Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : คนปากแข็ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 166

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คนปากแข็ง
แบบอักษร

ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็พบว่าคุณแม่ได้ออกไปทำงานแล้ว เพราะมื่อคืนผมนอนกับคุณแม่กว่าจะหลับได้ก็กินเวลามาจนดึก ด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการร้องไห้อย่างหนักจนผมเผลอนอนหลับไปตอนไหนไม่รู้

 

 

อาจจะดูเหมือนว่าผมอ่อนแอ แต่ถ้าคุณไม่เป็นผมคุณไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของมันได้อย่างแน่นอน

 

 

สภาพผมไปเรียนในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้เลยสักนิด

 

4 Kings group

 

King Mork

เจอกันที่ห้องเรียนเลยนะ

กูกำลังไป

 

King Time

เออ ไม่ต้องรีบ เข้าสายๆ

ก็ยังได้ วันนี้วิชาสบายๆ

 

King Gump

แจกัน (เจอกัน)

 

King Gusbel

สติกเกอร์หมีง่วงนอน

 

 

“ดีพวกมึง” พอมาถึงห้องเรียนผมก็เอ่ยทักทายพวกเพื่อนๆทั้งสามคนแล้วก็ฟุบหน้าลงไปนอนบนโต๊ะ

 

 

“โห สภาพมึงนี่ไม่ต่างจากซอมบี้เลยว่ะเพื่อนหมอก มึงได้นอนบ้างยังเนี่ย” ไอ้กั๊มเอ่ยถามผมอย่างเป็นห่วงกึ่งแซะไปในตัว

 

 

“นอนแล้ว แค่ปวดตานิดหน่อย กูขอพักสักแปบเดียวน่าจะดีขึ้น” ผมได้นอนแล้วจริงๆนะ แต่คงเป็นเพราะผมร้องไห้เยอะมั้งครับเลยแสบๆตาเหมือนคนนอนไม่พอ พักสายตาสักนิดน่าจะดีขึ้น

 

“เออๆ” พวกมันขานรับ

 

“พักไปมึงอ่ะ”

 

 

ผมนอนพักได้ไม่ถึงสิบนาทีอาจารย์ก็เข้าห้องมาเริ่มเช็คชื่อก่อนทำการสอน ในคาบเช้าวันอาคารพวกผมจะเรียนวิชา intro to business กันซึ่งเป็นวิชาที่ปีหนึ่งในสาขาจะเจอ ส่วนใหญ่จะเน้นปูพื้นฐานเกือบทั้งหมด รวมถึงวิชานี้ด้วย โดยเนื้อหาก็จะประมาณสอนให้มองภาพรวมของเศรษฐกิจ เช่น finance การเงิน management การจัดการองกร ต่างๆประมาณนี้ ส่วนบางเนื้อหาอาจจะยังไม่เจอ เพราะพึ่งเปิดเทอมได้สองอาทิตย์ก็ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่าครับ

 

 

เมื่ออาจารย์เข้าสู่เนื้อหาสาระในการสอนเข้มข้นขึ้น ผมก็จมดิ่งไปกับการก้มหน้านอน เพราะสภาพผมไม่อาจฝืนสังขารอันโรยรานี้ได้อีกแล้ว

 

 

ช่วงกลางคาบอาจารย์ก็มีให้นักศึกษาพัก10นาทีเผื่อใครอยากไปทำธุระส่วนตัวครับ แต่ผมนี่นอนตั้งแต่ต้นคาบยันท้ายคาบเลย

 

 

และสุดท้ายอาจารย์ก็ได้ดำเนินการสอนมาจนถึงช่วงท้ายคาบและสั่งงานแล้วก็ปล่อยให้นักศึกษา จนเพื่อนๆสกิดปลุก ผมลืมตาตื่นงัวเงียขึ้นมาใช้หลังมือข้างขวาขยี่ตาเพื่อหวังให้คลายความเมื่อยล้าของดวงตาเพื่อปรับให้โฟกัสกับแสงตรงหน้า เพื่อนๆได้ชวนผมเพื่อไปหาอะไรกินระหว่างวัน เพราะในตอนเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องผมเลย ถึงจะไม่ค่อยอยากกินอะไรเลยก็เถอะ ฉนั้นผมจึงต้องหาอะไรกินประทังชีวิตไปก่อนรวมถึงเพื่อนๆผมด้วย

