email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 6

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 6
แบบอักษร

Lovely shot 6 

 

 

                “ไม่เป็นไรครับ แต่ดื้อกับพี่น้อยๆหน่อยพี่แก่แล้วนะวิ่งตามได้ช้าลงแล้วนะครับ” เขาไม่แก่สักหน่อย ทำไมชอบบอกว่าตัวเองแก่ล่ะ แล้วประโยคแบบนั้นมันคืออะไรกัน เขาบอกว่าวิ่งได้ช้าลงแต่ไม่ได้บอกว่าจะหยุดวิ่งตามใช่หรือเปล่านะ

                “ตอนเที่ยงไปทานข้าวด้วยกันนะ พี่จะลงไปรับ”

                “ขอคิดดูก่อนนะคะ” กลัวคนอื่นจะนินทานี่นา

                “ได้ครับ ใกล้เที่ยงพี่จะโทรหา”

                “แล้วเรื่องเมื่อวาน...” ฉันเลียบๆ เคียงๆ ถามเขา

                “อ้อ ไอ้เลวนั่นมันพยายามเปิดห้องหนู มันน่าจะเมาไม่ก็อัพยามาอ่ะ มันยืนช่วยตัวเองอยู่ตอนพี่มาถึง”

                “อ่า น่ากลัวจัง” ทั้งที่ฉันเพิ่งย้ายเข้าไปกลับมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับฉัน

                “พี่โมโหจนกระทืบไอ้เหี้ยนั่น พี่รอให้ตำรวจมาถึงเก็บหลักฐานแล้วรีบบอกให้แม่บ้านขึ้นมาทำความสะอาดถึงได้บอกให้หนูออกจากห้อง” เขาเล่าทั้งยังใส่อารมณ์

                “ขอบคุณนะคะ”

                “ไม่เป็นไรครับ ปลอดภัยก็ดีแล้วส่วนเรื่องที่โรงพักวันนี้พี่จะไปจัดการให้เอง ไม่ต้องห่วงนะ”

                “ค่ะ”

                “วันนี้ก็ตั้งใจทำงานนะครับ”

                เมื่อถึงออฟฟิศเราต่างแยกย้ายกันไปทำงาน ลืมไปเลยว่าเขาดึงกุญแจรถติดตัวเขาไป ฉันคิดวิธีขอคืนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องล้มเลิกความคิดและเผชิญงานที่กองอยู่บนโต๊ะแทน แม้เจ้า วันนี้วันศุกร์งานเยอะสินะ แต่แบบนี้มันเยอะเกินไปหรือเปล่าล่ะ แผนกอื่นเยอะแบบนี้ไหมคะ ผู้รู้บอกหนูที

                “กานต์โว้ย เล่นกับพวกพี่หน่อยเหงานะเนี่ย” พี่ปองตะโกนมาเมื่อเวลาเวียนมาถึงช่วงบ่าย วันนี้อย่างที่บอกไปงานฉันเยอะมากเลยไม่ค่อยได้คุยเล่นกับพี่ๆ เท่าไหร่นัก

                “งานหนูเยอะมากๆ เลย” ฉันเริ่มงอแงบ้าง อยากนั่งพักแต่ส่วนมากมีแต่งานเร่งๆ เลยพักยังไม่ได้

                “งานเร่งเหรอวะกานต์” พี่ซิมถามบ้าง

                “ค่ะพี่ เจองานด่วนตั้งแต่เช้าเลย”

                “เย้!  พี่เคลียแล้วมาเดี๋ยวช่วย” พี่ขิมร้องลั่นรีบเดินเข้ามาหาฉัน ฮื่อ อยากกอดพี่ขิม

                “ขอบคุณค่ะพี่ขิม”

                “ไม่เป็นไรๆ ช่วยกันแผนกเรามีกันอยู่แค่นี้ ต้องช่วยกันสิ” พี่ขิมลูบผมฉันเบา ๆก่อนจะเอางานออกไปเคลียช่วยหนึ่งชุด และเหลืองานบนโต๊ะอีกหนึ่งชุด เอาวะ สู้กันสักตั้ง

                “ทุกคนมีใครฝากอะไรไหมจะลงไปร้านชานมข้างๆ” พี่คนหนึ่งในแผนกร้องถามและแน่นอนว่าพวกเราทุกคนฝาก

