Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ความอ่อนแอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 172

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความอ่อนแอ
แบบอักษร

“พ.. พี่ภูผา”

 

ผมพูดคำๆนี้ออกมาแทบจะไม่ได้ยินเสียง เหมือนร่างกายของผมถูกสาบให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ถ้าหากโดนสะกิดแม้แต่นิดเดียวมันจะต้องแตกละเอียดละลายไปกับพื้นในชั่วพริบตาแน่ๆ โลกรอบตัวของผมเหมือนถูกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อเผลอมองดวงตาคมและใบหน้าอันหล่อเหลาที่แค่ชายตาหันมามองเท่านั้น ระยะเวลาสามเดือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากโครงหน้าหรือรูปลักษณ์ภายนอกของพี่ภูผาเลย มันทั้งดูสง่าและน่ามองไปซะทุกส่วน ซึ่งต่างจากผมโดยสิ้นเชิง

 

ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยต้องตกหลุมรักใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายนี้ โครงหน้าเรียวรีได้รูป ดวงตาสีดำอมน้ำตาลมีเสน่ห์ทุกครั้งที่ได้มอง สันจมูกโด่งดูขับกับรูปหน้า รูปปากไม่หนาไม่บางดูเข้ากับโครงหน้าของพี่ภูผาทุกส่วนได้อย่างลงตัว ดุจเทพเจ้าปั้นแต่งเลยหละ

 

 

“พ...พี่ภูผาสบายดีไหมครับ” ผมเอ่ยทักพี่เขาไปด้วยน้ำเสียงที่ขาดหายอย่างกระท่อนกระแท่นนึกกลัวอยู่ในใจ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนได้ดีไปกว่าคำๆนี้แล้ว

 

 

“อืม” พี่ภูผาตอบผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและสีหน้าเฉยชายากที่จะอ่านหรือคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกได้ มันสร้างความเจ็บปวดให้ผมได้ไม่น้อยเลยหละ อีกนิดก็จะร้องละนะ ฮึบไว้สายหมอก ฮีบไว้

 

 

ถ้าเป็นคุณๆจะทำยังไงครับกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ เดินหนีไปอีกทาง หรือแค่เดินผ่านไปเหมือนกับคนที่ไม่รู้จักกัน แต่กลับเป็นผมเอง มันไม่ง่ายเลย เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าคนตรงหน้าสำคัญกับผมมากแค่ไหน

อย่างน้อยๆ พี่ภูผาก็ตอบผมมาบ้างหละนะ ถึงอย่างนั้น การกระทำมันก็เหมือนเป็นคนไม่รู้จักกันไปแล้วไม่ใช่หรอ

 

 

ห่างออกไปอีกนิดมีเพื่อนผมอย่างไอ้ไทม์ยืนดูสถานการณ์อย่างกับคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หน้าตาเหมือนไม่รู้ว่าต้องทำหน้ายังไงกับสถานการณ์นี้ เหมือนคนคิดไม่ตกว่า จะช่วยผมให้หลุดพ้นกับสถานการณ์นี้ยังไงดี ดูร้อนรนไปหมด

 

 

ถ้าเป็นเรื่องปกติผมคงหัวเราะออกมาอย่างยากที่จะทนเ พราะมันชั่งดูตลกจริงๆ หน้าตานี่บิดเบี้ยวไปหมด แต่กับตอนนี้ มันไม่ใช่เลย

 

 

หลังจากนั้นพี่ภูผาก็ก้าวเดินออกไปโดยที่ไม่มีคำพูดไดๆหลุดออกมาอีกเลย ผมได้แต่มองแผ่นหลังกว้างเริ่มเดินห่างออกไปจนหลุดในระยะสายตา

 

 

เมื่อไอ้ไทม์ตั้งสติได้ มันก็รีบเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับถามว่าผมโอเคไหม พร้อมกับพยุงผมให้รีบไปหาที่นั่งพักให้อาการดีขึ้น

 

 

ผมบอกเลยสถานะการณ์เมื่อกี้นี้มันรู้สึกแย่มากจริงๆ เพราะที่ผ่านมาเหมือนอะไรๆมันจะดีชึ้นแล้วแท้ๆ มาตอนนี้กลับฉุดผมให้ดิ่งลงเหวลึกที่ไม่มีแม่แต่เรี่ยวแรงที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้อีก ที่ผ่านมามันอาจจะมีคิดถึงช่วงเวลาอันแสนจะมีความสุขที่ได้กิน ได้นอน ได้พูดคุย เล่นเกมกับพี่ภูผาอยู่บ้างตามประสาพี่น้อง แต่ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์เมื่อกี้จะทำให้ผมรู้ใจตัวเองอีกอย่างคือ ผมไม่เคยลืม และไม่เคยตัดใจได้เลยแม้แต่ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆก็ตาม

