facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่十 “ลอบสังหาร”

ชื่อตอน : บทที่十 “ลอบสังหาร”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 12:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่十 “ลอบสังหาร”
แบบอักษร

บทที่十 “ลอบสังหาร”

 

 

 

ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมปรือขึ้นในช่วงเช้าของวันใหม่ แน่นอนว่าไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะแสงจากดวงอาทิตย์แต่เป็นความร้อนของอุณหภูมิในช่วงกลางฤดูร้อน แค่นอนปกติเหงื่อก็ออกจนท่วมแผ่นหลังทว่าในยามนี้บนร่างผมกลับมีวงแขนที่เหนียวยิ่งกว่าปลาหมึกกกกอดอยู่

ไม่เพียงแค่วงแขนที่รัดแน่นแต่ยังมีลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดต้นคอผมไม่ห่างอีก อุณหภูมิของร่างกายที่ขยับแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่างทำให้ผมรู้สึกร้อนยิ่งกว่าปกติ

ผมค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบากเนื่องจากอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้ผมขยับตัวออกห่าง ขยับออกแค่นิดเดียวชูร์เชียนก็จะขยับตัวเข้ามาแนบชิด ตอนนี้เองศีรษะอีกฝ่ายก็แทบจะเกยอยู่บนตักผมอยู่รอมร่อ ใบหน้ายามหลับใหลของชูร์เชียนไม่ว่ามองมุมไหนก็งดงามทั้งดวงตาที่ปิดสนิท จมูกโด่งเป็นสันหรือแม้แต่ริมฝีปากที่เผยอน้อยๆ แถมยังปราศจากการระวังภัยโดยสิ้นเชิง

แค่มองก็ทำเอาหัวใจผมสั่นไหวได้แล้ว

ผมมองดูใบหน้านั้นพลางข่มกลั้นอารมณ์แต่แล้วก็ไม่อาจข่มกลั้นได้เอื้อมมือไปลูบใบหน้าของชูร์เชียนสัมผัสถึงผิวที่ทั้งขาวเนียนและนุ่มมือ เป็นผิวของผู้ที่มีอันจะกินเท่านั้นจึงจะได้มี

ช่างต่างจากผิวของผมที่ทั้งสากและแห้งเหลือเกิน ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับการฝึกฝนและตากแดดมานานนับปียิ่งหาความนุ่มไม่ได้

ตั้งแต่ชูร์เชียนยกทัพเสริมมาก็ผ่านมากว่าสามวันแล้ว ตอนนี้ผู้ที่ทำหน้าที่คุมทัพทั้งหมดก็คือผม ความจริงควรจะเป็นหน้าที่ของชูร์เชียนหรือหัวหน้าเซียวซื่อซึ่งเป็นรองแม่ทัพมากกว่าทว่าทั้งสองคนกลับมองหน้าผมแล้วเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า...

‘เจ้าเป็นเถอะ’

เพราะคำพูดนั้นทำให้ผมได้รับตำแหน่งแม่ทัพมา ส่วนแม่ทัพเหวินตี้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสตอนปะทะกับทัพของแคว้นซงซึ่งเมื่อวานได้สติพ้นจากอันตรายแล้ว ถึงจะพ้นอันตรายทว่าบาดแผลก็ยังต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานนับเดือนจึงไม่อาจให้เข้าสู่สนามรบในตอนนี้ได้

ระหว่างในหัวกำลังคิดหลายๆ เรื่องผมมือก็ไม่ได้หยุดลูบผิวเนียนละเอียดของชูร์เชียน ยิ่งลูบไล้ยิ่งสัมผัสสติก็เหมือนจะยิ่งกระเจิงกว่าจะรู้ตัวผมก็ก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากตัวเองใกล้จะแตะกับริมฝีปากอีกฝ่าย ยังดีที่ชะงักไว้ได้ทันในเสี้ยววินาที

ภาพในอดีตยามถูกอีกฝ่ายมอบจูบอันเร่าร้อนและดูดดื่มให้ปรากฏขึ้นพร้อมกับอุณภูมิบนใบหน้าที่ทยานสูงฉับพลัน ในขณะที่ผมกำลังจะขยับหน้าออกห่างทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียงจากคนที่คิดว่ากำลังอยู่ในห้วงนิทราก็ดังตามมา...

“ไม่จูบหรือ” ชูร์เชียนปรือตาข้างหนึ่งขึ้นมามองขณะถาม

“...ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อไร” ผมรีบดึงมือตัวเองซึ่งลูบใบหน้านั้นออกทันควัน

“เอามือออกทำไม ข้ากำลังสบายแท้ๆ” ชูร์เชียนขยับตัวขึ้นมาเกยบนตักผมก่อนจะดึงมือผมที่ผละออกมาสัมผัสใบหน้าตัวเองอีกครา

“ชูร์เชียน...”

“เจ้าอยากลูบ อยากสัมผัสข้าตรงไหนก็ย่อมได้” ดวงตาสีดำขลับลืมขึ้นเต็มดวงหลังจากพลิกตัวนอนหงายโดยใช้ตักผมแทนหมอน

“ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อใด” ผมไม่โต้ตอบประโยคที่อาจทำให้หัวใจเต้นรัวมากไปกว่านี้

“เจ้าลองทายไหม”

“ท่านคิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถเล่นสนุกได้งั้นหรือ” ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนในตำหนักของวังหลวง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าทัพของแคว้นซงจะบุกมาเมื่อไรแม้แต่ตอนหลับผมยังหลับไม่ค่อยสนิทเลยด้วยซ้ำ

ว่ากันจริงการที่องค์จักรพรรดิอย่างชูร์เชียนมานอนอยู่ในกระโจมของผมก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่สมควร ก่อนหน้านี้ทหารได้จัดเตรียมกระโจมสำหรับพักของชูร์เชียนไว้ให้แล้วซึ่งมีทั้งขนาดและความสะดวกสบายที่มากกว่าแต่พอผมปฏิเสธคำชวนที่บอกให้ไปอยู่กระโจมเดียวกันชูร์เชียนก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ใครจะคิดว่าตกดึกนอกจากจะลอบเข้ามานอนแล้วยังไล่เท่าไรก็ยังไม่ไปอีก

ตลอดสามวันที่ผ่านมาผมพร่ำบอกเหตุผลไปไม่รู้ตั้งเท่าไร ชูร์เชียนก็เอาแต่พยักหน้าเข้าใจแต่ไม่ทำตาม ผลสุดท้ายคืออีกฝ่ายมานอนกับผมทุกคืน

“ข้ารู้น่า ทัพของแคว้นซงเงียบมาได้สามวันแล้วอีกไม่นานต้องเคลื่อนไหวแน่ เจ้ายังไม่ได้จัดการแม่ทัพของฝ่ายนั้นใช่รึเปล่า” ชูร์เชียนที่เห็นว่าผมไม่เล่นด้วยก็ถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นมานั่งดีๆ เส้นผมสีดำยาวจรดสะโพกถูกเสยไปด้านหลังในสภาพเครื่องแต่งกายที่แหวกออกน้อยๆ เผยให้เห็นแผ่นอกและกล้ามเนื้อแสนเย้ายวน

จงใจ

เขาต้องจงใจแน่ๆ ผมเห็นว่าอีกฝ่ายมีการดึงสาปเสื้อให้อ้าออกกว้างขึ้นน่ะ แล้วยังรอยยิ้มยั่วยวนนั่นอีก

ชูร์เชียนรู้ว่าเสน่ห์ของตัวเองใช้ได้กับผมถึงได้โปรยเสน่ห์ไม่หยุดหย่อน

“...แม่ทัพฝ่ายนั้นไม่ยอมบุกมาแนวหน้า ตอนที่รู้ว่าทัพจะพ่ายก็รีบสั่งให้ถอยทัพทันที” ผมเบนสายตาออกจากร่างกายของชูร์เชียนขณะเล่า

“เจ้าส่งคนไปคอยสังเกตการณ์แล้วนี่ รอให้ทางนั้นเคลื่อนไหวพวกเราก็รีบจัดการจบสงครามนี่ซะ”