                “กานต์”

                “จ๋าพี่” ฉันขานรับมือและตายังจดจ้องงานอยู่

                “มะม่วงดองไหม”

                “จัดมาเลยจ๊ะพี่จ๋า หนูจะเร่งทำงานเลยน้า” ฉันเอ่ยกวนๆ กลับไป แต่ก็ไม่ได้ดูว่าเสียงใครเรียกน่าจะเป็นพี่ฝ้ายไม่ก็พี่ขิมนั่นแหละ ปกติชวนทานก็จะมีพี่สองคนนี่แหละ

                “พี่ขิม! หนูเสร็จแล้ว เย้! ทานมะม่วงกะ...เอ่อ” ฉันหุบปากที่กำลังร้องดีใจทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนข้างหลังฉันเป็นใคร

                “เอ่อ” คือ ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะพูดอะไรแล้วอ่ะ ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขามาตั้งแต่ตอนไหน

                “กลับมาจากสถานีตำรวจเห็นเลยซื้อมาให้” เขายื่นถุงมะม่วงดองและผลไม้ดองอย่างอื่นมาให้ด้วย

                “ขอบคุณค่ะ” รับมาก็เอ่ยขอบคุณไป เขาพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะยิ้มบางๆ ส่งมาให้

                “เลิกงานแล้วรอ” เขาไม่รอฟังคำตอบแต่เดินทิ้งห่างออกไป และเมื่อได้สติก็รับรู้ได้ว่าที่แผนกเงียบกันมาก พร้อมทั้งพี่ๆ ที่ส่งสายตาแปลกใจมาให้

                “มะม่วงดองปกติมันคงเปรี้ยวแต่วันนี้รู้สึกว่ามันจะหวานนะ ฮิ้ว!” พี่ปองที่ได้สติคนแรกเอ่ยแซวทั้งยังส่งเสียงร้องมาด้วย ฉันเบิกตากว้างมองพี่ปองทันทีเช่นเดียวกัน

                “อะไรกันคะ ก็คงซื้อมาให้ทุกคนนั่นแหละน่า มาค่ะทานด้วยกัน” ฉันเฉไฉชวนพี่ๆ มาทานด้วยกัน ทั้งยังเดินไปยังโต๊ะกลางที่มีของทานเล่นวางอยู่ พี่เนยที่อาสาไปซื้อขึ้นกลับขึ้นมาอย่างทุลักทุเลทั้งยังบ่นว่าไม่น่ารับฝากเลย ช่วงเวลาบ่ายก่อนเลิกงานของเราหมดไปกับการทานมะม่วงและชานมไข่มุกรวมทั้งพูดคุยกันถึงเรื่องพรุ่งนี้

                “หนูขอบัตรแพงสุดใกล้เวทีนะคะ แต่ถ้าไม่ทันบัตรไหนก็ได้หมดเลย”

                “พี่จะพยายามให้ใกล้ลูกชายแกที่สุดน้องรัก” พี่ปองตบไหล่ฉันเป็นการยืนยัน ฉันเองก็ยิ้มกว้าง และหวังว่าจะได้บัตรมา ไปรอบสมาชิกที่เหลือไม่ได้ ไปได้แค่รอบลูกชายฉันเท่านั้น งานน้องวันศุกร์บ่ายสามและมีเมมเบอร์อีกคนที่ฉันก็รักแสดงรอบสองทุ่ม จะว่าไปฉันเองก็รักทุกคนนั่นแหละ ก็นั่นแหละงานวันศุกร์แล้วเราต้องไปสัมมนากันวันเสาร์กลับอีกทีวันจันทร์เลยนะ ดังนั้นอย่างน้อยต้องได้รอบของลูกรักฉันสิ

                “ต้องได้นะคะ ถ้าไม่ได้หนูร้องไห้ตอนสัมมนาแน่ๆ”

                “เอาน่าพวกพี่มีตั้งหลายคน ต้องมีสักคนแหละที่ได้”

                “ขอบคุณนะคะ”

                “เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นเหล้าแทนได้ไหม”