 

 

“มึงกลับบ้านไปพักก่อนก็ได้นะเว้ยถ้าไม่ไหวจริงๆเดี๋ยวพวกกูลาอาจารย์ให้ว่ามึงไม่สบาย” ไอ้นี่ก็กะจะให้กูกลับแต่บ้าน มึงไม่คิดว่ากูอาจจะต้องการอยู่กับเพื่อนบ้างหรอวะ แผลยิ่งสดๆอยู่ แม่งเอ้ยยย หงุดหงิดๆ

 

 

“ไม่เป็นไรมึง ขอบใจมาก กูไหวอยู่ ถึงยังไงไม่ช้าก็เร็วต้องได้เจอกันอยู่ดี” ก็นะ ผมนี่เกือบจะลืมไปแล้วว่าพี่ภูผาก็เรียนที่มหาวิทยาลัยนี้เช่นเดียวกับผม แถมยังเป็นคนดังของมหา’ลัยด้วยซ้ำ ถึงแม้ที่ผ่านมาพี่มันจะพยายามหลบหน้าหลบตา ตัดผมออกจากสารระบบความสัมพันธ์พี่น้องไปแล้วก็ตาม ผมลืมเตรียมใจรับมือในข้อนี้เลยจริงๆ

 

 

“ไปเข้าเรียนกันเถอะถึงเวลาแล้วว่ะ กูโอเคน่า” ผมเอ่ยชวนเพื่อนเพื่อไม่อยากให้มันคิดมากเป็นกังวลเรื่องของผม ทั้งที่ๆผ่านมาพวกมันช่วยผมให้ลืมพี่เขามาตลอด ที่ทำมาทั้งหมดนี้สูญเปล่าหรอวะเนี่ย ไหนจะพึ่งกลับมาจากการทำใจหมาดๆนี้อีก ผมไม่ชอบการถูกเซอร์ไพรส์แบบนี้เลย ขอเวลาหมอกทำใจก๊อนนนนนน

 

 

เข้ามาในห้องเรียนผมก็เดินไปทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดเรี่ยวแรง เหมือนเพื่อนอีกสองคนจะจับสังเกตุความผิดปกตินี้ได้ พวกมันเลยหันไปถามเพื่อนอีกคนที่อยู่กับผมตลอดในช่วงเที่ยง

 

 

“เกิดอะไรขึ้นวะ” กั๊มเอ่ยถามกับไทม์อย่างเป็นหวงหรือเพราะอยากเสือกกันแน่ เพราเห็นจากสภาพผมดูไม่ดีนัก ทั้งหน้าซีด แล้วไหนจะอาการซึมๆนี่อีก

 

 

“เออเดี๋ยวเล่าให้ฟัง รู้แค่ว่าชิปหายแน่ๆกูบอกเลย” ไทม์เอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นกังวล

 

 

ในระหว่างคลาสเรียนอาจารย์ก็สอนไปเรื่อยๆโดยที่ทุกอย่างไม่เข้าหูผมเลยแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเล่า นานนับวินาทิ เพิ่มเป็นนาทีจนแปลเปลี่ยนเป็นชั่วโมงจนได้เวลาเลิกคลาส

 

 

“กูว่ามึงกลับบ้านไปพักก่อนเหอะว่ะ เดี๋ยวพวกกูบอกพี่ๆเขาเองว่ามึงไม่สบายขอพักสักวัน ไม่ต้องเข้ากิจกรรม เดี๋ยวกูขับรถมึงไปส่งบ้าน” ไอ้ไทม์รีบเอ่ยพูดออกมา พวกมันน่าจะประเมินสถานการณ์จากการมองหน้าตาผมแล้ว เลยมึมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผมควรจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านมากกว่าหอบร่างที่ไร้วิญญาณไปให้รุ่นพี่ด่าเล่นๆ เพราะถ้าไปก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ซ้ำหวิดโดนทำโทษให้เจ็บใจเปล่าๆ

 

 

“เห้ยไม่เป็นไร กูไหวอยู่” ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

 

 

หลังจากนั้นไอ้ไทม์ก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผมกับมันประสบพบเจอเมื่อเที่ยงที่ผ่านมาอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่องไปเลยแม้แต่นิดเดียว ถือเป็นการเก็บรายละเอียดได้ดีเลยทีเดียว ถ้ามันนำเอากลับมาตั้งใจเรียนเหมือนที่มันใส่ใจเรื่องของผมมันก็คงจะดีไม่น้อย

