email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 8

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 21:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 8
แบบอักษร

Lovely shot 8 

 

 

         “นี่ไม่ปกติแล้ว มีพี่แล้ว จะไปส่งแล้วก็จะไปรับกลับ เสร็จตอนไหนก็โทรมาจะไปรับ” เขาบอกเสียงเรียบๆ

                “ไม่เป็นไรค่ะ”

                “เป็น อย่าให้ต้องดุนะครับ พี่ไม่ใจดีหรอกนะ” ก็ไม่เคยบอกว่าเขาใจดีนี่

                “จะกลับไปอาบน้ำก่อนไหมหรือยังไง”

                “ไม่ค่ะ ไปบ้านเพื่อนเลย” ฉันเองพอถูกพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ฉันก็เริ่มตอบกลับเขาเสียงนิ่งไม่ต่างกัน คนตัวสูงที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ ปรายตามองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

                “บ้านเพื่อนอยู่ไหน” เมื่อขึ้นรถมาได้เขาก็เอ่ยถามพรางถอยรถออกจากลานจอด

                “อยู่ที่...”

                “หึหึ ก็ดีหน่อย”

                “ดีอะไรคะ?” ฉันหันไปมองด้วยความสงสัย

                “ก็เดี๋ยวรอดู” เขาไม่ยอมตอบแต่ขับรถไปเงียบๆ ฉันเองพอไม่มีอะไรคุยก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นรอ

                “เปิดเพลงได้ ถ้าเงียบเกินไป เชื่อมบลูทูธได้เลย” ฉันทำตามที่เขาบอกเมื่อเชื่อมได้สำเร็จก็เริ่มเปิดเพลงที่ชอบทันที แต่ไม่ได้เปิดเสียงดังเท่าไหร่กลัวรบกวนคนที่กำลังขับรถ ก็รู้แหละว่าเขาไม่อะไรกับแนวเพลงฉันหรือศิลปินที่ฉันชอบออกจะปล่อยแต่ว่านะฉันก็ยังเกรงใจเขาอยู่ดี

                “แล้วงานวันไหนนะครับ” เขาถามโดยที่ไม่ได้มองฉัน เขามองถนนอยู่นะจะให้มองฉันได้ยังไงกัน

                “หกกันยาค่ะ”

                “ตรงวันไหน?”

                “วันศุกร์ค่ะ ลางานช่วงบ่ายยื่นลาแล้วค่ะ”

                “หือ? ลืมอะไรหรือเปล่า พี่เคยบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าอะไรเกี่ยวกับหนูให้ยื่นตรงไปหาพี่ ตอนนี้พี่เองก็ยังไม่ได้ใบลานะ” เขายิ้มมุมปากนิดๆ เหมือนกำลังสนุก

                “เอ่อ เดี๋ยววันจันทร์จะยื่นค่ะ”

                “แล้วถ้าพี่ไม่อนุมัติล่ะ?” อ้าว พูดแบบนี้ ทะเลาะกันเลยเถอะ

                “หือ? ว่าไง ถ้าพี่ไม่อนุมัติหนูจะทำยังไงครับ”

               

“หลังข้างหน้าซ้ายมือค่ะ จอดตรงนี้ก็ได้” ฉันบอกหลังจากที่เราต่างเงียบใส่กันมานานนับครึ่งชั่วโมง เมื่อรถหยุดนิ่งฉันก็รวบกระเป๋าตัวเองมาถือไว้ในมือ ไม่ลืมหันไปขอบคุณคนที่มาส่ง

“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้เขาก่อนจะรีบลงจากรถเดินไปกดกริ่งหน้าบ้านรัวๆ ให้เจ้าของบ้านได้ด่า ก้านพลูเดินออกมาส่องดู พอเห็นว่าเป็นฉันมันก็เริ่มบ่นและเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก้านพลูน่ะเป็นเพื่อนชายที่มีแฟนเป็นผู้ชายนะ น่ารักมากๆ เลยล่ะเพื่อนฉัน

“นี่คนไม่มีผัวจะกดรัวอะไรขนาดนั้นไม่ทราบ” เมื่อเดินมาถึงก้านพลูก็เริ่มบ่นใส่อย่างกับแร็พเปอร์เลย แร็พด่าฉันอ่ะนะ ฮาๆๆๆ

“ก็หิวแล้วไง อยากเมาแล้ว” ฉันยิ้มกวนๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านเมื่อเพื่อนเปิดประตูให้ มันยกแขนโอบไหล่ฉันไว้เมื่อเราหันหลังเดินเข้าบ้าน

“ใครมาส่ง?”