 

 

“กูคุยกับแม่แล้วนะเว้ยเรื่องพี่ภูผาอ่ะ แม่กูรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ากูกับพี่ภูผาน่าจะมีปัญหากัน ที่ผ่านมาแม่กูแค่ไม่ยอมพูด คิดว่าเรื่องเล็กๆอาจมีงอนกันบ้าง ไม่นึกว่ามันจะหนักและผ่านมานานขนาดนี้” ผมตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟังทั้งหมดที่ได้คุยกับคุณแม่เมื่อวานนี้

 

 

“แต่แม่กูเขาไม่รู้ถึงสาเหตุของปัญหาว่าเป็นมายังไงที่กูทะเลาะกับพี่ภูผา” ก็ดีแล้วครับผมไม่อยากให้คุณแม่ลำบากใจกับเรื่องของผมไปมากกว่านี้

 

 

ไทม์ย่นคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างเป็นห่วงและเป็นกังวลเหมือนกับกำลังคิดหาทางออกของเรื่องนี้อยู่

 

“แล้วมึงจะเอายังไงกับเรื่องนี้วะ” ไทม์เอ่ยถามผมในระหว่างที่พวกเราเดินไปโรงอาหารประจำคณะ

 

 

“กูไม่อยากทำให้พี่ภูผาเกลียดกูไปมากกว่านี้แล้วว่ะ กลัวพี่มันอึดอัดที่มีกูอยู่ในสายตาพี่เขาและอีกอย่างกูก็อยากให้เขาสบายใจด้วย แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีเลยว่ะ เพราะแค่คิดว่าไม่มีพี่มันก็ทำให้หัวใจกูปวดหนึบขึ้นมาแล้ว” ผมเอ่ยตอบเพื่อนๆไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

 

“แต่มึงก็ไม่ผิดนะเว้ย มึงอยู่ของมึงดีๆ พี่มันมาให้มึงเห็นเองเปล่าวะ” ไทม์พูดอย่างหน้าเครียด

 

 

“เพราะเมื่อวานกูไม่ได้เลี่ยงเขาเปล่าวะ ถ้ากูเดินหลบออกไปตั้งแต่แรกก็ไม่ทำให้พี่ภูผาอึดอัด” ผมพูดไปตามความคิด จริงๆนะครับ ถ้าผมเดินหลบไปตั้งแต่แรกมันน่าจะไม่เสียความรู้สึกกันทั้งสองฝ่าย

 

 

“ถ้ามึงคิดว่าทำแบบนั้นมันดีสำหรับมึงพวกกูก็ไม่ว่าอะไรเว้ย เอาไงเอากันเพราะพวกกูก็ไม่อย่างเห็นมึงเศร้าแล้วว่า” กัสบอกออกมาอย่างเคารพในการตัดสินใจของผม

 

 

ระหว่างที่พวกผมนั่งกินข้าวมื้อเที่ยงอยู่นั้น ไอ้กั๊มก็ยื่นโทรศัพท์สีดำเครื่องหรูของมันมาให้ผมดู หน้าจอยังเปิดแอพฯเฟสบุ๊คค้างไว้ให้ด้วย โดยที่ผมก็รับมาอย่างงงๆว่ามึงจะยื่นมาให้ทำไมวะ ของกูก็มี

 

 

“มึงดูนี่” ไอ้กั๊มพูดขึ้นมาแล้วเลื่อนฟี๊ดข่าวที่เป็นของเพจXX_cuteboyให้ผมดู

 

 

โดยมีเนื้อหาใจความว่า

 

 

XX_cuteboy โพสต์

 

 

ว้ายตายแล้ว วันนี้เจ๊ได้รับรายงานข่าวมาว่าพบหนุ่มฮอตแห่งมหาวิทยาลัย XX ไปส่งสาวบริหารถึงหน้าตึกคณะเจ้าหล่อน มีวงในกระซิบมาบอกว่า คนละคนกับที่เคยเป็นข่าวนะคะ แม่เอามือทาบอก

