email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

อ่านแล้วระวังจะตกเป็นเหยื่อของพ่อเสือเลออนล่ะ หุหุ

ตอนที่ 2 เรียกพรหมลิขิตหรือเวรกรรม (rewrite)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 เรียกพรหมลิขิตหรือเวรกรรม (rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 80k

ความคิดเห็น : 53

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ค. 2563 11:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 เรียกพรหมลิขิตหรือเวรกรรม (rewrite)
แบบอักษร

ตอนที่ 2

โดย แยมขนมปัง

 

 

 

 

ทอยที่เข้ามานั่งทานอาหารกับน้องชาย แต่สายตาคู่สวยดันหันไปสบกับตาคู่คมของเลออนที่ยืนอยู่นอกร้านอย่างไม่ตั้งใจ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเด็กหนุ่มร่างสูง ทำเอาทอยรู้สึกไม่ชอบใจ

“พี่ทอยมองอะไรอยู่เหรอครับ” โซนถามขึ้นแล้วเหมือนจะเอี้ยวตัวหันมองตามสายตาของคนพี่

“ไม่มีอะไรหรอก โซนทานต่อเถอะ” ทอยพูดบอก โซนจึงพยักหน้ารับแล้วทานอาหารตรงหน้าต่อ ส่วนทอยเองก็เลิกสนใจเด็กหนุ่มที่เอาแต่ยืนมองเขาอยู่นอกร้าน แล้วหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าแทน

เมื่อสองคนพี่น้องทานอาหารกันเสร็จ ทอยก็พาโซนไปเลือกซื้อของขวัญตามที่บอกไว้ ทอยไม่ใช่คนที่ชอบเซอร์ไพรส์อะไรใครนัก จึงเลือกที่จะพาเจ้าของวันเกิดมาเลือกซื้อของขวัญด้วยตัวเองซะมากกว่า ซึ่งโซนก็ชินกับเรื่องนี้แล้ว พอเลือกซื้อของกันเรียบร้อย ทอยจึงพาโซนกลับบ้าน

“โซนรู้จักรุ่นพี่คนนั้นมานานแล้วเหรอ” ทอยถามขึ้นขณะขับรถ

“รุ่นพี่? รุ่นพี่คนไหนครับ”

“ก็รุ่นพี่ที่เราเจอที่ห้างเมื่อกี้นะ”

“อ๋อ พี่เลออนนะเหรอครับ ก็รู้จักมาสักพักแล้วนะครับ พี่ทอยมีอะไรหรือเปล่า”

“พี่ว่ารุ่นพี่ของโซนคนนี้ ดูไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่นะ โซนอย่าไปสนิทมากเลยดีกว่า” ทอยพูดด้วยความเป็นห่วง แต่กลับทำคนน้องยิ้มขำ

“ฮ่าๆ พี่เลออนเขาก็เป็นแบบนั้นแหละครับ ถึงพี่เขาจะดูเจ้าชู้ ทะเล้นไปบ้าง แต่จริงๆพี่เขาก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะครับ”

“แบบนั้นไม่เรียกทะเล้นหรอก เรียกกะล่อนมากกว่า” ทอยพูดตามในสิ่งที่ตาเห็น ส่วนโซนเองก็รู้สึกแปลกใจที่พี่ชายคนนี้แสดงอาการชัดเจนมากว่าไม่ชอบเลออน ทั้งๆที่ไม่ค่อยเป็นแบบนี้กับใครมากนัก

“เอาเป็นว่าถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะ พี่เป็นห่วง” ทอยเน้นย้ำอีกครั้ง แล้วหันมองน้องชายนิดๆ โซนจึงพยักหน้ารับ แล้วทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อ ไม่นานทอยก็ขับพาโซนมาถึงบ้านหลังใหญ่บ้านที่เขาไม่มองว่ามันคือบ้านมานานนับหลายปี

“พี่ทอยไม่เข้าไปด้วยกันเหรอครับ”

“พี่กลับก่อนดีกว่า ไว้พี่มาหาใหม่นะ”

ทอยพูดบอกยิ้มๆด้วยเสียงนุ่มลึก ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวน้องชายอย่างแผ่วเบา หากใครได้มาเห็นมุมอบอุ่นแบบนี้ของทอย จะต้องยิ่งตกหลุมรักผู้ชายคนนี้เป็นแน่แท้ เมื่อพูดร่ำลากันจบ ทอยก็หันหลังออกจากบ้านเพื่อจะเดินกลับไปที่รถ

 

“ไปไหนมาโซน”

เสียงของชายหนุ่มที่ทอยไม่ต้องหันไปมองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร โซ่ที่เดินลงมาจากด้านบน พูดถามน้องชายขึ้น ก่อนหันมองทอยที่ยืนหันหลังอยู่อย่างไม่สบอารมณ์นัก

“คือ..พี่ทอยพาโซนไปเลี้ยงวันเกิดนะครับ”

