Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เผชิญหน้า [แก้คำผิด2]

ชื่อตอน : เผชิญหน้า [แก้คำผิด2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 175

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เผชิญหน้า [แก้คำผิด2]
แบบอักษร

 

 

หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนเหน็บหนาวกับสัญญาที่ว่าผมจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งโดยมีดาวนับล้านเป็นสักขีพยาน

 

 

ผมตื่นมาในตอนเช้าตรู่ของเช้าวันอาทิตย์เพื่อซึมซับและสูดบรรยากาศดีๆเฉกเช่นเคย มีผู้คนมากหน้าหลายตามาเดินสูดอากาศยามเช้า ดูสายหมอกทอดยาวเป็นวงกว้างทำให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นขึ้นมาอีกหน่อย

 

 

ผมคิดว่าถ้าสายหมอกอย่างผมทำให้ใครคนนึงหลงรักได้เหมือนสายหมอกสีขาวสะอาดตาที่ผมมองเห็นอยู่ตรงหน้าได้ มันก็คงจะดีไม่น้อย แต่เพราะสายหมอกอย่างผมมันเลยไม่คู่ควรกับภูผาที่หนักแน่นและกว่างใหญ่เลยอย่างงั้นหรอ

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ”

 

 

ผมมองซ้ายมองขวาหาต้นเสียงว่ามาจากไหน เหมือนมีใครบางคนทักผม เอ๊ะหรือว่าผมจะหูฝาด ไม่ๆ ผมได้ยินจริงๆ หรือเขาทักคนอื่นกันนะ

 

“น้องนั่นแหละครับ”

 

 

“พี่คุยกับผมหรอครับ” ผมเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่มั่นใจ “

 

“ใช่ครับ พี่เห็นเราเดินคนเดียวตั้งแต่เมื่อวานเลยเข้ามาทักก่อน มาเที่ยวคนเดียวหรอครับ” พี่เขาถามผมอีกครั้งด้วยสีหน้าเหมือนกับไม่ค่อยมั่นใจกับคำถามที่ถามออกไปว่าใช่อย่างที่ถามหรือเปล่านะ

 

“ใช่ครับพี่ ผมมาคนเดียว พี่มีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมนึกในใจว่าแปลกจัง คนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะกล้าเดินมาทักคนๆนึงเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ได้ยังไง คนอื่นมีตั้งเยอะแยะทำไมต้องมาทักผม หมอกเป็นงง!!!

 

“อ้อพี่ลืมแนะนำตัว พี่ชื่อกายนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

 

 

“ผมสายหมอกครับ หรือเรียกหมอกเฉยๆก็ได้ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับพี่” ผมแนะนำตัวกลับพี่เขาไปอย่างงงๆและไม่ให้เสียมารยาท แต่ก็ยังแอบสงสัยอยู่ดีพี่เขาอาจจะเฟรนลี่มากๆก็ได้มั้ง อยากมีเพื่อนคุยหรือเปล่า เหงาหรอ เอ๊ะ แต่เขาก็น่าจะมากับเพื่อนอยู่แล้วนี่เนาะ หรือจะอยากให้ผมถ่ายรูปให้พี่เขา ต้องใช่อันหลังแน่ๆ

 

หลังจากตบตีกับความคิดตัวเองอยู่สักพักแล้ว พี่เขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

“พี่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย XX คณะนิเทศปี3 นะครับ” ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดแฮะ แล้วเหตุผลอะไรล่ะที่พี่เขาอยากจะมาทำความรู้จักกับผม แต่ก็เอาเถอะ รู้จักไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร แต่นั่นยังไม่น่าแปลกใจเท่าพี่กายก็เรียนมหาลัยเดียวกับผม บังเอิญสุดๆ

 

 

“เห้ยจริงปะพี่ ผมก็เรียนที่เดียวกับพี่เลยครับ แต่ผมอยู่ปี1นะ คณะบริหารฯครับ”

 

 

“พรหมลิขิตชัดๆ”

