Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : การเดินทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 223

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 19:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
การเดินทาง
แบบอักษร

 

 

นี่ก็ผ่านมาเกือบอาทิตย์นึงแล้วกับการเปิดเทอม ซึ่งชวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็ราบเรียบไม่มีอะไรดูพิเศษขึ้น การเรียนก็เรื่อยๆสบายๆยังไม่มีอะไรยากเกินความสามารถครับ เพราะพึ่งผ่านช่วงเปิดเทอมมาได้ไม่นานทุกๆอย่างเลยดูใหม่ไปหมด ดูเชื่องช้าค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่รีบร้อนไปซะทุกอย่าง พราะแต่ละคนก็ดูจะสบายๆ หน้าตายังดูยิ้มแย้มเบิกบานหทัยกันท่วนหน้า รวมถึงเพื่อนใหม่ๆที่แวะเวียนมาทักทายผมบ้าง แต่ก็อย่างเคยครับ ผมก็ยังมีเพื่อนที่สนิทเท่าเดิม ไม่มีเพิ่มไม่มีลด มันเป็นความสบายใจของผมเองแหละครับ ไม่อยากวุ่นวายกับใครมาก ผมถือคติที่ว่า น้อยแต่มากครับ เพราะเพื่อนผมทุกคนล้วนให้ความสำคัญซึ่งกันและกันมากอยู่แล้ว และด้วยหน้าตาผมกับกลุ่มเพื่อนด้วยแล้วมักมีคนมากหน้าหลายตาให้ความสนใจในตัวพวกผมไม่น้อย มักมีข่าวหรือรูปถ่ายของพวกผมไปแปะไว้บนแอพฯบ้าง ไม่แอพฯใดก็แอพฯนึง ทั้งเฟสบุ๊คเอย อินสตาแกรมเอยรวมถึงทวิตเตอร์ด้วย ซี้งส่วนใหญ่ก็จะโพสต์ในแนวที่ว่า

 

 

 

 

สายหมอกหล่ออย่างนั้นสายหมอกหล่ออย่างนี้ หรือหนักหน่อยก็ น้องหมอกผัวทุกสถาบัน แล้วมีคนแชร์รูปนับพัน คนกดไลก์นับหมื่น ไหนจะคอมเม้นต่างๆนาๆอีก

 

 

 

 

แรกๆผมก็จะรู้สึกเขินหน่อยที่อยู่ดีๆก็มีรูปของตัวเองไปแปะเด่นหราอยู่หน้าเพจดังที่มีคนติดตามเป็นล้าน

 

 

 

 

แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะชินแล้วแหละครับ ธัมด๊า ก็คนมันหล่อ ฮ่าๆๆ

 

 

 

 

ส่วนกิจกรรมรับน้องก็ดำเนินไปในทิศทางของมัน ถึงเวลานัดของรุ่นพี่ พวกผมนักศึกษาปีหนึ่งก็ทำหน้าที่ของใครของมันอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง อาจจะมึบ้างบางคนที่เข้าสาย โดดกิจกรรมบ้าง ซึ่งในแต่ละวันมันอาจจะไม่ครบบ้าง แต่ก็ยังถือว่ามากอยู่ดี

 

 

 

 

คนที่มาสายหรือขาดย่อมมีบทลงโทษแรงเบา ตามความเหมาะสมและเห็นสมควรหรือการตัดสินใจของรุ่นพี่ นั่นแหละครับ แต่มันก็ผ่านมาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว

 

 

 

ย้อนกลับไปหลังจากที่ผมบอกรักพี่ภูผา

 

 

 

ผมก็จะพยายามเข้มแข็งขึ้นอยู่กับเพื่อนให้มากขึ้น คุยกับคุณแม่บ้างช่วยคุณแม่ทำกับข้าวบ้าง โทรนัดเพื่อนออกไปเที่ยวบ้างหรือแม้แต่พวกมันเข้ามาเล่นกับผมอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลาที่ผมอกหก ไม่สิจะเรียกว่าอกหักก็ไม่ได้เพราะว่าพี่ภูผาไม่ได้รักผมเลยเราไม่ได้มีสถานะที่เรียกว่าคนรัก เอาเป็นว่าเป็นความผิดหวังเรื่องความรักก็แล้วกัน