                “ได้อยู่แล้ว” ฉันยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เห็นแบบนี้ฉันเองก็ชอบดื่มเหมือนกันนะ ส่วนมากจะดื่มกับเพื่อนๆ กันน่ะเวลาไปดูคอนเสิร์ตเสร็จก็มักจะไปทานข้าว ไปนั่งชิลที่ร้านอาหารของลูกชายกับครอบครัวลูก แม้จะไกลแต่ใจมันได้ค่ะ อิอิ

                “ไม่กลับกันหรือไงเลยเวลาเลิกงานแล้วนี่” เสียงพี่ภัสดังขึ้นเราถึงกับหันไปมองนาฬิกากันหมด แล้วรีบแยกย้ายไปเก็บของกลับบ้าน ฉันที่กำลังจะเดินลงบันไดก็ชะงักไปเมื่อนึกได้ว่าคุณกรบอกให้รอ อีกอย่างฉันลืมขอกุญแจรถเขาคืน!

                “อ้าวคุณกานต์ สวัสดีค่ะ” คุณเลขาผู้หญิงเอ่ยทักฉันเสียงหวาน ฉันหยุดเดินหันกลับไปมองก่อนจะยิ้มกว้าง

                “สวัสดีค่ะ คุณกรอยู่ไหมคะ”

                “อยู่ค่ะ ถ้าเป็นคุณกานต์ คุณกรบอกให้เข้าออกตามสบายเลยค่ะ” ท้ายประโยคคุณเลขาโน้มหน้าเข้ามากระซิบทั้งยังปิดปากหัวเราะน้อยๆ อย่างเขินอาย ฮื่อ! นี่พวกเขาจะมาทำให้ฉันเขินตามไปด้วยไม่ได้นะ แบบนี้มันไม่ได้

                “อย่าพูดแบบนั้นสิคะ” ฉันเองเมื่อถูกแซวหรือล้อไม่รู้แหละ แต่นั่นแหละฉันก็เริ่มงอแงน้อยๆ แต่ไม่รู้ว่าพวกเขามองฉันฟิลไหนถึงได้มองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูขนาดนั้น

                “คุยอะไรกันครับ” เสียงทุ้มดังจากด้านหลัง พอหันกลับไปมองก็เจอกับคุณกรที่เดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมกับพาดสูทไว้ที่ท่อนแขนและยังถือกระเป๋าทำงานไว้ด้วย

                “เปล่าค่ะ” ฉันรีบชิงตอบเพราะกลัวคุณเลขาจะพูดอะไรแปลกๆ ออกไป เสียงหัวเราะคิกคิกดังจากคุณเลขาฉันเองก็เริ่มร้อนวูบวาบที่หน้า

                “เปล่าหรอกค่ะ คุณกรจะกลับแล้วเหรอคะ”

                “ครับ ว่าจะพาน้องไปหาอะไรทานก่อน” เขาตอบพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหาฉัน

                “ไปทานข้าวกัน พี่หิวแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” คุณกรหันกลับไปบอกคุณเลขา

                “ค่ะ สวัสดีค่ะคุณกร”

                “ครับ”

                “ไปแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้คุณเลขาก่อนจะเริ่มออกเดินโดยมีคุณกรเดินอยู่ข้างกาย

                “เดี๋ยวแวะทานข้าวก่อนนะ อยู่ห้องไม่มีอะไรเลย”

                “อยากกลับห้องแล้วค่ะ ห้องของฉันเอง”

                “ทั้งที่เมื่อวานมีไอ้โรคจิตไปยืนชักว่าวอยู่หน้าห้องอ่ะนะ?” เขาถามกลับอย่างไม่พอใจ ใบหน้าที่เคยผ่อนคลายตอนนี้กลับบึ้งตึง จนฉันไม่กล้าพูดหรือมองหน้าเขาเลย

                “ก็เกรงใจ” ฉันก้มหน้าบอกเสียงเบา เมื่อเดินไปถึงรถเขาก็เปิดประตูรถให้ฉันขึ้นไปนั่ง พอถูกหงุดหงิดใส่ก็ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถเงียบๆ ไม่ดื้อไม่ซน เป็นเด็กดีทันที

                “จะไม่พูดจริงๆ เหรอ” ฉันเลียบๆ เคียงๆ ถาม เขาปรายตามามองแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปสนใจท้องถนนต่อ อ้อ รถนี่รถฉันนะส่วนรถเขาไปไหนไม่รู้