“พี่กับแม่ก็จัดงานเลี้ยงให้เราอยู่แล้วเย็นนี้ แล้วโซนจะไปให้คนอื่นเลี้ยงทำไม” โซ่พูดเน้นย้ำเสียง เหมือนอยากตอกย้ำคำว่า 'คนอื่น' ให้เข้าไปในใจของชายร่างสูงตรงหน้า แต่ทอยกลับยังคงยืนหันหลังนิ่ง ไม่ได้หันไปโต้ตอบหรือกล่าวว่าอะไร

“พี่โซ่! พี่ทอยไม่ใช่คนอื่นนะ พี่ทอยก็เป็นลูกของคุณพ่อ เป็นพี่ชายของพวกเรา เป็นครอบครัวเดียวกับเรา”

“แม่ไม่รับลูกขี้ข้า มาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันกับเราหรอกนะโซน”

เสียงเหยียดของหญิงสาววัยกลางคนที่ราวกับสายฟ้าฟาดของมนธา แม่ของโซ่กับโซนดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของทอยที่ทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆกับคำพูดเหยียดหยามที่เธอคนนี้มักจะใช้เชือดเฉือนเขาจนบาดลึกเข้ามาในใจของเขาทุกครั้งที่พบเจอ แต่ทอยกลับยังคงนิ่งเฉย ก่อนหันกลับมาทางหญิงสง่า แล้วยกมือขึ้นไหว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่มนธากลับมองทอยตาเข้ม ไม่ได้คิดจะรับไหว้แต่อย่างใด

“คุณแม่ครับ” โซนเรียกคนแม่อย่างอ่อนใจ

“แกยังกล้ามาเหยียบที่นี่อีกเหรอ ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไง ที่เข้ามาในบ้านของคนที่แกมีส่วนทำให้เขาต้องตายนะฮะ” คำพูดของมนธาทำเอาทอยใจกระตุก กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากอีกครั้ง แต่ก็ยังคงทำสีหน้านิ่งเฉยไว้

“คุณแม่อย่าพูดแบบนั้นสิครับ เรื่องคุณพ่อ พี่ทอยไม่ได้ผิดอะไร พี่ทอยก็เสียใจไม่ต่างจากพวกเราหรอกครับ”

โซนพูดเสียงสั่น ก่อนเดินเข้ามาจับแขนทอย แล้วหันมองเขาอย่างให้กำลังใจ ทอยยิ้มให้คนตัวเล็กนิดๆ แต่แววตากลับเศร้าหมองจนโซนสัมผัสได้

“โซนเลิกปกป้องมันสักทีเถอะ” โซ่พูดขึ้นเสียงติดหงุดหงิด

“ถ้าด่ากันจนพอใจแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ....โซนพี่กลับก่อนนะ”

ไม่ต้องรอให้เจ้าบ้านต้องไล่ซ้ำทอยก็ยกมือไหว้ลามนธาก่อนเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างไม่คิดจะหันหลังกลับไป เสียงตะโกนด่าทอของหญิงสง่ายังคงดังตามหลังมา แต่ทอยก็ไม่คิดจะหันกลับไปสนใจ เขารีบขึ้นรถแล้วขับออกมาจากบ้านหลังนั้นทันที

 

@คอนโดของทอย

ทอยทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม มือเรียวยกขึ้นก่ายหน้าผากอย่างเหนื่อยล้า สายตาเหม่อลอยมองไปที่เพดานห้องสีขาวอย่างไร้จุดโฟกัส ความเหนื่อยล้าของเขาไม่ได้เหนื่อยกายแต่อย่างใด แต่กลับเป็นเหนื่อยใจและปวดใจเสียมากกว่า

ทุกการพบเจอระหว่างเขากับมนธาและโซ่ ที่มักจะมีถ้อยคำถากถางเสียดสีและด่าทอราวกับเขาไร้ความรู้สึก แต่อะไรก็ไม่ทำให้ทอยเจ็บลึกเข้าไปในใจได้เท่ากับเรื่องที่ทั้งสองคนชี้โทษว่าเขาเป็นคนผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้ใครหลายคนต้องเสียใจ เจ็บปวด แต่ใครจะรู้ว่าคนที่ได้รับบาดแผลลึกที่สุด

ก็คือคนที่อยู่ในเหตุการณ์...

คนที่เห็นทุกเสี้ยววินาทีของชีวิต แต่มิอาจจะช่วยอะไรได้เลย ทำได้เพียงแค่มองคนที่ตนรัก ลาจากโลกไปโดยไม่อาจหวนคืน เหลือไว้เพียงตัวเขา เด็กน้อยตาดำๆในวันนั้นที่ต้องมารับความเจ็บปวดทั้งหมดถึงทุกวันนี้

ทอยค่อยๆหลับตาลงช้าๆ ภาพเหตุการณ์เดิมเริ่มฉายซ้ำราวกับพึ่งผ่านมาไม่นาน เพราะมันเป็นสิ่งที่ทอยสลัดออกไปจากความทรงจำไม่ได้เลย ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิท เหมือนกับความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ที่มันมืดมนมองไม่เห็นแสงสว่างที่จะนำทางให้เขาออกมาจากภาพอดีตที่แสนเจ็บปวดนั้นได้เลย

