Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : สารภาพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 167

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2563 02:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สารภาพ
แบบอักษร

“ผมรักพี่”

 

 

 

หลังจากที่ผมได้พูดคำๆนั้นออกไปทุกๆอย่างรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบจนน่าใจหาย เราได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของกันและกัน มันทั้งน่าอึดอัดและว่างเปล่าไปพร้อมๆกัน เพราะในที่สุดผมก็ได้บอกพี่เขาไปแล้ว

 

 

 

แต่ผมก็พร้อมที่จะยอมรับกับผลที่จะตามมา จะสมหวังหรือผิดหวังเสียใจจนร้องไห้ปานจะจาดใจตายมากเพียงใดก็ตาม ผมทนเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว เพราะผมได้ตัดสินใจไปแล้ว

 

 

ผมรู้ดีว่า ผลลัพธ์ที่จะออกมาคือ พี่ภูผาไม่ได้รักผม ไม่มีแม้แต่ความคิดเศษเสี้ยวเล็กๆอยู่ในนั้นเลยสักนิด แต่ผมก็ยังแอบหวังเล็กๆว่าพี่เขาจะคิดเหมือนกันกับผมบ้าง

 

 

 

เหมือนผมหลอกตัวเอง คำๆนี้มันชัดเจนที่สุดแล้ว

ทำไมผมถึงเลือกที่จะบอกรักพี่เขาออกไปกับไม่เลือกที่จะเก็บไว้ทั้งที่ก็รู้ผลลัพธ์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้วน่ะเหรอครับ

 

 

 

คุณลองนึกดูนะครับว่าการที่คนเราตกหลุมรักใครสักคนที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย จะบอกรักหรือแม้กระทั่งการกระทำก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างมันมีขอบเขตุและกำแพงกั้นกลางระหว่างเราอยู่ เราไม่สามารถปีนข้ามสิ่งกีดขวางพวกนั้นได้เลย มันเป็นความเจ็บปวดลึกๆภายในใจที่รู้สึกอึดอัดที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเพราะกำแพงที่กั้นระหว่างคำว่า “พี่น้อง” มันเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้ตัดสินใจบอกรักพี่ภูผาในวันนี้

 

 

 

กลับเป็นผมเองที่หักห้ามใจตัวเองไม่ได้ว่าความอ่อนโยน ความเอาใจใส่ของพี่ภูผา สักวันมันจะต้องกลับมาทำร้ายและมันจะต้องจบลงแบบไหน นอกจากความรักจะไม่สมหวังแล้วยังทำให้ควาสัมพันธ์ที่มีสถานะ พี่น้อง ยังขาดสบั้นลงอีด้วย

 

 

 

พี่ภูผาเป็นทุกอย่างของผม เป็นทั้งเพื่อน พี่ชาย ครอบครัวและสุดท้ายเขาคือคนที่ผมรัก “พี่ภูผา”

 

 

 

ที่ผ่านมาผมแค่หวังเล็กๆกับการกระทำของพี่ภูผาที่คอยเป็นห่วงดูแลผมมาตลอด ทั้งจากการกระทำที่แสดงออกถึงความอ่อนโยนเอาใจใส่มันทำให้ผมมีความหวังว่าพี่มันก็อาจจะใจตรงกันกับผมบ้าง...

 

แต่...ผมก็ลืมไปอีกข้อของพี่เขาว่า พี่ภูผาเป็นคนใจดีและอ่อนโยนแม้กระทั่งคนอื่นที่นอกเหนือจากผมเหมือนกัน ซึ่งนั่นมันก็ไม่ได้พิเศษไปมากกว่าคนอื่นเลย...เพียงเพราะความใกล้ชิดก็ทำให้ผมตกหลุมรักเขาอย่างหาทางออกไม่เจอ

 

 

 

คนตรงหน้าผมกลับยืนอึ้งไม่ไหวติง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้น เหมือนโลกของเขาหยุดหมุน ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนตรงหน้าอย่างผมจะมาบอกรักเขาทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วเขาคิดแค่ว่าสายหมอกน้องชายคนที่เขารัก คอยดูแลและปกป้องมาตลอด มาวันนี้กลับเป็นคนที่เขารู้สึกแย่เอามากๆ มันทั้งจุกในอกและเสียใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

 

“เพราะสายหมอกคือน้องชาย”

 

 

 

“มึงรู้ตัวไหมหมอกว่ามึงพูดอะไรออกมา มึงก็รู้ว่ากูคิดกับมึงเป็นแค่พี่น้องละกูก็มีคนที่กูชอบอยู่แล้ว”

 

..จากสรรพนามที่เคยเรียก “น้อง” มันถูกเปลี่ยนไปในทันทีนั่นมันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าคำถูกปฏิเสธซะอีก เหมือนทุกอย่างมันพังทะลายลงตรงหน้าแล้วโดนฝ่าเท้าบดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

 

 

“นานแค่ไหนแล้ว”? ผม... ผม!!!