“พวกเรา?” เพราะวลีนั่นผมจึงต้องหันกลับไปหาอีกฝ่ายที่ส่งยิ้มมาพร้อมกับปัดผมไปด้านหลังเผยให้เห็นลำคอขาว ภาพตรงหน้าทำเอาลมหายใจผมสะดุดไปชั่วครู่

“ข้าก็จะออกทัพด้วย”

“เรื่องนั้นไม่จำเป็น” ผมค้านทันควัน

“จำเป็นสิ ข้ามาถึงที่นี่จะให้อยู่ในใจกระโจมงั้นหรือ ในฐานะจักรพรรดิต้องไปแสดงตัวให้อีกฝ่ายรู้สักหน่อยว่าแคว้นเผยซวาไม่ใช่แคว้นที่คิดจะมาหาเรื่องก็มาได้” ดวงตาของชูร์เชียนหรี่ลงอย่างน่าหวั่นเกรง

“เช่นนั้นท่านก็ควรเป็นแม่ทัพ”

“ไม่ล่ะ ให้เจ้าดีแล้ว อย่างไรข้าก็มาโดยไม่ได้รับเชิญ การสั่งการทั้งหมดล้วนให้เจ้าตัดสินใจแต่ข้าจะออกรบด้วย” ชูร์เชียนพูดดักไว้คงกลัวว่าผมจะไม่ให้เขาเข้าร่วม

จริงอยู่ผมเป็นกังวลเกรงว่าชูร์เชียนจะเป็นอันตรายแต่มานึกดูอีกทีฝีมือของชูร์เชียนไม่นับว่าแย่ตรงกันข้ามกับมีฝีมือที่เก่งกาจนัก เห็นรูปร่างหน้าตาเช่นนี้แต่เวลาจับดาบรังสีความน่าเกรงขามจะโพยพุ่ง ผมเคยลองปะทะฝีมือกับอีกฝ่ายมาก่อนซึ่งบอกได้แค่ว่าเกือบไปแล้ว...เกือบจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่นั่งอยู่แต่บนบัลลังก์และห้องทรงงานซะแล้ว

ไม่รู้ว่าการประมือกันตอนนี้ชูร์เชียนได้แสดงฝีมือทั้งหมดออกมาหรือไม่ ซึ่งหากว่านั่นยังไม่ใช่ฝีมือที่แท้จริง...แคว้นเผยซวาก็นับว่ามีจักรพรรดิที่เก่งกาจและมีความสามารถรอบด้านที่สุด

“ได้ ข้าคิดไว้แล้วว่าจะใช้แผนตีขนาบ ตอนนี้พวกเรามีกำลังมากกว่าให้แบ่งกองทัพออกเป็นสามทัพย่อยโดยให้ท่านคุมหนึ่งทัพ รองแม่ทัพเซียวซื่ออีกหนึ่งทัพและทัพของข้าอีกทัพ ข้าจะยกทัพบุกแนวหน้าในขณะที่อีกสองทัพขนาบซ้ายขวาบุกโจมตีจากทั้งสองทาง ปิดทางหนีและไล่ต้อนจนกว่าจะจนมุม” ก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้เนื่องจากจำนวนทหารเหลืออยู่ไม่มาก

ขืนให้แยกทัพจำนวนคงน้อยเกินไปแต่ตอนนี้ได้ทัพเสริมอีกหนึ่งหมื่นคนจากชูร์เชียน นับว่ากำลังของพวกเราเหนือกว่ามาก

“เป็นความคิดที่ดี จะว่าไปข้าก็สงสัยอยู่...เจ้าดูจะชินกับการออกคำสั่งหรือกการเป็นผู้นำไม่น้อยทั้งที่เพิ่งจะเคยได้รับหน้าที่เป็นครั้งแรก...เหมือนก่อนหน้านี้เจ้าจะเคยบอกว่าเป็นหัวหน้าหน่วยอะไรสักอย่าง” ชูร์เชียนถามพลางขยับเข้ามาใกล้

“ใช่ ข้าเคยเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติดมาก่อน” ผมพูดเสริม

“ฟังแล้วเหมือนว่าเจ้าจะมีฝีมือดีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

“อาชีพที่ข้าทำหากไม่มีฝีมือคงไม่อาจรอดชีวิตได้ ที่ข้ามาอยู่ที่นี่คงเป็นเพราะข้าไร้ฝีมือกระมัง” พอย้อนนึกถึงเรื่องราวในวันนั้นตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับระเบิด หากผมเตรียมแผนไว้รับมือก็อาจไม่ต้องจบชีวิตลง

“เป็นเช่นนี้ดีแล้วหวังหมิ่น” ฝ่ามืออุ่นๆ แนบมายังแก้มของผมพร้อมกับเกลี่ยไปมา

“ดีหรือ”

“หากเจ้าไม่ไร้ฝีมือในวันนั้นข้าคงไม่อาจได้พบเจ้าในวันนี้” น้ำเสียงที่ชูร์เชียนใช้แม้ว่าว่าจะราบเรียบทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลายทำเอาหัวใจผมเต้นตอบสนองในทันที

ก็จริงอย่างที่ชูร์เชียนพูด หากวันนั้นผมคิดหาทางแก้สถานการณ์และรอดชีวิตก็คงไม่มีผมที่มายืนอยู่ตรงหน้าของชูร์เชียนในฐานะหลี่หวังหมิ่น

“...หยุดลูบเถอะ ผิวข้าไม่ได้น่าสัมผัสเหมือนท่าน” ผมขยับใบหน้าหนีฝ่ามือซึ่งไล่ตามมาไม่หยุดหย่น พอผมเบี่ยงหน้าไปทางขวาชูร์เชียนก็เอื้อมมือตามมาเช่นเดียวกับตอนหันไปทางซ้ายอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้ผมรอดแนบฝ่ามือลงมาเกลี่ยแก้มผมไม่ยอมห่าง

“ใครบอก เจ้าคิดไปเองน่ะสิ ข้าออกจะชอบเวลาที่ได้ลูบเจ้า”

“ชูร์เชียน...ไม่เอา อย่าลูบ”

“แต่ข้าจะลูบ อยู่นิ่งๆ ให้ข้าลูบหวังหมิ่น” ชูร์เชียนให้มืออีกข้างตปบยังแก้มอีกฝั่งบังคับให้ผมอยู่นิ่งๆ รอรับการลูบไล้ที่พานให้ใบหน้าแดงก่ำอย่างไร้การควบคุม

“อึก...พอที” ถูกทำขนาดนี้ต่อให้พยายามสะกดกลั้นความเขินอายเพียงใดก็เหมือนจะไม่สำเร็จ

“เจ้าหน้าแดงนะ”

“อย่าพูด...” ผมรู้ว่าหน้าตัวเองกำลังแดงมาก ยิ่งถูกอีกฝ่ายขยับใบหน้าเข้ามาใกล้พร้อมส่งยิ้มกว้างความร้อนภายในกายก็สูบฉีดมายังใบหน้าโดยตรง

“น่ารัก” สายตาแพรวพราวของชูร์เชียนส่งผลกระทบต่อผมโดยตรง ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ล้วนมีผลกระทบต่อผมแทบทั้งสิ้น

ความรู้สึกชัดเจนถึงเพียงนี้ยังมีอะไรให้ต้องกลัวหรือกังวลอีกหรือ

ชูร์เชียนชอบผมและผมเองก็ชอบเขาทว่าในฐานะที่เป็นบุรุษเหมือนกันแถมอีกฝ่ายยังเป็นถึงกษัตริย์ระยะห่างระหว่างพวกเรามีมากซะจนน่าหวั่นเกรง ขอเพียงแต่ผมสามารถไต่เต้าขึ้นไปได้จากนายทหารเล็กๆ เป็นแม่ทัพละก็ระยะห่างของพวกเราจะได้ลดลงไปบ้างสักนิดก็ยังดี

ผมไม่อยากเป็นฝ่ายถูกจีบหรือทำให้เขินอยู่ฝ่ายเดียว แต่ในทางกลับกันผมก็ไม่ใช่คนที่แสดงออกเก่งนัก ถึงอย่างนั้นผมก็อยากลองทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมเองจะไม่ยอมให้เขาเป็นฝ่ายเย้าแหย่ความรู้สึกผมได้อยู่ฝ่ายเดียว

เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมจึงใช้มือทั้งสองข้างของตัวเองเอื้อมไปสัมผัสกับใบหน้าและผิวขาวเนียนของชูร์เชียนบ้าง ผมไม่ได้เกลี่ยหรือลูบไล้ทำเพียงสัมผัสและมอบไออุ่นให้เงียบๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมาบ้าง ดวงตาสีดำขลับคู่งามเบิกกว้างขึ้นพร้อมกับอาการชะงักค้าง...ไม่นานบนใบหน้านั้นก็มีสีแดงประดับยังพวงแก้มทั้งสองข้าง

อาจเพราะชูร์เชียนขาวกว่าผมจึงสามารถมองเห็นได้ชัดกว่า

“ท่านเองก็หน้าแดงนะ”

“หวังหมิ่น...”