 

 

“พี่กายพูดว่าอะไรนะพี่ ผมได้ยินไม่ค่อยชัด” อะไรของพี่เขา พูดงุ้งงิ้งๆอยู่ในลำคอ ใครมันจะไปได้ยินกัน นี่อยากรู้จักทักทายผมจริงๆปะเนี่ย แปลกๆแฮะ

 

 

“เปล่าๆครับ พี่ว่าโชคดีจังที่ได้รู้จักหมอก” รู้จักคนๆนึงนี่มันจำเป็นต้องดีใจขนาดนั้นเลยหรอวะ

 

“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งพี่ บังเอิญมากกว่า” ผมหัวเราะแหะๆ เบาๆแก้เขินเพราะไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี

 

“แล้วคิดยังไงมาเที่ยวคนเดียวล่ะเรา ไม่ใช่อกหักใช่ไหม” พอผมได้ยินพี่กายถามแบบนั้น ทำให้ตัวผมชาวาปขึ้นมาไม่รู้จะตอบพี่เขายังไง เพราะความจริงมันก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยเลย

 

 

“พี่ขอโทษ พี่แค่แซวเล่น พี่ก็มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันครับ แล้วหมอกนึกยังไงถึงมาเที่ยวคนเดียวครับ พี่ถามได้ไหม”

 

 

โหพูดมาขนาดนี้ผมก็คงต้องตอบให้ละหละ ถามมาสองรอบซะขนาดนั้น แต่เอ๊ะ จะตอบไงดีไม่ให้มีพิรุธ คิดสิหมอกคิด จะตอบยังไงให้ดูหล่อดูคูล แบบว่า คนมันคูล เที่ยวคนเดียวอยู่แล้ว ไม่ได้หนีมาทำใจเพราะช้ำรักเล้ยยยย

 

 

“ได้สิพี่ ผมแค่อยากลองเดินทางคนเดียว หาประสบการณ์ใหม่ๆ อยากค้นหาตัวเองว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร ทำอะไรได้บ้าง ทำแล้วจะดีไหม” นี่แหละคำตอบผม โคตรอินดี้ โคตรคูลบอกเลย ฮ่าๆๆๆ แต่ก็มีหนึ่งเหตุผลที่ผมไม่ได้บอกพี่กายไป เลยเลือกที่จะเก็บไว้ในใจ ว่าเหตุผลหลักๆเลยคือ ช้ำใจโว๊ยยยย

 

 

“แล้วพี่ล่ะครับ”

 

“ก็คงเหตุผลใกล้เคียงกันแหละครับ แต่มีอีกข้อนะที่พี่เลือกเดินทางคนเดียว” นี่มันลอกคำตอบกันหรือเปล่า?

 

 

“อะไรหรอครับ” ผมถามในสิ่งที่ผมอยากรู้ออกไปว่าไหนซิ มันจะมีอะไรให้พิเศษกว่านั้นรึไง

 

 

“มาพักใจครับ” อ้าว ผมได้ฟังคำตอบแล้วทำให้ผมยืนอึ้ง สะดุ้งสิรอไร ไม่คิดไม่ฝันว่าคนๆนึงจะประสบพบเจอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องทางสภาพจิตใจเหมือนๆกันสองคนให้มารู้จักกัน แต่เป็นผมเองที่เลือกเก็บความลับนี้ไว้ในใจเพียงฝ่ายเดียว เรื่องอะไรจะบอก เดี๋ยวไม่คูล

 

 

“พี่กายโอเคไหมครับ” ผมถามออกไปอย่างไม่มั่นใจนักกับคำถามตัวเองที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับพี่กาย กลัวว่าจะทำให้พี่เขาลำบากใจ ไม่น่าอยากรู้คำตอบเพิ่มเลยกู หึหึ

 

 

“พี่โอเคสิ แค่ได้มอง (หมอก)ก็ทำให้พี่มีรอยยิ้มขึ้นมาแล้ว” และแน่นอนว่าผมไม่ได้พูดชื่อน้องออกไป