 

 

 

“เหี้ยเอ้ยยย”

 

 

 

ผมยังไม่ทันที่จะได้พูดมันออกมา แต่พี่ภูผาเขากลับเป็นคนพูดขึ้นเองก่อนอย่างไม่รอคำตอบจากผมใดๆทั้งนั้น

 

 

 

“ กูขอโทษนะ ที่ผ่านมาการกระทำของกูทำให้บางสิ่งบางอย่างในตัวกูมันทำให้มึงรู้สึกดีหรืออาจทำให้มึงเข้าใจผิด กูไม่เคยรักมึงเลยว่ะ มึงเข้าใจกูใช่ไหม”

 

 

 

“ผมก็แค่อยากบอกความรู้สึกดีๆต่อพี่ ผมพยายามแล้วพี่ภูผา ผมพยายามแล้ว”

 

ฮึก ฮื้อ

 

“ผ..ผมพยายามที่จะไม่คิดกับพี่ไปมากกว่าคำว่าพี่น้องได้เลยแต่ผมพยายามห้ามใจแล้ว ผมก็ยังพลาด”

 

ฮึก ฮืออ

 

 

 

ซึ่งผมรู้กฏข้อนี้ดีว่า คำว่าพี่น้องไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นสถานะอื่นได้เลย

 

 

 

“กูไม่เคยมีความรู้สึกดีๆที่มันเกินกว่าคำว่าพี่น้องได้เลยว่ะ ไม่มี ไม่มีเลย”

 

 

 

ผมไม่คิดเลยว่าวันนึงผมจะต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่ตัวผมเองเป็นคนเริ่มขึ้นแบบนี้ มันทั้งจุกทั้งเสียใจ ครั้นจะเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองคนเดียวไว้นานขนาดนี้ ผมยอมบอกออกไปดีกว่า มันก็แย่พอๆกัน ถ้าเก็บไว้คนเดียวมันทั้งอึดอัดในใจและรู้สึกหน่วง เหมือนมีหินนับร้อยก้อนมาทับถมข้างใน จนยากที่จะยกมันออกมา

 

 

 

ผมรู้ว่าผมรักพี่ภูผามากแค่ไหนแต่ก็ทำไรมากไม่ได้นอกจากแสดงละครบทบาทสมมติว่าเป็นพี่น้องกันให้ได้เนียนที่สุด มันเจ็บปวดทุกครั้งกับการที่ต้องยอมบอกความรู้สึกตัวเองออกไป มันอาจจะเจ็บมากกว่าที่โดนปฏิเสธ อย่างน้อยๆพี่เขาก็ได้รู้ในสิ่งที่ผมรู้สึกมาโดยตลอด

 

 

 

น้ำตาผมไหลออกมาอาบสองแก้มโดยไม่อาจปิดบัง ปล่อยให้มันไหลตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งผมไม่คิดที่จะเช็ดมันออกเลยสักนิด

 

 

 

“อ่า เจ็บชิบหาย” ไม่คิดว่าการถูกปฏิเสธจากความรักมันจะทำให้เจ็บปวดได้มากขนาดนี้

 

 

 

 

 

ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีหน้าของพี่ภูผาในตอนนี้เขาทำหน้าตาหรือมองผมมาในลักษณะไหน เพราะผมในตอนนี้น้ำตามันได้ไหลอาบเต็มสองแก้มสายตาพร่าเบลอไปหมดไม่สามารถมองภาพตรงหน้าให้ชัดได้เลย

 

 

 

ผมยืนร้องไห้อยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนแล้วไม่รู้ มารู้สึกตัวตอนนี้ก็มองไม่เห็นพี่ภุผาซะแล้ว ในใจของผมตอนนี้มีแต่คำว่า มันจบแล้วสินะ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เราเคยมีมาตั้งแต่จำความได้ มันจบแล้วจริงๆ