“น่ารัก” ผมเอ่ยคำพูดเดียวกันให้อีกฝ่ายฟัง ไม่รู้ทำไมพอได้เห็นใบหน้าของชูร์เชียนในยามนี้ผมถึงไม่สามารถหุบยิ้มได้

“เจ้า...เจ้านี่นะ...หลี่หวังหมิ่น” เสียงกระอึกกระอักถูกเอ่ยออกมาอย่างไม่เป็นคำพูด

“ข้าทำไม ออกไปกันเถอะสายป่านนี้แล้ว” พูดจบผมก็ผละออกจากอีกฝ่ายก้าวยาวๆ เดินออกไปนอกกระโจมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนด้านหลังได้เห็นใบหน้าผมที่แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

ถามว่าเขินไหม...ตอบเลยว่ามาก

เมื่อก้าวออกมานอกกระโจมความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ก็ส่องตรงลงมาคล้ายจะแผดเผาร่างกายให้ไหม้เป็นจุล ความรู้สึกนี้เหมือนหน้าร้อนที่เผชิญในประเทศไทยไม่มีผิด

ชูร์เชียนก้าวตามมาจากด้านหลังคว้าแขนผมแล้วออกแรงดึงน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้ไปทางนั้นซึ่งทางที่เขานำไปเป็นซุ้มสำหรับจัดเตรียมอาหารแต่ละมื้อให้กับเหล่าทหาร ระหว่างทางทหารนับหมื่นพากันส่งเสียงทักทายทั้งชูร์เชียนและผมไม่ขาดสาย

ผมให้ชูร์เชียนไปนั่งรอในร่มก่อนจะเป็นฝ่ายไปต่อแถวเพื่อรับมื้อเช้าให้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายไม่ยอมและยืนกรานจะต่อด้วยกันทำให้เกิดภาพแปลกประหลาดอย่างองค์จักรพรรดิมายืนต่อคิวรับอาหารขึ้น ในขณะกำลังจัดการมื้อเช้าหัวหน้าเซียวซื่อก็เดินเข้ามาร่วมวงด้วย พวกเราพูดคุยสนทนากันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งผมได้อธิบายแผนการคร่าวๆ ให้ฟังแล้ว

“ท่านแม่ทัพ มีรายงานด่วนขอรับ!” เสียงตะโกนของทหารนายหนึ่งเรียกทั้งผม ชูร์เชียนและหัวหน้าเซียวซื่อให้หันไปในเวลาเดียวกัน

“ว่ามา” ลางสังหรของผมบอกว่าทัพของฝ่ายนั้นต้องบุกมาแล้วแน่

“ทัพของซงกำลังเคลื่อนตรงเข้ามาขอรับ” นายทหารรายงานสถานการณ์

ว่าแล้วเชียว...มาแล้วจริงๆ ด้วย

“จำนวนเท่าไร” ผมถามต่อ

“ประมาณหนึ่งหมื่นขอรับ”

“ดูเหมือนว่าทางนั้นเองก็จะมีทัพเสริมมาช่วยเหมือนกันสินะ” ก่อนหน้านี้ที่ปะทะกันจำนวนของแต่ละทัพเหลืออยู่เพียงหลักพันเท่านั้น

“แต่จำนวนทัพเรามีมากกว่า” ชูร์เชียนพูดต่อ

“ทำตามแผน” ผมหันไปมองชูร์เชียนสลับกับหัวหน้าเซียวซื่อที่พยักหน้าตอบรับ

จากนั้นพวกเราทั้งสามก็ดำเนินการจัดทัพที่มีการจำลองรูปแบบรองรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เพียงแค่ออกคำสั่งไม่นานก็สามารถจัดทัพเตรียมออกรบได้ ทัพใหญ่ที่มีจำนวนทหารถึงหมื่นสองพันคนถูกแบ่งออกเป็นทัพหลักหรือก็คือทัพที่มีผมเป็นผู้นำโดยมีทหารแปดพันคน ส่วนทัพย่อยที่นำโดยชูร์เชียนและหัวหน้าเซียวซื่อแบ่งออกเป็นทัพละสองพันคน สาเหตุที่คนในทัพน้อยเนื่องจากต้องใช้ความเร็วในการรอบโจมตียิ่งจำนวนน้อยจะยิ่งเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วและรวดเร็วกว่า

ผมนำทัพหลักมุ่งหน้าไปทางทิศที่ได้รับรายงานมาว่าทัพของแคว้นซงกำลังมุ่งหน้ามา ผ่านไปสักพักใหญ่ในที่สุดก็มองเห็นกลุ่มเงาของทหารม้าจำนวนมากเป็นแนวหน้า ต่างฝ่ายต่างยังไม่ประกาศคำว่าบุกเคลื่อนทัพเข้าใกล้กันเรื่อยๆ กระทั่งถึงจุดหนึ่งเป็นผมที่ออกคำสั่งบุกก่อน

ทัพของแคว้นเผยซวาและแคว้นซงเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ผมซึ่งอยู่แนวหน้าตวัดดาบในมือคร่าชีวิตผู้ที่ขวางทาง เป้าหมายของผมคือแม่ทัพของฝ่ายศัตรูซึ่งไม่ยอมบุกมาแนวหน้าด้วยตัวเอง ด้วยความที่จำนวนทัพผมมีน้อยกว่าสองพันจึงทำให้สถานการณ์เหมือนจะย่ำแย่แต่นั่นก็เป็นความคิดที่มองเพียงตัวเลขในปัจจุบัน

เสียงการปะทะกันของอาวุธดังก้องไปทั่วสนามรบจนไม่รู้ว่าเสียงไหนเป็นของทัพใคร ดังนั้นจึงไม่มีใครล่วงรู้ว่ามีอีกสองทัพย่อยกำลังขนาบข้างเข้ามาบุกโจมตีและโอบล้อมทัพของแคว้นซงจนหมดทางหนี

ทหารของแคว้นซงเริ่มขวัญหนีมากขึ้นยามแม่ทัพถูกโค่นลงด้วยฝีมือของผมในเวลาต่อมา ทัพแคว้นเผยซวาฮึกเหิมขึ้นทันควันรวมกำลังกันจัดการกระทั่งฝ่ายศัตรูพ่ายแพ้มีเพียงทหารไม่กี่นายที่สามารถหนีกลับไปได้ ส่วนทหารที่เหลือรอดถูกจับกลับมาในฐานะเชลย

เหตุการณ์หลังจากนั้นนับเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดการอย่างแคว้นซงส่งคนมาขอเจรจาสงบศึก เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ผมต้องจัดการแต่งเป็นชูร์เชียนในฐานะกษัตริย์...เขาใช้ทั้งวาจาและเล่ห์เหลี่ยมในการเจรจาโดยเริ่มจากบอกให้คนของฝ่ายนั้นไปตามกษัตริย์ของแคว้นมาเจรจากันโดยตรง

ใช้เวลาประมาณห้าวันกษัตริย์ของแคว้นซงก็มาเยือน สถานที่ในการเจรจาเป็นเพียงกระโจมขนาดไม่ใหญ่มากทั้งสองฝ่ายสามารถพาผู้ติดตามเข้าไปได้สองคนซึ่งทางชูร์เชียนให้ผมกับหัวหน้าเซียวซื่อเข้าไป ความจริงต่อให้ไม่เข้าไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน กระโจมแห่งนี้อยู่ในเขตค่ายของทัพเผยซวา ถูกล้อมไปด้วยกองกำลังทหาร การจะตุกติกไม่นับว่าเป็นผลดีแม้แต่น้อยนอกซะจากจะอยากเอาชีวิตมาทิ้ง