 

 

มองอะไรวะ? สงสัยๆ ติดนิสัยไอ้กั๊มมาแน่ๆ

 

“ให้พี่ถ่ายรูปให้ไหม”

 

 

“ไม่เป็นไรครับผมชอบถ่ายคนอื่นมากกว่าให้ถ่ายตัวเองครับ” ฮ่าๆ ผมหัวเราะแห้งๆออกไป ก็จริงนี่ครับ ผมน่ะไม่ค่อยให้ใครมาถ่ายรูปตัวเองเท่าไหร่ ถึงหน้าตาผมจะหล่อมากๆก็ตาม แต่ผมว่ามันก็รู้สึกเขินๆนะที่มีคนมาจ้องมองผมผ่านเลนส์อะไรประมาณนั้น

 

 

“โอเคครับ งั้น...” เหมือนพี่มันจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา อะไรของพี่เขา

 

 

“ไปถ่ายรูปมุมนู้นกัน สวยนะครับ เมื่อวานพี่เดินมาดู มุมมันได้เลยแหละ” พี่กายเอ่ยช่วนผมแต่ขาเขากลับเดินนำหน้าผมไปก่อนแล้ว โดยที่ไม่รอคำตอบจากผม นี่จะมัดมือชกกันรึไง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้แฮะ

 

 

“สวยจริงๆ” ผมพูดพึมพำคนเดียวเบาๆ เพราะตรงนี้เรียกได้ว่าเป็นผาที่มีสายหมอกปกคลุมอย่างหนาตาเห็นทิวเขาบางๆเหมือนกับว่ามันรู้สึกหวงแหนที่ตรงนี้ไม่อยากให้ใครได้เห็นได้สัมผัส ภูผาที่ตั้งตระหง่านสวยงามจนยากที่จะละสายตาออกไปได้เลย

 

 

แต่ท้ายที่สุดแล้วในอีกไม่ช้า มันก็จะจางหายไป มีแสงของพระอาทิตย์มาแทนที่ เหมือนกับว่าภาพสายหมอกตรงหน้าไม่เคยมีมาก่อนอย่างไงอย่างงั้น เหมือนกับผม สายหมอกที่จางหายไปในสายตาของใครอีกคนเช่นเดียวกัน

 

 

และด้วยเหตุผลนี้ผมจึงหลงรักการถ่ายรูป นั่นอาจเป็นเพราะว่า ผมอาจจะเก็บเขาไว้ในนี้ ในความทรงจำได้ตราบนานเท่านานและมันไม่มีวันจางหายไป มันจะคงที่ ตรงนี้ เวลานี้ และนิรันดร์

 

เพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าคือภูผาคู่กับสายหมอก

 

 

 

 

ผมรอบสังเกตคนตัวเล็กกว่าผมน่าจะสักสี่ห้าเซนได้ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เป็นคนที่มีแรงดึงดูดสูงมากจริงๆ โครงหน้าเล็กๆกับสันจมูกโด่งๆ ปากรูปกระจับอมชมพู ผิมพรรณขาวใสแต่ไม่ซีด ดูแล้วสบายตาที่ได้มอง ผมค่อนข้างสนใจในตัวเด็กคนนี้ รูปร่างสูงโปรงแต่ไม่ถึงกับหนาเท่าผม

 

 

ผมว่าจะเดินเข้าไปทักแต่ด้วยความที่ผมไม่แน่ใจว่าเขาอาจจะมากับใครสักคนหรือเปล่าเลยไม่น่าจะสะดวกคุยหรือทำความรู้จักด้วย เพราะเป็นไปได้น้อยมากที่ผมจะเห็นคนๆนึงเที่ยวคนเดียวได้

 

 