 

 

 

ผมเดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ไม่รู้แม้กระทั้งความคิดตัวเองด้วยซ้ำว่าควรจะทำอะไรก่อน ทุกอย่างรอบตัวมันเชื่องช้าเหมือนโลกหยุดหมุน พล่าเบลอไปหมด แค่คิดว่าวันข้างหน้าไม่มีคนๆนึงให้ได้มองให้คอยอ้อนคอยตามใจผมมันก็เหมือนโลกทั้งใบพังทะลายลงตรงหน้าแล้ว

 

 

 

ปี๊นนนน!!! เสียงแตรรถบีบดังระรัวมันทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว

 

 

 

“เห้ย เดินยังไงวะ เดินเหมือนคนไม่มีวิญญาณ อยากไปเฝ้ายมบาลรึไง แม่งเอ้ย เสียเวลาชิบหายคนยิ่งรีบๆอยู่”

 

 

 

“ข...ขอโทษครับพี่” ผมเอ่ยขอโทษพี่คนขับมอไซค์ไปตะกุกตะกักอย่างคนเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

 

 

หลังจากพี่คนขับมอเตอร์ไซค์บีบแตรไล่เมื่อกี้นี้ ทำให้ผมยืนนิ่งค้างได้สติ ผมตัดสินใจเรียกรถแท็กซี่กลับไปยังบ้านของผม

 

 

 

ก่อนจะถึงบ้านผม มีบ้านหลังใหญ่หลังนึงผมมักจะมาเล่นมานอนค้างที่นี่เป็นประจำ ใช่แล้วครับบ้านหลังนี้คือบ้านพี่ภูผาเราเป็นเพื่อนบ้านกัน และแน่นอนว่าก่อนรถแท็กซี่จะขับถึงบ้านผมมันจะต้องผ่านหน้าบ้านของพี่ภูผาก่อนเสมอ ผมมักจะหันไปมองห้องคนๆนึงที่ผมได้ผ่านไปผ่านมาในบางคืน ว่าเขายังเปิดไฟห้องอยู่ไหม เพราะมันเป็นเรื่องปกติของผมไปแล้วว่ากลับเข้าบ้านทุกครั้งถ้าวันไหนผมไม่ได้ไปนอนค้างที่ห้องพี่ภูผาผมมักจะมองดูว่าเขาปิดไฟนอนหรือยังคอยเอาแต่เล่นเกมเหมือนอย่างทุกครั้งอยู่ไหม มันกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว และมันทำให้ผมหวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านๆมาไม่น้อยเลย

 

 

 

“บ้าจริง” พอนึกถึงเรื่องนี้ก็พลอยให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นมานี่เอง เห้อ!!! ผมถอนหายใจพร้อมกับน้ำตาล่วงเผาะ เอาอีกแล้วไอ้ความรู้สึกปานจะขาดใจตายเนี่ย เจ็บชะมัด

 

 

 

นั่นสินะ เป็นเพราะตัวผมเองที่จบความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องลงด้วยมือของผมเอง มันก็ควรได้รับผลของมันแล้ว

 

 

“มันจบแล้วไอ้หมอก”

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน ผมตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกโหวงๆไม่สดใสเอาซะเลย ทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูแย่ไปหมด ไม่อยากแม้กระทั่งข้าวตรงหน้าไม่อยากแม้แต่จะมอง ทุกอย่างตรงหน้าเหมือนยาขม ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกช้อนส้อมขึ้นมาด้วยซ้ำ

 

 

 

“หมอกลูกเป็นไรไปหืม ไม่สบายหรือเปล่า หน้าตาซีดเชียว”

 

“แม่เห็นลูกนั่งเหม่อสักพักแล้วนะคะ ไหนคนเก่งให้แม่ดูหน่อย” แม่เอาหลังมืออังหน้าเพื่อเช็คอุณหภูมิร่างกาย

 

 

“ตัวก็ไม่ร้อนนิลูก”

 

 

 

“หมอกไม่ได้เป็นไรครับแม่ แค่รู้สึกเพลียๆเองครับ สงสัยเมื่อคืนกลับดึกน่ะครับเลยเพลียๆไม่ค่อยอยากทานอาหารเท่าไหร่”

