email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Lovely shot 5

คำค้น : Lovely shot Nanaกะหอยทาก พี่กรน้องกานต์ น่ารัก อบอุ่น ฟิน ละมุน สบาย ฟีลกู้ด พระเอกน่ารัก ฟินๆจิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2562 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Lovely shot 5
แบบอักษร

Lovely shot 5 

 

 

        “ก็ตั้งแต่ที่น้องเข้าไง อ้อ มึงเพิ่งมา แผนกขี้เหล้าเขารู้หมดละคุณกรประกาศตั้งแต่ก่อนมันเข้ามาทำงานอีก”

                “ไม่รู้เรื่องว่ะ”

                “พวก วิศถาอินรู้กันหมดละ แผนกอื่นไม่มั่นใจว่ะ” งงกันล่ะสิว่า วิศถาอิน คืออะไร จะบอกให้ก็ได้ค่ะว่าแผนกขี้เหล้า เอ๊ย! ไม่ใช่ๆ ก็วิศถาอิน หมายถึงทีมวิศวกร ทีมสถาปัตฯ ทีมอินทิเรีย นั่นแหละ เรียกรวมๆ ว่าทีมขี้เหล้าค่ะ ฮาๆๆๆๆ

                แต่เรื่องที่ยังเป็นประเด็นให้พี่ๆ คุยกันนั้นฉันเองก็อยากรู้ ได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ่อยครั้งก็ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่นี่นั่นแหละ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ ส่วนคุณกรที่เป็นส่วนหนึ่งในประเด็นเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาก็จะนิ่งๆ        คีพลุคเจ้านายนั่นแหละ แต่พอเป็นทีมที่คุ้นเคยสามทีม เขากลับชอบทำตัวสนิทสนมกับฉันโดยไม่สนใจสีหน้าฉันเลยว่าต้องการจะสนิทกับเขาไหม ไหนจะชอบพูดเพราะๆ ด้วย หรือแม้กระทั่งอย่างเมื่อกี้ที่เขาซื้อของมาให้

                “กานต์น้ำละลายแล้วนะไม่ดื่มเหรอ” พี่ฝ้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยเตือน หันกลับมาสนใจแก้วน้ำที่เพิ่งถูกวางบนโต๊ะได้ไม่นานเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ละลายฉันก็ตัดสินใจยกขึ้นมาดื่ม ไม่ใช่กาแฟหรอกนะเป็นโกโก้เย็นน่ะ

                เมื่อถึงเวลาเลิกงานฉันฉันรีบบอกลาพี่ๆ คว้ากระเป๋าวิ่งออกจากออฟฟิศไปที่รถทันที อิอิ ทางสะดวก ฉันขึ้นรถอย่างสบายใจเมื่อคิดว่าจะได้กลับบ้าน ใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงที่พัก ฉันทิ้งตัวนอนบนโซฟามือล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นอย่างสบายอารมณ์

                “เก่งมากกานต์น้อย หลบเก่งที่หนึ่ง อิอิ” ฉันบอกตัวเองอย่างชื่นชมพรางหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว

                ไม่มีอะไรสบายใจเท่ากับเลิกงานแล้วได้กลับมาห้องพักแล้วล่ะ ความสุขฉันคือการเลื่อนทวิตเตอร์เข้าไปดูเหล่าลูกชายที่น่ารัก ว่ามีงานหรือกำลังเดินทางไปไหน จะได้เจอกันเจอกันอีกแล้วสินะ

                เกือบสามทุ่มเสียงกดกริ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฉันเงียบมองที่ประตูอย่างหวาดระแวง ฉันเพิ่งย้ายเข้ามานะไม่มีคนรู้จัก จู่ๆ มีคนมากดกริ่งห้องแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เอ๊ะ หรือจะเป็นพี่กั้งนะ คิดได้แบบนั้นก็กดโทรหาพี่สาวทันทีแต่พี่ปิดเครื่องจู่ๆ สายก็โอนไปยังเบอร์พี่เขยแทน

                (ว่าไงกานต์)

                “พะ พี่ยีน พี่กับพี่กั้งได้มาหาหนูไหม” ถามใจมือก็สั่นไป ทั้งยังลอบมองประตูบ่อยๆ ด้วยความกลัว

