Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : วันเปิดเทอม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 185

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 19:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันเปิดเทอม
แบบอักษร

 

 

“หมอก”

 

 

“ไอ้หมอก”

 

 

“ไอ้เหี้ยหมอก”

 

 

ห๊ะ!!! “อะไรนะ มึงจะตะโกนทำไมวะไอ้ไทม์”

 

 

“ กูเรียกตั้งหลายรอบไม่ได้ยิน เหม่ออะไรวะ นี่ก็ผ่านมานานละนะเว้ยมึงยังลืมพี่เขาไม่ได้อีกหรอวะ”

 

 

 

 

“ก็เออ แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยว่ะ ไม่มีอะไรหรอกน่า”

 

 

“แล้วพวกไอ้กั๊ม ไอ้กัสยังไม่มาอีกหรอวะ” ไทม์ถามผมอีกครั้ง

 

 

“ ละมึงเห็นปะล่ะ” นั่งอยู่ด้วยกันสองคนแท้ๆ ถามโง่ๆ

 

 

 

“กวนตีน”!!!

 

 

 

ฮ่าๆๆ

 

 

 

“แล้วมึงกินไรมายังวะ” มันไม่รอให้ผมตอบ มันก็เอ่ยพูดอีกรอบ

 

 

“กูแม่งอย่างรีบกลัวรถติดเลยรีบออกมา คิดว่าจะมาถึงเป็นคนสุดท้ายซะอีก หิวด้วยเนี่ย”

 

 

 

 

“ กูเรียบร้อยละว่ะ ว่าแต่พวกแม่งทำไมยังไม่มาอีกวะนี่ก็ใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วนะ” ผมบ่นให้พวกไอ้กั๊ม ไอ้กัสจนป่านนี้พวกมันยังไม่โผลหัวมากันเลย

 

 

“ส่วนมึงไอ้ไทม์ไปหาไรกินก่อนก็ได้เดี๋ยวกูรอพวกมันตรงนี้แหละ เดี๋ยวกูไลน์เข้ากลุ่มบอกพวกมันว่ากูนั่งรอตรงนี้”

 

 

 

 

“เออ ฝากด้วย เดี๋ยวกูมา แม่งหิวชิบหาย”

 

 

 

ไลน์กลุ่ม 4 kings

King Mork

กูนั่งรอตรงม้านั่ง

หน้าอาคารตึก3นะ

 

King Gump

เค ใกล้ถึงละแต่เ...ดแม่รถติดชิปหาย

 

King Gusbel

กูปวดฉี่โว๊ยยย ฉี่จะราดใส่รถอยู่แล้ว

 

King Time

สม

 

King Mork

รีบมา อย่าบ่น

 

 

 

 

หลังจากที่ผมไลน์เข้ากลุ่มได้ไม่นาน พวกเพื่อนผมที่เหลืออีกสองคนก็ทักมาก่อนจะมองเห็นตัวซะอีก

 

 

 

 

“ไงเพื่อนร้ากกก” เสียงไอ้กัสครับ มาก่อนตัวตลอด

 

 

 

“ทูลหัวของบ่าววว” ไอ้กั๊มนี่ก็อีกตัว

 

“ตายยากนะพวกมึง” ผมด่าให้เพื่อนสองคนอย่างไม่จริงจังนัก

 

 

 

 

ผมละเหนื่อยหน่ายใจกับเพื่อนผมแต่ละคน เห้อออออ

 

 

 

 

“ไอ้ไทม์ล่ะ ยังไม่มาอีกหรอวะ” กัสมาถึงยังไม่ทันจะได้นั่งมันก็ถามถึงเพื่อนอีกคน

 

 

 

“มันมาแล้ว หาไรแดกที่โรงอาหารนู่น มันหิว รอพวงมึงไม่ไหว นานชิบหายกว่าจะมาได้ “

 

 

 

 

“เอาน่ามึงพวกกูก็รีบสุดๆละ แม่งรถติดชิบหาย” กั๊มบ่นอีกรอบ ก็ช่วยไม่ได้หละนะตื่นสายเอง

 

 

 

 

“เปิดเทอมวันแรกรถติดเป็นธรรมดาปะวะ ไม่ติดสิแปลก”

 

 

 

 

“มึงพูดถูกเลยเพื่อนหมอก กูนะแม่งนั่งในรถจนเยี่ยวเหนียวจะแย่ละกูอยากจะเอาขวดน้ำมาฉี่ใส่ แต่แม่งปากขวดมันเล็กไปหน่อยกลัวรถกูเลอะอีก ไม่งั้นนะกูก็ได้ฉี่ใส่ขวดไปละไม่ต้องทนนั่งรอมาฉี่ถึงมอหรอก“ ฮ่าๆๆ