---------------------

@มหา'ลัย xy

“ยิ้มแป้นหน้าบานแต่เช้าแบบนี้ เมื่อคืนจัดหนักใครมาอีกสิท่า” เก็ทเพื่อนร่างยักษ์พูดทัก เมื่อเห็นเลออนเดินยิ้มกว้างเข้ามา

“ก็เรื่องปกติของกูหรือเปล่าวะ”

“เบาได้เบานะมึง” โฟนเพื่อนหน้านิ่งพูดเสียงเอือม

“ว่าแต่กู มึงสองคนก็ไม่ต่างจากกูสักเท่าไหร่หรอกไอ้เก็ท ไอ้โฟน อีกอย่างนะ กูก็เล่นๆเท่านั้นเปล่าวะ ผิดเหรอ ที่กูแค่อยากมอบความสุขให้กับคนที่กูสนใจ” เลออนยักไหล่อย่างไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เพื่อนพูด ทำเอาเพื่อนๆ ต่างส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

“แล้วนี่ไอ้ธีมยังไม่มาเหรอวะ” เลออนถามหาเพื่อนอีกคน

“มันไปส่งเมียที่ตึกนิเทศฯโน่น” เก็ทตอบ

“แม่งไอ้ธีม ตั้งแต่มีเมียก็ติดเมียฉิบหาย จะชวนออกไปไหนที มันก็ต้องขออนุญาตเมียมันก่อน” เลออนเอาเรื่องจริงมาพูดขำ

ผัวะ!

“โอ๊ยใครวะ!!” เลออนร้องโวย เมื่ออยู่ๆก็มีคนตบเข้าที่หัวเขาจังๆ

“กูเอง” และไม่ต้องสงสัยนานเมื่อเสียงทุ้มเย็นของธีมเพื่อนเขาตอบกลับมา

“แล้วมึงมาตบกูทำไมเนี่ย เดี๋ยวกูก็โง่หรอก”

“มึงไม่ได้โง่อยู่นานแล้วเหรอวะ” เพ้นท์เพื่อนที่แลดูจะเป็นคนดีที่สุดในกลุ่มพูดเหน็บเลออนทำเพื่อนทุกคนยิ้มขำ

“ไอ้เพ้นท์ มึงนี่นะ”

“ว่าแต่มึงเถอะ แอบนินทาอะไรกู” ธีมพูดถามทำเอาคนนินทายิ้มแห้ง

“กูเปล่านินทาเว้ย ก็เรื่องจริงทั้งนั้น ฮ่าๆ” เลออนพูดขำ แต่ก็ไม่ทันได้มีใครได้พูดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ของเลออนก็ดังขึ้น พอหยิบออกมาดูก็ทำเอาเขาหน้ามุ่ย

“ใครโทรมาวะ ถึงได้ทำหน้าแบบนั้น” ธีมถาม

“กูว่าที่บ้านมันโทรมาชัวร์” เก็ททายอย่างรู้ทัน

“เออ ม๊ากูโทรมา คงโทรตามให้กูกลับบ้านแหงๆ” เลออนพูดเสียงหน่าย ก่อนจะกดรับสาย

“ครับม๊า”

(“เลทำอะไรอยู่ลูก”)

“เลกำลังจะเข้าเรียนนะครับ ม๊ามีอะไรหรือเปล่าครับ”

(“เย็นนี้กลับมาทานข้าวที่บ้านนะ ป๊ากับม๊าคิดถึงเลรู้ไหม เราอยู่แต่คอนโด ไม่ยอมมาหาม๊าบ้างเลย”) เลออนถอนหายใจทันที คงมีแต่หวยสินะที่เขาทายไม่ถูก

“เลก็อยากกลับบ้านบ่อยๆนะม๊า แต่กลับไปทีไร ก็โดนป๊าบ่นเรื่องที่จะให้เลเข้าบริษัททุกที”

(“เอาน่า เย็นนี้ต้องกลับมาทานข้าวที่บ้านนะ ม๊าจะรอ”) คำว่ารอที่ไม่ใช่ถ้อยคำขอร้องแต่เป็นคำสั่งทำเลออนถอนหายใจอีกครั้ง

“ก็ได้ครับ ไว้เจอกันเย็นนี้นะครับม๊า”

เลออนตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเห็นว่าลูกชายยอมตกลง คนแม่จึงวางสายไป ส่วนเลออนก็นั่งทำหน้าเหมือนคนเบื่อโลกเต็มที

สาเหตุที่เขาไม่ชอบกลับบ้าน เพราะเหนื่อยจะฟังคนพ่อบ่นเรื่องที่จะให้เขาเข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบสุดๆ เพราะพอเขาเข้าบริษัททีไร ก็ต้องเจอกับสายตาของพนักงานสูงวัยรวมถึงผู้ถือหุ้น ที่มักจะมีสายตาที่สื่อออกมาว่า