                (ไม่นะ พี่อยู่สนามบินรอรับกั้งอยู่ มีอะไรหรือเปล่า)

                “มีคนมากดกริ่งที่ห้อง แต่หนูไม่รู้จักใครเลยนะ”

                (ไม่ต้องเปิด เดี๋ยวพี่โทรไปเช็คกับทางโรงแรมให้)

                “พี่ยีน”

                (ไม่ต้องกลัว ระบบประตูปลอดภัย ตอนนี้ย้ายไปรอที่ห้องนอนล็อคประตูดีๆ ใส่พาสเวิร์ดประตูห้องนอนด้วยเลย เดี๋ยวพี่จะโทรไปทางตอนโดให้)

                “พี่โทรกลับมาหาหนูด้วยนะ”

                (ได้พี่จะโทรกลับไปหา เข้าไปรอห้องนอน) พี่ยีนวางสายไปแล้ว ฉันสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นว่าที่ประตูเริ่มมีเสียงกุกกักทั้งยังมีการลองหมุนลูกบิดประตู ฉันวิ่งเข้าไปในห้องนอนปิดประตูล็อคอย่างแน่นหนา บ้าจริงคอนโดนี้ไม่ใช่ถูกๆ นะทำไมความปลอดภัยมันไม่มีแบบนี้

                ครืด! ครืด! ครืด!

                เสียงสั่นของโทรศัพท์ฉันคว้าขึ้นมากดรับทันที

                “พะ พี่ยีนเป็นไงบ้างใครอยู่หน้าห้องอยู่”

                (ใครอยู่หน้าห้อง?) สะ เสียงนี้มัน ฉันยกโทรศัพท์ออกมาดูรายชื่อที่โทรเข้ามาทันทีเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคย

                (อย่าเพิ่งวาง แล้วเมื่อกี้คืออะไรใครอยู่หน้าห้อง) เสียงดุๆ นั่นทำให้ฉันรู้สึกกลัว แต่มันก็ยังน้อยกว่าเสียงกุกกักหน้าห้องที่ได้ยิน

                “มะ ไม่รู้ค่ะ แต่มีคนมากดกริ่งแล้วพยายามเปิดประตู”

                (บ้าเอ๊ย! พักอยู่ไหน)

                “...”

                (เลือกเอาจะให้พี่ไปหาหรือให้ใครก็ไม่รู้บุกเข้ามาในห้อง)

                “คอนโด...”

                (พี่จะรีบไป ไม่ต้องวาง)

                “เผื่อพี่เขยโทรกลับมา พี่ยีนบอกจะโทรหาทางคอนโดให้”

                (ส่งไลน์ไปแทน พี่ใกล้จะถึงแล้วอยู่ไม่ไกล” เขาบอก ฉันเดินไปหยิบหูพังมาเสียบก่อนจะกดเข้าไลน์แชทของพี่ยีนถามว่าเป็นยังไงบ้าง แต่พี่ยีนบอกแค่ว่าไม่มีคนรับสาย ใจฉันยิ่งแป้วไปใหญ่ ฉันกลัวจนสั่นไปหมดแล้วนะ

                (พี่อยู่หน้าคอนโด ทำไมไม่มี รปภ. สักคน) เสียงคนที่คอลทิ้งไว้บ่นอย่างหงุดหงิด

                “พี่ยีนบอกว่าโทรไปแล้วไม่มีคนรับ”

                (อือ พี่ยินเสียงโทรศัพท์อยู่ อ้อ เจอ รปภ.แล้ว) แล้วเขาก็คุยอะไรกันไม่รู้กระทั่งได้ยินเสียงเอ่ยเรียกและถามฉันอีกครั้งนั่นแหละ

                (ชั้นไหนครับ)

                “ชั้นแปด ห้อง0812 ใกล้ถึงยัง”

                (กำลังเข้าลิฟต์ครับ นับหนึ่งถึงสิบรอพี่) บ้าสิ ไม่ใช่เด็กนะที่ต้องมานับเลขรอน่ะ ในใจปฏิเสธมือไม่รู้ทำไมถึงต้องยกนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้วตามที่เขาบอกด้วยก็ไม่รู้

                (ไอ้เหี้ยเอ๊ย!!!)