 

1 ชั่วโมงที่แล้ว

 

 

รูปภาพประกอบ ในรูปคือพี่ภูผากำลังเดินไปเปิดประตูรถให้กับคนในภาพ ซึ่งผู้หญิงในรูปกำลังหันหน้าออกมา ขากำลังก้าวออกจากรถ ส่วนพี่ภูผาในรูปเห็นแค่ด้านหลังเพราะมือหนึ่งกำลังจับประตูรถอยู่

 

แค่เห็นแค่ด้านหลังผมก็จำได้แม่นแล้วว่าคนในภาพนั้นคือใคร

 

19.5k likes 2.5 comments

 

 

คอมเม้น1: ใครเป็นผู้หญิงคนนั้น อิจฉามากแม่ ฮื้อ

 

คอมเม้น2: กรี๊ด อิจฉาชะนีนางนั้น ฮื้อ ทูลหัวของบ่าว

.

.

.

คอมเม้น10 ได้ยินขาวมาว่าพี่แพรไหมคณะบริหารนะครับ แต่ดูแล้วเหมาะสมกันดีเห็นละอิจฉาพี่ภูชิบ

 

 

และอีกหลายคอมเม้น ต่างให้ความสนใจกับข่าวนี้ไม่น้อยเลย เป็นพี่แพรไหมเองสินะที่พี่ภูผาเคยบอกกับผมว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว

 

 

“กูว่าแล้วเห็นไหมว่าพี่เขาต้องมาหาแฟนแน่ๆวันนั้น มึงเชื่อกูหรือยัง” ไอ้กั๊มเอ่ยถามออกมาเหมือนจะเตือนสติผมว่าที่มึงตัดสินใจไปเมื่อกี้อ่ะดีแล้ว

 

ตอนนี้คำพูดของเพื่อนๆผมไม่ได้ยินอะไรอีกเลยนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแผ่วลงเหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ พี่แพรไหมเป็นแฟนกับพี่ภูผางั้นหรอ

 

 

ระหว่างที่นั่งกินข้าวที่โรงอาหารผมก็ได้แต่นั่งเงียบคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อยกับจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

ติ๊ง

 

เสียงข้อความไลน์ผมดังขึ้น ผมล้วงหยิบมือถือของผมขึ้นมาเช็คดูว่าใครส่งข้อความมา ปกติก็จะมีแค่คุณแม่และก็พวกเพื่อนผมสามคนนี้แหละ แต่ตอนนี้พวกมันนั่งอยู่กับผมไง แล้วใครกัน?

 

 

ผมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัย เพราะผมไม่คุ้นกับชื่อเจ้าของไลน์ที่ทักมานี่เลย

 

 

Guy_sky

หวัดดีครับน้องหมอก

จำพี่กายได้ไหมครับ

 

King Mork

จำได้ครับพี่กาย

Guy_sky

แล้วนี่ทำอะไรอยู่ครับ

ทานข้าวหรือยัง

 

King Mork

เรียบร้อยแล้วครับพี่นี่ก็กำลัง

เตรียมตัวกำลังจะเข้าเรียน

ช่วงบ่ายครับ

 

Guy_sky

น้องหมอกว่างไหมครับ

เย็นนี้ พี่อยากเจอ

 

King Mork

ไม่แน่ใจครับพี่กาย เดี๋ยว

ถ้าว่างผมบอกพี่อีกทีละกันครับ

งั้น ผมเข้าเรียนก่อนนะพี่ ไว้เจอกันครับ

 

 

ไม่ทันจะรอให้พี่กายตอบกลับมา ผมรีบยัดมือถือเก็บเข้ากระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยโดยที่ไม่คิดจะสนใจ

 

นี่ผมลืมซะสนิทเลยว่าพี่กายเป็นคนขอไลน์ผมไว้เองตั้งแต่ไปเที่ยวดอยเสมอดาวจังหวัดน่านครั้งนั้น ผมนี่มันแย่จริงๆ

 

