่ไม่เคยกินก็อยากจะกิน และเมื่อสองสามวันที่แล้วไม่ยอมกินอะไรเลย จนอวี่ชิงต้องมากินอาหารเป็นเพื่อนทุกมื้อ ถึงจะยอมกิน แต่ก็ไม่ได้กินเยอะอะไร จนวันนี้อวี่ชิงออกทำพิธีเส้นไหว้บรรพชนกับเยี่ยนเฟยที่นอกเมือง แม่ทัพเซียวเหยียนก็ไปอารักขาขบวนเสด็จ ทำให้จื่อหลันไม่ยอมกินอะไรอีกครั้ง

“ข้าไม่หิว พวกเจ้าเอาออกไปซะ” ร่างเพรียวเอ่ยด้วยความรู้สึกเพลีย ช่วงนี้เขารู้สึกเหนื่อยเร็ว อ่อนเพลียและเวียนหัวบ่อยๆ จนไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่เพราะมีพระมารดาอยู่ เขาจึงยอมที่จะฝืนกินเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

“องค์ชาย ได้โปรดเสวยสักนิดเถิดพะย่ะค่ะ ถ้าทรงไม่เสวยอะไรเลย พวกกระหม่อมจะต้องถูกฝ่าบาทลงโทษอย่างหนักนะพะย่ะค่ะ ขอทรงเห็นใจพวกกระหม่อมด้วยเถิดพะย่ะค่ะ” ขันทีประจำห้องเครื่องวิงวอนร้องขอความเห็นใจจากคนตรงหน้า

“ข้าไม่อยากกิน พวกเจ้าออกไปให้หมด! ออกไป!!” จื่อหลันเริ่มรู้สึกหงุดหงิด จนตวาดเสียงกร้าวออกไป ปกติเขาจะไม่เคยดุหรือตวาดใส่บ่าวไพร่หรือองครักษ์เลยแม้แต่คนเดียว เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นองค์ชายที่ใจดีที่สุดคนหนึ่งในวังหลวงแห่งนี้

“องค์ชาย ได้โปรด…” ขันทีห้องเครื่องยังคงอ้อนวอน เพราะถ้าไม่ทำหน้าที่ให้ลุล่วงได้ ไม้แปรแผ่นใหญ่ก็คงทำหลังของเขาจนแตกยับในไม่ช้านี้เป็นแน่ แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ร่างเพรียวตรงหน้าก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นเสียแล้ว

โครม!!

“องค์ชาย!! องค์ชาย!! ไปตามหมอหลวงมาเร็วเข้า!! ไปสิ!!” ขันทีห้องเครื่องรีบเข้าไปพยุงร่างเพรียวที่หมดสติ ก่อนจะตะโกนสั่งให้นางกำนัลที่ติดตามเขามา ให้รีบไปตามหมอหลวงทันที ก่อนจะพยุงร่างเพรียวให้ขึ้นไปนอนบนเตียง

 

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ?! หมอหลวงกวาน” เยี่ยนเฟยถามย้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นจริง สิ่งที่เขากลัวที่สุดเป็นจริงเสียแล้ว

“องค์ชายสามทรงตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้วพะย่ะค่ะ” หมอหลวงกวานไห่ฝู่เอ่ยย้ำด้วยความมั่นใจ เป็นชีพจรมงคลไม่ผิดแน่

“หลันเอ๋อร์ตั้งครรภ์อย่างนั้นรึ?! ฝ่าบาท พวกเราจะทำอย่างไรดีพะย่ะค่ะ? เด็กในครรภ์ของหลันเอ๋อร์เป็นลูกของหลินเอ๋อร์ หลันเอ๋อร์จะต้องอภิเษกสมรสกับหลินเอ๋อร์หรือพะย่ะค่ะ?” อวี่ชิงเอ่ยอย่างร้อนใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวพันถึงสองแคว้น ยิ่งถ้าเด็กในครรภ์ของจื่อหลันเป็นโอรส นั่นก็แปลว่าจะต้องถูกส่งกลับไปแคว้นจินในฐานะโอรสขององค์รัชทายาทแคว้นจิน

“ยังไม่ต้องทำอะไร เจ้าไปดูแลหลันเอ๋อร์ให้ดีเถิด อย่าให้ลูกทำร้ายตัวเองอีก เราจะส่งสารถึงชินอ๋องเอง” เยี่ยนเฟยเอ่ยเสียงเรียบ เรื่องการตั้งครรภ์ของจื่อหลันเหนือความคาดหมายของเขา คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยกโทษให้กับหงหลินง่ายๆ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า เด็กคนนั้นจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ถ้าเกิดว่าเขาจะปิดกั้นโอกาสทั้งหมดไว้

“แต่…” อวี่ชิงยังลังเลที่จะอยู่เฉยๆแบบนี้ เขาเป็นห่วงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น และก็กลัวว่าพี่ชายของเขาจะเป็นทุกข์มากกว่าเดิมจนล้มป่วยไปอีก

“ชิงเอ๋อร์…” เยี่ยนเฟยปรามเสียงเรียบ

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ” อวี่ชิงเอ่ยรับ เมื่อเห็นว่าพระสวามีเริ่มที่จะมีความตึงเครียด ร่างบางคิดว่าเขาควรจะให้ความสำคัญกับโอรสมากกว่าจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างแคว้น ปล่อยให้ฝ่าบาทจัดการเรื่องนี้เองจะเป็นการดีที่สุด

 

 

 

 