 

 

“เหี้ย/เหี้ย!!!” หลังจากที่ไอ้ไทม์ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสร็จไอ้เพื่อนอีกสองตัวก็อุทานออกมาเสียงดังพร้อมกันอย่างไพเราะน่าฟังเลยทีเดียว

 

 

“กูว่าไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญแล้วไหมวะ เพราะปกติคณะวิศวะกับคณะเราแม่งก็ห่างกันเป็นโยชน์ ไม่มีเหตุผลเลยเว้ยที่พี่เขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ หรือจะมาแอบดูมึง” ไอ้กัสถามผมพร้อมกับแสดงความคิดเห็นอย่างยาวเหยียด

 

 

“ไม่มั้ง” ผมตอบออกไปอย่างคนที่ไม่มีความเห็นในข้อนี้ ผมขอค้านหัวชนฝาเลยครับ เป็นไปไม่ได้แน่ๆ

 

 

“พี่เขาอาจจะมาหาแฟนก็ได้นะเว้ย อย่าลืมสิคณะบริหารฯสาวสวยแม่งเพียบ ไม่แปลกหรอกว่าพวกมึงจะเจอพี่มันที่นี่ ที่ผ่านมาพี่มันก็หลบหน้าหลบตามาโดยตลอด” ไอ้กั๊มนึกหาเหตุผลมาแย้งเพื่อนอีกที

 

 

แต่ไม่รู้ทำไมประโยคที่ไอ้กั๊มพูดมาเมื่อกี้ทำให้ผมนิ่งงัน คิดวนคำพูดเมื่อกี้ซ้ำไปซ้ำมา แฟนหรอ? มันทั้งปวดหนึบ หนวงในอกเหมือนมีหินนับร้อยนับพันก้อนมาบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก

 

 

“แล้วนี่มึงจะเอายังไงต่อวะหมอก?” ไทม์ถามผมขึ้นมาบ้าง

 

 

“ไม่รู้ว่ะ กูก็ไม่เอายังไงหรอก ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก” ผมตอบเพื่อนไป ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่ราบเรียบแต่ข้างในนี่เหลวเป็นน้ำแล้วเว้ย จะก้าวไปทางไหนมันก็เจ็บอยู่ดี

 

 

“งั้นมึงกลับบ้านไปพักเลย หรือให้พวกกูไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย” ไอ้ไทม์ถามผมออกมาเหมือนกับว่าอยากให้มีพวกมันอยู่ด้วยในเวลานี้ แต่ถึงจะอยากให้พวกมันมาอยู่เป็นเพื่อนมากแค่ไหนในเวลานี้ยังไงหน้าที่ก็คือหน้าที่ครับ

 

 

“ไม่เป็นไร พวกมึงไปเข้าห้องเชียร์เถอะ ถึงเวลาแล้วนิเดี๋ยวก็โดนว้ากโดนทำโทษหรอก” ยิ่งเพื่อนเป็นห่วงผมมากเท่าไหร่ผมยิ่งต้องเข้มแข็งให้เร็วมากขึ้นเท่านั้น

 

 

“เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวพวกกูไปก่อน ถึงบ้านแล้วไลน์เข้ากลุ่มบอกพวกกูด้วยจะได้ไม่เป็นห่วง” ไทม์เอ่ยออกมาอย่างนึกเป็นห่วงเพื่อน

 

 

“เออ ขอบใจพวกมึงมาก กูไปละถึงแล้วจะไลน์บอก”

 

“บาย/บาย”

 

ผมเดินไปยังที่จอดรถตัวเองระหว่างทางด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก เหมือนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แม้แต่เสียงพูดคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจผมยังแทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย

 

 

 

เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็น เมื่อกลับมาถึงบ้าน ผมก็ไลน์บอกเพื่อนทุกคนในกลุ่มว่าถึงแล้ว จากนั้นก็ขึ้นไปยังห้องเพื่อจะอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อหวังให้มันมีชีวิตชีวาสดชื่นขึ้นมาอีกหน่อย

 

 

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จผมก็ไลน์คุยกับพวกเพื่อนๆผมในกลุ่ม พวกมันก็ถามว่าตอนนี้ผมโอเคขึ้นหรือยัง ให้มาอยู่เป็นเพื่อนไหม ซึ่งแน่นอนครับว่าผมก็ปฏิเสธไป เพราะผมไม่อยากให้เพื่อนต้องมาลำบากไปด้วย ผมคิดว่าผมโชคดีมากจริงๆที่มีเพื่อนอย่างพวกมัน แค่นี้มันก็ทำให้ผมอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาได้บ้างแล้ว

 