“คุยกับใครวะ คุยไปคิ้วขมวดไป” กัสเบลเอ่ยถามผมอย่างสงสัย

 

 

“มึงจำพี่ที่กูเคยเล่าให้มึงฟังครั้งก่อนตอนที่กูไปน่านได้ปะวะไทม์ คนที่ไปเจอกันโดยบังเอิญอ่ะ”

 

 

“เออๆ จำได้ คนที่กูบอกว่าเป็นพรหมลิขิตใช่ไหม”

 

 

“ใช่ คนนั้นแหละ เขาทักกูมาเว้ย ว่าอยากเจอกู” จะอยากเจอผมทำไมกัน พี่เขาอาจจะมีธุระก็ได้มั้ง

 

 

“มีเรื่องอะไรที่พวกกูสองคนไม่รู้วะ พวกมึงสองคนปิดบังอะไรกัน แม่งมีความลับตลอด” กั๊มเอ่ยถามพวกผมอย่างต้องการอยากรู้คำตอบเต็มที หรือที่เรียกว่าอยากเผือกนั่นแหละ

 

 

“ ไม่มีอะไรหรอกน่า แค่เจอกันโดยบังเอิญ ไอ้ไทม์มันก็พูดจาไร้สาระไปงั้นแหละ”

 

 

“เอางี้ไหม คืนนี้เราไปหาที่ดืมชิลๆกันแล้วชวนพี่เขามาด้วย กูก็อยากเจอ เผื่อมีอะไรสนุกๆเดี๋ยวพวกกูสแกนให้ว่าพี่เขามีซัมติงกับมึงหรือเปล่า อีกอย่างนะมึงจะได้พักสมอง เปิดหูเปิดตาด้วย” ไอ้ไทม์เสนอความเห็น

 

 

“เอางั้นหรอวะ” ผมถามเพื่อนกลับอย่างไม่แน่ใจ

 

 

“เอางั้นแหละมึง ดีซะอีกกูว่า เผื่อพี่คนนั้นจะชอบมึงจริงๆ อาจจะทำให้มึงลืมพี่ภูผาได้” กั๊มเอ่ยแสดงความคิดเห็นอีกคน

 

 

“กูว่าหน้าอย่างมึงไม่น่าอยากจะเจอพี่คนนั้นเขาหรอก มึงแค่อยากแดกเหล้าก็พูดมาไม่ต้องใช้คำพูดให้สวยหรูมาโน้มน้าวเพื่อน ไอ้เวร” กัสเบลก็ยังไม่วายแซะให้เพื่อน

 

 

“มึงนี่รู้ใจกูที่สุด มาให้เพื่อนกั๊มคนนี่หอมหัวที ฮ่าๆๆ” กั๊มหัวเราะร่า

 

 

“เออๆเอาไงก็เอากัน เดี๋ยวกูไลน์ชวนพี่กายละกัน”

 

 

“แต่ตอนนี้กูว่าเเราตรียมตัวไปเรียนเหอะว่ะ เข้าสายเดี๋ยวแม่มึงจวกยับอีก eng 1 ด้วย กูจะบ้าตาย”

 

 

“มึงจะบ่นอะไรนักหนาไอ้กั๊มเข้าไปมึงก็หลับตลอด” ไทม์ว่าให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก

 

 

วิชาเรียนช่วงบ่ายผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ให้ดีได้ยังไงล่ะ เล่นพากันหลับกันเกือบทั้งแถบ เมื่อท้องอิ่มหนาตามันก็เริ่มจะหนักตามไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดาครับ รวมถึงกิจกรรมรับน้องก็ผ่านไปอย่างเช่นทุกวัน มีทั้งเล่นเกมนู่นนี่นั่น ไม่มีอะไรโหดร้ายครับ ผมไม่รู้ว่าคณะอื่นจะเป็นเหมือนคณะพวกผมไหม แต่นี่สบายที่สุดแล้ว ทั้งตัวรุ่นพี่เองก็ไม่ได้กดดันรุ่นน้องเลย ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่กฎเหล็กปี1 อย่างเรา คือตลอดระยะเวลาช่วงกิจกรรมรับน้องและเข้าเชียร์ ห้ามถอดป้ายชื่อออกเด็ดขาด เหตุผลที่ว่ารุ่นพี่ทุกคนจะได้รู้จักชื่อและรู้ว่าเป็นรุ่นน้อง และจะได้จำชื่อเพื่อนๆได้เร็วขึ้นด้วย