 

 

“อย่างของมึงเนี่ยนะใหญ่ไอ้กัส” กั๊มถามด้วยสีหน้าปนเอือมระอา

 

 

 

 

“เออสิวะ ถ้าของกูไม่ใหญ่ละของใครในโลกนี้จะใหญ่ได้”

 

“ถุยเถอะครับไอ้ควาย”

 

 

 

“พอๆพวกมึง เลิกเถียงกันได้ละ ไร้สาระชิบหาย ไลน์ถามไอ้ไทม์ดิว่าเสร็จหรือยัง ได้เวลาเข้าห้องเรียนแล้ว”

 

 

 

 

 

คลาสเรียนวัดแรกของการเปิดเทอมวันแรกไม่มึอะไรมากครับ ส่วนมากอาจารย์จะคุยเรื่องการเรียนว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เรียนเกี่ยวกับอะไร การปรับตัวใหม่ในรั้วมหา’ลัยบ้าง

 

 

 

 

ส่วนผมและเพื่อนก็ฟังบ้าง คุยกันบ้าง หยิบมือถือขึ้นมาเช็คข่าวสารบ้านเมืองบ้างแก้เบื่อครับ

 

 

 

ถึงเวลาอาจารย์ก็ปล่อยหรือจะเรียกว่าปล่อยก่อนเวลาซะด้วยซ้ำ เพราะอาจารย์ให้เหตุผลที่ว่า อยากให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่และสำรวจสถานที่เรียนอาคารหรือแม้แต่บรรยากาศโดยรอบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

 

 

มันจะต้องสำรวจอะไรอี๊กกกก ไอ้แดดประเทศไทยเนี่ยจะแรงไปไหน ประหนึ่งว่าอยู่กลางทะเลทรายซาฮาร่า ร้อนอิ๊บอ๋าย ใครจะมีอารมณ์สุนทรีไปเดินชมมหาลัยวะครับ ถามหน่อย

 

 

 

 

ส่วนเพื่อนผมไอ้กั๊ม ไอ้ไทม์ ไอ้กัสเบลนะหรอ หึหึ พวกมันคือเพื่อนสนิทของผมตั้งแต่มอปลายที่มาเรียนด้วยกันละครับ พวกมันให้เหตุผลที่ว่า ขี้เกียจหาที่เรียนเอง ขี้เกียจหาคณะให้ยุ่งยากใจ แม้กระทั่งเหตุผลอีกข้อคือ ขี้เกียจหาเพื่อนใหม่ ดูความคิดแต่ละคน โคตรเชี่ยเลย แต่ในที่สุดพวกมันก็ตามผมมาเรียนที่นี่จนได้

 

 

 

 

แต่มันก็ดีเหมือนกันนะครับ ไม่ทำให้ผมเหงาดี และไม่ต้องหาเพื่อนใหม่ให้ทำความรู้จักสนิทสนมเพิ่ม และข้อสำคัญเลยคือมันทำให้ผมคิดถึงเขาคนนั้นน้อยลง ถึงจะมีหลงเหลืออยู่บ้างก็เถอะ เพราะจากเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมากว่าสามเดือนแล้วครับที่ผมไม่ได้เจอพี่ภูผาอีกเลย

 

 

 

 

คุณแม่ผมท่านบอกว่า เห็นคุณแม่ของพี่ภูผาบอกว่าลูกชายอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเลยขอคุณแม่พี่เขาย้ายไปอยู่หอ และเพราะขี้เกียจตื่นเช้าด้วย และขึ้นปีสองแล้วด้วยงานก็เยอะขึ้น กิจกรรมก็หนักตามไปด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่

 

 

 

 

แต่ใครล่ะจะรู้ดีถึงเหตุผลสำคัญข้อนั้นของพี่ภูผาดีเท่าผมกันล่ะ

 

 

 

 

 

กลับมาปัจจุบัน

 

 

 

 

“พวกมึงไปหาไรกินกันปะ เนี่ยตอนบ่ายพวกพี่ก็นัดรวมทำกิจกรรมรับน้องอ่ะ ไม่รู้จะโดนอะไรบ้าง นะๆ ไปหาไรกินกัน” กั๊มเอ่ยชวนเพื่อนพร้อมยกเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อให้เพื่อนเห็นใจ

 

 

 

 