การเจรจาครั้งนี้ไม่ควรถูกเรียกว่าการเจรจาด้วยซ้ำเนื่องจากมีเพียงฝ่ายชูร์เชียนที่ได้เปรียบอยู่เห็นๆ กษัตริย์ของแคว้นซงทันทีที่เห็นชูร์เชียนก็เหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด ถูกชักจูงเพียงเล็กน้อยข้อเสนอที่อีกฝ่ายน่าจะไม่ตอบรับกลับสามารถตอบรับออกมาได้ง่ายๆ

เท่าที่ฟังแคว้นเผยซวาและแคว้นซงทำสัญญาสงบศึกสิบปีขึ้นมาใหม่ซึ่งในช่วงระยะเวลาสิบปีนี้ทางแคว้นซงต้องส่งทรัพยากรในแคว้นมาเป็นเครื่องบรรณาการอีกทั้งยังยึดเมืองซึ่งอยู่ติดกับเมืองหลงต้าของแคว้นมาได้อีกหนึ่ง เรียกว่ามีแต่ได้กับได้

เมื่อสัญญาสงบศึกถูกจัดทำทั้งสองแคว้นต่างเลิกการทำสงครามถอยกำลังกันออกไปซะส่วนใหญ่ ชูร์เชียนให้ทหารส่วนหนึ่งอยู่เฝ้าแถบชายแทนซึ่งใช้เวลาจัดการเรื่องต่างๆ ไปกว่าสองอาทิตย์เต็ม สำหรับแม่ทัพเหวินตี้นั้นได้มีทหารนำตัวไปรักษาภายในเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดตั้งแต่ก่อนหน้านี้จึงหมดห่วงเรื่องอันตราย

เรื่องทุกอย่างจบลงผม ชูร์เชียนและหัวหน้าเซียวซื่อจึงยกทัพกลับเมืองหลวง ระหว่างการเดินทางผมสังเกตท่าทางผิดปกติของชูร์เชียนมาตลอดแต่ทำเป็นไม่เห็นและเลือกที่จะขี่เจ้าโคล่าม้าสีน้ำตาลเข้มต่อไป ดวงตาสีดำขลับจ้องเขม็งมายังผมคล้ายจะบอกว่า...

‘ถามมาสิ ข้ามีบางอย่างจะบอกเจ้า’

ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องรอให้ผมถามด้วย

“...ฝ่าบาท ทรงมีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” ในที่สุดผมก็จำต้องเปิดฉากถาม เพราะด้านข้างมีหัวหน้าเซียวซื่อ ด้านหลังเองก็เต็มไปด้วยพลทหารผมจึงไม่สามารถพูดปกติเหมือนตอนอยู่กันตามลำพังได้

“ฮืม? อะไรหวังหมิ่น...เจ้าเหนื่อยหรือ”

“ฮะ?” อะไร

“ต้องแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงตั้งแต่อายุยังน้อยแถมยังต้องบุกหน้าเป็นแม่ทัพ ร่างกายคงจะเหนื่อยล้ามากเป็นแน่” ชูร์เชียนไม่สนสายตางงงวยของผมพูดต่อด้วยสายตาเห็นใจ

“เดี๋ยว...”

“ไม่ต้องกังวลข้าจะพาเจ้าไปแช่น้ำพุร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อเอง เซียวซื่อข้ากับหวังหมิ่นจะแยกไปเมืองเผยท่านนำทัพกลับไปเมืองหลวงก่อนได้เลย” ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากชูร์เชียนก็สรุปเสร็จสรรพแถมยังหันไปบอกหัวหน้าเซียวซื่อแล้วอีก

“ฝ่าบาทกระหม่อมไม่เห็นด้วยที่พระองค์จะออกเดินทางตามลำพัง ให้กระหม่อมติดตามไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เซียวซื่อเอ่ยค้านซึ่งถ้าเขาไม่ค้านก็คงเป็นผมเองที่ต้องค้าน

อันตรายเกินไปที่จะไปตามลำพัง

“ข้ามีหวังหมิ่นไปด้วยไม่ได้ไปตามลำพัง”

“ต่อให้กระหม่อมไปด้วยจำนวนก็ถือว่าน้อยเกินไป หัวหน้าเซียวซื่อต้องนำทัพกลับเมืองหลวงจึงไม่ควรตามมาดังนั้นให้ทหารสักแปดคนคอยติดตามคาดว่าคงพอ” ผมลองเสนอ

“แปลว่าเจ้าไม่ปฏิเสธที่จะไปกับข้าสินะ” ดวงตาคู่นั้นทอประกายดีใจขึ้นฉับพลัน

“...กระหม่อมปฏิเสธได้หรือ” หากชูร์เชียนเอ่ยปากออกมาขนาดนั้นร้อยทั้งร้อยย่อมไม่ยอมให้ใครปฏิเสธ

“เจ้าปฏิเสธได้แต่ข้าแค่ไม่ยอม”

“...” ผมเลือกที่จะเงียบแล้วส่งสายตาเอือมๆ ไปให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดดิทว่านิสัยกลับเอาแต่ใจยิ่งแตกต่างกับตอนนั่งอยู่บนโต๊ะเจรจาโดยสิ้นเชิง

“เอาตามที่เจ้าว่าให้ทหารแปดคนติดตามมาก็พอ” ชูร์เชียนสรุปด้วยน้ำเสียงสดใส ดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งออกจากสนามรบมาสักนิด

“หวังหมิ่น” หัวหน้าเซียวซื่อหันมามองผมคล้ายจะถามความเห็น

“ข้าจะอาลักขาดูแลฝ่าบาทให้ดีที่สุด” ผมพยักหน้าเบาๆ ให้อีกฝ่าย

“เช่นนั้นก็ตามนี้”

เมื่อได้ข้อสรุปผม ชูร์เชียนและทหารอีกแปดคนได้แยกตัวออกจากทัพมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่เมืองเผย สำหรับเมืองเผยชูร์เชียนเล่าให้ฟังระหว่างทางว่าเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าใครที่เหนื่อยล้าหรือเต็มไปด้วยเรื่องเครียดเมื่อได้มาเยือนเมืองเผยและแช่น้ำพุร้อนของที่นี่ทุกคนจะกลับออกไปพร้อมกับความผ่อนคลายพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกปัญหา

ได้ยินเช่นนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย เพียงแต่...

จะให้แช่น้ำพุร้อนในช่วงฤดูร้อนที่แค่อาบน้ำปกติก็ยังร้อนน่ะหรือ?

ตัวคงสุกเป็นแน่แท้

เส้นทางที่ใช้ไปเมืองเผยนั้นเป็นทางรัดที่ต้องใช้เวลาประมาณสองวันในการเดินทาง พวกเราจะเดินทางด้วยม้าและพักในเมืองใกล้ๆ ช่วงหัวค่ำก่อนจะออกเดินทางต่อในช่วงสายของวันต่อมา วันนี้เส้นทางที่เลือกใช้เป็นเส้นทางที่แทบไม่มีผู้คนสัญจรสองข้างขนาบด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและความสดชื่น

คงจะสดชื่นกว่านี้แน่ถ้าไม่มีคนดักซุ่มอยู่ละก็นะ

ผมสัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาและถ้าให้เดาชูร์เชียนเองก็คงจะรู้ตัวแล้ว แม้บนใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มทว่านัยดวงตาสีดำขลับนั้นพร้อมจะชักดาบขึ้นมาฟาดฟันได้ทุกเมื่อ

คิดอะไรในหัวได้ไม่นานกลุ่มคนที่ซุ่มอยู่ก็พากันพุ่งออกมาจากที่ซ่อน จุดหมายของคมดาบที่หมายจะปลิดชีวิตคือชางชูร์เชียน