“ก็เขานั่นแหละ” ฉันเลี่ยงที่จะบอกชื่อ

“ส่งแล้วทำไมไม่ไป จอดอยู่ทำไมก็ไม่รู้”

“ช่างเขาเถอะ คืนนี้ค้างด้วยนะ”

“ไม่มีปัญหา นี่ไอ้จิวมันเข้าครัวเองเลยนะ เอายาแก้ท้องเสียมาไหม” ก้านพลูตั้งใจพูดเสียงดังให้คนที่กำลังทำอาหารได้ยินด้วย

                “อย่ามาดูถูกกันนะเว้ย จวกเลยนะ” เสียงจิวตะโกนออกมา

                “จวักไหมล่ะ จะไปจวกใครไม่ทราบ” ฉันวางกระเป๋าไว้บนโซฟาแล้วเดินเข้าไปหาจิวที่อยู่ในครัว นอกจากจิวแล้วยังมีแม่บ้านหนึ่งคนและสามีก้านพลู

                “กูจะจวกแฟนพลูละ หล่อเหลือเกิน” จิวหันไปทำหน้าทะเล้นใส่แฟนก้านพลู รายนั้นไม่ว่าอะไรแต่หัวเราะอย่างขำขันแทน เราสนิทกันมากเลยนะทั้งฉัน จิวและก้านพลู รู้จักกันตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงตอนนี้เพื่อนมีแฟนกันหมดแต่ฉันที่ยังโสดก็ไม่ได้เหงาอะไรมากเพราะเพื่อนยังชวนฉันเที่ยวด้วยกันบางทีเราก็มีทริปของพวกเราสามคนกันเลยด้วย พลูกับจิวบอกว่าฉันจะได้ไม่เหงา เห็นไหมล่ะว่าเพื่อนฉันน่ารักขนาดไหน

                “แล้วนี่มาไง ไม่เห็นได้ยินเสียงรถเลย” จิวถาม มือก็ตักไก่ทอดขึ้นมาใส่จาน

“มีคนมาส่งน่ะ นี่จะทำยำปะเดี๋ยวทำให้”

“ใช่ๆ ทำยำ ทำเลย” เมื่อได้ลงมือทำอาหารไม่นานก็เสร็จเราย้ายอาหารไปนั่งทานกันที่โซฟาห้องรับแขกเปิดหนังดูเรื่อยๆ แฟนก้านพลูทานข้าวแบบจริงจังเลย ส่วนพวกฉันก็เน้นไปทางดื่มเสียมากกว่าแต่อาหารวันนี้อร่อยมากเลยนะขนาดฉันที่ทานมื้อเย็นมาแล้วทานอีกยังรู้สึกว่าอร่อยเลย

“แล้วที่บริษัทเป็นยังไงบ้าง” จิวถามเมื่อเรานั่งดื่มกันไปได้สักพักใหญ่ๆ

“ก็แปลกๆ ดี” ฉันตอบ

“ยังไงเล่า”

“ก็เหมือนเขาเข้าหามากขึ้นยังไงไม่รู้ คนอื่นก็แซวแปลกๆ อีกด้วย พอจะลาออกก็ไม่ยอม”

“แล้วไหนบอกว่าเขาให้ไปอยู่ด้วย” ก้านพลูถามต่อ

“อือ แต่ว่าจะกลับไปอยู่ห้องแล้วล่ะไม่อยากถลำไปมากกว่านี้แล้ว” ฉันฝืนยิ้มให้เพื่อน ก่อนจะยกเครื่องดื่มในมือขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

“เรื่องไอ้โรคจิตนั่นล่ะ?”