“ไปสิ ยังไม่มีใครว่าอะไรสักคำ จะตะกระแดกอะไรขนาดนั้น กลัวไม่ได้แดกขนาดนั้นรึไง” ไทม์ว่าให้เพื่อน

 

 

 

 

“แหม่ไอ้ไทม์ ใช่สิมึงกินไปละนิ ไอ้กูก็รีบมาให้ทันไงกลัวพวกมึงรอนาน ใส่ใจเพื่อนดีขนาดนี้ เนี่ย เพื่อนดีๆแบบกูหาที่ไหนไม่ได้ละนะ “

 

 

 

 

ทำไม? “เพื่อนอย่างมึงต้องขุดหาตามหลุมรึไงถึงจะเจอ” คราวนี้กัสเบลถึงกับต้องพูดแซะอีกคน

 

 

 

 

“พอๆพวกมึงเลิกเถียงกันซะที ไร้สาระชิบหายแต่ละคน” ผมบ่นให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก

 

ก็คงต้องเป็นผมอีกนั่นแหละที่ต้องคอยห้ามพวกมันตลอด เห้ออออ แล้วก็เป็นผมอีกนั่นแหละที่ต้องถอนหายใจวันละหลายๆรอบด้วยความเบื่อหน่าย

 

 

 

 

พวกผมสี่คนเดินไปยังโรงอาหารประจำคณะเพื่อหาไรกินรองท้องเตรียมพร้อมกับกิจกรรมยามบ่ายที่จะมาถึงนี้ไม่รู้จะเจออะไรบ้าง แต่ยังไงท้องต้องอิ่มไว้ก่อน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง

 

 

 

ณ หอประชุม

 

 

 

 

“สวัสดีครับน้องๆ ปีหนึ่งทุกๆคนครับ พี่ชื่อเตอร์นะครับ ปี2 เดี๋ยวจะให้พี่ๆทุกคนแนะนำชื่อของตัวเอง แล้วก็สาขาอะไรกันบ้างนะครับ”

 

 

 

 

พอพวกพี่ๆแนะนำตัวกันครบทุกคนพี่เตอร์ประธานเชียร์ก็ได้พูดต่อ

 

 

 

 

“ ที่นัดพวกน้องๆมาวันนี้ไม่มีอะไรมากนะครับ พวกพี่ๆนัดมาวันนี้เพื่อทำความรู้จักเล็กๆน้อยๆกันก่อนและมีข้อตกลงอะไรกันบ้างว่าเราจะนัดอะไรยังไงนะครับ เดี๋ยวหน้าที่นี้จะให้พี่บิวเป็นคนชี้แจงรายละเอียดนะครับ”

 

 

 

 

ผมและเพื่อนๆอีสามคนนั่งฟังพวกพี่ๆเขาชี้แจงรายละเอียดสำหรับกิจจะกรรมรับน้องที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ สร้างความตื่นเต้นให้ผมกับเพื่อนได้ไม่น้อย เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยทำให้ผมลืมเรื่องราวความเศร้าภายในใจได้มากพอสมควร

 

 

 

 

หลังจากนี้ผมสัญญากับตัวเองแล้วว่าผมจะเข้มแข็งให้ได้มากที่สุด ทบทวนตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากขึ้น เปิดรับอะไรใหม่ให้มากขึ้น

 

 

 

 

“เรามีนัดกันเวลาสี่โมงครึ่งโดยประมาณทุกวัน พวกพี่ๆหวังว่าพรุ่งนี้จะได้เจอน้องๆทุกคนที่ห้องประชุมแห่งนี้ และวันต่อๆไปนะคะ” เสียงพี่บิวดังก้องกังวาลในหอประชุมเหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการนัดประชุมของวันนี้ใกล้จะจบลงแล้ว

 

 

 

 

“ พี่ๆหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกน้องๆจะเข้ากิจกรรมรับน้องให้ครบทุกคนนะคะ แล้วเพื่อนคนไหนที่ขาดวันนี้รบกวนตามเพื่อนด้วยค่ะ”

 

 

“และวันนี้ก็จบการประชุมเพียงเท่านี้นะคะ ใครมีคำถามหรือข้อสงสัยสอบถามพี่ๆได้เลยค่ะ แยกย้ายกันได้เด็กๆ

 

 

 

 

“ขอบคุณครับ/ค่ะ”

 

 

 