ดาบสีเงินถูกชักออกมาพร้อมกับเสียงของการเสียดสีกันของอาวุธ ทหารทั้งแปดคนเข้าปะทะกับฝ่ายศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าได้อย่างสูสี เมื่อปลายดาบเข้ามาประชิดผมเบี่ยงตัวหลบพร้อมหมุนตัวใช้ศอกอัดไปยังลำคอนั้นจนอีกฝ่ายสลบคาที่

จะให้ฆ่าก็ได้แต่หากฆ่าทั้งหมดก็ไม่เหลือคนที่พอจะเอาไปสืบสวนต่อได้น่ะสิ

ให้ผมเดาคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องเป็นคนเดียวกับที่ลอบสังหารชูร์เชียนบนภูเขาเมื่อครั้งก่อนอย่างแน่นอน เพียงแต่ครั้งนี้คงไม่มีเวลาได้คิดแผนรอบคอบนักเนื่องจากชูร์เชียนเพิ่งตัดสินใจจะแยกตัวและมาเยือนเมืองเผยเมื่อสองวันก่อนเท่านั้น เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายคงเล็งเห็นโอกาสจึงได้ส่งคนมาหมายเอาชีวิต

ประเด็นคือใครกัน

ทางด้านชูร์เชียนซึ่งปะทะกับคนถึงสามคนไม่มีทีท่าว่าจะตกเป็นรองหรือต้องการให้ผมเข้าไปช่วยแต่อย่างใด ฝีมือและทักษะการต่อสู้ของเขาดีไม่แพ้หน้าตา

ช่างเป็นความลำเอียงของสวรรค์อย่างแท้จริงที่สร้างคนที่ทั้งหน้าตาดีและฝีมือเยี่ยมออกมาอยู่ในร่างเดียวกัน

การปะทะที่ควรจะกินเวลาพอสมควรกลับจบลงภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากผมแล้วดูเหมือนว่าคนอื่นจะไม่คิดไว้ชีวิตศัตรูแม้แต่น้อย ตอนที่เห็นผมรั้งคอเสื้อผู้ที่ยังมีลมหายใจชูร์เชียนยังหันมามองเลย

“อาจสืบสวนอะไรจากเขาได้” ผมให้เหตุผลในการไว้ชีวิต

“อ่า...ข้าลืมนึกไปเลย ให้เจ้าสองคนนำตัวเขากลับไปวังหลวงส่งให้เชิงเทียน” ชูร์เชียนหันไปบอกนายทหารสองคนที่อยู่ใกล้ๆ

“พ่ะย่ะค่ะ” สองคนนั้นรับคำก่อนจะเริ่มใช้เชือกมัดตัวคนร้ายไว้

“ส่งตัวให้ท่านอ๋องหรือ” ผมนึกว่าจะส่งให้กรมอาญาซะอีก

“เจ้าไม่รู้อะไร เชิงเทียงเก่งมากเรื่องการเค้นความลับ เชื่อเถอะว่าหากมีเบาะแสย่อมต้องถูกขุดออกมา” น้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจนั้นทำให้ผมเบาใจไปด้วย

จากนั้นการเดินทางของพวกเราก็ยังคงดำเนินต่อแม้จำนวนคนจะลดลงก็ตาม ผ่านพ้นสองวันในที่สุดก็มาถึงเมืองเผย บรรยากาศภายในเมืองไม่ได้คึกคักหรือเต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่เป็นบรรยากาศสบายๆ ที่ชวนให้อยากเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ

ช่วงที่ขี่ม้าผ่านผมสังเกตว่าเมืองเผยแห่งนี้มีต้นไม้ปลูกอยู่เยอะมาก ทัศนวิสัยโดยรอบจึงเต็มไปด้วยสีเขียวขจีช่วยให้จิตใจรู้สึกสดชื่นและสงบ

ชูร์เชียนควบม้านำไปจนถึงอีกฟากหนึ่งของเมืองซึ่งอยู่เกือบจะติดกับภูเขา กว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงเวลาก็ล่วงเลยไปถึงช่วงเย็นแล้ว สถานที่พักเป็นเรือนไม้สองชั้นขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมไปด้วยรั่วไม้ไผ่สานจนมองไม่เห็นด้านในรับรู้ได้เพียงกลิ่นไอของไผ่ที่รอยมาตามลม

เรื่องจัดการพูดคุยจับจองที่พักควรจะเป็นหน้าผมทว่าชูร์เชียนกลับก้าวเข้าไปยังเคาน์เตอร์พูดคุยและจัดการทุกอย่างเองทั้งหมดกระทั่งควักถุงเงินออกมาจ่ายค่าที่พัก ทหารทั้งหกคนถูกแบ่งให้พักอยู่ห้องละสองคนส่วนตัวผมนั้นรู้ดีตั้งแต่ก่อนจะมาเยือนที่นี่ว่าอย่างไรชูร์เชียนคงไม่ยอมปล่อยให้ผมพักตามลำพัง

และก็เป็นไปตามที่คาดเมื่อเดินมาถึงห้องชูร์เชียนคว้าข้อมือผมแล้วลากเข้าไปด้านใน ภายในห้องมีเตียงขนาดพอสำหรับสองคนนอนอยู่ริมด้านในสุดของห้องติดกับผนัง ตรงกลางห้องมีโต๊ะตัวเตี้ยกับเบาะนั่งสีเขียวตุ่นวางไว้ ผมก้าวไปเปิดหน้าต่างออกกว้างรับกระแสลมที่มาพร้อมกับกลิ่นของไผ่ วิวด้านอกเมื่อมองจากชั้นสองจะเห็นเป็นภูเขาลูกใหญ่อยู่เบื้องหน้า ยามก้มลงมองด้านล่างจะเห็นเป็นสวนไผ่ นับเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่เลว

“บรรยากาศไม่เลวทีเดียวเจ้าว่าไหม” ชูร์เชียนก้าวเข้ามาซ้อนทับจากด้านหลังใช้มือสองข้างสอดเข้ามาโอบเอวผมไว้หลวมๆ

“เป็นสถานที่ที่ดี แค่มองก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว” ว่ากันว่าสีเขียวเป็นสีที่ช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายแม้เพียงแค่มอง

“ข้านึกถึงที่นี่ออกพอดี เจ้าเหนื่อยมาหลายเดือนแล้วควรผ่อนคลายบ้าง”

“ข้าเหนื่อยไม่เท่าท่านหรอก” ผมหันกลับไปมองชูร์เชียน จริงอยู่ผมอาจได้ขึ้นเป็นแม่ทัพ ได้ออกนำทัพไปกำราบศัตรูทว่านั่นก็เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ตรงกันข้ามกับชูร์เชียนที่ต้องเหนื่อยกับการจัดการฏีกาและเอกสารมากมายอยู่ทุกวี่วัน

“หากเจ้ายอมให้ข้ากอดรัดทุกวันความเหนื่อยที่ข้ามีจะหายเป็นปลิดทิ้ง” ชูร์เชียนส่งยิ้มบางๆ มาขณะบอก

“ข้าไม่มีฤทธิ์เดชถึงเพียงนั้น แค่กอดจะทำให้หายเหนื่อยได้อย่างไร”

“ได้สิ” พูดจบคนด้านหลังก็กระชับวงแขนแน่นขึ้นเกยคางลงบนไหล่ผมพลางขยับศีรษะมาคลอเคลียบริเวณแก้มและลำคอไม่ห่าง

“...ชูร์เชียน?” อยู่ๆ ก็กอดแน่นผมตกใจหมด

“หายเหนื่อยเลย”

“ข้าคงเชื่อท่านหรอก”

“จริงๆ นะ แค่มีเจ้าอยู่ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองสามารถทำได้ทุกอย่าง จะว่าอย่างไรดีล่ะ...เจ้าเปรียบเหมือนเป็นกำลังใจของข้ากระมัง” ชูร์เชียนใช้ปลายจมูกซุกไซร์ยังลำคอผมขณะพูดประโยคชวนให้หัวใจสั่นไหว

“...” ผมไม่รู้ว่าควรพูดหรือเอ่ยอะไรออกไปดี เรื่องที่ชูร์เชียนพูดผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริงแต่อย่างใดทว่าพอมาย้อนนึกดูทุกครั้งที่ได้อยู่ในอ้อมกอดนี้ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนหรือความเครียดจากงานที่ต้องรับผิดชอบ ทุกอย่างล้วนหายไป