ไม่ยอมรับในตัวเขาที่เป็นลูกชายคนเดียวของประธานบริษัท

เพราะด้วยนิสัยชายหนุ่มเจ้าสำราญ ที่เที่ยวเล่นไปวันๆ ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า จึงทำให้ใครต่างมองดูถูกว่าเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน ไม่เหมาะที่จะมารับช่วงต่อบริษัท แต่ไม่มีใครเคยรู้เลยว่า ถึงเลออนจะดูไม่จริงจังกับอะไร แต่แท้จริงแล้ว เขาเป็นถึงเจ้าของธุรกิจสปาที่ใหญ่โตตั้งแต่อายุยังน้อย โดยหุ้นกับเพื่อนคือเก็ทและโฟนนั่นเอง

“ขึ้นเรียนกันเถอะ ได้เวลาแล้ว” เพ้นท์พูดเรียกให้เลออนได้หลุดจากความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนทุกคนจะพากันขึ้นเรียน

----------------------

พระอาทิตย์ที่เริ่มเคลื่อนตกขอบฟ้า ซึ่งเป็นเวลาที่ชายหนุ่มควรได้ออกไปเริงร่าท่องราตรี แต่แล้วเขากลับต้องมาติดแหง็กอยู่บนรถที่กำลังจะขับมุ่งหน้าไปบ้านของเขา ถึงแม้ว่าเลออนจะไม่อยากกลับบ้าน แต่สุดท้ายก็ต้องมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนแรกเขาอุตส่าห์คิดแผนโกหกคนแม่ว่าติดทำงานกลุ่ม แต่คนแม่ดันโทรมาหาเลออนซะก่อนอย่างกับรู้ล่วงหน้าแล้วบอกว่าเธอเข้าครัวลงมือทำอาหารของโปรดเตรียมไว้รอเขาแล้ว เลออนจึงปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ต้องกลับมาบ้านอยู่ดี

“มาแล้วเหรอลูก ไปที่ห้องอาหารกันเถอะ ป๊าเขารออยู่”

ศินี แม่ของเลออนทักลูกชาย ก่อนจะพากันเดินเข้าไปยังโต๊ะอาหารซึ่งพอเลออนไปถึงก็เจอกับสายตาคู่คมของคนพ่อที่มองมาทางเขา แต่เลออนก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแม่

“ถ้าม๊าแกไม่โทรตาม แกก็ไม่คิดจะกลับบ้านใช่ไหมเจ้าเล” ทรงพลพ่อของเลออนพูดทักขึ้นทันทีที่เลออนนั่งลง

“โธ่ป๊า เลมาไม่ทันถึง 5 นาที ป๊าก็บ่นเลแล้วเหรอ”

“ ก็ดูแกทำตัวสิ จะไม่ให้ป๊าบ่นได้ยังไง”

“พอเลยสองคนพ่อลูก มาถึงก็เถียงกันแล้ว ทานข้าวกันก่อนเถอะ แล้วจะคุยอะไรกันก็ค่อยคุย” ศินีพูดห้ามทัพ เลออนและทรงพลจึงไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ก่อนเริ่มทานข้าวกัน

“เมื่อไหร่แกจะเข้าไปที่บริษัท” ประโยคเดิมๆของคนพ่อทำเอาเลออนหน้ามุ่ย

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละป๊า”

“แกจะมาเล่นๆเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้วนะ นี่ก็ปี 3 แล้ว แกใกล้จะจบแล้วนะ ถ้าแกไม่เข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัทบ้าง แล้วแกจะทำงานเป็นเหรอ อีกอย่างลูกน้องกับพวกผู้ถือหุ้นเขาจะเชื่อมั่นในตัวแกได้ยังไง หรือแกอยากให้คนอื่นเขามองว่า ที่แกได้ตำแหน่งเพียงเพราะแกเป็นลูกชายป๊าฮะ” คนพ่อกล่าวมาชุดใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าคำพูดเหล่านั้นได้ทะลุผ่านหูซ้ายออกหูขวาของลูกชายไปเสียแล้ว

“ผมก็ไม่ได้อยากรับช่วงต่อจากป๊าสักหน่อย” เลออนพึมพำ แต่ทรงพลกลับได้ยินชัดเจน

ปึง!

เสียงทุบโต๊ะจากมือแกร่งของผู้เป็นพ่อ ทำเอาทั้งศินีและเลออนสะดุ้งโหยง

“แกพูดออกมาได้ยังไงฮะ ว่าจะไม่รับช่วงต่อ นี่มันบริษัทที่ป๊าสร้างมาจากน้ำพักน้ำแรง แกเป็นลูก แกก็ต้องเข้ามาดูแล เข้าใจไหม!” ทรงพลตะคอกลั่น อย่างไม่สบอารมณ์

“ใจเย็นๆสิคะคุณ คุยกับลูกดีๆ” ศินีพูดปรามสามี

“ก็คุณฟังที่มันพูดสิ.....ไม่รู้แหละ พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ แกไม่มีเรียน ยังไงแกก็ต้องเข้าบริษัท” ทรงพลพูดเสียงจริงจังไม่มีเล่น

“แต่ป๊า.........”