ทุกๆคนกล่าวคำขอบคุณรุ่นพี่ พอสิ้นเสียงนั้น แต่ละคนรีบจ้ำอ้าวออกจากหอประชุมกันใหญ่ บางคนก็บ่นรถติดต้องรีบกลับบ้าน บานคนก็มีนัดดูหนังกับแฟน บางคนรีบกลับหอเพราะเหนื่อยและง่วง และอีกหลายเหตุผล บลาๆๆ

 

 

 

 

“ แล้วพวกมึงล่ะเอาไง” ผมหันไปถามพวกเพื่อนทั้งสามคนอย่างขอความคิดเห็น

 

 

 

 

 

“ไปหาไรกินหน้ามอไหมวะ” ไทม์เอ่ยชวน

 

“เอาสิ กูก็ยังไม่อยากกลับบ้านเลยว่ะ เบื่อๆ แม่งกลับไปก็อยู่คนเดียวกับหมาอีกหนึ่งตัว ชีวิตมันเศร้า ขอเต้าเน้นๆ” ฮ่าๆๆๆ กั๊มหัวเราะให้กับมุกห้าบาทสิบบาทของตัวเอง เอาเถอะ ผมชินละหละ

 

 

“ ขอเหล้าเข้มๆ ต้องเป็นคำนี้ไหมวะไอ้เชี่ยกั๊ม” กัสเบลแก้คำให้อย่างเหนื่อยใจกับเพื่อน

 

ฮ่าๆๆๆๆ สุดท้ายพวกผมก็หัวเราะกันกับมุกห้าบาทสินบาทของพวกมัน

 

 

 

 

“พ่อกับแม่มึงออกต่างจังหวัดอีกแล้วหรอวะ” ผมถามไอ้กั๊ม

 

“เออดิเนี่ย คราวนี้ไปนานหน่อยเห็นว่าทางรีสอร์ตที่สร้างใหม่มีปัญหานิดหน่อย แต่ก็ชั่งเหอะ กูชินละ ถึงจะเหงานิดหน่อย แค่มีพวงมึงก็หายเหงาละว่ะ” กั๊มพูดขยาดความออกมาอย่างยาวเหยียด

 

 

 

 

พวกผมสี่คนมาถึงร้านอาหารหน้ามอ เป็นร้านอาหารอิสานเล็กๆไม่ใหญ่มาก ณ ตอนนี้ยังพอมีโต๊ะว่างอยู่ไม่มาก ซึ่งเป็นความโชคดีของพวกผมที่รีบออกมาให้เร็วที่สุด ซึ่งเวลานี้นักศึกษาคณะอื่นๆน่าจะยังไม่ปล่อยกันเพราะช่วงนี้ปี1เป็นช่วงกิจกรรมที่รุ่นพี่มักนัดเจอรุ่นน้องของคณะตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เลยทำให้ร้านอาหารตามแนวรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังไม่คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากนัก ถือเป็นความโชคดีของพวกผมที่วันนี้รุ่นพี่แค่นัดพบปะนัดแนะเล็กๆน้อยๆสำหรับกิจกรรมรับน้องและซ้อมเชียร์ในวันต่อๆไป

 

 

 

 

 

“พวกมึงเอาไรกันบ้างวะ” กั๊มเอ่ยถามเพื่อนๆบนโต๊ะไปพรางคิ้วหน้าก็ขมวดเข้าหากันพร้อมจ้องดูเมนูที่ระรานตา

 

 

“โห แม่งโว้ยยย อันนี้ก็น่ากิน อันนั้นก็น่ากิน อันนู้นก็น่ากิน สั่งมาทั้งหมดเลยได้ไหมวะ” ฮ่าๆๆ

 

 

 

 

“ใจเย็นๆมึง ค่อยๆสั่ง สั่งมาหมดนี่ถ้าแดกไม่หมดกูจะจับกรอกปากให้หมดแล้วมึงต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด แล้วอีกอย่าง ไม่อิ่มค่อยสั่งใหม่สิไอ้ควาย อย่าโง่” กัสเบลเอ่ยห้ามพร้อมกับด่าเพื่อนไปในตัว

 

 

 

 

“ก็กูหิวนี่หว่า แม่งอยากกินทั้งหมดเลยว่ะ” กั๊มก๊ยังคงเป็นกั๊มนั่นแหละ เห้ออออ!!! ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหนายเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วไม่รู้ จะอายุสั้นไหมนะ

 

 

 

 

“มึงๆมีสาวโต๊ะนู้นมองมึงใหญ่เลยว่ะ” กัสเบลสกิดไหล่ผมให้มองโต๊ะสาวๆที่นั่งห่างจากโต๊ะพวกผมไปอีกสามโต๊ะน่าจะได้