 

“แม่ครับ หมอกคิดถึงจังเลย” ผมก้มลงไปหอมแก้มผู้เป็นแม่อีกฟอดใหญ่ นี่แหละครับสิ่งที่จะเยียวยาสภาพจิตใจผมได้ดีที่สุดในเวลานี้

 

 

“ตายจริง วันนี้อ้อนขนาดนี้อยากได้อะไรคะ” คุณแม่แกล้งแหย่ผมอย่างไม่จริงจังนัก

 

 

“ไม่มีอะไรหรอกครับ หมอกคิดถึง แล้ววันนี้มีอะไรทานบ้างครับแม่ หมอกเริ่มหิวแล้ว คิดถึงฝีมือแม่จะแย่ไม่ได้ทานมาตั้งสามวันแน่ะ”

 

 

“แหงละสิเจ้าลูกคนนี้หนีไปเที่ยวตั้งสามวัน กลับมาทีก็อ้อนใหญ่เลยนะ วันนี้แม่ทำผัดผักรวมมิตรใส่กุ้ง ไข่เจียวหมูสับ แล้วก็ยังมีต้มยำกุ้งของโปรดลูกด้วยนะคะ” เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยๆก็มีคุณแม่นี่แหละนะที่ชวนพูดชวนคุย ไหนจะคอยทำอาหารอร่อยๆให้กินอีก ผมน่ะชอบฝีมือการทำอาหารของคุณแม่ที่สุดแล้ว

 

 

“แม่น่ารักที่สุดเลยครับ ฟอด” ผมหอมแก้มคุณแม่อีกครั้งอย่างรักไคร่

 

 

ผมอยู่กับคุณแม่สองคนมาโดยตลอด ส่วนคุณพ่อของผมท่านก็หย่ากับคุณแม่ตั้งแต่ผมอายุ 6 ขวบน่าจะได้ ผมแทบจะจำเค้าโครงหน้าของเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะเขาหายขาดไปจากชีวิตผมกับคุณแม่เลยหลังจากนั้น ด้วยเหตุนี้แหละมั้งพี่ภูผาเลยรักและดูแลผมเหมือนน้องชายแท้ๆคนนึง เราทั้งคู่ต่างก็เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล ด้วยเหตุนี้แหละมั้งครับเลยทำให้ผมหลงรักพี่ภูผา เขาเป็นทุกอย่างให้ผมจริงๆ

 

 

“หมอกลูกเปิดเทอมก็ได้อาทิตย์นึงละนะ ได้เจอพี่ภูผาบ้างหรือเปล่าคะ พักนี้ไม่เห็นลูกพูดถึงพี่เขาให้แม่ฟังเลย ปกตินี่ต้องคุยจ้อแล้ว พี่ภูผาดีอย่างนั้น พี่ภูผาดีอย่างนี้”

 

 

เมื่อคำถามของคุณแม่ดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ เหมือนมีอะไรบางอย่างมาสกิดแผลเดิมที่มันเหวอะหวะอยู่แล้วให้บาดแผลมันเปิดกว้างกว่าเดิม ซ้ำยังเหมือนโดนแอลกอฮอล์ล้างแผลเทราดลงมาเพื่อซ้ำเติมความเจ็บช้ำ เพราะมันพึ่งผ่านมายังไม่ถึงครึ่งค่อนวันเลยด้วยซ้ำ แต่จะไปโทษคุณแม่ผมก็ไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

 

 

“ไม่ได้เจอเลยครับแม่ พี่เขาช่วงนี้อาจจะยุ่งๆน่ะครับไหนจะกิจกรรมรับน้องอีกครับ” ผมโกหกคุณแม่ออกไปคำโตอย่างรู้สึกผิดในอก เพราะพึ่งจะเจอพี่ภูผาเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้นี่เอง แต่มันก็น่าจะดีต่อแผลในใจผมไม่น้อยเลยหละนะ

 

 

“แม่ว่าก็น่าจะอย่างนั้นนะคะ ไว้ว่างๆถ้าเจอก็ชวนพี่เขามาทานข้าวที่บ้านเราบ้างนะคะ ไม่ได้เจอหน้าพี่เขาก็สามเดือนกว่าเห็นจะได้ แม่คิดถึงน่ะ “

 

 

“แม่ไม่คิดถึงหมอกบ้างหรอ” ผมอดกระเง้ากระงอดคุณแม่ไม่ได้ บอกคิดถึงคนอื่นลูกตัวเองนั่งอยู่นี่แท้ๆ งอนได้ไหมนะ

 

 

“เดี๋ยวนี้อ้อนเก่งแล้วยังงอนเก่งด้วยหรอคะ แม่ไม่เห็นรู้เลย”