 

 

ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมและเพื่อนๆก็ได้นัดแนะตกลงกันว่าจะไปหานั่งร้านชิลๆ คือร้านที่ไอ้ไทม์มันรู้จักกับเจ้าของร้าน คือร้าน sky bar นั่นเอง และผมก็ได้ชวนพี่กายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ผมกลับมาถึงบ้านเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลอง กางเกงยีนสีขาวซีดขาดเขากับเสื้อยืดสีขาวทำให้สายหมอกดูดีขึ้นไปอีก ผมบอกแล้วผมน่ะหล่อ ฮ่าๆๆ

 

 

“ผมไปแล้วนะครับแม่” ผมเอ่ยบอกกับผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ผมได้ขออนุญาตคุณแม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะไปสังสรรค์กับเพื่อนๆกัน

 

 

“ดูแลตัวเองด้วยนะลูก อย่ากลับดึกมากนะคะแม่เป็นห่วง”

 

 

“ครับแม่”

 

 

ทุ่มนึกเป็นเวลานัดหมายของพวกเรา ผมเลือกที่จะไม่ขับรถไปเองเพราะกลัวกินเหล้าเมาแล้วกลัวเกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่แค่เดือดร้อนกับตัวเองนะครับซ้ำยังสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้คนอื่นอีกต่างหาก

 

 

ผมเดินเข้าไปในร้านก็พบกับเพื่อนผมสามคนที่ได้มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

 

 

ทันทีที่มาถึงโต๊ะผมก็เอ่ยถามเพื่อนๆไป “สั่งไรมาบ้างวะ”

 

 

“ก็มีเหล้า2 กลมกับโซดา โค้กน้ำแข็ง กับแกล้มนิดหน่อย” ไอ้ไทม์เอ่ยตอบพร้อมกับขยับเก้าอี้ให้ผมนั่ง

 

 

 

“แล้วนี่พี่กายยังไม่มาหรอวะ กูก็นึกว่าจะมาพร้อมกันซะอีก” กั๊มเอ่ยถามผมอย่างสงสัย

 

 

“บ้าหรอมึง กูจะมากับพี่เขาได้ไง ประสาท กูไม่ได้สนิทพี่เขาขนาดนั้น”

 

“งั้นเดี๋ยวกูโทรตามพี่เขาก่อน” ยังไม่ทันจะได้กดโทรออกพี่กายก็เดินเข้ามาทักผมก่อนแล้ว

 

“ไงเรา”

 

“พี่กายหวัดดีครับพี่ ผมกำลังจะโทรหาพี่พอดีเลย”

 

“หวัดดีครับ” พี่กายเอ่ยทักตอบผมกลับ

 

“ไงเราผ่านมาสองอาทิตย์ละ ครั้งนี้ดูซูบๆนะ ไม่สบายหรือเปล่า”

 

“ผมสบายดีครับพี่ เอ้อพี่ ผมลืมแนะนำเพื่อนผม นี่ไอ้ไทม์ ส่วนนี่ไอ้กั๊ม และก็นี่ไอ้กัสเบลครับ” เพื่อนผมทุกคนก็ยกมือสวัสดีพี่กายหลังจากที่ผมแนะนำตัวพวกเพื่อนผมเสร็จ

 

“ส่วนนี่พี่กาย คณะนิเทศฯปี3” ผมแนะนำพี่กายให้เพื่อนๆรู้จักบ้าง

 

“สวัสดีครับน้องๆ” คนพี่ที่มาทีหลังแนะนำตัวขึ้น

 

“ตามสบายนะพี่” ไทม์เอ่ยขึ้นบอกคนเป็นพี่

 