แต่ในช่วงเช้าของวันนี้ผมมั่นใจว่าเขาต้องมาคนเดียวแน่ๆเพราะผมสังเกตเห็นหลายรอบว่า รอบข้างไม่มีใครที่เขารู้จักเลยและอยู่คนเดียวทุกครั้งที่หันไปมอง เลยทำให้ผมมั่นใจและไม่อยากพลาดโอกาศที่จะทำความรู้จักกับเขาให้ได้

 

 

“เป็นไงบ้างครับขอพี่ดูรูปหน่อยได้ไหมครับ” ผมขอน้องดูรูปเผื่อจะได้ใกล้ชิดมากกว่านี้

 

 

“ได้สิพี่ อ่ะนี่ครับ” น้องยื่นกล้องมาให้ผมตรงหน้าอย่างไม่นึกหวงแหน ปกติคนชอบกล้องชอบถ่ายรูปมักจะไม่ค่อยให้ใครจับของสำคัญชิ้นโปรดของเขานักหรอก เพราะอาจจะกลัวทำตกหรือไม่ระมัดระวังสร้างความเสียหายได้ มันยิ่งทำให้ผมประทับใจในตัวน้องมากๆ ผมนี่ยิ้มแก้มแทบแตกเลย

 

 

“โห ถ่ายสวยใช้ได้เลยนะครับเนี่ย” ผมไม่ได้ชมน้องมากเกินไปเลยนะครับ เพราะมันสวยจริงๆ เพราะในภาพมันเก็บองค์ประกอบรายละเอียดของภาพได้ซะหมด ผมรู้ได้ยังไงนะหรอ เพราะผมก็ชอบกล้องชอบถ่ายรูปเหมือนกันนะสิ

 

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับพี่กาย ผมพึ่งจะหัดถ่ายเอง ยังตั้งค่ากล้องแบบงงๆอยู่เลย แต่ผมรู้สึกว่าผมรักการถ่ายรูปมาก” ฮ่าๆๆ คนตัวเล็กกว่าหัวเราะอย่างร่าเริง ทั้งแก้ม ตา จมูก ปาก มันน่ามองแหละหลงไหลเวลาน้องหัวเราะและยิ้ม จนทำให้ผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้เลย

 

 

“ไม่บอกไม่รู้เลยนะครับเนี่ย นึกว่ามืออาชีพ” ผมชมน้องไปอีกรอบเพราะผมคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็อาจจะจริงนะครับที่ว่า ถ้าคนเราชอบอะไรแล้วลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วสิ่งที่ออกมาย่อมออกมาดีตามไปด้วย

 

 

“พี่ชมผมแบบนี้ผมไปต่อไม่เป็นเลยพี่” ฮ่าๆๆ แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน ไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะไม่ชมนี่เนาะ ยิ่มมมม

 

 

“เอ้อพี่กาย แล้วพี่กลับวันไหนนะพี่ ผมจะกลับวันนี้แล้วนะ เดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จก็ออกเดินทางเลยครับกลัวว่าจะไปคืนรถช้าด้วยครับ”

 

 

“พี่กลับพรุ่งนี้ครับ เดี๋ยวแวะเที่ยวตามทางผ่านและเที่ยวในตัวเมืองนิดหน่อยหาโรงแรมในตัวเมืองนอนคืนนีงครับ”

 

 

“น่าเสียดายจัง พี่กะจะชวนเที่ยววัดแถวในเมืองอยู่เลย เงียบสงบเป็นเมืองที่น่าสนใจมากครับ” ผมนึกเสียดายโอกาสว่าน่าจะได้เที่ยวได้มีเวลาทำความรู้จักกับหมอกอีกสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรยังไงเราก็อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน คงได้เจอกันอีก เพราะผมจะสร้างโอกาสนั้นด้วยตัวของผมเอง

 

 

“ว้า น่าเสียดายเลยพี่ วันจันทร์ผมมีเรียนบ่ายครับ” น้องตอบกลับมาอย่างน่าเอ็นดู นี่จะน่ารักไปถึงไหน

 

 

“ไม่เป็นครับหมอก ไว้มีโอกาสหน้าเดี๋ยวพี่พาเที่ยว” มีโอกาสต้องรีบสร้างความน่าประทับใจให้เยอะๆไอกาย