                (คุณกรใจเย็นๆครับ)

                (คุณกรครับพอก่อน//เรียกตำรวจมาเดี๋ยวนี้!)

 

 

                เสียงโวยวายดังขึ้นไม่นานแต่รับรู้ได้ถึงความชุลมุน เสียงร้องโวยวายเสียงอะไรบางอย่างกระทบกันหนักๆ ยิ่งทำให้ฉันกลัวยิ่งกว่าเดิม ราวๆ สิบนาทีทุกอย่างถึงได้เงียบลงพร้อมกับเสียงหอบหายใจของคนที่ยังอยู่ในสาย

                (แจ้งตำรวจ ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด คุณกายถ่ายรูปเก็บหลักฐานเอาไว้ // ครับคุณกร)

                “คุณ เป็น เป็นยังไงบ้าง เป็นอะไรหรือเปล่า” ฉันเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

                (ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องออกมานอกห้องนะจนกว่าพี่จะบอก ข้างนอกพี่จะจัดการเอง) ท้ายประโยคเขาบอกเสียงแค้นใจ ก่อนจะได้ยินเสียงอัก! หนึ่งครั้ง

                (อาบน้ำหรือยัง)

                “ยะ ยังค่ะ”

                (ครับ เก็บเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นไว้คืนนี้ไปนอนกับพี่ อยู่นี่ไม่ปลอดภัย // คุณกรครับตำรวจมาแล้วครับ)

                (พี่จัดการเรื่องพวกนี้ก่อน เดี๋ยวจะโทรหาแต่ห้ามออกมาเด็ดขาด เก็บของรอพี่นะเด็กดี)

                แค่เพียงน้ำเสียงนุ่มๆ ของเขาทำเอาฉันถึงกับทำอะไรไม่ถูก ลนลานเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเสียอย่างนั้น ฉันนั่งอยู่บนเตียงนอนนิ่งๆ สะดุ้งตกใจตอนที่โทรศัพท์มีสายเข้าอีกครั้งแต่ครั้งนี้เป็นสายจากพี่กั้ง

                “พี่กั้ง! ฮื่อ”

                (กานต์ๆ เป็นอะไรเกิดอะไรขึ้น)

                “ฮื่อ มีคนมาเคาะห้องและจะเปิดประตูห้อง คุณกรโทรมาพอดีเลยเข้ามาดูให้ ไม่รู้ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นเขาไม่ให้ออกไป”

                (พี่กรเหรอ)

                “ค่ะ เขามา”

                (โอเคๆ ไม่มีอะไรแล้วล่ะพี่เพิ่งถึงให้พี่เข้าไปหาไหม)

                “ฮึก มะ ไม่เป็นไรค่ะพี่ไปพักก็ได้ เขาบอกจะให้หนูไปค้างด้วย”

                (อ่า เอางั้นเหรอ งั้นที่รักของพี่ใจเย็นๆ นะ เดี๋ยวพี่โทรหาพี่กรก่อน)

                “ค่ะ”

                (ถ้าเจอพี่กรแล้วที่รักของพี่โทรหาพี่เลยนะ)

                “ค่ะพี่”

               

                22.12 น.

                KhunKORN :: เปิดประตูให้พี่หน่อยครับ

 

                ข้อความในไลน์เด้งขึ้น ฉันแทบจะวิ่งออกไปเปิดประตูให้เขา เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอคุณกรยืนอยู่ข้างกับเลขาเขาคุณกาย มีรปภ. ตำรวจและ... ใครไม่รู้นอนหมดสภาพอยู่พื้นโดยมีคุณตำรวจยืนคุมอยู่

                “ตำรวจจะสอบถามเพิ่มเติมครับ” คุณกรขยับเข้ามายืนข้างๆ ฉัน ยกแขนประคองเอวหลวมๆ

                “ค่ะ”

                “ขอสอบถามเพิ่มเติมนะครับ ตอนที่ได้ยินเสียงกดกริ่งหรือเคาะประมาณกี่โมงครับ” คุณตำรวจถือสมุดยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับจดอะไรสักอย่างลงบนสมุด