“ถ้าแกไม่เข้าไป ก็ไม่ต้องมาเรียกป๊าว่าป๊าอีก” ทรงพลยื่นคำขาด ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องอาหารทันที ส่วนเลออนก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย คิ้วคมขมวดเข้าหากันจนแทบมัดกันเป็นปม

"ไม่ให้เรียกป๊า เรียกพ่อ เรียกแด๊ดแทนก็ได้"

“เล" ศินีเรียกปรามลูกชาย "เลก็ทำตามที่ป๊าบอกเถอะลูก อย่าให้ป๊าเขาโมโหไปมากกว่านี้”

“แต่ผมไม่อยากไปเจอสายตาของพวกหุ้นส่วนของป๊านี่ครับ”

“จะไปสนใจทำไม ใครจะคิดอะไร จะพูดอะไร จะมองเราแบบไหนก็เรื่องของเขา เราเป็นยังไง เราย่อมรู้ตัวเราดี” ศีนีพูดสอนลูกชาย ส่วนเลออนก็นิ่งคิดตามที่แม่บอก

“ก็ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะเข้าบริษัท” เลออนพูดบอกอย่างไม่เต็มเสียงนัก “งั้นผมกลับคอนโดก่อนนะม๊า”

“ทำไมไม่นอนที่นี่ละลูก จะได้ไม่ต้องขับรถกลับดึกดื่นป่านนี้”

“ไม่ดีกว่าครับ ขืนเลนอนที่บ้าน มีหวังป๊าต้องให้เลเข้าบริษัทพร้อมป๊าแน่ๆ” เลออนบ่นอุบอิบ ทำเอาศินียิ้มขำ เมื่อพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ศินีก็เดินมาส่งลูกชายที่รถ ก่อนเลออนจะขับรถออกไป

------------------------

“เธอๆๆ นั่นใครนะ โคตรของโคตรหล่อเลย”

“เธอเป็นพนักงานใหม่คงไม่รู้จักสินะ นั่นนะคุณรชณกร ลูกชายคนเดียวของท่านประธานยังไงล่ะ ทั้งหล่อ รวย มีชาติตระกูล ดูดีไปหมดทุกระเบียบเลยจ้า”

“คือดีอะเธอ ถ้าใครได้ไปนะ คงโชคดีมากแน่ๆ”

“คงยากนะเธอ เพราะชื่อเสียงของคุณรชณกรนะ เป็นที่รู้ๆกันทั้งนั้น ว่าคุณเขาเพลบอยตัวพ่อเลยจ้าาาาา เปลี่ยนคู่นอนบ่อยกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกมั่ง แต่ก็ยังไม่เคยเห็นจะมีใครเป็นตัวเป็นตน”

“ฉันละอยากจะเห็นจริงจริ๊ง ว่าใครจะเอาชนะใจคุณรชณกรได้ ฉันว่าต้องเป็นผู้หญิงที่สุดยอดมากอะ”

 

เช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสเหมือนอย่างเคย เลออนเดินเข้าบริษัทมาด้วยสีหน้าเบื่อโลก ตลอดทางที่เลออนเดินผ่านก็เรียกสายตาทุกคู่หันมาจับจ้องเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะพนักงานสาว ที่ส่งเสียงวี้ดว้ายเบาๆพร้อมสายตาอ่อยให้กับร่างแกร่ง ส่วนเลออนก็หันส่งยิ้มโปรยเสน่ห์ชวนหลงใหลกลับไป ทำเอาผู้หญิงที่ได้เห็นแทบเข่าทรุด ไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนทรงตัวไหว

แต่สายตาที่มองเลออนนั้น ก็ไม่ได้มีแค่สายตาชื่นชม แต่ยังมีสายตาดูถูก เหน็บแนม สงสัย และไม่ค่อยพอใจที่เลออนมาอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ไม่ใช่สายตาของใครที่ไหน แต่เป็นสายตาของพวกพนักงานที่เป็นพวกของเหล่าผู้ถือหุ้น ที่ไม่ชอบใจในตัวเลออนตามผู้เป็นนายที่พวกเขาต้องคอยเลียแข้งเลียขา แต่เลออนก็ไม่คิดจะใส่ใจกับสายตาพวกนั้นหรอก

อยากมองก็มองไป

เขาขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนสุดของตึกสูง ซึ่งเป็นชั้นของระดับผู้บริหาร ก่อนจะเดินตรงไปยังประตูห้องทำงานของพ่อ ซึ่งก็เป็นอย่างเช่นเคย เขายังคงไม่พบเลขาฯของพ่อที่ควรจะนั่งอยู่หน้าห้องเลยสักครั้ง ถึงจะพึ่งเข้ามาไม่กี่ครั้งก็ตาม แต่เลออนก็ไม่ได้ใส่ใจมาก ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของพ่อ ก็พบชายวัยกลางคนที่รูปร่างภูมิฐานกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านแฟ้มเอกสารในมือ