 

 

 

“ไปเที่ยวกับพี่ภูมาเป็นไงบ้าง สนุกไหมลูก”

 

ผมนั่งตัวตรงชะงักกึก เหมือนสิ่งรอบข้างหยุดหมุนไม่ไหวติง

 

 

“เอ่อออ ก็ดีครับแม่ สนุกดีครับ” เหมือนคุณแม่ผมจะจับสังเกตุสิ่งผิดปกติในตัวผมได้ แต่ท่านก็ไม่ถามออกมาเลยสักนิด ผมนั่งนึกขอบคุณคุณแม่ในใจ ถ้าคุณแม่เค้นถามมันออกมา ผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามคุณแม่ได้ยังไงเหมือนกัน

 

 

 

“ งั้นให้แม่หาอะไรให้ทานไหมคะ แซนด์วิชกับนมอุ่นๆรองท้องก็น่าจะดีนะลูก”

 

 

 

“ขอบคุณครับแม่ แต่ไม่เป็นไรครับหมอกขอขึ้นไปนอนพักแปบนึงก็น่าจะดีขึ้นครับ”

 

 

 

“งั้นก็ได้จ่ะ มีอะไรหรืออยากทานอะไรเรียกแม่ได้เลยนะคะ แม่เป็นห่วงนะลูก”

 

“ครับแม่ หมอกรักแม่นะครับ”

 

“ แม่ก็รักลูกจ่ะ”

 

 

 

พอกลับขึ้นมาบนห้องผมกะจะนอนพักเพื่อไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่านกับเรื่องเมื่อคืน แต่ยิ่งหลับตาภาพเมื่อคืนก็แล่นฉายซ้ำวนอยู่อย่างนั้นเป็นฉากๆ แสดงถึงความเจ็บปวดปานใจจะขาดรอนๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วคำตอบที่ว่า ผมจะยังสารภาพรักคำๆนั้นออกไปอยู่ไหม

 

 

 

คำตอบมันก็ยังคงเป็นคำๆเดิม คือ ใช่ ผมก็ยังคิดเสมอว่าผมก็ยังจะบอกพี่ภูผาอยู่ดี

 

 

 

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย ตรงที่ยังคอยมีเพื่อนสนิท อย่างไอ้กั๊ม ไอ้กัสเบล และไอไทม์ พวกมันคอยแวะเวียนมาเล่นมาพูดคุยให้ลืมเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆไปได้บ้าง เพราะผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกมันฟัง ครั้งแรกพวกมันก็ตกใจครับ ไม่คิดว่าคนอย่างผมจะตกหลุมรักพี่ชายข้างบ้านและกล้าที่จะไปสารภาพรักกับพี่เขาก่อน

 

 

 

“ขอบคุณพวกมึงมากนะเว้ยที่มาอยู่เป็นเพื่อนกูอ่ะ ถ้าไม่ได้พวกมึงนี่แย่แน่ๆ”

 

 

 

“ คิดมากน่ามึง ถ้าเพื่อนไม่ช่วยเหลือเพื่อนแล้วหมาที่ไหนจะดูแลมึงว้า คนอย่างไอ้ไทม์ไม่ปล่อยให้มึงตรอมใจตายคนเดียวหรอก” ฮ่าๆๆๆ

 

 

 

“มึงก็ไปว่ามัน ไอ้ควาย เมื่อก่อนมึงก็ใช่ย่อยไม่ใช่รึไง อกหักทีจะเป็นจะตาย เดือดร้อนพวกกูตลอด” กั๊มแหย่บ้าง ฮ่าๆๆๆ เสียงหัวเราะของเพื่อนๆดังขึ้นพร้อมกัน

 

 

 

“เออดีแล้วกูเห็นมึงหัวเราะได้กูก็สบายใจขึ้นมาได้บ้าง กูละกลัวว่ามึงจะตรอมใจเหมือนอย่างที่ไอ้ไทม์มันว่า” ฮ่าๆๆๆ

 

 

“ไอ้เหี้ยกัส มึงก็อีกคน” กั๊มพูดว่าให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก

 

 

 

เห้อ!!! ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับเพื่อนแต่ละคน แต่ยังไงก็นึกขอบใจพวกมันไม่น้อยที่คอยช่วยปลอบ คอยอยู่เป็นเพื่อนในวันที่แย่