“เขาบอกไปจัดการแล้ว แต่ไม่รู้เป็นยังไง”

“อือ มีอะไรให้บอกเข้าใจไหม เอาละวันนี้มาดื่มกันเถอะ” ก้านพลูชูแก้วเครื่องดื่มขึ้นชน ฉันรับแก้วจากแฟนก้านพลูมาก่อนจะยกชนกับเพื่อนและดื่มต่อ เราพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องตลก เรื่องหนัง และติ่งเกาหลี เราตามกันคนละวงแต่ไม่เคยหาเรื่องทะเลาะกันเลยนะ เหมือนการติ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่อนคลายอ่ะแล้วทำไมเราถึงต้องเอาเรื่องที่เรามองเป็นเรื่องผ่อนคลายมาทำให้ทะเลาะกับเพื่อนกันล่ะจริงไหม

“แล้วนี่กดบัตรได้ไหมล่ะ ว่าจะช่วยแต่มีงานด่วนเข้ามา”

“ได้อยู่แล้วแต่บัตรถูกสุดเลย ไปรอบน้องโซโล่สเตจ เพราะวันทัชน้องติดสัมมนา”

“เอาน่า เก็บตังค์ไปปีหน้า เดี๋ยวพวกกูไปด้วยโดนลูกมึงตกละเนี่ย” จิวบอกพร้อมกับหัวเราะ

“ฮาๆๆ มาๆ ไปด้วยกัน”

ตีสองเราหยุดดื่มและเริ่มเลื้อยกันไปหมด ฉันกับจิวนอนคนละห้อง เจ้าบ้านพอส่งพวกฉันเสร็จก็ไปนอนพัก ตลอดทั้งคืนฉันไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยสักวิ ตั้งแต่มาถึงจนเริ่มดื่มกระทั่งเข้านอน ถามว่าตอนนี้โทรศัพท์อยู่ไหนฉันเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าคืนนี้ฝันดีนะคะทุกคน

 

ช่วงสายของวันถัดมาฉันที่เพิ่งรู้สึกตัวตื่นก็เดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง หิวแต่ก็ง่วงอ่าทำยังไงดี

“พลู เพื่อนหิว” ฉันบอกเพื่อนไม่พอยังทิ้งตัวนอนหนุนตักมันที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกด้วย ปวดหัวจนจะระเบิดอยู่แล้ว แต่ท้องก็ยังหิว

“กับข้าวเสร็จแล้ว แต่จิวยังไม่ลงมารอก่อน”

“มาแล้วๆ หิวเหมือนกัน” เสียงจิวเดินเข้ามาใกล้ ฉันค่อยๆ พยุงตัวเองนั่งแม้จะวิงเวียนมากแค่ไหนก็ต้องฝืนทนเพราะหิวมากจริงๆ

“อ้อ กานต์มีคนมาหานะ” พลูบอกเมื่อมันกำลังพยายามลากทั้งฉันและจิวไปยังห้องทานข้าว

“ใครอ่า พลูเบาๆ” ฉันเริ่มงอแงเมื่อมันดึงไปนั่งที่เก้าอี้แรงๆ

“เงยหน้าขึ้นดูสิ” ใครกัน? ฉันเงยหน้ามองตามที่เพื่อนบอก แต่พอเห็นว่าใครที่ยืนกอดอกจ้องอยู่ก็สะดุ้งติดเก้าอี้ เขา เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน แล้วมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมพลูถึงยอมให้เขาเข้ามาแบบนี้

“ไม่ต้องมามองแบบนั้นเลย บอกให้โทรหาทำไมไม่โทรครับ” เขาเลื่อนชามข้าวต้มมาตรงหน้าฉันก่อนจะนั่งลงและจ้องฉันไม่ละสายตา

“จะ จำไม่เห็นได้”