เพราะมีชูร์เชียนอยู่เคียงข้างงั้นสินะ

“ทำไมอยู่ๆ ถึงหน้าแดงล่ะหวังหมิ่น คิดอะไรอยู่ฮืม?” ชูร์เชียนแม้ไม่ได้เห็นหน้าตรงแต่เหมือนจะรับรู้ได้ว่าตอนนี้ใบหน้าผมกำลังเห่อแดงเพียงใด

“ไม่ได้คิด มาที่นี่ทั้งทีก็ต้องลงไปแช่น้ำพุร้อนหน่อยรึเปล่า” ผมเปลี่ยนเรื่อง

“อย่าโกหกเลย ข้ารู้เจ้าคิดถึงข้าอยู่”

“...” น้ำเสียงหยอกล้อนั่นฟังก็รู้ว่าแค่หยั่งชิงแต่เพราะความเงียบที่ผมแสดงออกทำให้อีกฝ่ายจับได้ถึงความจริงที่ว่าผมกำลังคิดถึงเขาอยู่

“จริงหรือหวังหมิ่น...เจ้าคิดถึงข้าอยู่หรือ?” ชูร์เชียนถามซ้ำด้วยน้ำเสียงหลากอารมณ์

“...ข้าคิดถึงไม่ได้หรือไร” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดสั่นเล็กน้อย

“ได้สิ ได้แน่นอน”

“เปลี่ยนเรื่องเถอะ” คุยเรื่องอื่นสักทีไม่เช่นนั้นผมคงได้หมดแรงตรงนี้แน่

“ก็ได้...เห็นแก่เจ้าทำตัวน่ารักหรอกนะ เจ้าถามเรื่องน้ำพุร้อนสินะหลังมื้อเย็นค่อยไปแช่กัน” อีกฝ่ายยอมเปลี่ยนเรื่องคุยตามคำขอ บรรยากาศรอบตัวที่แผ่ออกมานั้นเต็มไปด้วยความสุขโดยที่ผมทำได้เพียงยืนนิ่งๆ อยู่ในอ้อมกอดนั้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ

หลังจากนั้นไม่นานเวลามื้อเย็นก็มาเยือน อาหารกว่าสิบเมนูถูกจัดเรียงเนืองแน่นอยู่บนโต๊ะ มองด้วยตาก็สามารถบอกได้ว่าไม่ทางกินหมดด้วยกำลังของพวกเราสองคน...อาหารแต่ละอย่างไม่เพียงแค่มีหน้าตาน่าลิ้มลองแต่ยังมีกลิ่นหอมชวนให้ลิ้มรสด้วย

ผมกวาดตามองอาหารทั้งโต๊ะหนึ่งรอบก่อนจะสุดเข้ากับเมนูหนึ่งซึ่งมีขิงซอยแช่อยู่ในน้ำสีเข้มโดยด้านบนนั้นเป็นเต้าหู้อ่อนโรยด้วยต้นหอม ชูร์เชียนพอเห็นผมมองก็เบนสายตาไปมองบ้าง...ทันทีที่เห็นว่าเป็นเมนูอะไรรอยยิ้มก็แข็งค้างก่อนจะเลื่อนเมนูขิงมาตรงหน้าผมแทน แน่นอนว่าผมไม่เลื่อนกลับไปแต่เป็นฝ่ายตักทั้งขิงและเต้าหู้ครึ่งหนึ่งส่งให้ถึงถ้วยข้าว

ชูร์เชียนเริ่มกินขิงที่ไม่ชอบได้แล้วทว่าไม่ใช่จะกินได้ทั้งหมดโดยเฉพาะกับเมนูขิงที่ทำรสของขิงให้โดดขึ้นมา ดังนั้นพอได้กลิ่นขิงที่ลอยอบอวนอยู่ตรงหน้าใบหน้าอันงดงามก็มู่ลงทันตา ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธยอมตักกินสลับกับเมนูอื่นโดยดี

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบกลิ่นของขิงจึงสามารถกินได้โดยไม่รู้สึกอะไร

เมื่อจบมื้ออาหารชูร์เชียนเดินนำพาผมลงไปชั้นหนึ่งมุ่งหน้าไปยังส่วนที่เป็นบ่อน้ำพุร้อน จริงอยู่ในตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนทว่าช่วงหัวค่ำอากาศจะเริ่มเย็นลง ถ้าเป็นตอนนี้ก็เหมาะแก่การแช่น้ำพุร้อนอยู่ไม่น้อย

ทางแยกตรงหน้ามีป้ายเขียนพร้อมลูกศรบอกทางไม่ว่าจะเป็นบ่อของบุรุษ บ่อของสตรีรวมไปถึงบ่อกลางแจ้ง ได้ชื่อว่าเป็นบ่อกลางแจ้งก็มีความหมายเดียวกับคำว่าบ่อรวม ไม่แน่ว่าที่นี่อาจมีวัฒนธรรมแช่น้ำร่วมกันระหว่างชายหญิงด้วย ชูร์เชียนไม่ได้ถามความเห็นผมเดินนำเข้าไปยังบ่อกลางแจ้งหรือบ่อรวม ผมอยากห้ามและให้เปลี่ยนไปแช่ฝั่งชายแทนเพราะกลัวว่าบ่อรวมจะมีคนอื่นแช่อยู่ถ้าเป็นชายเหมือนกันไม่เท่าไรแต่หากเป็นผู้หญิงละก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย

“ชูร์เชียน ไปบ่อฝั่งผู้ชายเถอะ” ผมที่ทนไม่ไหวออกปากก่อนอีกฝ่ายจะเลื่อนประตูเปิดเข้าไปด้านใน

“ทำไมเล่า”

“หากมีผู้หญิงแช่อยู่จะทำอย่างไร”

“ฮืม...เจ้าอยากดูสตรี?” ดวงตาสีดำขลับหลี่ลงน้อยๆ

“เพราะไม่อยากดูถึงได้บอกให้ไปอีกฝั่งอย่างไรเล่า” เขาไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลยใช่ไหมเนี่ย

“เจ้าไม่รู้หรือ” ชูร์เชียนเอียงคอน้อยๆ ระหว่างถาม

“รู้อะไร”

“ถึงจะเป็นบ่อรวมแต่ที่นี่มีเวลาแช่ของทั้งบุรุษและสตรี ช่วงเวลานี้มีแต่บุรุษทั้งนั้น” อีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้ขณะอธิบายให้ผมฟัง

“งั้นหรือ” ผมเพิ่งเคยได้ยินนี่แหละ

“อีกอย่างวันนี้ข้าเหมาบ่อรวมไว้แล้ว จะไม่มีใครเข้ามาที่นี่นอกจากพวกเรา”

“ท่านเหมา?” ไม่ให้ตกใจคงไม่ได้ ผมไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงทุนเหมาบ่อตลอดคืนแบบนี้

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าได้เห็นคนอื่นเปลือยกายหรือให้ใครได้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเจ้านอกจากข้างั้นหรือ” ชูร์เชียนถามต่อ

“...ข้าก็เคยทั้งเห็นคนอื่นเปลือยและก็มีคนอื่นเห็นข้าเปลือยมาไม่น้อย” ผมเอ่ยเสียงเบาแต่ดูเหมือนจะดังพอให้อีกฝ่ายได้ยินชูร์เชียนถึงได้เริ่มแผ่บรรยากาศไม่สู้ดีออกมา

“ใคร” น้ำเสียงกดต่ำนั่นน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

“ใครอะไร”

“เจ้าเห็นใครเปลือย แล้วใครบ้างที่เห็นร่างกายเจ้า”

“เยอะจนบอกวันเดียวไม่หมดเลยด้วยซ้ำ”

“หลี่หวังหมิ่น”