ระหว่างนั่งดืมกันไปเรื่อยสายตาผมพลันเหลือบไปเห็นใครคนนึงนั่งอยู่ตรงหัวมุมของร้าน พี่ภูผา แค่เห็นเพียงเซี่ยวหน้าผมก็จำเขาได้แล้ว เขานั่งอยู่กับผู้ชายอีกสองคนและข้างกายมีผู้หญิงอีกหนึ่ง หน้าตาสะสวย เครื่องหน้าถูกแต่งแต้มบางเบาแต่ดูสวยในแบบฉบับสาวมั่น รูปร่างสูงหุ่นดีซึ่งดูเหมาะสมกับพี่ภูผามากอยู่เหมือนกัน ถ้าผมจำไม่ผิดเขาคือพี่แพรไหม รุ่นพี่คณะผมซ้ำยังพ่วงตำแหน่งดาวมหาลัยปีที่แล้วอีกต่างหาก

 

วินาทีนั้นสายตาผมและพี่ภูผาก็หันมาประทะกันโดยบังเอิญ ผมจ้องมองสายตาคู่นั้นค้าง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมละสายตาออกจากกัน จนเป็นผมเองที่ยอมแพ้ให้กับสายตาคู่นั้น

 

ตอนนี้หัวใจผมปวดหนึบขึ้นมากระทันหัน มันรู้สึกหน่วงๆในอกเหมือนมีมีดนับร้อยมากรี๊ดลงที่กลางหัวใจ เมื่อผมมองเห็นพี่ภูผายกมือขึ้นเกลี่ยแก้มใสนั้นอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอม ร่างกายผมชาดิ๊กเหมือนมีแม่คะนิ้งจับกระทันหัน

 

เหมือนทั้งโต๊ะจะจับสังเกตอาการที่เปลี่ยนไปของผมได้ ผมทั้งยกเหล้ากระดกเข้าปากแก้วแล้วแก้มเล่าเพื่อหวังให้มันบรรเทาอาการเจ็บในใจให้ดีขึ้น ซ้ำยังหันไปมุมนั้นบ่อยจนผิดสังเกต จนพวกมันต้องหันไปมองตาม แต่ต่างจากพี่กายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็แค่สงสัยว่าทำไมผมถึงได้ดื่มหนักขนาดนี้

 

“น้องหมอกโอเคไหมครับ ดื่มเยอะไปแล้วนะครับ เดี๋ยวก็เมาหรอก” พี่กายถามออกมาด้วยความเป็นห่วง

 

“ผมไหวครับพี่ จิ๊บๆ” ผมตอบพี่กายไป

 

“ปล่อยมันไปเถอะพี่ พรุ่งนี้ไม่มีเรียนครับ” ผมได้ยินเสียงเพื่อนผมใครสักคนพูดออกมา เพราะผมไม่สามารถละสายตาจากโต๊ะมุมนู้นได้เลย

 

ผมมองการกระทำของพี่ภูผาอยู่เป็นระยะๆ มันหักห้ามสายตาไม่ให้หันไปมองไม่ได้เลย นี่ผมมองพี่เขาอย่างจาบจ้วงทำให้พี่ภูผาไม่เป็นส่วนตัวด้วยหรือเปล่า ขอโทษนะ ผมเอ่ยคำนี้ออกมาอย่างแผ่วเบา

 

เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เจอพี่ภูผาแล้วก็เป็นอีกครั้งที่เจ็บปวดอีกเช่นกัน นี่กะจะให้กระอักเลือดตายเลยรึไงกัน พึ่งจะเจอเมื่อวานนี้เอง ไม่ปราณีกันเลย

 

 

 

โต๊ะของภูผา

 

ผมยกมือปัดเศษเส้นผมออกจากแก้มของแพรไหม ถ้ามองจากมุมอื่นจะดูเหมือนว่าผมเกลี่ยแก้มของแพรไหมอย่างอ่อนโยนและรักใคร่ แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้มีอะไรเลย ผมไม่รู้เลยว่าน้องจะเห็นฉากที่ดูเหมือนจะสวีทหวานแหววนี้หรือเปล่า แต่ไม่รู้ทำไมผมไม่อยากให้น้องเห็นแล้วคิดว่าผมกำลังให้ความสำคัญกับคนอื่น ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย

 

เมื่อแพรไหมขอตัวไปทำธุระส่วนตัว พวกเพื่อนผมสองคนก็ทักผมขึ้นมาเมื่อได้โอกาส

 

 

“นั่นน้องมึงไม่ใช่หรอวะไอ้ภู ไม่คิดจะเข้าไปหาบ้างรึไงเพื่อน” ไอ้ปอนด์ถามผมขึ้นมาอย่างต้องการคำตอบ ผมรู้ดีว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะข้างในผมร้อนรุ่มจะเป็นจะตายอยู่แล้ว

 

 

“ไม่ ทำไมกูต้องไปหาด้วยวะ ต่างคนต่างอยู่ไม่ดีกว่ารึไง” แต่ข้างในกลับสวนทางกับที่ปากพูดซะงั้น

 

 

กูก็ไม่รู้หรอกว่าต่างคนต่างอยู่ของมึงกับมีน้องมันเหมือนเดิมอันไหนมันจะดีกว่ากันเว้ยภู ถ้าหากวันนึงมึงต้องเสียน้องมันไปจริงๆ วันนั้นมึงจะกลายเป็นคนที่เสียใจมากที่สุดตลอดชีวิต

 

 

“กูไม่อะไรทั้งนั้นแหละ” ผมตอบไอ้ปอนด์ไปแบบขอไปที

 

 

“ไอ้คนปากแข็ง” ไอ้ปอนด์แซะผมอีกรอบ

 

 

“จริงหรอวะ มึงดูไอ้นั่นดิที่นั่งข้างๆน้องมัน ตอดเล็กตอดน้อย กูว่ามีซัมติงชอบน้องมันชัวร์ๆ” ไอ้ตะวันเอ่ยเสริมอีกคน แหมไอ้นี่ก็ไซโคกูใหญ่ ทำไมกูจะไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยนั่นแสดงออกว่าชอบขนาดนั้นใครจะไปยอม นิ่งไว้ภูผานิ่งไว้ อย่าพึ่งกะโตกกะตาก เดี๋ยวหลุดฟอร์ม

 

 

“ดูสิน้องแม่งก็เมา เอียงซ้ายเอียงขวา จะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ มึงไม่คิดจะไปดูแลน้องเลยหน่อยเร้อ มึงก็รู้ดีว่าน้องมันคออ่อนแค่ไหน”

 

 

“เดี๋ยวเพื่อนมันก็ดูแลเองแหละน่า แม่งมากันตั้งหลายคนถ้าไม่มีปัญญาดูแลกันขนาดนั้น” ผมพูดออกไปอย่างหัวเสีย ใช่ครับ ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ถ้าดูแลกันไม่ได้จะมาแดกให้เมาขนาดนั้นทำไม

 

 

ผมนั่งมองโต๊ะพวกไอ้ไทม์สักพักดูสถานการณ์แล้ว มันไม่น่าจะดูแลกันได้ เพราะเพื่อนมันเกือบทุกคนนั่นก็เมาไม่ต่างกัน เว้นแต่ไอ้ไทม์กับอีกคนที่ผมไม่รู้จักชื่อ แล้วคิดหรอว่าคนอย่างไอ้ภูผาจะปล่อยให้ใครก็ไม่รู้ฉวยโอกาสพามันไปส่งบ้าน ผมดูแลน้องมาตลอดใครก็ไม่มีสิทธิ์ ผมลุกขึ้นยืนและผมได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง ทำให้พวกเพื่อนผมยกยิ้มขึ้นอย่างล้อเลียนกับการกระทำของผม ณ วินาทีนี้ชั่งแม่งแล้ว

 

 

ไอ้ปอนด์ กูฝากมึงไปส่งแพรทีนะ และผมไม่รอคำตอบจากมันผมรีบลุกไปยังอีกโต๊ะทันที

 

 

พอหันหลังออกมาผมได้ยินพวกมันหัวเราะ คิกคักตามหลังมาแล้วพูดว่า “ไอ้คนปากแข็ง”

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น