 

 

 

 

“เฉยๆว่ะ จะมองก็ปล่อยเขามองไปสิ อย่าไปสนใจน่า”

 

 

“จ้าาาาา ไอ้หล่อ พ่อหล่อเลือกได้ พ่อไม่สนใจโลก พ่อมีรักมั่นคง กูละหมั่นไส้” กั๊มอดแซะผมไม่ได้

 

 

 

 

 

“เอ้าก็กูไม่ได้สนใจนี่หว่า แล้วยังไง ถ้าทุกคนบนโต๊ะนั้นสนใจกู กูไม่ต้องเอาใจพวกเธอกลับทั้งโต๊ะเลยรึไง แล้วอีกอย่างมึงก็เลิกพูดถึงเขาคนนั้นได้แล้วเขาก็มีชีวิตของเขา กูก็พยามลืมเขาอยู่” ผมพูดว่าให้เพื่อนอย่างหงุดหงิดที่อยู่ๆเพื่อนก็พูดถึงเขาคนนั้นขึ้นมา แม่งเอ้ยยยยยยยยยย

 

 

 

 

“เออๆ กูขอโทษ” กั๊มเอ่ยออกมา เหมือนหน้าตามันจะตรงข้ามกับคำขอโทษ ซึ่งผมก๊ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เพราะเพื่อนผมทุกคนรู้ดีว่าผมยังลืมพี่ภูผาไม่ได้ เลยไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงให้เจ็บหัวใจเล่น

 

 

 

 

 

“สรุปพวกมึงจะกินไร” ผมถามเพื่อนๆ วกกลับมาเรื่องกินครับ เพราะยังไม่มีใครตกลงกันได้ว่าจะกินอะไรกัน

 

 

 

 

“งั้นเอา ส้มตำ1, น้ำตก 1, ลาบหมู 1, เนื้อทอด2, ต้มแซ่บอีก1, แล้วก็ข้าวเหนียว4 โค้กขวดใหญ่กับน้ำเปล่าอย่างละหนึ่ง

 

“โอเคตามนี้เลย” ไทม์เออกปากรับคำอย่างเห็นด้วย

 

 

 

 

ผมรับหน้าที่จดลงไปบนกระดาษขนาดเล็ก แล้วส่งให้พนักงานมารับออเดอร์

 

 

 

 

 

ระหว่างรออาหารมาเสริฟพวกเราก็คุยเรื่องเกมกันบ้าง คุยเรื่องสาวๆคณะนู้นคณะนี้กันบ้าง โดยส่วนใหญ่จะเป็นไอ้กั๊มกับไอ้กัสมากกว่าที่เป็นคนคุย ประหนึ่งว่าพวกมันสองคนไม่ได้คุยกันมาเป็นชาติ ทั้งๆที่แม่งคุยกันในแชตกลุ่มไลน์กันอยู่สองคนทุกวัน ส่วนผมกับไทม์จะเป็นผู้ฟังและผู้อ่านที่ดี นานๆทีจะตอบแชตพวกมันไปบ้าง

 

 

 

 

 

รอไม่นานอาหารก็ทะยอยมาเสริฟทีละอย่างสองอย่างจนครบ ไอ้กั๊มจัดก่อนเพื่อนสมกับคำที่มันบอกว่าหิวแทบจะยัดห่าเข้าไปได้ เออ กูเชื่อละว่าหิวจริงๆ ไม่นานอาหารตรงหน้าก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เพื่อนๆผมแต่ละคนก็ได้แต่นั่งลูปท้องวนไปเพราะอิ่มมาก และนั่งรอเพื่อให้อาหารมันย่อยสักพักแล้วพากันแยกย้ายกลับหอพัก ส่วนผมก็ขับรถกลับบ้านครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนแรกว่าจะขอคุณแม่อยู่หอ เพราะด้วยความขี้เกียจขับรถนานๆแต่คิดดูแล้วกลัวคุณแม่อยู่คนเดียวจะเหงาเลยตัดสินใจพักอยู่บ้านแทนยอมตื่นเช้ากว่าปกตินิดหน่อย มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรครับ และคุณแม่ผมตอนแรกจะให้ผมพักอยู่หอด้วยซ้ำ เพราะท่านบอกว่าไม่เหงาหรอก เพราะมีเพื่อนบ้านคอยคุยตลอด เพราะท่านทั้งสองก็เป็นเพื่อนกันมานาน ก็แม่พี่ภูผานั่นแหละครับ

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น