“จำไม่ได้หรือตั้งใจไม่โทรครับ พี่เป็นห่วงมากแค่ไหนรู้ไหม”

“หิวแล้วทานข้าวเถอะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องชวนเพื่อนทานข้าว ที่บอกตามตรงฉันไม่อยากให้เขามาห่วงอะไรฉันแล้ว ตอนนี้ ฉันอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาไม่ต้องห่วงฉันแล้ว

“เหลือนะ ต่อไหม” พลูชวนขำๆ แต่มิวายโดนแฟนตัวเองดุ

“พอเลย พักบ้างพรุ่งนี้ยังต้องทำงานนะ”

“ครับๆ พอแล้วครับ”

“ว้าย กลัวนี่หว่า” เสียงจิวเอ่ยแซวต่อ ฉันหัวเราะลั่นเมื่อเพื่อนทั้งสองเริ่มทะเลาะกันอีกครั้ง ไม่ใช่ทะเลาะจริงจังหรอกนะ ออกแนวแกล้งเล่นกันเสียมากกว่า

“ไม่กลัวบ้างก็ให้มันรู้ไปสิ เออ เมื่อวานแม่เอาขนมมาฝากเอากลับไปด้วยนะ เยอะมากแม่เอามาให้พวกแกด้วย”

“ฝากขอบคุณแม่ด้วย บอกด้วยว่าเดี๋ยวจะไปหา” ฉันบอกเพื่อน

“เออ ไปเถอะ ลูกรักนี่มึงอ่ะ”

“แน่นอน” ฉันยักไหล่เหมือนยอมรับ แต่ฉันน่ะรักแม่ของเพื่อนมากๆ เลยนะ ฉันรับรู้ถึงความรักมากกว่าคนที่ลงชื่อเป็นแม่ในใบเกิดด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ฉันยังถามตัวเองอยู่เลยว่าฉันใช่ลูกพวกเขาไหม ต่างจากอีกคนที่ได้รับความรักเพราะใบหน้าที่ใสซื่อ หึ! เอาเถอะตอนนี้ฉันออกมาได้แล้ว พี่กั้งเองก็คงทนไม่ไหวถึงได้ออกมา ที่นั่นก็เหลือเพียงคนในครอบครัวเขาจริงๆ เหลือเพียงลูกรักพวกเขา

“ทำหน้าคิดมากอะไร” จิวหันมามอง เชื่อสิว่าพวกมันรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่

“มันผ่านมาแล้วน่า เริ่มต้นใหม่ได้มาตั้งนานอย่าเอาพวกเขาเข้ามามีอิทธิพลอีก” พลูบอก

“อื้อ! จริงสินะ ตัดไปแล้วก็ไม่ควรเอากลับเข้ามา” ฉันพึมพำบอกตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ายิ้มให้เพื่อนและเลี่ยงที่จะมองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามตรงๆ หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จคุณกรก็ลากฉันกลับทันที เขาไม่ฟังหรือสนใจแรงขัดขืนของฉันเลยสักนิด เมื่อกลับถึงห้องเขาก็บอกให้ไปอาบน้ำ ฉันไม่อยากทะเลาะเลยทำตามอย่างว่าง่ายเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำเปลี่ยนชุด ไม่ลืมเก็บของใส่กระเป๋าพอเช็คว่าทุกอย่างครบแล้วก็เดินออกจากห้องนอนพร้อมจะกลับไปอยู่บ้าน

“จะไปไหน?” คนที่ นั่งอยู่โซฟาห้องรับแขกเอ่ยถามเสียงเข้ม

“กลับห้องค่ะ”

“ไม่ต้องกลับ”

“ไม่ได้ค่ะ ต้องกลับ” ฉันเองก็จ้องเขาไปด้วยอย่างไม่พอใจ เมื่อเราจ้องกันนานขึ้นและไม่มีใครละสายตาไปไหน

“งั้นรอ” เขาบอกแค่นั้น ฉันยืนงงได้ไม่นานก็เห็นเขาเดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบเล็ก เมื่อเดินกลับเข้ามาใกล้มือหนายื่นมาดึงประเป๋าไปถือเองก่อนจะเดินนำไปที่ประตูห้อง