 

 

 

 

มีแต่พวกมันนี่แหละครับที่คอยปลอบคอยให้กำลังใจ กว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้มันชั่งยากเย็นแสนเจ็บปวดเหลือเกิน เพราะผมมีเขาคนนั้นในชีวิตผมมาตลอด โตมาด้วยกัน พี่ภูผาเป็นทุกอย่างของผม พอมาวันนึงไม่มีพี่เขาอยู่ข้างๆ มันก็ทำให้ชีวิตของผู้ชายอย่างผมคนนึงถึงกับมืดบอด ทำให้ทุกอย่างพังทะลายลงมาได้เหมือนกัน

 

 

 

สายหมอกในสายตาของใครๆหลายคนอาจจะดูลึกลับ หรือสวยงามดูสบายตา เย็นฉ่ำทุกครั้งเวลาที่ได้สัมผัส แล้วใครจะรู้เล่าว่า สายหมอกอย่างผมก็รู้สึกได้และเจ็บเป็นและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

 

 

 

 

ผมได้ตัดสินใจบางอย่างและออกเดินทางท่องเที่ยวในระหว่างรอเปิดเทอมนั้น ครั้งแรกพวกเพื่อนผมก็เป็นห่วงเรื่องการเดินทาง รวมถึงสภาพจิตใจของตัวผมเองด้วย พวกมันจะไม่ปล่อยให้ผมไปคนเดียวด้วยซ้ำ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะตามมาให้ได้

 

 

 

 

สุดท้ายผมเลยให้คำมั่นสัญญากับพวกมันไป ว่าจะดูแลตัวเองให้ดี จะรักตัวเองให้มากๆจะก้าวออกมาจากจุดเดิมๆซะที

 

 

 

 

มันเป็นการเดินทางครั้งสำคัญและเป็นก้าวแรกที่ผมได้ตัดสินใจเดินทางเพียงลำพัง เพื่อหวังคิดทบทวนว่าผมพลาดตรงไหน หรือจะดำเนินชีวิตไปในทางไหน เผื่อมันจะทำให้ผมได้นึกย้อยกลับไปและเข้มแข็งขึ้นโดยที่วันข้างหน้าไม่มีเขาคนนั้นยืนข้างๆผม

 

 

 

 

กลับมาเย็นวันศุกร์

 

 

 

 

“สายอินดี้สายติ๊ดหรอเรา? กูพึ่งรู้” หึหึ ไทม์เอ่ยถามพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆในขณะที่พวกผมกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังรถใครรถมันที่จอดอยู่ใกล้ๆกันเพื่อกลับบ้านในเย็นวันศุกร์ ซึ่งต่างจากผมที่จะต้องเดินทางในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

 

 

 

 

“ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แค่กูรู้สึกว่าเวลาได้เดินทางได้ถ่ายรูปมันดีแค่ไหน ได้อยู่กับตัวเองมันทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่าง”

 

“ไปนะมึง ไว้เจอกันวันจันทร์เว้ย” ผมเอ่ยลาเพื่อนๆทุกคน พวกมันก็อวยพรให้เดินทางปลอดภัย นู่นนี่นั่น รวมถึงของฝาก สิ่งที่จำเป็นที่ขาดไม่ได้เลย ไอ้กั๊มบอกมางี้นะ ผมก็เออออ ตอบตกลงส่งๆให้มัน จะได้จบๆไป

 

 

 

 

 

 

 

และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผมตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง และทุกๆครั้งเหมือนผมได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ค้นหาตัวตนในสิ่งที่ผมชอบ นั่นก็คือการถ่ายรูป เพราะทุกๆครั้งที่ผมจมจ่อมอยู่ข้างหลังเลนส์เมื่อมองผ่านวิวไฟเดอร์ มันทำให้ผมมีสมาธิเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ รวมถึงหยุดคิดฟุ้งซ่านเรื่องบางเรื่องได้เป็นอย่างดี ภาพทุกอย่างถูกโฟกัสไปข้างหน้า แล้วกดลั่นชัตเตอร์ แค่ได้ยินเสียงดังของมันก็ทำให้รู้สึกดีอย่างน่าประหลาด

 

 

 

 

 

 

ถึงเวลาออกเดินทางเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม ผมเลือกเดินทางโดยรถประจำทาง เส้นทาง กรุงเทพฯ-น่าน และเป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผมคือ ดอยเสมอดาว

 

 

 

 

 

ผมเลือกลงในตัวเมืองน่านและได้ติดต่อเช่ารถสำหรับการใช้เดินทางต่อไปยังดอยเสมอดาวไว้ล่วงหน้าแล้วรวมถึงเช่าเต้นกับทางอุทยานเป็นที่เรียบร้อย เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางไหนจะต้องเผื่อเวลาอีก กว่าจะไปติดต่อหาที่เช่ารถก็เสียเวลาไปเยอะมากแล้ว

 

 

 

 

 

ผมคิดว่าติดต่อเช่าไว้ก่อนล่วงหน้าปลอดภัยที่สุดและรู้สึกอุ่นใจด้วย อย่างน้อยก็มีเจ้ายานพาหนะนี่ไว้ก็รู้สึกดีแล้ว เผื่อฉุกเฉินเพราะผมเลือกที่จะเดินทางคนเดียวเพราะฉะนั้นผมต้องวางแผนให้ดีรอบคอบและรัดกุมพอสมควร

 

 

 

ผมเดินทางมาถึงจังหวัดน่านในเช้าวันเสาร์ใช้เวลากว่าเก้าชั่วโมงในการเดินทางมาจังหวัดน่านทำให้ร่างกายล้านิดหน่อยเพราะเกิดจากการเดินทางเป็นเวลานานๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเมื่อยล้าจนเดินต่อไปไม่ไหว

 

 

 

 

ก่อนจะถึงที่หมายก่อนห้านาทีผมได้โทรนัดแนะทางผู้ให้เช่ารถว่าผมจะมาถึงยังสถานีขนส่งในอีกประมาณห้านาทีให้พี่เขาเอารถมาส่งได้เลย เดินลงจากรถประจำทางสภาพง่วงซึมนิดหน่อยเพราะยังเช้ามากๆ อากาศตอนเช้าที่นี่เย็นสบายสมแล้วกับเป็นจังหวัดทางภาคเหนือ

 

 

 

 

พอมาถึง พี่คนที่นำรถมาส่งสำหรับเช่ารถก็โทรแจ้งว่ามาถึงเรียบร้อยแล้ว รออยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ให้ไปเช็คสภาพรถได้เลยว่ามีร่องรอยของความเสียหายก่อนหน้านี้ไหมเพราะถึงเลาคืนรถจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเงินมัดจำ เสร็จแล้วก็มีการนัดแนะวันเวลาส่งรถคืนตามที่ตกลงกันไว้

 

 

ส่วนผมก็มีสอบถามเส้นทางและจุดท่องเที่ยวระหว่างทางผ่านพี่เขานิดหน่อย

 

 

 

 

 

ในที่สุดผมก็มาถึงดอยเสมอดาว ลานกางเต้นบนดอยสูงที่มีอากาศเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยๆทำให้รู้สึกสบายใจที่ได้สัมผัส

 

 

 

 