                “มันน่าโมโหไหมล่ะ” เขาถามเกลับเสียงเข้ม เหมือนกับตอนประชุมและเขาไม่พอใจผลงานเลย เอาไงดีๆ ฉันไม่ชอบลุคของเขาเลย

                “ขอโทษค่ะ”

                “ก็ตลอดอ่ะ พอขอโทษต่อไปก็ทำอีกเหมือนเดิม” เขาว่าอย่างไม่สนใจคำขอโทษของฉัน ฉันเองพอถูกต่อว่าหนักๆ ขอบตาก็ร้อนวูบบีบมือตัวเองแน่น

                “ฮึก” ฉันกลั้นเสียงสะอื้นไว้เต็มที่แต่มันก็ยังหลุดเล็ดลอดออกมา ทำไมต้องมาอ่อนแอตอนนี้ด้วยนะ แล้วเขาเป็นใครมาดุฉัน เขาไม่รู้หรือไงเวลาฉันปลอบตัวเองมันเหนื่อยและเจ็บปวดแค่ไหน แค่พยายามทำตัวเองให้ร่าเริงมันก็เหนื่อยมากพอแล้ว ทำไมฉันต้องมาโดนดุเพราะเรื่องนี้ด้วย กอดตัวเอง ปลอบตัวเองมันทั้งเหนื่อยและเจ็บจริงๆ นะ

                “ไม่ต้องร้อง เพราะเราต้องคุยกันอีกเยอะ” แม้ปากจะเอ่ยห้ามเสียงแข็ง แต่มือที่เอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้กลับนุ่มนวล เช็ดเสร็จเขาก็เอื้อมมือมาจับมือฉันไว้พรางบีบเบาๆ ไม่รู้ว่าเลี้ยวเข้าไปยังลานจอดรถของห้างตั้งแต่ตอนไหนรู้ตัวอีกทีก็ถูกประคองใบหน้าด้วยสองฝ่ามือของเขา

                “ร้องไห้ทำไมครับ? พี่ดุเหรอ” ยังจะมาถาม!!

                “เอาละๆ หยุดร้องไห้ก่อนพี่จะพาไปทานข้าวแล้วเราก็กลับบ้านไปพักกัน” เขาบอกมาแบบนั้นมือก็ยื่นไปหยิบทิชชูจากเบาะด้านหลังมาซับหน้าให้ ก่อนจะเดินลงจากรถมาเปิดประตูให้ ระหว่างที่เดินเข้าไปในห้างและมองหาร้านอาหารฉันก็เอาแต่เงียบไม่พูด ไม่งอแง ไม่อะไรกับเขาเลย แต่เหมือนเขาเองก็ไม่ได้สนใจฉันเท่าไหร่เอาแต่จับมือเดินหาร้านอาหาร เขาเลือกอยู่นานก่อนจะดึงเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่น

                “สั่งอาหารก่อน ค่อยงอนต่อ” เขายิ้มขำเมื่อมองใบหน้าฉัน แต่ฉันเมินล่ะ ฉันไม่มองหน้าเขาเลย

                “เอาเกี๊ยวค่ะ ข้าวหน้าหมู เอารางเม็งแชมป์เปียนด้วยค่ะ เครื่องดื่มเอาน้ำส้มค่ะ”

                “เพิ่มสเต็กแซลมอน แล้วเอาชามะนาวครับ”

                “จะไม่มองหน้าพี่จริงๆ เหรอ” เขาถามเสียงอ่อน มือยื่นข้ามโต๊ะมาเกี่ยวผมที่ปรกหน้าไปทัดหูให้ ฉันก็เอาแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ไม่ได้เงยหน้ามองเขาเลย

                “กานต์ครับ เงยหน้ามองพี่หน่อยเร็ว” เขาอ้อนเสียงหวาน ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ดุฉัน

                “พี่เป็นห่วงไงเลยไม่อยากให้กลับไปที่นั่น วันนี้ตำรวจก็บอกว่าไอ้นั่นมันอัพยา มันไม่ปลอดภัยเลยนะ”

                “อยู่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้นแหละ” ฉันเถียงกลับเสียงอุบอิบ

                “กับพี่ปลอดภัยแน่ๆ”

                “...”