 

 

“โห แม่อ่ะ หมอกไม่ได้งอนซะหน่อยครับ” ผมก็แค่ต้องการกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างเอง ยกโทษให้หมอกด้วยนะครับ ฮื้ออออออออ

 

 

“ไม่งอนก็ไม่งอนค่ะ ปะ งั้นเราไปทานข้าวกันลูก ป่านนี้ป้าแมวตั้งโต๊ะอาหารเสร็จแล้วค่ะ”

 

 

“ครับแม่” ผมขานรับผู้เป็นแม่อย่างออดอ้อน

 

 

เรานั่งทานอาหารไปคุยกันไปบ้างตามประสาแม่ลูก และแม่ก็ยังเก่งเรื่องจับสังเกตความผิดปกติในตัวผมจนได้ เพราะผมเอาแต่นั่งเขี่ยข้าวในจาน ไม่ยอมทานซะที ไหนจะไอ้อาการเหม่อๆนี่อีก

 

 

“หมอกลูก ถ้ามีอะไรคุยกับแม่ได้นะคะ แม่จะอยู่ข้างหมอกเสมอนะ แม่รักหมอกนะลูก” คำๆยังคงชื่นใจเสมอ

 

 

คุณแม่เว้นช่วงไปสักพักนึงเหมือนกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะพูดมันออกมาดีไหมอะไรทำนองนั้น

 

 

“ทะเลาะกับพี่เขาใช่ไหมคะ?”

 

 

“แม่รู้หรอครับ” ผมถามแม่ออกไปอย่างไม่ค่อยมันใจว่าคุณแม่อาจจะคุยคนละเรื่องกับผมอยู่ก็ได้

 

 

 

“แม่สังเกตุได้ตั้งแต่ลูกออกไปเที่ยวกับพี่เขากลับมาตั้งแต่คราวก่อนนู้นแล้วค่ะ เลยทำให้แม่แปลกใจ ซ้ำยังพี่เขาขอย้ายไปอยู่หออีก ปกติลูกกับพี่เขาตัวติดกันจะตาย แม่คิดว่าพวกลูกกลับมาคุยกันแล้วแต่ไม่คิดว่าจะนานขนาดนี้” ผมปิดบังความลับอะไรคุณแม่ไม่เคยได้เลยสินะ ผมเก็บความรู้สึกไม่เก่งขนาดนั้นเลยหรือไงกัน เพราะทุกครั้งท่านมักจะจับสังเกตุได้ตลอดเลย

 

 

สุดท้ายผมก็อดกลั้นน้ำตาไม่ได้ ผมปลอดให้หยดน้ำตามันไหลพรั่งพรูออกมาไม่คิดจะปิดบังผู้เป็นแม่เลยสักนิด ฮึก ฮื้ออ หมอกทำมันพังครับแม่ หมอกทำให้พี่ภูผาเสียใจ พี่ภูผาไม่รักหมอกแล้ว ฮึก ฮืออ เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ ผู้เป็นแม่เห็นละนึกสงสารจับใจ

 

 

“ไม่เป็นไรนะคะลูกแม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรากับพี่เขา แต่แม่จะอยู่ตรงนี้ คอยเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอนะคะ และพร้อมจะอยู่เคียงข้างให้ลูกได้แก้ไขในสิ่งที่ลูกทำผิดพลาดนะลูก แม่ว่าเดี๋ยวพี่เขาก็กลับมาหาลูกเหมือนเดิม”

 

 

“ขอบคุณนะครับ หมอกรักแม่นะครับ ฮึก ฮือออ”

 

 

“แม่ก็รักหมอกนะคะ เพราะหมอกคือทุกอย่างของแม่ ลูกแม่เก่งที่สุดแล้ว แม่เชื่อว่าสักวันหนึ่ง สายหมอกของแม่จะเป็นสายหมอกที่สวยงามคอยเป็นไอเย็นพร้อมกับความชุ่มชื่นชโลมกายใจให้ใครๆได้อีกหลายคนเลยค่ะ” นี่คงเป็นคำปลอบโยนที่ดีที่สุดในค่ำคืนที่อ่อนแอของผมเลยหละ หมอกรักแม่จัง

 

 

คืนนี้มานอนกับแม่นะลูก

 

 

ครับแม่

 

 

 

 

..................................

 

เป็นกำลังใจให้สายหมอกด้วยนะครับ น้องก็แค่รักใครคนนึงเท่านั้นเอง น้องไม่ได้ผิดอะไรเลย อยากจะหยิกอีพี่มันแรงๆสักที ❤️

ความคิดเห็น