                “ได้ยินเสียงกดกริ่งประมาณสามทุ่มค่ะ พอไม่ได้ออกมาเปิด ก็ยังกดเรื่อยๆ พร้อมกับพยายามเปิดประตูค่ะ”            

                “ครับ แล้วหลังจากนั้นได้บอกใครไหมครับนอกจากคุณกร”

                “มีค่ะ โทรหาพี่ชายแล้วพี่ชายก็โทรหาทางคอนโดแต่ไม่มีใครรับค่ะ”

                “คุณรู้จักกับผู้ชายคนนี้ไหมครับ” คุณตำรวจถามต่อ ขยับหลบให้ฉันได้เห็นคนที่ยังหมดสติ ผู้ชายคนนี้หน้าตาเขียวช้ำทั้งยังมีเลือดซึมตรงมุมปากอีกด้วย

                “ไม่รู้จักค่ะ ฉันเพิ่งย้ายเข้ามา”

                “ครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ถ้ายังไงผมขอพาผู้ต้องหาไปโรงพักก่อนนะครับ พรุ่งนี้ผมจะโทรประสานอีกที”

                “ขอบคุณครับ” คุณตำรวจเดินออกไปพร้อมกับผู้ชายคนนั้น ส่วนคุณกายกำลังพูดอะไรบางอย่างกับ รปภ. ด้วยสีหน้าจริงจัง

                “เก็บเสื้อผ้าแล้วใช่ไหม” คุณกรเอ่ยถาม ฉันพยักหน้าก่อนจะมองหน้าเขาบ้าง

                “เกิดอะไรขึ้นคะ”

                “เข้าห้องกันก่อน พี่ให้คุณกายเข้ามาด้วยนะ”

                “ค่ะ เชิญค่ะคุณกาย” ฉันเปิดประตูกว้างขึ้นขยับให้ทั้งคุณกรและคุณกายเข้ามาในห้อง เมื่อประตูปิดลงฉันก็ถูกไล่ให้ไปเอาเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นทันที ฉันเดินกลับออกมาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใส่เสื้อผ้าใบเล็ก

                “เราไปกันเถอะ เดี๋ยวแวะทานข้าวกันก่อนนะครับคุณกาย” คุณกรเอ่ยชวนเลขาเขา เมื่อตกลงกันได้เราก็ออกจากห้องพักก่อนมาก็เช็คทุกอย่างจนเรียบร้อยถึงได้ออกมา มื้อดึกของเราทั้งสามอยู่ที่ร้านชาบูแห่งหนึ่งใกล้คอนโดคุณกรรออยู่เกือบสามสิบนาทีถึงได้เข้าไปนั่งบนโต๊ะในร้าน

                “สั่งมาเผื่อด้วยนะ” คุณกรก้มหน้ากระซิบบอกเมื่อเห็นฉันกำลังตั้งใจขีดเขียนในใบเมนูว่าจะเอาอะไรบ้าง

                “ไม่เอาเนื้อได้ไหมคะ ไม่ชอบ”

                “ได้ครับ” เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินไปกดเครื่องดื่มมาให้ รอไม่นานของที่สั่งไปก็ถูกนำมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ ทั้งฉันและคุณกายจัดการเททุกอย่างใส่หม้อและรอให้สุก

                “แล้วตกลงหน้าห้อง...” ฉันหันกลับมาถามคนที่นั่งข้างๆ เมื่อนึกออกว่าเขายังไม่ได้เล่าให้ฟัง

                “ถึงห้องพี่จะบอก ตอนนี้ทานก่อนเถอะ” เขายังเลี่ยงที่จะเล่าให้ฟัง ชาบูมื้อดึกแบบนี้ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ แต่ว่า หน้าฉันต้องบวมมากแน่ๆ ในวันพรุ่งนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกฉันไม่ถือเพราะของตรงหน้าอร่อยจริงๆ

                “คุณกายเอาอะไรเพิ่มไหมคะ” ฉันเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

                “ไม่แล้วครับ”

                “ถ้าสั่งเพิ่ม ทานช่วยหน่อยนะคะ”