                “ไม่เอาน่า ขอโทษที่พี่ดุ แต่พี่เป็นห่วงจริงๆ ไม่งอนนะครับ” คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามขยับเข้ามาเท้าคางจ้องฉันมือก็เอื้อมมาเกลี่ยผมที่แก้มให้ไม่หยุด ทั้งยังออกแรงประคองแก้มให้เงยหน้าสบตากับเขาอีกด้วย

                “ขอโทษค่ะที่เอาแต่ใจ” ฉันบอกเขาบ้างก่อนจะหลบสายตาเขา

                “ไม่เป็นไรครับ แต่ช่วยฟังพี่บ้างพี่เป็นห่วง”

                “ขออนุญาตเสิร์ฟเครื่องดื่มนะคะ” เสียงพนักงานดังขึ้นใกล้ๆ ฉันถึงรู้สึกตัวเอนถอยห่างจากฝ่ามือร้อนที่ประคองแก้ม ส่วนอีกคนยังนั่งอยู่ท่าเดิมและยิ้มขำกับท่าทางของฉัน เรานั่งเงียบกันอยู่ครู่ใหญ่อาหารที่สั่งไปก็ทยอยมาเสิร์ฟ พออาหารมาฉันก็ลืมเรื่องที่เคืองๆ ไปบ้าง และตั้งหน้าตั้งตาทานอาหาร เกี๊ยวกับราเม็งมีคนที่นั่งอยู่ข้ามทานช่วยแต่ข้าวฉันทานหมดเองเลยล่ะ อิ่มและอร่อยมาก

                “ทำไมทำหน้าแบบนั้นครับ?” คนที่เดินจับมืออยู่ข้างๆ เอ่ยถามอย่างสงสัย

                “อิ่มค่ะ”

                “หึหึ ก็สั่งเยอะขนาดนั้น”

                “พรุ่งนี้มีประชุมเช้านะ”

                “ฮะ!?” ฉันหันไปมองทันทีเมื่อได้ยินว่าประชุมเช้า พรุ่งนี้ฉันกดบัตรไปหาลูกฉันนะ ทำไมต้องพรุ่งนี้เช้าด้วยล่ะบ่ายไม่ได้เหรอ

                “หือ? ทำไมล่ะ”

                “พรุ่งนี้กดบัตรคอนไง” ฉันบอกเสียงอ่อย

                “ไม่ต้องมองตาแบบนั้นครับ พี่ล้อเล่นพรุ่งนี้ไม่มีประชุมเช้า แต่ตอนบ่ายน่ะมี”

                “แฮ่ๆ ขอโทษค่ะ”

                “เจ้าลูกแมวดื้อ ไปครับกลับบ้านกันหรืออยากเดินดูอะไรก่อนไหม”

                “ไม่ค่ะ อิ่มแล้วก็ง่วง อยากกลับไปนอนแล้ว”

                “ครับๆ งั้นเรากลับกันนะ”

                ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็กลับมาถึงคอนโดคุณกร ก่อนกลับเขาแวะซื้อของนิดหน่อยเขาหิ้วถุงขนมและอาหารไว้ในมือโดยที่ไม่บ่นเลยสักนิด ถึงห้องเขาก็เอาของไปจัดเรียงไว้ในตู้ส่วนฉันก็ถูกดุให้ไปอาบน้ำ เมื่อเถียงอะไรไม่ได้จึงทำได้แค่เดินหน้างอเข้าห้องนอนไป พอร่างกายที่เมื่อยล้าจากการทำงานได้สัมผัสน้ำอุ่นๆ ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ แช่น้ำอุ่นเสร็จก็รีบแต่งตัวออกไปนั่งเล่นโทรศัพท์ดูลูกชายให้เพลินจิต แต่ก็เพราะความง่วงและเหนื่อยสะสมจากตอนเช้าทำให้เผลอหลับไปในที่สุดโดยที่ตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องตัวจริงกลับเข้ามาในห้องนอนตอนไหน แต่ตอนนี้ ฝันดีแล้วกันนะคะ

 

======================== 

น้องกลายเป็นลูกแมวดื้อแล้วเหรอ กรี้ดดด พี่กร อย่าน่ารักไปมากกว่านี้เลยนะ 

ความคิดเห็น