 

 

 

“นี่ก็เย็นมากแล้วพวกมึงจะกลับกันเลยไหมหรือจะอยู่รอกินข้าวด้วยกัน นี่ก็จะได้เวลาอาหารเย็นแล้วแม่กูก็บ่นถึงพวกมึงว่ามาหากูแต่ก็ไม่เคยอยู่รอกินข้าวด้วยกัน คงน้อยใจแย่” ฮ่าๆๆ

 

 

 

“ เอาไงพวกมึง” ไทม์เอ่ยถามเพื่อนๆในกลุ่ม

 

 

“เออไหนๆแม่มึงก็พูดขนาดนี้แล้วนี่จะให้พวกกูกลับเลยก็ไม่ใช่ปะว่า” กั๊มพูดออกมา

 

 

 

“แหม่ไอ้ควาย กูรู้หรอกว่ามึงอยากแดกข้าวฟรี ไม่ต้องมาวางสมบัติผู้ดีขี้เกรงใจขนาดนั้น พวกกูรู้สันดานมึงหมดแล้ว” กัสเบลไม่วายแซะเพื่อนอีกที

 

 

 

ฮ่าๆๆๆ แล้วเพื่อนรักทั้งหมดก็พร้อมใจกันหัวเราะอย่างออกรสออกชาติโดยที่สายหมอกเองก็ลืมเรื่องทุกใจไปซะสนิทเลยเหมือนกัน

 

 

 

ผ่านมื้ออาหารเย็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะแต่ละคนทั้งพูดจ้อกันบนโต๊ะอาหาร ทั้งแย่งกันกินเหมือนเด็กๆ กูจะกินอันนั้น กูจะเอาอันนี้ มึงห้ามแย่งชิ้นนั้น บลาๆๆ บางครั้งก็เรียกรอยยิ้มให้คุณแม่ของสายหมอกได้เป็นอย่างดี จนท่านนึกเอ็นดูเด็กๆไม่น้อย

 

 

 

“จะกลับกันเลยไหม” เสียงกัสเบลเอ่ยถามเพื่อน

 

“เอองั้นกลับเลยก็ได้เดี๋ยวค่ำกว่านี้รถติดกว่าจะไปส่งพวกมึงแต่ละคนอีกเนี่ย” ไทม์เอ่ยตอบเพื่อน

 

 

 

“งั้นพวกกูกลับก่อนนะเว้ย อย่าคิดมากนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป มีอะไรให้พวกกูช่วยก็โทรหาพวกกูละกัน พวกกูอยู่ตรงนี้เสมอ เป็นทุกอย่างให้หมอกแล้ว” ฮ่าๆๆๆ ไอ้กั๊มปลอบโยนเพื่อนมิวายพูดติดตลกเพื่อหวังให้ผมได้หัวเราะ ซึ่งนั่นมันก็เป็นคำพูดที่ช่วยให้ผมหายเศร้าได้ไม่น้อย

 

 

 

“เออขอบใจพวกมึงมาก ถ้าไม่ได้พวกมึงช่วยกูก็คงแย่เหมือนกัน ขับรถดีๆเพื่อน”

 

 

 

“เจอกันวันเปิดเทอมเว้ย” ซี ย่า!!! กั๊มบอกลาผมอีกรอบกับภาษาง่อยๆของมัน

 

 

 

ย่าพ่อง!!! พวกผมทุกคนหัวเราะครื่นกับคำด่าของผม “ดีแล้วที่กูเห็นมึงยิ้มได้” ไทม์เอ่ย

 

 

“ไปละนะ บายเพื่อน”

 

 

 

หลังจากที่พวกเพื่อนๆผมกลับกันหมดแล้ว พอได้อยู่คนเดียวมันก็พลอยให้นึกถึงอีกคน นี่ก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้วผมยังไม่เห็นหน้าของพี่ภูผาเลย หรือนี่อาจจะเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงซึ่งรองรับสถานะใหม่ นั่นคือคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จักกันไปตลอดกาล...

 

 

************************************************

 

 

ไรท์พึ่งหัดแต่งเป็นครั้งแรกนะครับ เรื่องนี้ต้องการสนองนีดคนเขียนล้วนๆครับ 55555

ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ จะปรับปรุงไปเรื่อยๆครับ ❤️❤️

ความคิดเห็น