                “ได้ครับ” คุณกายขานรับฉันก็เริ่มขีดเมนูที่ต้องการเพิ่มทันที ก็จะเป็นหมูสไลค์นั่นแหละ มีผักกวางตุ้งด้วยนะ มีแมงกะพรุน

                “หมดไหมครับสั่งเยอะแบบนั้น”

                “คุณทานไงคะ” ฉันตอบเขาก่อนจะเปลี่ยนจำนวนหมูสไลค์จากสองเป็นสาม

                “พี่อิ่มแล้วนะ”

                “หิว”

                “โอเคๆ สั่งเลยครับตามสบายเลยพี่ไม่ห้ามแล้ว” คนที่ขัดเริ่มแปลเปลี่ยนเป็นตามใจ ฉันยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะยื่นใบเมนูให้พนักงาน แต่เพราะนั่งด้านในมุมสุดของโต๊ะเวลายื่นแขนส่งเมนูให้พนักงานคุณกรก็จะยกมือกันท่อนแขนฉันไว้อีกทีเพราะกลัวจะโดนหม้อ

                “จะโดนหม้อ” เขาบอก มืออีกข้างก็ยื่นไปตักกวางตุ้งในหม้อมาใส่จานให้

                “พรุ่งนี้ถ้าตำรวจติดต่อมา พี่จะไปจัดการเองหนูไม่ต้องห่วง”

                “แต่ว่า มันจะรบกวน...”

                “ไม่รบกวน พี่เต็มใจ”

                “ให้คุณกรจัดการดีกว่าครับคุณกานต์” คุณกายยืนยันอีกเสียง ฉันจะทำอะไรได้นอกจากยอมให้เขาจัดการ เราใช้เวลาอยู่ที่ร้านชาบูเกือบชั่วโมงครึ่ง คุณกายแยกกลับไปส่วนฉันก็นั่งรถตัวเองไปที่คอนโดคุณกร ระหว่างนั่งรถกลับก็โทรคุยกับพี่กั้งกับเรื่องที่เกิดขึ้นเล่าเท่าที่รู้ก่อนเพราะส่วนหลังๆ คุณกรน่าจะบอกพี่กั้งแล้วเพียงแต่พวกเขาไม่ยอมบอกฉันแค่นั้นแหละ เพิ่งรู้ว่าคุณกรมารถคันเดียวกับคุณกาย เพราะรถของเขาจอดทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ ตอนนี้เลยใช้รถฉันในการเดินทางไปที่คอนโดเขา เที่ยงคืนฉันถูกสั่งให้ไปอาบน้ำแต่งตัวมานอน อยากจะถามเรื่องที่หน้าห้องใจจะขาดแต่พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเขาก็เป็นฝ่ายเข้าไปอาบ รออยู่นานก็ไม่ออกมาฉันจึงหลับไปอย่างงงๆ เอาเถอะ ถามพรุ่งนี้เช้าก็ได้

 

                “อื้อ ไปไหนครับ” เสียงงัวเงียดังจากด้านหลังทั้งท่อนแขนที่ยกพาดเอวอยู่กระชับแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดที่ซอกคอแผ่วเบา ทำเอาขนลุกเกรียวกราวไปหมด

                “ไปห้องน้ำ”

                “อือ รีบมานะ” เขาบอกเสียงแผ่วก่อนจะคลายวงแขนไป เมื่อเป็นแบบนั้นก็ไม่รีรอที่จะลุกออกจากเตียง ตอนนี้จะหกโมงเช้าแล้วด้วยฉันล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ย่องออกจากห้องน้ำแต่ใครจะไปคิดล่ะว่าคนที่งัวเงียก่อนหน้านี้จะตื่นแล้วนั่งเล่นโทรศัพท์บนเตียง

                “หิวไหม เดี๋ยวพี่ออกไปทำมื้อเช้าให้”

                “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ทานมื้อเช้า” เพราะปกติทานไม่ทัน