“มาสิ จะกลับไม่ใช่เหรอ”

“แล้ว...” ฉันชี้นิ้วไปยังกระเป๋าสีเข้มที่เขาถืออยู่อย่างสงสัย

“ก็ไปด้วยไง หนูไปไหนพี่ก็จะไปด้วยไม่ต้องงอแง เพราะพี่ตามใจมามากพอแล้ว” เขาทำหน้ามึนมองฉันแล้วเดินนำออกไป แต่แบบนี้น่ะ แบบนี้มันไม่เหมือนที่ฉันคิดไว้เลยนะ!!

 

หลังจากที่เขาตามมาที่ห้องพักด้วยท่าทีมึนๆ ฉันเองก็ไม่ยอมคุยกับเขาเลย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเดินเอาเสื้อผ้าเข้าไปเก็บที่ตู้เสื้อผ้าในห้องนอนแล้วยังเดินออกมาเปิดตู้เย็นค้นหาอะไรไม่รู้ ฉันได้แต่นอนฮึดฮัดบนโซฟาอย่างกับเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ ทำไมอะไรแต่ละอย่างที่คิดไว้ต้องผิดแปลกไปก็ไม่รู้ ฉันจะงอแงแล้วนะเขาก็รู้ว่าฉันตั้งใจหนีเขาแล้วทำไมต้องตามมาด้วย ฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจๆๆๆๆ

“มาทานข้าวครับ จะบ่ายแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยเรียกดังมาจากห้องครัว แต่ไม่ล่ะฉันไม่อยากไป ไม่อยากจะเห็นหน้าเขา

“กานต์ครับ มาทานข้าว” ฉันพลิกตัวหันหน้าเขาหาโซฟาทันทีเมื่อได้ยินเสียงดังเข้ามาใกล้ขึ้น ไม่อยากได้ยินเสียงไม่อยากเห็นหน้าด้วย

“กานต์ครับ ทานข้าวครับ”

“ไม่หิว” ฉันตอบเสียงอุบอิบ เจ้าของเสียงทุ้มที่เอ่ยถามดังอยู่ข้างหูทั้งสัมผัสอุ่นที่แตะลงที่ไหล่นั่นอีก

“เป็นอะไร?” เสียงกระซิบข้างหูนั่นทำให้ฉันอยากจะงอแงมากกว่าเดิม

“กานต์ครับ”

“ก็ไม่อยากให้ตามมา ไม่อยากให้มา”

“ทำไมถึงไม่อยากให้มาด้วย พี่เป็นห่วงรู้ไหม”

“ไม่อยากรู้ ไม่อยากให้มา ฮึก ไม่อยากเจอ” ฉันสะอื้น ร้อนวูบที่ขอบตาก่อนที่น้ำตาจะไหลอาบแก้ม

“ทำไมวันนี้งอแงหนักนะ ปกติก็ไม่อยากเจอพี่อยู่แล้วแต่ไม่เคยงอแงเลยนะ หนูไม่สบายใช่ไหม?” ถามมา มือก็เลื่อนขึ้นมาวางทาบที่หน้าผาก ฉันหันหน้าเข้าหาโซฟาขึ้นอีกไม่อยากให้เขาสัมผัส ฮึก ไม่อยากให้เขาแตะตัว

“ว่าแล้วไง ตัวร้อนขนาดนี้”

“...”