“หลินเอ๋อร์ หลันเอ๋อร์ตั้งครรภ์ลูกของเจ้า” มือหนาม้วนสารเก็บทันทีหลังจากที่อ่านจบเป็นรอบที่สอง ก่อนจะเอ่ยกับโอรสคนโตที่เขาให้องครักษ์คนสนิทออกไปตามมาพบอย่างเร่งด่วน โดยที่ยังไม่ให้ชายาของเขาได้รับรู้ เพราะเกรงว่าถ้าหงเจินรู้เรื่องนี้เข้าจะต้องมีโทสะกับหงหลินอีกครั้งเป็นแน่

“เสด็จพ่อ!! จื่อหลันตั้งครรภ์หรือพะย่ะค่ะ?! แล้วเสด็จอาว่าอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ?” หงหลินรีบเอ่ยถามอย่างดีใจ พลางคิดว่า ถ้าจื่อหลันตั้งครรภ์ บางทีเสด็จอาของเขาอาจจะเปลี่ยนใจยกจื่อหลันให้กับเขา เพราะเด็กในครรภ์คนนี้เป็นทายาทขององค์รัชทายาทแคว้นจิน

“ฝ่าบาทจะจัดการพิธีอภิเษกสมรสให้กับหลันเอ๋อร์และแม่ทัพเซียวโดยเร็วที่สุด และหลังจากที่หลันเอ๋อร์คลอดลูกออกมาแล้ว ก็จะให้แม่ทัพเซียวรับเป็นบิดา” เทียนจินเอ่ยตามความในสารที่ตนได้อ่านแล้วให้กับโอรสคนโตฟัง ในใจรู้สึกว่าฝ่าบาทไม่ยอมยกโทษให้หงหลินง่ายๆเป็นแน่ ทั้งที่เขาและหงเจินไปแคว้นซ่งเพื่อขอขมาแล้ว ถึงแม้ฝ่าบาทจะไม่เอาความกับหงหลิน แต่ก็ยังไม่หายกริ้วโกรธอยู่ดี ไม่อย่างนั้นจะส่งสารนี้มาให้เขาอย่างนั้นหรอกหรือ?

“ไม่ เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด! จื่อหลันเป็นชายาของข้า เด็กในครรภ์ของจื่อหลันก็เป็นลูกของข้า ข้าจะไม่ยอมยกเด็กคนนั้นให้กับผู้ใดเป็นอันขาด!!รวมทั้งจื่อหลันด้วย!!” หงหลินเบิกตากว้าง ไม่คาดคิดว่าเสด็จอาของเขาจะทำเช่นนี้ ดวงเนตรกลมหรี่ลงด้วยความโกรธ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงกร้าว

“หงหลิน!! หยุดเดี๋ยวนี้!! เจ้าจะวู่วามไปถึงเมื่อไหร่กัน?!” เทียนจินตวาดดุโอรสของตน เขาเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี แต่เรื่องนี้โอรสของเขาคนเดียวไม่อาจจะรับมือได้ “พ่อเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี แต่เรื่องนี้มันใหญ่หลวงเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยตัวของเจ้าเพียงผู้เดียวได้ เจ้าสงบสติอารมณ์ก่อนเถิด”

“เสด็จพ่อ! จะให้ข้าทนอยู่เฉยได้เช่นไร?! ในเมื่อเสด็จอาจะยกลูกของข้าให้ผู้อื่นอย่างนี้!” หงหลินยังคงมีอารมณ์เกรี้ยวกราด เขาไม่อาจจะทนกับเรื่องนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

“หงหลิน!! หยุดเสียที! เจ้ารู้หรือไม่? ก่อนหน้านี้หลันเอ๋อร์ทำร้ายตัวเองจนเกือบต้องตาย สิ่งที่เจ้าทำไว้ มันทำให้หลันเอ๋อร์ต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน? เจ้าไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของเขาบ้างเลยหรือ?” เทียนจินยังคงตวาดเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่เขาได้ข่าวมาจากแคว้นซ่ง อยากให้โอรสได้สำนึกถึงการกระทำของตัวเองบ้าง ว่านั่นทำให้คนอื่นเจ็บปวดมากมายแค่ไหน?

“ข้า...แต่เสด็จพ่อ ข้าอยากเจอจื่อหลัน ข้า…อยากจะพาเขากลับมาแคว้นจิน” ใบหน้างามดูเศร้าสลดลงในทันตา เพราะเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าจื่อหลันจะใจเด็ดขนาดฆ่าตัวตายได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องการที่จะครอบครองอีกฝ่ายให้มาเป็นของเขา

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ไม่ควรเปิดเผยตัว และจงระวังอย่าให้ฝ่าบาทจับได้” คำพูดของผู้เป็นพระบิดาทำให้หงหลินมีความหวังใหม่ในทันที เทียนจินไม่อาจจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ ฝ่าบาททำเกินไปจริงๆ อย่างน้อยน่าจะให้โอกาสกับหลานชายบ้างก็ยังดี แต่กลับตัดสัมพันธ์กันเช่นนี้ ทำให้เขาเองก็ไม่อาจจะนิ่งดูดายได้อีกต่อไป

“พะย่ะค่ะ!! ลูกเข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ!!” หงหลินรับคำด้วยความดีใจ

 

‘ฝ่าบาท กระหม่อมคงยอมรับข้อความในสารนี้ไม่ได้เสียแล้ว เพราะเด็กคนนั้น...เป็นลูกของหงหลิน’

ความคิดเห็น