“ข้าไม่ได้ล้อเล่นหรือแหย่ท่านแต่อย่างใด ช่วงหลายปีมานี้ข้าอาบน้ำร่วมกับทหารในกองมานับไม่ถ้วนทั้งข้าและพวกเขาต่างเคยเห็นร่างกายของกันและกันทั้งนั้น” ผมขยายความให้ชูร์เชียนฟัง ในกองทหารจะมีห้องน้ำใหญ่ที่จุคนได้หลายสิบคนในเวลาเดียวกันส่วนมากพวกเราจึงร่วมอาบน้ำชำระกายเป็นเรื่องปกติ

“เจ้า...ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าดีเลยหวังหมิ่น” ใบหน้าของชูร์ดูคล้ายคนกำลังคิดหนัก

“ท่าน...หวงข้าหรือ” ผมถามกลับแม้จะพอเดาได้

“ใช่ ข้าหวงเจ้า ไม่อยากให้ใครได้เห็นร่างกายเจ้า” ระหว่างพูดชูร์เชียนเลื่อนประตูไม้ให้เปิดและเข้าไปด้านในซึ่งเป็นส่วนสำหรับถอดเสื้อผ้า

“ร่างกายข้าไม่ได้มีอะไรน่ามอง ท่านไม่จำเป็นต้องหวงแต่อย่างใด” ที่ควรจะหวงควรจะเป็นผมมากกว่าเพราะถ้าให้เทียบร่างกายของชูร์เชียนชวนมองกว่ามาก

ผมปลดเสื้อผ้าของตัวเองออก เปิดเผยร่างกายโดยไม่รู้สึกเขอะเขินอะไร จะเขินไปทำไมในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็เป็นบุรุษเหมือนกัน ในตอนแรกผมก็คิดเช่นนั้นกระทั่งถูกสายตาโลมเลียจากชูร์เชียนมองมา

“...ไม่น่ามองที่ไหน พอเห็นแล้วละสายตาออกไปไม่ได้ด้วยซ้ำ” ชูร์เชียนขยับเข้ามาใกล้ใช้มือลูบแผ่นหลังสีขาวออกเหลืองของผมเบาๆ

“อ๊ะ! ทำอะไรน่ะ” ผมถึงกับสะดุ้งยามถูกฝ่ามือนุ่มๆ นั่นลูบไล้ไม่เพียงแค่แผ่นหลังแต่ยังลามมาถึงแผ่นอกด้านหน้าด้วย

“ลูบเจ้า” อีกฝ่ายตอบเสียงนิ่งพลางลูบไล้แผ่นอกผมโดยเน้นที่ส่วนยอดอกเย้าแหย่จนเริ่มชูชัน

“อึก...พอเลย จะไปแช่น้ำพุร้อนไม่ใช่หรือ”

สถานการณ์แปลกๆ นี่คืออะไร

“อืม...ก็อยากแช่แต่ตอนนี้ข้า...” ชูร์เชียนไม่พูดต่อแต่เบียดสะโพกเข้ามาโดนบั้นท้ายเปลือยเปล่าของผม ความแข็งขืนที่มีเนื้อผ้ากั้นกลางไม่สามารถปกปิดความร้อนซึ่งแผ่ออกมาได้แม้แต่น้อย

ชูร์เชียนกำลังมีอารมณ์

กับร่างกายผมหรือ?

“ชูร์เชียน?” ผมหันหน้ากลับไปมองด้านหลัง ใบหน้าของชูร์เชียนเริ่มเห่อแดงขึ้นทีละน้อย ส่วนสะโพกยังคงเสียดสีอยู่ไม่ห่าง ผมจ้องมองใบหน้าอันเปี่ยมด้วยอารมณ์วาบหวามนั้นอย่างเผลอใผล

ไม่อยากเชื่อว่าแค่เห็นชูร์เชียนมีอารมณ์ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกกระตุ้นตามไป

“เจ้าทำหน้าแปลกใจนะ” ชูร์เชียนก้มหน้าลงมาใช้ปลายจมูกคลอเคลียตามลำคอผม

“ไม่คิดว่าร่างกายข้าจะทำให้ท่านมีอารมณ์ได้” ผมเคยมองร่างกายตัวเองหลายครั้งซึ่งไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่เห็นเสน่ห์เย้ายวนแต่อย่างใด เป็นร่างกายปกติธรรมดาไม่ได้ขาวนวลเนียนหรือลื่นมือ

“เจ้าดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว ก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้ข้ามีอารมณ์เพียงใด”

“ชูร์เชียน...”

“ลองสัมผัสดูสิหวังหมิ่น รับรู้ด้วยตัวเองว่าข้าเป็นเช่นไร” ชูร์เชียนคว้ามือผมดึงไปด้านหลังวางทาบลงยังบริเวณหว่างขา ความแข็งขืนที่สัมผัสได้ต่อให้มองไม่เห็นก็รับรู้ได้เลยว่าสิ่งนั้นตื่นตัวมากเพียงใด

“...ร้อนมาก” ขนาดมีเนื้อผ้าขวางอยู่ชั้นหนึ่งยังร้อนถึงเพียงนี้

“เพราะเจ้าแตะต้องมันอย่างไรเล่า” ส่วนร้อนผ่าวนั้นตอบสนองกับมือผมที่ลูบด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น

ชูร์เชียนสามารถจะหาใครสักกี่คนมาปรนนิบัติก็ได้ทว่าเขากลับไม่ทำ หลายปีมานี้เขาไม่เรียกใครมารับใช้ คนเดียวที่ได้นอนในห้องบรรทมนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือผม

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความดีใจหรืออะไรผมจึงตัดสินใจที่จะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับชูร์เชียนตรงๆ ในขณะที่เริ่มปลดท่อนล่างของอีกฝ่ายลงไปกองบนพื้น

“ท่านอยากให้ข้าทำให้รึเปล่า” ผมเงยหน้าขึ้นใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองประสานไปยังดวงตาสีดำขลับที่กำลังสั่นระริกอยู่เบื้องหน้า

“เจ้า...จะทำให้ข้าหรือ” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะแปลกใจกับคำพูดผมไม่น้อย

“อืม...หากท่านต้องการละก็..."

“ย่อมต้องการ ข้าต้องการเจ้าหวังหมิ่น” ชูร์เชียนแนบริมฝีปากลงมาประกบหลังเอ่ยจบ จูบอันแผ่วเบาเริ่มรุนแรงขึ้นยามผมขยับมือจับแท่งร้อนนั้นแล้วขยับ

“อื้ออ~” เสียงครางในลำคอของผมดังประสานเป็นจังหวะเดียวกับการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ ขนาดของชูร์เชียนใหญ่มากจนใช้มือกำแทบไม่รอบด้วยซ้ำ

ชูร์เชียนส่งปลายลิ้นเข้ามาทักทายเกี่ยวพันปลุกเร้าอารมณ์ให้ทยานสูงขึ้น มือสองข้างของเขาไม่อยู่เฉยข้างหนึ่งลูบไล้อยู่บริเวณสะโพกผมส่วนอีกมือไล่สัมผัสอยู่ยังหน้าท้องก่อนจะเลื่อนต่ำลงมากอบกุมส่วนอ่อนไหวของผมที่เริ่มตื่นตัวขึ้นมา ถูกปลุกเร้าขนาดนี้จะไม่ตื่นตัวเลยคงไม่ได้ ยิ่งถูกคนตรงหน้าเปลี่ยนจากจูบมาเป็นชุกไซร้บริเวณลำคอไล่ลงมาขบเม้มแผ่นอกร่างกายก็เริ่มเห่อร้อน

ปกติผมมีแต่จะเป็นฝ่ายรุก ไม่เคยถูกทำแบบนี้มาก่อนแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารู้สึกดีอยู่ไม่น้อย

“อ๊ะ! ชูร์เชียน อย่ากัด...อื้อ!” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุชูร์เชียนออกแรงกัดเบาๆ ยังยอดอกที่ชูชันขึ้น

“รู้สึกดีไหมหวังหมิ่น”

“เจ็บ...อึก” ผมพยายามหลีกหนีสัมผัสนั้นด้วยการขยับตัวไปด้านหลังแต่ก้าวถอยไปได้เพียงก้าวเดียวแผ่นหลังก็ติดกับชั้นไม้ซะแล้ว

“แค่เจ็บหรือ” ชูร์เชียนหยอกล้อแผ่นอกสลับกันไปมาทั้งสองข้างทำเอาจังหวะมือที่ผมกำลังขยับเคลื่อนไหวลดลงทันตาเห็น

“อื้อ...ชูร์เชียน พอ...”