พื้นที่กว้างใหญ่รวมถึงผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็ให้ความสนใจกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้า ต่างคนต่างไม่รู้จักกัน เดินทางมาเพื่อเสพความสุขชื่นชมความงามของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า นี่หละมั้งจึงทำให้ผมหลงรักการเดินทางเพราะต่างคนต่างไม่รู้จักกัน บางคนก็มากับแฟน บางคนก็มากับเพื่อน บางคนก็มากับครอบครัว แต่ผมเลือกที่จะมาคนเดียว มันให้ผมรู้สึกสบายใจ ปลอดโปร่ง หัวสมองโล่งมากๆ

 

 

 

 

ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากมากับเพื่อนๆนะครับ แต่ครั้งนี้ผมแค่อยากอยู่กับตัวเอง เปิดประสบการณ์เรียนรู้ตัวเองไปในตัวว่าเราชอบอะไรไม่ชอบอะไร ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สิ่งใหม่เกิดขึ้นรอบตัวมากมายเสมอ

 

 

 

 

Rrrrrrr

 

 

“ฮัลโหลไทม์ มีไรเปล่า”

 

 

“เปล่าๆไม่มีอะไร กูแค่จะโทรหามึงว่าถึงรึยัง”

 

 

“พึ่งมาถึงเลยว่ะ โทษทีไม่ได้ไลน์บอกพวกมึง”

 

 

“เห้ยไม่เป็นไร แค่รู้ว่ามึงปลอดภัยดีพวกกูก็หายห่วง”

 

 

“ขอบใจพวกมึงมากเว้ย ไม่ต้องเป็นห่วงกูหรอก กูโอเค”

 

 

“ได้ยินมึงพูดแบบนี้กูก็สบายใจ งั้นแค่นี้นะ เที่ยวให้สนุกกูไม่กวนมึงแล้ว”

 

 

บายเพื่อน/บาย ติ๊ด สายโทรศัพท์ถูกตัดไป

 

 

 

 

 

 

หลังจากคุยกับเพื่อนสร็จผมก็ได้เดินไปติดต่อทางอุทานเพื่อขอเต้นที่ได้โทรจองก่อนหน้านี้

 

“สวัสดีครับ นราดลครับ ที่ติดต่อเช่าเต้นไว้ ครับ“

 

“อ๋อครับ ขอบัตรประชาชนด้วยครับน้อง”

 

“นี่ครับ” ผมยื่นให้เจ้าหน้าที่อุทยาน”

 

“เรียบร้อยครับ” พร้อมยื่นบัตรคืนให้

 

“ค่าเช่าเต้นทั้งหมด 350 ครับ”

 

 

 

 

 

“นี่ครับพี่” ผมยื่นเงินให้พอดีกับค่าเช่าเต้นกับพี่เจ้าหน้าที่เสร็จผมกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปยังเต้นหมายเลขของตัวเองเพราะมันถูกกางให้เสร็จสับ เก็บของเข้าเต้นทั้งหมดเช็คความเรียบร้อยของกระเป๋าและของมีค่าต่างๆติดตัวออกมาด้วย เดินหามุมถ่ายรูปสวยๆอยู่สักพักแล้วค่อยหาอะไรกินรองท้อง

 

 

 

 

 

มาครั้งแรกผมก็หลงรักที่นี่เลย แค่ชื่อก็โรแมนติกแล้ว “ดอยเสมอดาว” ขาดแค่คนเคียงคู่ ขนาดอยู่คนเดียวยังรู้สึกดีขนาดนี้ แต่ถ้ามีใครสักคนมายืนเคียงข้างในเวลานี้คงจะทำให้อบอุ่นในหัวใจอยู่ไม่น้อย

 

 

 

 

 

ผมเผลอคิดถึงพี่ภูผาอีกแล้ว เมื่อไหร่ไอ้อาการคิดถึงเขาแบบห่วงหา คิดถึงแต่สัมผัสไม่ได้จะหายไป เพราะมันทรมานเจ็บปวดในหัวใจทุกครั้งที่คิดถึง

 

 

 

 