“ไปทานข้าวก่อนนะครับ”

“ไม่เอา”

“เดี๋ยวถ้าทานข้าวเสร็จพี่จะออกไปซื้อไอศกรีมให้ดีไหม เอาหลายๆ รสเลยดีไหมครับ” ไอศกรีมเหรอ ฉันอยากทาน แต่ฉันไม่อยากเจอหน้าเขา

“กลับไปสิคะ แล้วจะทาน”

“กลับ? ถ้าพี่กลับแล้วหนูจะอยู่ยังไง”

“อยู่ได้ค่ะ กลับไปเถอะนะ ขอร้องล่ะกลับไปเถอะ”

“เฮ้อ ก็ได้ๆ งั้นถ้าพี่ไปหนูต้องลุกมาทานข้าวเข้าใจไหม พี่จะเตรียมยาไว้ให้ด้วยถ้ารู้สึกไม่สบายตัวหรือเวียนหัวก็โทรหาพี่” ฉันไม่รับปากแต่นอนนิ่งๆ แทน

“พี่จะออกไปแล้วนะครับ” เขาลูบผมเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเดินทิ้งจังหวะห่างออกไป เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้นไม่นานฉันก็ขยับตัวลุกนั่งบนโซฟา อาการวิงเวียนศีรษะทำให้มั่นใจว่าตัวฉันเองป่วยจริงๆ ทานข้าวล้างจานเสร็จก็ทานยาก่อนจะเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงนอนทันที ไม่ไหวฉันไม่ไหวแล้ว หวังว่าหลับไปตื่นขึ้นมาแล้วอาการจะดีขึ้นนะ

บ่ายแก่ๆ ฉันรู้สึกตัวเพราะมีน้ำเย็นๆ แตะลงบนผิว ด้วยความหงุดหงิดจึงหันหน้าหนีแต่หยดน้ำเย็นๆ ยังหยดใส่ผิวไม่หยุด เอาเลย! แอร์จะรั่วหรือฝนสาดไม่รู้แล้วแต่ฉันตื่นไม่ไหวแล้ว จะนอนพักถ้าฝนตกก็อย่าฟ้าร้องเพราะฉันไม่ชอบ

“อื้อ! จะนอน” ฉันปัดอะไรบางอย่างออกอย่างหงุดหงิดทั้งยังฝืนลืมตาขึ้นมอง แต่ก็มองไม่ชัดว่าอะไรเป็นอะไรกระทั่งได้ยินเสียงพูด ถึงจำได้ว่าเจ้าของเงารางๆ ที่พร่าไปเพราะแสงสว่างนี่คือใคร

“พี่จะเช็ดตัวให้ ไข้สูงมากเลยนะ”

“ง่วง” ฉันเริ่มงอแงอีกครั้ง

“รู้ครับ นอนเลยพี่จะเช็ดตัวให้ก่อนตัวจะได้เย็นลง” เขายังใจเย็น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันไล่เข้าไป ทั้งดื้อและเอาแต่ใจแต่เขาก็ยังกลับมาดูแล น่าละอายใจจัง

“ตัวร้อนมากเลยนะรู้ไหม” เสียงทุ่มเอ่ยถามแต่ด้วยที่สติฉันแทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว เลยทำได้แค่ครางงึมงำในคอแล้วหลับไปอีกครั้ง

 

สองวันผ่านไปไข้ฉันไม่มีแล้วแต่ยังมีน้ำมูกไหลอยู่รวมถึงอาการเจ็บคอ วันนี้ถูกพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลแต่ก็จำอะไรไม่ค่อยได้ รู้แค่ว่าตื่นขึ้นมาก็มียาที่ต้องกินแล้ว วันนี้พอมาทำงานโดยต้องสวมแมสก็ทำเอาพี่ๆ ตกใจเสียยกใหญ่ พี่ๆ เข้ามาถามไถ่ไม่ขาด

“ไหวไหมไอ้กานต์ กลับไปนอนที่ห้องไหม” พี่ซิมเดินเข้ามาทักในช่วงสิบเอ็ดโมง เมื่อวานรู้สึกว่าไข้ไม่มีแล้ว แต่พอมาถึงวันนี้นั่งทำงานหน้าคอมนานๆ ก็รู้สึกปวดตาและปวดศีรษะมากจนอยากจะฟุบพัก แต่ก็เกรงใจเพราะที่นี่คือที่ทำงานอีกอย่างก็กลัวคนที่ไม่ชอบฉันว่าเอาได้