“หวังหมิ่น” เสียงกระซิบข้างใบหูกับปลายลิ้นที่ไล้เลียทำเอาร่างกายผมสั่นเทิ้มด้วยแรงอารมณ์

ชูร์เชียนปลุกเร้าเก่งมาก ก่อนจะถูกอีกฝ่ายควบคุมผมต้องเป็นฝ่ายคุมให้ได้

เมื่อคิดได้เช่นนั้นผมกลั้นใจสะกดอารมณ์ขยับตัวเข้าไปแนบชิดอีกฝ่ายพร้อมกับรวบความแข็งขืนของตัวเองกับส่วนร้อนผ่าวของชูร์เชียนเข้าด้วยกันก่อนจะขยับ ยามร่างกายเสียดสีกันความรู้สึกดีแล่นเข้ามาจนเผลอส่งเสียงครางออกไปไม่ขาด

“อึก...รู้สึกดีไหม” ผมเอ่ยถามอีกฝ่าย

“ดีสิ ดีมากด้วย” ชูร์เชียนกอดรัดตัวผมแน่นปล่อยให้ผมเป็นฝ่ายขยับมือเร่งเร้าจังหวะขึ้น

“อื้อ~...”

“แล้วเจ้าเล่า รู้สึกดีรึเปล่า” ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดบริเวณใบหูขณะถาม

“...ดีสิ” ดีมากจนจวนจะปลดปล่อยออกมาอยู่แล้ว

“อยากปลดปล่อยพร้อมกับเจ้า”

“ชูร์เชียน...อึก”

“นะ”

“ชูร์เชียน...อื้ออ~!..." ผมไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธขยับมือเคลื่อนไหวรวดเร็วกระทั่งต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน มือของผมเปื้อนน้ำคาวสีขาวขุ่นให้ความรู้สึกหยาบโลนยิ่ง

“อ่า...หวังหมิ่น รู้สึกดีสุดๆ” ชูร์เชียนซบหน้าลงมายังไหล่ผมขณะบอก

“...ไปอาบน้ำแล้วค่อยลงไปแช่น้ำเถอะ” ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่รู้สึกอายมากไปกว่านี้

“ความจริงข้าอยากทำมากกว่านี้” อีกฝ่ายพูดต่อโดยไม่ขยับตัวออกห่าง

“ฮะ?” ทำอะไร

“อยากเข้าไปในตัวเจ้า...”

“พอเลยชูร์เชียน ข้าไม่ยอมให้ท่านเข้ามาแน่” ผมปฏิเสธเสียงแข็งในทันที

“ทำไมเล่า”

“หากจะทำกันข้าต้องเป็นฝ่ายที่ได้เข้าไป” ตลอดการใช้ชีวิตที่ผ่านมาผมไม่ได้ปิดกันตัวเองไม่ว่าจะกับเพศอะไรแต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนคือผมเป็นรุกไม่ใช่รับ

“หวังหมิ่น...เจ้าแค่อยู่เฉยๆ คอยรับความรักจากข้าไม่ดีหรือไร” ชูร์เชียนเองก็เหมือนจะไม่ยอมในเรื่องนี้เช่นกัน

“ท่านก็อยู่นิ่งๆ คอยรับความสุขจากข้าก็ได้เหมือนกันนี่” ผมย้อนกลับ

“ก็ข้าอยากเป็นฝ่ายกอดเจ้า”

“ข้าเองก็อยากเป็นฝ่ายกอด”

พวกเราต่างถกเถียงกันเรื่องนี้ตั้งแต่เข้าไปอาบน้ำกระทั่งเดินไปแช่ยังบ่อกลางแจ้งการสนทนาจึงหยุดลง บ่อน้ำกลางแจ้งเป็นบ่อขนาดใหญ่มีโขดหินเรียงรายห้อมล้อมสลับกับต้นไผ่ อุณหภูมิภายในบ่อน้ำพุร้อนไม่ได้ร้อนลวกผิวเหมือนอย่างที่นึกจินตนาการไว้ในหัวตอนแรก ความอุ่นของน้ำโอบอุ้มทั้งร่างกายไว้คล้ายกำลังถูกนวดโดยสายน้ำ

กลิ่นไอของใบไผ่ทั้งจากต้นที่รายล้อมไปจนถึงใบที่ล่วงหล่นอยู่ในน้ำลอยขึ้นมาแตะจมูกให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความมืดมีแสงจากตะเกียงที่จุดไฟตามจุดต่างๆ ประสานกับแสงจากดวงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่างลงมา

ผมนั่งพิงหลังกับโขดหินเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึบซับความรู้สึกดีจากรอบด้านโดยที่ไม่รู้ตัวว่าชูร์เชียนได้ขยับตัวเข้ามาใกล้เกยคางอยู่บนไหล่ผม พอหันไปมองก็พบกับใบหน้าอันงดงามของชูร์เชียนหลับตาอยู่บนไหล่ เส้นผมสีดำยาวแผ่สยายอยู่เหนือน้ำราวกับภาพวาดน้ำหมึก

เป็นภาพที่ชวนให้หลงใหลซะจริง

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” ชูร์เชียนถามทั้งที่หลับตาอยู่

“ดีมากเลย” ผมตอบไปตามตรงปล่อยให้อีกฝ่ายซบโดยไม่ขยับหนี

“เจ้าเคยแช่น้ำพุร้อนมาก่อนรึเปล่า”

“ไม่เคยแช่มาก่อน...ประเทศที่ข้าอยู่ต่อให้กลางคืนก็ยังร้อนไม่เหมาะจะแช่น้ำพุร้อนหรอก”

“แปลว่านี่เป็นครั้งแรก?”

“ใช่”

“เป็นครั้งแรกที่ปลดปล่อยในสถานที่นี้สินะ” ชูร์เชียนลืมตาข้างหนึ่งขึ้นขณะมองใบหน้าด้านข้างของผม

“ชูร์เชียน!” ผมเรียกเสียงเข้ม

ทำไมถึงวกไปเรื่องนั้นได้กัน

“ข้ามีความสุขจังหวังหมิ่น ตั้งแต่ที่ได้เจอและรู้จักเจ้าข้ามีความสุขมาก” คนด้านข้างขยับตัวนั่งดีๆ ใช้ดวงตาสีดำขลับซึ่งเป็นสีเดียวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนประสานมาอย่างสื่อความหมาย

“...ข้าเองก็เช่นกัน” ใช้เวลาในการรวบรวมความกล้าไม่น้อยกว่าผมจะเอ่ยออกไปได้สำเร็จ

ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันทำให้ผมมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็น

ภายในใจเกิดความหวังขึ้นมา...หวังว่าความสุขเช่นนี้จะคงอยู่ตลอดไป

............................................

จบกันไปอีกหนึ่งตอน

ฉากหื่นๆ ไม่ค่อยถนัดแต่อยากแต่ง หวังว่าจะถูกใจทุกคนนะคะ

ตอนนี้เอาแค่แตะๆ กันไปก่อนอีกไม่นานก็ได้รู้ว่าใครจะครอบครองใคร

เราไม่แปลกใจเลยที่หลายคนคิดว่าหวังหมิ่นเมะ คนแต่งอย่างเราเองยังคิดเลยว่าถ้าจะแมนขนาดนี้ก็เมะเถอะ 555

แต่ไม่ได้ไง เราตั้งใจไว้แล้วว่าตองเคะ ชูร์เชียนจะเป็นเมะแนวสวยน่ารัก เรียกว่าเป็นครั้งแรกกับการแต่งพระเอกออกมาแนวนี้ ชอบมากค่ะะ

ขอแอบบอกตัวอย่างตอนหน้าเล็กน้อย ดราม่าที่สุดของเรื่องคือตอนหน้าซึ่งจะจบลงในตอนดังนั้นสามารถอ่านได้อย่างหมดห่วงนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ดีใจมากๆ เลยที่ทุกคนมาคอมเม้นท์บอกเล่าความรู้สึกกัน

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาา

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น