                “ถึงที่ทำงานจะสั่งอะไรให้ทานแล้วกัน ตอนนี้พี่ขอนอนต่อก่อนเจ็ดโมงปลุกพี่ด้วยนะ” ว่าจบเขาก็ทิ้งตัวนอนล้มตึงลงบนเตียงนอนและเหมือนจะหลับไปแล้วจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาละเมอหรือว่ายังไง ฉันหยิบเครื่องสำอางเดินกลับเข้าห้องน้ำอีกครั้งเพื่อแต่งหน้า ในห้องน้ำกว้างๆ ของเขามีเคาน์เตอร์บาร์แต่งหน้าด้วยนะ มีเครื่องสกินแคร์ของเขาวางอยู่เต็มเลย ฉันเองก็ไม่กล้าจะแตะของๆ เขา เลยอาศัยมุมเล็กเพื่อแต่งหน้า หกโมงห้าสิบห้าฉันแต่งหน้าเสร็จพอดีจึงเดินออกมาปลุกคนที่หลับต่อ เขาหลับแบบจริงจังเลยล่ะคุณกรน่ะ

                “คุณกร คุณกรคะเจ็ดโมงแล้ว” ฉันเขย่าไหล่เขาเบาๆ แต่อีกฝ่ายยังนิ่ง เลยต้องเพิ่มแรงเขย่าอีกนิดได้ผล! เขาลืมตาตื่นมองฉันอ้อนๆ

                “อีกห้านาทีได้ไหม พี่ง่วง”

                “ไม่ได้ค่ะ ไปอาบน้ำได้แล้วสายแล้ว”

                “ก็ได้ๆ ครับ” คนที่เพิ่งตื่นเดินหลับตาเข้าห้องน้ำไปแล้ว ฉันเองก็คว้ากระเป๋าสะพายตัวเองเดินออกมารอที่โซฟานอกห้องนอน

                “ทางผ่านมีร้านข้าวต้ม แวะทานไหม” เกือบแปดโมงคนที่ทำหน้าที่ขับรถฉันอยู่เอ่ยชวน แต่เขาจะบ้าเหรอ สายขนาดนี้แล้วยังจะชวนไปกินข้าวต้ม

                “สายแล้วค่ะ” ฉันต้องสแกนลายนิ้วมือเข้างานนะเผื่อเขาลืม

                “อ่า งั้นเหรอ เดี๋ยวสั่งอะไรมาให้ทานแล้วกันนะ พรุ่งนี้ใช่ไหมที่ว่าจะกดบัตรอะไรกันน่ะ” เขารู้ได้ไง

                “ใช่ค่ะ เอ่อ เดี๋ยวลาครึ่งวันก็ได้ค่ะกลัวจะมีคนไปฟ้องอีก”

                “ใครจะมาฟ้องครับ? อีกอย่างจะลาทำไมกัน ที่พี่ให้เพิ่มความเร็วเน็ตแผนกหนูเพื่ออะไรกันถ้าพรุ่งนี้หนูจะลา” เขาว่าขำๆ มือยกขึ้นลูบผมฉันเบาๆ จะผละออกก็ไม่ทัน

                “ทำไมถึงเพิ่มให้ล่ะ แผนกอื่นไม่ได้เหรอ”

                “ไม่ ได้แค่แผนกหนู ก็เห็นบอกว่าเน็ตช้าแล้วไม่ดี เลยอัพความเร็วเพิ่มให้”

                “ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยบอกเขา อีกฝ่ายทำแค่ยิ้มเท่านั้น

 

                “ไม่เป็นไรครับ แต่ดื้อกับพี่น้อยๆหน่อยพี่แก่แล้วนะวิ่งตามได้ช้าลงแล้วนะครับ”  

 

 

========================== 

นี่ไงๆๆ!! ประโยคที่ทำให้เราอาย 55555 โอเคสบายใจละอัพตอนนี้  

ฝากคอมเม้นด้วยนะคะ 5 ตอนแล้วเป็นยังไงกันบ้าง 

((ที่มาช้าไม่ใช่ไรนะคะ ลืมค่ะ ตรวจคำผิดเสร็จตอนเที่ยง สงสัยเผลออัพนิยายในใจ ตกเย็นจะเข้าไปอ่านคอมเม้น ก็งงว่าทำไมคอมเม้นไม่ขึ้น อ้อ ลืมอัพในเว็บ 5555 ความเด๋อนางเค้า)) 

ความคิดเห็น