“กว่าจะมาได้นะ จะมีสักครั้งไหมที่แกจะเข้าบริษัทตั้งแต่เช้าไม่ใช่มาซะสายป่านนี้” คนพ่อพูดขึ้นทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย

“เลก็มาแล้วไงป๊า” เลออนพูดบอก ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน

“ป๊าจะให้เลขาฯของป๊าเป็นคนสอนงานแก” ทรงพลเข้าเรื่องทันที ทำเอาเลออนขมวดคิ้ว

“อะไรนะป๊า เลไม่เอาหรอก”

เขาปฏิเสธทันทีแทบไม่ต้องคิด แค่พ่อจะให้เข้าบริษัททุกวันหยุด เขาก็จะแย่แล้ว นี่จะให้เรียนรู้งานกับเลขาฯของพ่อ ซึ่งก็คงจะเป็นป้าแก่ๆ ไม่ก็ลุงที่มีอายุ เหมือนกับเลขาฯของผู้บริหารคนอื่นๆเป็นแน่ ซึ่งเลออนไม่มีทางยอมเด็ดขาด

“ป๊าไม่ได้ถามความคิดเห็นแก แต่นี่คือคำสั่ง ”

“ไม่! ยังไงเลก็ไม่ยอมมาเรียนรู้งานอะไรนั่นกับคนแก่เด็ดขาด ป๊าก็รู้ว่าเลเข้ากับผู้ใหญ่ไม่เก่ง” เลออนลุกขึ้นยืนแล้วพูดปฏิเสธลั่น อย่างเอาแต่ใจ

“แล้วใครบอกว่าป๊าจะให้แกเรียนรู้งานจากคนแก่ฮะ”

“ก็ป๊าบอกว่า........”

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เลออนไม่ทันได้เถียงจบก็มีเสียงเคาะประตูดังเข้ามาห้ามทัพเสียก่อน เขาจึงนั่งลงกลับที่เดิมอย่างหงุดหงิด

“เข้ามา” ทรงพลพูดอนุญาต

คนที่ยืนอยู่หน้าห้องจึงเปิดประตูเข้ามา พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ก่อนจะยื่นส่งให้กับทรงพล แล้วกลับไปยืนห่างจากโต๊ะทำงานเล็กน้อย ส่วนเลออนที่ยังคงอารมณ์ไม่ดีอยู่ก็หันมองออกไปทางกระจกด้านข้างที่สามารถมองออกไปเห็นวิวด้านนอกได้ โดยที่ไม่หันไปสนใจผู้มาเยือน

“วิรากรเข้ามาพอดีเลย ผมจะแนะนำลูกชายของผมให้รู้จัก นี่เจ้ารชณกร ลูกชายคนเดียวของผมเอง ที่ผมเคยบอกว่าจะให้คุณช่วยสอนงานให้”

วิรากร ชื่อผู้ชายนี่หว่า หึ คงเป็นตาลุงแก่ๆหัวโบราณละสิท่า....

“ส่วนนี่วิรากร เลขาฯของป๊าเอง” ทรงพลพูดแนะนำให้ลูกชายรู้จักกับเลขาฯเช่นกัน แต่เลออนยังคงเงียบ แล้วหันมองออกไปยังวิวด้านนอกอย่างไม่ใส่ใจ

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณรชณกร”

หืม?

เสียงหวานคุ้นหู ที่ทำเอาเลออนต้องขมวดคิ้ว เหมือนจะเคยได้ยินเสียงโทนนี้มาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าเป็นที่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเลขาฯของพ่อเขาคนนี้ ไม่ใช่คนมีอายุแน่นอน เพราะเสียงยังหนุ่มมาก เลออนจึงหันกลับไปมองทางเลขาฯของพ่อ

กึก

ร่างแกร่งถึงกับชะงัก เมื่อได้เห็นใบหน้าเนียนใสของชายร่างโปร่งตรงหน้า ทำเอาเลออนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยที่แสนเย็นชา กับจมูกรั้นๆและปากเรียวบางที่เคยเล่นงานเขามาแล้วครั้งหนึ่ง เขาจำได้ดีไม่มีลืม

“ นี่คุณ! ” เลออนยืนขึ้นชี้หน้าร่างโปร่งที่ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย

“แกรู้จักกับวิรากรด้วยเหรอ” ทรงพลถามขึ้น ส่วนเลออนเองเมื่อหายจากอาการตกใจ และแปลกใจที่มาเจอร่างโปร่งที่นี่ ก็กระตุกยิ้มออกมาทันที

“คนนี้เลขาฯพ่อเหรอครับ” เลออนถามยิ้มๆ

“ใช่...แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือแกกลัวเข้าจะสอนงานแกไม่ได้ แกไม่ต้องห่วง ถึงวิรากรจะยังดูหนุ่ม แต่ก็ทำงานกับป๊ามา 3 ปี เขาเป็นคนเก่งมีความสามารถ แกอาจจะไม่เคยเจอเขาเพราะป๊าให้เขาไปช่วยดูงานแทนที่ต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง” ทรงพลพูดบอก เพราะคิดว่าลูกชายไม่มั่นใจในตัวเลขาฯของเขา