 

 

“ขอบคุณครับพี่”

 

 

“พี่กายไปกินข้าวด้วยกันเลยไหมครับพี่ เดี๋ยวผมว่าจะไปหากินแล้วออกเดินทางเลย” น้องชวนมาซะขนาดนี้ คนอย่างกายนะหรอจะใจอ่อน ต้องเล่นตัวนิดนึง

 

 

“ไปครับ พี่ก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” หึหึ ผมลืมไปว่ายังอยู่ในสถานะที่จะเล่นตัวไม่ได้ อิอิ

 

 

“ข้าวต้มร้อนๆในยามเช้ากับอากาศเย็นๆมันทั้งอร่อยและทำให้สบายใจดีจังเลยนะครับ” ผมชวนน้องคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันดูเงียบแล้วทำความรู้จักกับน้องให้ได้มากที่สุดในเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

 

“ใช่พี่ ผมนะโคตรชอบที่นี่เลย ไว้มีโอกาสผมจะกลับมาอีกรอบ”

 

 

“ชนาดนั้นเชียว?” ผมเอ่ยถามน้องอย่างนึกเอ็นดูปนขำเล็กๆให้กับความน่ารักตรงหน้า อะไรจะมุ่งมั่นขนาดนั้น

 

 

“ใช่สิพี่” ฮ่าๆๆ แล้วพวกผมก็หัวเราะพร้อมกัน คุยกันสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย คุยเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง การเรียนของผมบ้าง ถามว่าทำไมน้องอยากเรียนบริหารบ้าง แลกเปลี่ยนกันถามกันไปมาเพื่อให้เกิดความสนิทสนมกับน้องมากยิ่งขึ้น เลยทำให้อาหารเช้ามื้อนี้ของผมดำเนินไปอย่างมีความสุขมากๆ

 

 

 

 

การที่ได้คุยกับใครสักคนที่เราไม่ได้รู้จักหรือสนิทสนมกันมาก่อนมันก็ทำให้ผมลืมเรื่องบางอย่างไปได้บ้าง มันกลับแทนที่ด้วยความสบายใจด้วยซ้ำ มันถือเป็นเรื่องราวดีๆอีกเรื่องนึงในรอบสามเดือนของสายหมอกได้ไหมนะ

 

 

“ผมกลับแล้วนะครับพี่กาย สวัสดีครับ” ผมเอ่ยลาพร้อมยกมือไหว้รุ่นพี่ต่างคณะที่พึ่งได้รู้จักกันหมาดๆ และพี่กายก็อวยพรให้ขับรถดีๆเดินทางปลอดภัย และพี่กายก็ไม่ลืมที่จะแลกไอดีไลน์กับผมไว้ด้วยเพื่อติดต่อโดยพี่เขาให้เหตุผลที่ว่า ในยามมีปัญหาเผื่อผมต้องการความช่วยจากพี่เขา

 

 

ผมขับรถมาเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหนเลย แล้วก็ได้มาถึงสถานีขนส่งตัวจังหวัดน่าน และโทรให้พี่เจ้าของรถเช่ามาเช็คสภาพรถและนำรถกลับไปเป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

ผมเดินทางมาถึงกรุงเทพฯเป็นเวลาเช้ามืดของวันจันทร์ผมได้เรียกแท็กซี่เป็นยานพาหนะเพื่อกลับไปนอนงีบพักผ่อนที่บ้านสักหน่อยเผื่ออาการล้าจากการเดินทางจะหายไปได้บ้าง

 

 

และในช่วงเที่ยงผมได้ขับรถออกไปมหาวิทยาลัยเพื่อหาไรกินกับเพื่อนๆเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในช่วงบ่าย

 

4 Kings group

 

King Mork

กูรออยู่ที่โรงอาหารคณะนะ

 

 

 

จากนั้นผมก็กดออกจากหน้าต่างแอพฯไลน์อย่างไม่ได้สนใจที่จะรอคำตอบ และเข้าไปเช็คข่าวสารบ้านเมืองจากทางเฟสบุ๊ค แต่ละคนก็บ่นเรื่องรับน้องอย่างนั้นอย่างนี้ บางคนก็โพสต์ถึงหวานใจตัวเอง บางคนก็แชร์หนุ่มหล่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมผมอยู่ด้วย

 

ผมเข้าไปโพสต์รูปในอินสตาแกรมที่ผมถ่ายไว้ที่ไปเที่ยวจังหวัดน่านเมื่อวานนี้ มันเป็นรูปผาหัวสิงห์กับสายหมอกยามเช้าพร้อมแคปชั่นว่า

 

 

 

 

การเดินทางครั้งใหม่ #ภูผาและสายหมอก

 

 

 

“ไงมึง” และแน่นอนว่าเสียงนี้ต้องเป็นไอ้ไทม์ เพราะมันไม่ค่อยจะมาสายสักเท่าไหร่ ผิดกับไอ้เพื่อนอีกสองตัวของผมลิบลับเลย

 

 

“ก็ดีว่ะ ไปรอบนี้ได้อะไรใหม่ๆเยอะเลย ได้รู้จักพี่คนนึงชื่อพี่กาย เรียนปี3 ที่มอเรานี่แหละ มิหนำซ้ำนะ พี่เขายังไปเที่ยวคนเดียวเหมือนกูเลย โคตรบังเอิญ” ผมเอ่ยเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอมาให้ไอ้ไทม์ฟังทั้งหมดว่าเป็นยังไงบ้างรวมถึงเรื่องของพี่กาย บุคคลผู้ซึ่งเป็นความบังเอิญของผม

 

 

“แบบนี้เขาเรียกพรหมลิขิตเว้ย” ไอ้ไทม์พูดล้อให้ผมยกใหญ่

 

 

“พรหมลิขิตบ้าบออะไร เขาก็แค่ไปพักใจ ไม่ได้มีอะไรทั้งนั้นแหละ”

 

 

“ฮันแน่ มึงไม่เคยได้ยินหรอวะ คนที่อกหักเหมือนกันฟ้ามักดลบันดาลให้ไปพบเจอกันอ่ะ ฮ่าๆๆ “ อะไรของมัน พูดจาเป็นงง

 

 

“พอๆไร้สาระมึง แล้วไอ้กั๊มกับไอ้กัสถึงไหนละวะ” รีบเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า เดี๋ยวแม่งยาวหาเรื่องให้ผมตอบคำถามนู่นนี่นั่นพลอยให้ขี้เกียจจะนึกหาคำตอบไปด้วย

 

 

“เปลี่ยนเรื่องเก่งนะเราอ่ะ มันไลน์มาบอกว่าให้ไปรอที่ห้องเรียนเลย น่าจะช้าว่ะ”

 

 

หลังจากที่ผมกับเพื่อนสองคนกินข้าวเสร็จก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋าข้าวของเตรียมไปเรียนในช่วงบ่าย แต่ในขณะที่ผมเดินออกมาจากโรงอาหารคณะนั้น สายตาผมก็ประทะเข้ากับใครคนนึงเข้าอย่างจัง ตัวผมหยุดนิ่งชาวาปไปทั้งตัว ผมได้แต่จับจ้องใบหน้าหล่อเหลาคมคายคนที่ผมคิดถึงและโหยหามากที่สุด ระยะเวลากว่าสามเดือนที่ผมไม่ได้เห็นหน้าพี่เขา

 

และวันนี้เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าผมอีกครั้งอย่างไม่คาดฝันมาก่อน

 

******************************

เรื่องนี้จะแอบดราม่าเล็กๆนะครับ จากนั้นก็จะหวานกรุบกริบละมุนดีต่อใจครับ ฝากเอ็นดูลูกชายอย่างสายหมอกด้วยนะครับ

ความคิดเห็น