“ไหวค่ะ” ฉันเค้นเสียงตอบพี่ซิมอย่างยากลำบาก พี่ฝ้ายเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับแก้วน้ำอุ่นที่ถูกวางลงบนโต๊ะทำงาน

“จิบน้ำอุ่นก่อนนะจะได้ชุ่มคอ” พี่ฝ้ายบอก มือก็ยกลูบผมฉันเบาๆ ฮื่อ เวลาป่วยแล้วอ่อนแอแบบนี้แล้วมีพี่ๆ มาคอยห่วงใยทำให้ฉันอยากทำตัวอ่อนแอเสียจริง

“ขอบคุณค่ะ”

“ถ้าไม่ไหวก็ลา เดี๋ยวได้เป็นหนักกว่าเดิม อดไปคอนนะเว้ย” พี่ฝ้ายบอกดุๆ แต่ก็เข้าใจนั่นแหละว่าเป็นห่วง พี่ๆ ก็

น่ารักแบบนี้แหละ

“หนูหายทัน อยู่แล้ว” ฉันบอกเสียงอู้อี้

“ไปๆ แยกๆ แฟนเขามาดูแลกันแล้ว” เสียงพี่ฝ้ายว่าเบาๆ แต่ฉันก็ฟังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่

“โอ๊ะ!” ฉันสะดุ้งอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ก็มีมือยื่นเข้ามาทาบหน้าผากฉันเพื่อวัดไข้ หันกลับไปมองก็พบว่าเป็นเจ้านายตัวเองที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่

“ทำไมมีไข้อีกแล้ว” เขาพึมพำเสียงเบา ก่อนจะค้นกระเป๋าฉันหาแผ่นเจลลดไข้และจัดการติดให้อย่างชำนาญ

“ไปทานข้าวครับ จะได้ทานยา” เขาดึงมือไปจับก่อนจะพาเดินขึ้นไปยังชั้นที่เขาทำงานอยู่ ฉันแทบจะไม่มีแรงเดิน

แล้วด้วยซ้ำ จะลากไปไหนก็ลากไปเถอะ ตอนนี้โลกของฉันมันหมุนเคว้งไปหมดแล้วล่ะ

“เวียนหัว” ฉันบอกเบาๆ มือก็กระตุกมือคนที่จับอยู่ เขาหันกลับมามองก่อนจะขยับเข้ามาอุ้มฉันไว้แล้วพาเดินเข้า

ไปในห้องทำงาน ร่างฉันถูกวางลงบนโซฟาตามด้วยเสื้อสูทที่เขาเดินไปหยิบมาจากเก้าอี้ทำงาน เขาคลี่เสื้อคลุมร่างให้ฉันที่นอนขดตัวอยู่บนโซฟา

“เดี๋ยวรออาหารก่อน จะได้ทานข้าวแล้วทานยา”

“อือ” ฉันครางรับ ปิดเปลือกตาลงเบาๆ เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้น แต่ฉันไม่มีแรงลืมตาขึ้นดูเลยว่าที่เป็นคนเข้ามา

“อาหารค่ะคุณกร”

“ขอบคุณครับ”

“ให้น้องกานต์กลับไปนอนที่ห้องไหมคะ ท่าจะหนักอยู่นะคะ”

“อยู่ห้องไม่มีคนดูแลครับ ผมเป็นห่วงน่ะ อย่างน้อยมาที่นี่ก็อยู่ในสายตาผม”

 

========== 

จากคอมเม้นตอนที่แล้ว เราชอบที่ถามว่า บริษัทนี้ไม่มีงานทำเหรออะไรประมาณนั้น คือขำไหล่สั่นเลย ถามไปไม่รู้พี่กรจะตอบยังไงนะคะ วันที่น้องต้องกดบัตรใจจริงอยากหยุดงานแล้วจ้างพนักงานมากดบัตรช่วยน้อย ((ก็เขารักเขาหลงของเขามานาน อิอิ)) 

 

ปล.แจ้งงดอัพสองวันนะคะ เจอกันวันที่ 28 ตุลาคม 2562 นะคะ  

ความคิดเห็น