“ผมตกลงครับ” คราวนี้เลออนตอบรับทันทีแทบไม่ต้องคิด ทำเอาทรงพลเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้เลออนเอาแต่จะปฏิเสธท่าเดียว แต่พอมาตอนนี้ กลับตกปากรับคำอย่างง่ายได้

“แกยอมมาเรียนรู้งานตามที่ป๊าบอกงั้นเหรอ” ทรงพลถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“ใช่ครับ” เลออนตอบกลับยิ้มๆ ก่อนจะหันมองทอยด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

“ทำไมอยู่ๆถึงยอมตกลงล่ะ”

“ก็พ่อบอกว่าเลขาฯของพ่อเก่งมากไม่ใช่เหรอครับ ผมก็อยากจะมาเรียนรู้ เอาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จากคุณวิรากรยังไงละครับ”

เลออนพูดยิ้มกริ่ม ก่อนเน้นเสียงในท้ายประโยคแล้วหันมองทอยด้วยสายตาเป็นประกายฉายแววเจ้าเล่ห์ ส่วนทอยก็ยังคงทำหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอาการอะไร แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้ภายในใจของชายหนุ่มกำลังคุกรุ่นดังไฟเผา ทอยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เขาต้องมาสอนงาน คือคนคนเดียวกันกับเด็กหน้าไม่อายที่เขาเจอเมื่อวันก่อนและเขามองว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่เอาไหนสุดๆ เขารู้สึกไม่ชอบหน้าเลออนเลยสักนิด แต่ทอยก็ไม่อาจปฏิเสธเจ้านายของตนเองได้

“งั้นก็ดี ถ้ายังไงแกก็มาเริ่มงานตั้งแต่พรุ่งนี้เลยแล้วกัน”

“วันนี้ครับ เลขอเริ่มวันนี้เลย ไหนๆก็เป็นวันหยุดของเลอยู่แล้ว” เลออนรีบพูดขอพ่อทันที ยิ่งทำให้ทรงพลแปลกใจเข้าไปใหญ่

“แกกินยาลืมเขย่าขวดหรือเปล่า ถึงได้นึกขยันแบบนี้”

“ก็เลจะได้เป็นงานเร็วๆไงละป๊า” เลออนพูดด้วยสีหน้าใสซื่อ

“ตามใจแกแล้วกัน.....งั้นผมฝากลูกชายด้วยนะ ถ้ามันเอาแต่เล่น คุณจัดการมันตามสมควรเลย ไม่ต้องเกรงใจผม ” ทรงพลพูดกับลูกชายก่อนจะหันมาพูดกับทอย ที่ยืนเงียบอยู่นาน

“ครับท่าน แล้วจะให้คุณรชณกร นั่งทำงานที่ห้องไหนครับ”

“ห้องข้างๆห้องผมนี่แหละ ผมพึ่งให้คนไปเตรียมห้องไว้เมื่อเช้า ตอนคุณไปพบลูกค้านะ” เมื่อเข้าใจตรงกันเรียบร้อย ทอยจึงขอตัวออกไปโดยมีเลออนเดินตามไปติดๆ

------------------------

ทอยเปิดประตูเข้ามายังห้องที่ถัดจากห้องทำงานของผู้เป็นนาย ซึ่งภายในห้องถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

“เดี๋ยวผมจะไปเตรียมเอกสารที่จะให้คุณดูในวันนี้ เชิญคุณรชณกร นั่งรอในห้องก่อนนะครับ” ทอยพูดบอกแล้วหันตัวจะเดินออกจากห้อง

“เรียกผมเลออนก็ได้ครับ” เลออนพูดขึ้นทำเอาทอยชะงักเท้า แล้วหันกลับมาทางเด็กหนุ่มที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทอยไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่

“ได้ครับคุณเลออน” ทอยตอบรับเสียงเรียบ

“แล้วคุณละครับ ชื่อวิรากรมันยาวไปนะ ผมเรียกยาก” เลออนถามต่อ ถึงแม้ว่าเขาจะจำได้ว่าคนตรงหน้าชื่อเล่นว่าอะไร แต่แค่อยากแกล้งถามร่างโปร่งเท่านั้น

“ทอยครับ เรียกผมว่าทอยก็ได้ครับ” ทอยจำใจตอบ

“ชื่อทอยเหรอครับ ชื่อน่าเล่นจังเลย” เลออนพูดด้วยสีหน้าทะเล้นแววตาซุกซน ทำเอาทอยกัดฟันกรอดอย่างข่มอารมณ์

“คำพูดคำจาของคุณชั่งส่วนทางกับวุฒิภาวะของคุณนะครับ”

ทอยพูดตอกกลับเสียงเรียบนิ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เลออนโกรธเลย กลับนึกสนุกด้วยซ้ำ เพราะถึงทอยจะนิ่งมากแค่ไหน แต่เลออนก็รู้ว่าตอนนี้ร่างโปร่งคงกำลังหงุดหงิดอยู่ในใจไม่น้อย