พี่เขาจะคิดถึงผมไหมหรือเป็นผมที่คิดถึงพี่ภูผาอยู่ฝ่ายเดียว และแน่ว่าคำถามของผมย่อมไม่ได้รับคำตอบแน่นอน

 

 

เป็นคำถามซึ่งไรคำตอบสินะ

 

 

 

 

คืนวันเสาร์ที่มีดาวนับล้านๆดวง สงสัยผมจะไม่เหงาสักเท่าไหร่ พอมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็มีดาวส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืนไปหมด และพวกมันก็คงจะเป็นเพื่อนผมในค่ำคืนที่มืดมิดแสนเหน็บหนาวนี้ไปอีกนานจนกว่าจะถึงรุ่งสาง

 

 

 

 

 

ผมปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปช้าๆโฟกัสกับบรรยากาศตรงหน้าในยามค่ำคืน บรรยากาศเย็นลงกว่าช่วงเย็นอยู่ค่อนข้างมาก มีผู้คนโดยรอบออกมานั่งชมดาวเป็นคู่ๆ ผมจึงหยิบกล้องตัวโปรดพร้อมขาตั้งกล้องเดินขึ้นไปยังลานชมดาวที่อยู่ห่างจากตัวเต้นผมไม่มาก เมื่อได้ที่เหมาะๆผมจึงจัดการตั้งกล้องถ่ายรูปโฟกัสไปยังกลุ่มดาวที่มีมากมายหมาศาล และผมก็ได้รูปที่น่าพอใจเก็บไว้เป็นความทรงจำ

 

 

 

 

ผมนั่งแหงนมองดูดาวจำนวนมากมายเลยแอบคิดเล่นๆในใจว่า มีดาวเยอะขนาดนี้พวกมันเหงากันบ้างไหมนะ แวบนึงก็มีเพลงๆนึงวนเล่นในหัวซ้ำไปซ้ำมา เป็นเพลงที่ผมชอบฟังมากๆเพราะมันแทนความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจที่มีแล้วในตอนนี้

 

 

 

 

หากคืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวง ฉันขอได้ไหมสักดวงหนึ่งช่วยฟังฉันที

เพราะว่าคืนนี้ฉันมีเรื่องร้อนใจ อยากอธิฐานและขอดวงดาวให้ช่วยฉันสักที

 

 

 

คำอ้อนวอนของผมจะเป็นจริงใหม่ วานดวงดาวสักดวงช่วยอธิษฐานและรับฟังผมสักครั้ง...

 

 

 

เนื่องจากตอนนี้ฉันรู้สึกจิตใจมันอ่อนไหว อยากจะรู้ว่าเขาเป็นยังไงจากคำพูดวันนี้

 

 

 

สภาพจิตใจของผมตอนนี้มันชั่งอ่อนล้าโรยแรงเหลือเกิน ที่ผ่านมามันไม่ได้ดีขึ้นเลยผมแค่หลอกตัวเองไปวันๆ มันมีแต่พี่ภูผาเต็มหัวใจ... เขาจะเป็นยังไงบ้าง จะเจ็บปวดเหมือนผมไหม จะยังคงคิดถึงเรื่องราววันนั้นอยู่หรือเปล่า

 

 

 

 

เพราะฉันเพิ่งบอกรักไป และเขาก็รับฟังทุกอย่างทุกถ้อยคำ เหมือนความฝัน

แต่ฉันเองก็ไม่อาจแน่ใจ ว่าพรุ่งนี้เรื่องของเราจะสุขหรือแสนเศร้า

จึงวอนขอดาวให้ช่วยบอกที

 

 

 

 

พรุ่งนี้จะยังคงมีอยู่ไหมหรือสายหมอกจะเป็นเพียงแค่ชื่อๆนึงที่คอยโอบกอดภูผา...และถึงเวลามันก็จากหายไป

 

หรือมันไม่มีอยู่จริง

 

 

เพลงดาว โจ้ วงพอส

 

 

****************************

 

???? ❤️

 

 

 

ความคิดเห็น