“ทำไมพูดจาดูห่างเหินกันจังเลยละครับ เราเคยเจอกันมาสองครั้งแล้วนะ แต่เอ๊ะ~ นี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วสิ”

“แล้วยังไงครับ”

“คุณไม่เคยได้ยินเหรอ เขาว่ากันว่า คนที่ไม่เคยรู้จักกัน แล้วบังเอิญมาเจอกันถึงสามครั้ง มันเรียกว่า พรหมลิขิตนำพาให้เรามาเจอกัน” เลออนพูดยิ้มๆ แล้วมองร่างโปร่งด้วยแววตาสนุก ส่วนทอยเองพอได้ยิน ก็ถอนหายใจหนักๆ อย่างพยายามอดกลั้นอารมณ์

“ผมว่าคงเป็นเวรกรรมมากกว่านะครับ ” ทอยพูดบอก ตอนนี้เขายอมรับเลยว่า เริ่มจะทนกับความกวนประสาทของเด็กหนุ่มไม่ไหวแล้ว

“นี่คุณจะบอกว่า เราเคยเจอกันตั้งแต่ชาติปางก่อนเหรอครับเนี่ย หรือว่า ฟ้าอาจจะอยากให้เราได้มารู้จักสนิทสนมกันก็ได้นะครับ”

เลออนยังคงสรรหาคำพูดมายั่วโมโหทอยไม่หยุด ก่อนมือหนาจะยกขึ้นลูบที่แก้มใสของใบหน้าสวย ทำเอาทอยชะงัก รีบปัดมือของเลออนออกจากหน้าตัวเองทันที

“นี่คุณ!!”

ทอยพูดลั่นอยากเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ก่อนจะค่อยๆผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับอารมณ์ เพราะทอยไม่อยากจะมีปัญหากับลูกชายของท่านประธานตั้งแต่วันแรก ส่วนเลออนก็ยกยิ้มอย่างผู้ชนะที่ทำให้ผู้ชายนิ่งๆ ดูเย็นชาๆแบบทอย ที่เคยพูดเล่นงานเขาเมื่อครั้งเจอกันที่ห้าง หลุดอารมณ์โมโหออกมาจนได้ ถึงแม้จะแค่แป๊บเดียวเท่านั้น ร่างโปร่งก็กลับมาทำสีหน้านิ่งๆเช่นเดิม

“ผมจะไปเอาเอกสาร เชิญคุณนั่งรอไปก่อนตามสบายนะครับ” ทอยพูดบอกและไม่รอให้เลออนตอบรับแต่อย่างใด เขาก็รีบเดินออกไปจากห้องทำงานของเลออนทันที

“หึหึ ชักจะสนุกแล้วสิ” เลออนพูดยิ้มกริ่มมองร่างโปร่งที่เดินออกไป

---------------------

ทอยเดินตรงไปเข้าห้องน้ำทันที ก่อนจะเปิดน้ำที่อ่างล้างมือ วักน้ำลูบหน้าตัวเองให้ความเย็นจากน้ำ ช่วยดับอารมณ์ร้อนดั่งไฟเผาของเขาในตอนนี้ ทอยเป็นคนหนึ่งที่มักจะเก็บอารมณ์ได้ดีมาก ไม่เคยแสดงอารมณ์หรืออาการความรู้สึกใดๆให้ใครรับรู้ และด้วยความใจเย็นบวกกับบุคลิกที่ดูนิ่งๆของทอย จึงทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาต่อกรกับเขามากนัก เพราะยากที่จะคาดเดาว่าเขาคิดอะไรอยู่

แต่เลออน ที่พึ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง กลับทำให้ทอยแทบบ้าทุกครั้งที่ได้เจอ ทอยไม่คิดเลยว่าเขาจะต้องมารู้จัก และมาสอนงานให้กับคนที่ยียวนกวนประสาทเหมือนเลออนแบบนี้

“ ไอ้เด็กผีเอ๊ย! ”

ทอยสบถด่าโดยที่นึกถึงหน้าของเด็กร่างแกร่ง ก็ทำให้ทอยนึกหงุดหงิดใจ ก่อนจะล้างหน้าอีกครั้ง แล้วทำใจให้นิ่งสงบสติอารมณ์ตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าสามารถควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ทอยจึงเดินออกจากห้องน้ำ เพื่อไปเตรียมเอกสารให้กับเด็กหนุ่มที่เขาไม่อยากจะเจอที่สุด

.

.

.

.

ทำไมเลออนไปแกล้งพี่เขาแบบนั้นล่ะ 😂😂

ทำเอาทอยฟิวส์ขาดเลย ฮ่าๆๆ

โปรดติดตามตอนต่อไป.......

ปล. หากตอนนี้พบคำผิด หรือชื่อตัวละครสลับกัน รบกวนเมนต์บอกไรท์หน่อยนะคะ

1 คอมเมนต์ดีๆ = ร้อยกำลังใจ❤

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว