email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 ยกเลิกการอภิเษกสมรส

ชื่อตอน : บทที่ 8 ยกเลิกการอภิเษกสมรส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 ยกเลิกการอภิเษกสมรส
แบบอักษร

เพียะ!!

ใบหน้างามหันไปตามแรงฝ่ามือของผู้เป็นพระมารดา ริ้วรอยแดงฉานขนาดใหญ่ปรากฏชัดบนแก้มขาว โลหิตสีชาดผุดซึมไหลลงตรงมุมปาก การถูกกระทำแบบนี้ในความคิดของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์น่าจะรู้สึกเจ็บมิใช่น้อย แต่กับร่างเพรียวตรงหน้ากลับมีสีหน้าเฉยชาราวกับแรงนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บเลยสักนิด เพราะความเจ็บปวดที่แท้จริงมันเริ่มมาตั้งแต่ที่เขาถูกขับไล่ออกจากแคว้นซ่งแล้ว ตอนนี้หัวใจของเขามันเจ็บปวดจนเกินจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดอื่นๆได้อีกต่อไปแล้ว

“เจินเจิน พอได้แล้ว” มือหนารีบจับมือเรียวที่กำลังสั่นเทาของชายาเข้ามากอบกุม เทียนจินรู้ดีว่าหงเจินกำลังโกรธโอรสคนโตของตัวเองมากเพียงใด แม้ตัวเขาเองก็ยังตกใจกับการกระทำของหงหลินเช่นกัน ไม่นึกว่า เพื่อความรักแล้วโอรสของเขาถึงกับยอมที่จะใช้วิธีแบบนี้ มันเหมือนตราบาปที่อยู่ในใจของเขา เมื่อเขาเองก็ใช้วิธีนี้รวบรัดครอบครองผู้เป็นชายาของเขาเช่นกัน แต่นั่นไม่ร้ายแรงเท่าครั้งนี้ ในเมื่อจื่อหลันมีคู่หมายที่รักใคร่ชอบพอกันอยู่แล้ว นั่นคือ แม่ทัพเซียวเหยียน เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา

“ข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี?! หวันเอี้ยนหงหลิน!! เจ้า!! ต่อไปนี้เจ้าห้ามออกไปจากวังหลวงอีกเป็นอันขาด จงไปสำนึกผิดในตำหนักของเจ้าจนกว่าข้าจะอนุญาตให้ออกมา ไปซะ!!” หงเจินตะคอกใส่โอรสด้วยโทสะ เขารู้สึกผิดกับน้องชายเป็นอย่างมาก จื่อหลันเป็นหลานที่เขารักมากคนหนึ่ง แต่โอรสของเขากลับไปย่ำยีหลานคนนี้ของเขาด้วยความคิดที่ต้องการจะ‘ครอบครอง’อีกฝ่ายให้มาเป็นของตน เขานึกเสียใจที่ปล่อยปละละเลยโอรสคนโต ปล่อยให้ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายตามใจจนกลายมาเป็นแบบนี้ หลังจากนี้เขาคงต้องเดินทางไปแคว้นซ่ง เพื่อไปขอขมาองค์จักรพรรดิเยี่ยนเฟยด้วยตัวเองเสียแล้ว

“ลูก...ทูลลาพะย่ะค่ะ” หงหลินก้มหน้าคำนับพระมารดาและพระบิดา ใบหน้างามยังคงเรียบเฉยแต่แววตากลับดูเจ็บปวดรวดร้าวอย่างเห็นได้ชัด ร่างเพรียวหันหลังเดินกลับไปยังตำหนักของตนเองทันที

 

 

“เทียนจิน ข้าอยากจะไปแคว้นซ่ง...ท่าน…” หงเจินหันไปเอ่ยกับสวามีด้วยสีหน้าลำบากใจ

“ข้าจะพาเจ้าไปเอง อย่ากังวลใจไปเลย ฝ่าบาทคงไม่ถึงขนาดตัดสัมพันธ์กับพวกเราหรอก ข้าจะช่วยพูดกับพระองค์เอง” เทียนจินดึงชายาเข้ามากอดพลางลูบศีรษะเพื่อปลอบใจ ก่อนจะเอ่ยตอบรับในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

“อืม ข้าหวังว่า...หลันเอ๋อร์จะยอมยกโทษให้กับหลินเอ๋อร์สักนิดก็ยังดี” ภายในใจของหงเจินในตอนนี้นั้น คาดหวังว่าหลานชายจะยอมให้อภัยโอรสของเขา แม้ว่าความผิดครั้งนี้ของหงหลินนั่นยากที่จะให้อภัยก็ตาม

“หลันเอ๋อร์เป็นเด็กดี เขาคงจะเข้าใจ” แม้เทียนจินพยายามที่จะปลอบใจชายา แต่ก็เอ่ยได้เพียงเท่านี้ เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าทางฝั่งของฝ่าบาทจะยอมให้อภัยกับโอรสของเขาหรือไม่ ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เลย

 

 

 

เรือนกายขาวผ่องเอนอิงพิงขอบบ่อน้ำอุ่น มือเรียวกวาดกลีบดอกเหมยให้เข้ามาใกล้ตัว ปลายนิ้วหยิบกลีบดอกหนึ่งขึ้นมา แรงนิ้วบดขยี้ลงจนกลีบดอกนั้นช้ำจนขาดยุ่ย “หึ ช่างไร้คุณค่ายิ่งนัก”

ร่างเพรียวเลื่อนตัวลงไปใต้น้ำเรื่อยๆ จนกระทั่งใบหน้างามนั้นจมหายลงไปใต้น้ำ ความต้องการที่อยู่ในใจของเรือนร่างงามของคนผู้นี้คือ‘ความตาย’ นับตั้งแต่เล็กจนโต จื่อหลันถูกเลี้ยงมาอย่างถนุถนอมเป็นที่สุด ไม่เคยรู้จักความผิดหวังในความรัก ไม่เคยถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ และไม่เคยถูกทรยศหักหลังจากคนสนิท แต่ในเวลานี้เขาถูกสิ่งที่ไม่เคยได้รับนี้โจมตีเข้ามาในคราวเดียว จิตใจที่บอบบางราวกับกลีบดอกเหมยถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัส

“องค์ชาย! องค์ชาย!” แว่วเสียงของใครบางคนที่คุ้นหูยิ่งนัก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ร่างที่อยู่ใต้น้ำลุกขึ้นมา แต่กลับปล่อยให้ร่างกายได้จมลงไปเรื่อย “องค์ชาย!!!”

ร่างสูงใหญ่กระโจนลงไปในบ่อน้ำอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าร่างเพรียวระหงขึ้นมาจากใต้น้ำ ก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาคลุมร่างของจื่อหลัน “ไปตามหมอหลวงมา!! ไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!!”

“องค์ชาย!!” มือหนากดหน้าอกร่างเพรียวส่งปราณขับดันน้ำออกมาจากในร่างที่นอนไม่ได้สติ เพียงไม่ถึงสองลมหายใจ ริมฝีปากบางก็สำลักน้ำทั้งหมดออกมา

 

แค่ก! แค่ก!

“องค์ชาย ได้โปรดอย่าทำอย่างนี้อีกเลย ทรงรู้หรือไม่ว่าหัวใจของกระหม่อมแทบจะแตกสลายอยู่แล้ว อย่าจากกระหม่อมไปแบบนี้…” เซียวเหยียนดึงร่างเพรียวเข้ามากอดแน่น น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งรินอย่างมิอาจหักห้ามได้ ถ้าเขามาช้าไปกว่านี้สักหน่อย เขาคงต้องหัวใจสลายเป็นแน่แท้ วันนี้เป็นเพราะเขามีความกังวลอย่างบอกไม่ถูก จึงรีบรุดมาหาจื่อหลันที่ตำหนักด้วยความเป็นห่วง แต่กลับไม่เห็นร่างเพรียวแม้แต่เงา เขาจึงเดินมาทางด้านหลังของตำหนักที่เป็นบริเวณบ่อแช่ตัวซึ่งเป็นที่ที่จื่อหลันชอบมาก มักจะมาแช่ตัวที่นี่บ่อยๆ เพราะน้ำในบ่อนี้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติที่มีความอุ่นเหมาะสำหรับแช่ตัวเพื่อผ่อนคลาย แต่เขากลับไม่เห็นอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับไป เขาเห็นชุดคลุมของจื่อหลันที่อยู่ข้างบ่อและร่างเงาใต้น้ำค่อยๆจางหายไป นั่นทำให้เขารู้ชัดแล้วเป็นใครที่อยู่ในนั้น

 

 

 

หมอหลวงกวานรีบรุดมายังตำหนักขององค์ชายสาม แล้วก็ตามมาด้วยอวี่ชิงและเยี่ยนเฟยที่ได้รับแจ้งจากขันทีหน้าตำหนัก อวี่ชิงตามหมอหลวงกวานเข้าไปด้านใน เหลือไว้เพียงเยี่ยนเฟยที่ยืนรออยู่ข้างนอกพร้อมกับแม่ทัพเซียวเหยียน เพื่อสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับขันทีนางกำนัลและองครักษ์ที่คอยดูแลรับใช้องค์ชายสาม

 

“พี่ไห่ฝู่ หลันเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?” อวี่ชิงที่ยืนอยู่ข้างๆเตียงของโอรส เอ่ยถามทันทีที่หมอหลวงกวานผละออกมาจากการตรวจอาการของร่างเพรียวที่นอนหลับใหลหมดสติอยู่บนเตียง

“ทูลหวงโฮ่ว องค์ชายเพียงแค่หมดสติเพราะสำลักน้ำเท่านั้นพะย่ะค่ะ เพียงแต่อาการที่น่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้คือ อาการทางจิตใจพะย่ะค่ะ ไม่ควรปล่อยให้องค์ชายอยู่ตามลำพัง เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นอีกพะย่ะค่ะ” กวานไห่ฝู่เอ่ยเรื่องอาการของจื่อหลันขึ้นมา เพราะถ้าไม่รีบแก้ไข อาจจะทำให้จื่อหลันทำร้ายตัวเองอีกครั้ง และอาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ก็เป็นได้

“เข้าใจแล้ว ข้าจะให้ฉินกงกงส่งคนมาดูแลหลันเอ๋อร์เอง ขอบคุณพี่ไห่ฝู่” อวี่ชิงเข้าใจในสิ่งที่กวานไห่ฝู่กำลังสื่อกับเขา การที่ปล่อยให้โอรสอยู่ตามลำพังในคราแรก เขาคิดว่าจะให้จื่อหลันได้มีเวลาทำใจ ไม่นึกว่าจะทำให้จื่อหลันคิดฟุ้งซ่านจนเกือบจะฆ่าตัวตายเช่นนี้

“หามิได้พะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้วพะย่ะค่ะ...เรื่องนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะพะย่ะค่ะ องค์ชายเพิ่งเคยรับมือกับเรื่องแบบนี้ คงต้องใช้เวลาในการรักษาแผลใจพอสมควรพะย่ะค่ะ” กวานไห่ฝู่เอ่ยเสริม

“ข้าเข้าใจดี...ข้าผิดเองที่เลี้ยงจื่อหลันมาแบบนี้” อวี่ชิงรับคำ ก่อนจะเอ่ยโทษตัวเองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้จื่อหลันมีจิตใจบอบบางเช่นนี้ ในหน้างามเศร้าลง

“เราผิดเอง เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเช่นนี้เลย ชิงเอ๋อร์” เสียงทุ้มดังขึ้นมาจากทางประตูห้อง ร่างสูงก้าวเข้ามาภายใน

“ฝ่าบาท…” เมื่อเห็นพระสวามีเดินเข้ามา อวี่ชิงจึงรีบเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาจากดวงเนตรงาม

“หลันเอ๋อร์ถูกเราตามใจมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้จิตใจของลูกบอบบางเกินไป ต่อไปเราจะระวังให้มากกว่านี้ เจ้าก็อย่ากังวลไปเลย เราจะช่วยเจ้าดูแลหลันเอ๋อร์เอง” เยี่ยนเฟยตระหนักแล้วว่าตนนั้นเลี้ยงดูจื่อหลันอย่างตามใจ ถึงแม้โอรสของเขาจะไม่ได้กลายเป็นคนเอาแต่ใจก็ตาม แต่มันทำให้จื่อหลันนั้นมีจิตใจบอบบางราวกับกลีบดอกไม้ เมื่อมีเรื่องมากระทบกระเทือน ก็บอบช้ำง่ายดาย

“พะย่ะค่ะ...ฝ่าบาท” อวี่ชิงรับคำ ก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่ต้องการให้พระสวามีรับทราบ “คืนนี้กระหม่อมจะอยู่ดูแลลูก…”

“ดีแล้ว เจ้าอยู่เป็นที่นี่กับหลันเอ๋อร์สักระยะเถิด ลูกจะได้ไม่คิดอะไรฟุ้งซ่านอีก” เยี่ยนเฟยเดินเข้าไปใกล้มเหสีของตน ก่อนจะโอบกอดอย่างปลอบประโลม มือหนาลูบเบาๆบนศีรษะของร่างบาง

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพยายามให้ลูกกลับมาเป็นคนเดิม” ใบหน้างามยังมีสีหน้ากังวลใจ แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด

“ต้องให้ลูกเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งขึ้น อย่างนี้ถึงจะถูก” รอยยิ้มบางจากใบหน้าคม ต้องการสื่อให้อีกฝ่ายให้เข้าใจ

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพยายาม” อวี่ชิงพยักหน้ารับ ร่างสูงกดจูบหน้าผากนวลอย่างแผ่วเบาเพื่อให้กำลังใจมเหสีของตน

 

 

 

“หลันเอ๋อร์ ลูกเป็นอย่างไรบ้าง?” อวี่ชิงรีบขยับเข้าไปช่วยประคองโอรส เมื่อร่างเพรียวที่นอนอยู่นั่นค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง

“เสด็จแม่…” เสียงนุ่มแหบแห้งเอ่ยเรียกคนที่เข้ามาใกล้ ใบหน้างามของผู้เป็นพระมารดาดูอิดโรย คาดว่าเป็นเพราะอดหลับอดนอนเฝ้าดูอาการของโอรสของตนทั้งคืน ร่างเพรียวโผเข้ากอดพระมารดาแน่น “เสด็จแม่...ฮึก! ลูก…”

“ร้องออกมาเถิด หลันเอ๋อร์...แม่จะอยู่ข้างเจ้า อย่าทำร้ายตัวเองอีกนะ แม่ขอร้อง…” อวี่ชิงยกมือขึ้นลูบศีรษะโอรสอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยเสียงเครือ

“เสด็จแม่...ลูกขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ ลูก…” เมื่อรู้ว่าพระมารดาเป็นทุกข์กับการกระทำของตนมากเพียงใด จื่อหลันจึงเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

“ไม่เป็นไร เจ้าอย่าได้โทษตัวเอง ทุกคนสามารถทำผิดพลาดกันได้ เรื่องอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิด อย่าเก็บมันมาใส่ใจ เจ้ายังมีแม่ มีเสด็จพ่อ มีพี่น้องที่ยังรักและเป็นห่วงเจ้านะ หลันเอ๋อร์...ท่านแม่ทัพเซียวก็เป็นห่วงเจ้ามากนะ” อวี่ชิงพยายามปลอบโอรส เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าตัวเองจะต้องเผชิญกับปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง

“.......” ร่างเพรียวเงียบลง เมื่อได้ยินพระมารดาเอ่ยถึงใครคนหนึ่งที่มีส่วนทำให้เขาเจ็บปวด

“หลันเอ๋อร์...เรื่องแม่ทัพเซียวนั้น เป็นความผิดของแม่เอง แม่อยากให้เจ้าเข้มแข็งกว่านี้ จึงวางแผนให้เจ้าผิดใจกับท่านแม่ทัพ แม่ขอโทษ เจ้าก็อย่าไปโกรธท่านแม่ทัพเลยนะ” อวี่ชิงรู้ได้ทันทีว่าจื่อหลันกำลังรู้สึกเช่นไร จึงเอ่ยบอกความจริงเพื่อให้โอรสได้คลายความโกรธในตัวของบุคคลที่เอ่ยถึง

“ลูก...ไม่คู่ควรกับท่านแม่ทัพหรอกพะย่ะค่ะ” แต่แล้วกลับเป็นคำพูดเหนือความคาดหมายของโอรส

“หลันเอ๋อร์! ไยจึงพูดเช่นนี้ออกมากัน?!” อวี่ชิงตกใจกับคำพูดของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

“ลูก ไม่ได้...ลูกไม่สามารถเป็นชายาของท่านแม่ทัพได้แล้ว ยกเลิกงานอภิเษกสมรสเถิดพะย่ะค่ะ” จื่อหลันก้มหน้าเสมองออกไปทางอื่น ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ไม่คาดคิดมาอีกประโยค

“หลันเอ๋อร์! เจ้าพูดจาเหลวไหลเยี่ยงนี้ได้เช่นไรกัน ท่านแม่ทัพรักเจ้ามาก เขาไม่มีทางที่จะคิดมากกับเรื่อง...พวกนั้นหรอก” อวี่ชิงรีบเอ่ยแก้ให้กับแม่ทัพ แต่ก็ต้องชะงักกับประโยคที่ตนจะเอ่ยต่อ เขาก็รู้แล้วเหตุใดจื่อหลันถึงบอกว่าตัวเองไม่คู่ควร และจะขอยกเลิกการอภิเษกในครั้งนี้

“เสด็จแม่ ลูกไม่อยากอภิเษกสมรสแล้วพะย่ะค่ะ ได้โปรดทูลขอเสด็จพ่อให้ยกเลิกด้วยเถิดพะย่ะค่ะ” จื่อหลันเอ่ยร้องขออีกครั้ง ในใจของเขาในตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ตัวเขาที่แปดเปื้อนมลทินไปแล้ว ไม่มีทางที่คนคนนั้นจะรับเขาได้หรอกและอีกอย่างหนึ่งคือ ‘คำครหา’ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาจึงไม่อยากจะอภิเษกสมรสกับคนคนนั้น เพราะจะทำให้อีกฝ่ายถูกเหยียดหยาม เขาควรจะปล่อยอีกฝ่ายไปถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

“เอาล่ะๆ หลันเอ๋อร์ ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรง พักผ่อนก่อนเถิด เรื่องการอภิเษกสมรสก็ให้เลื่อนไปก่อน แม่จะไปทูลกับเสด็จพ่อให้เจ้าเอง อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย เจ้านอนเถิด แม่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง” อวี่ชิงรีบตัดบท ไม่อยากให้โอรสของตนได้คิดฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ เขาต้องรีบไปปรึกษากับพระสวามีอย่างเร่งด่วนเสียแล้ว

“พะย่ะค่ะ เสด็จแม่…” จื่อหลันพยักหน้ารับด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย ก่อนจะนอนลงบนฟูกนุ่มตามเดิม

 

 

 

เช้าวันต่อมา

“ฝ่าบาท! ทรงหมายความว่าอย่างไรหรือพะย่ะค่ะ? ทรงจะเลื่อนการอภิเษกสมรสออกไปอย่างไม่มีกำหนดเช่นนี้ กระหม่อมไม่ยินยอมพะย่ะค่ะ!!” เซียวเหยียนทำสีหน้าตึงเครียดยามเมื่อได้ฟังผู้ที่อยู่เหนือคนใต้หล้าเอ่ยบางอย่างออกมา ว่าที่พระสัสสุระของเขาบอกกับเขาว่าจะ ‘เลื่อนการอภิเษกสมรส’ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

“เซียวเหยียน! เจ้าคิดว่าเราอยากจะเลื่อนอย่างนั้นรึ? คนที่ขอเลื่อนไม่ใช่เรา แต่เป็นหลันเอ๋อร์” เยี่ยนเฟยตวาดคนอารมณ์ร้อนที่อยู่ตรงหน้า เพราะยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อีกฝ่ายก็เอ่ยแย้งขึ้นมาเสียแล้ว

“องค์ชายสาม...องค์ชายทรงต้องการเช่นนี้หรือพะย่ะค่ะ?” เสียงทุ้มของร่างสูงใหญ่เอ่ยออกมาแผ่วเบาต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ แต่คนที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ก็ยังได้ยินชัดเจน

“ความจริงแล้ว หลันเอ๋อร์ไม่ได้ต้องการขอเลื่อนการอภิเษกสมรส แต่เป็นขอยกเลิกต่างหาก ถ้าหวงโฮ่วไม่ทัดทานเอาไว้ เขาคงต้องมาขอให้เรายกเลิกการอเษกสมรสเป็นแน่” เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มสงบลง เยี่ยนเฟยจึงเอ่ยความจริงออกมา

“องค์ชายสาม…” เสียงทุ้มยิ่งแผ่วเบาลง หัวใจแกร่งเจ็บปวดราวกับเอามีมากรีดเฉือน เขาไม่นึกเลยว่า

“เซียวเหยียน เรื่องนี้เราจะให้เจ้าจัดการเองก็แล้วกัน เจ้าจะทำได้หรือไม่?” ในเมื่อเป็นเรื่องของคนสองคน คงต้องให้พูดคุยและตัดสินใจกันเอง เยี่ยนเฟยจึงยอมที่จะถอยออกมาจากเรื่องนี้

“กระหม่อมทำได้พะย่ะค่ะ!!” เซียวเหยียนรีบรับคำทันที

“ดี! แต่ถ้าหากว่าหลันเอ๋อร์ไม่ต้องการอภิเษกสมรส เราจะไม่บังคับเขาอีก เข้าใจหรือไม่?!” แต่เพราะยังไม่มั่นใจโอรสของคนว่าจะใจแข็งขนาดไหน จึงเอ่ยกำชับคนตรงหน้าอีกรอบ

“กระหม่อมทราบแล้วพะย่ะค่ะ! ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอไปพบกับองค์ชายสามก่อนนะพะย่ะค่ะ” เซียวเหยียนรู้ดีว่าจื่อหลันแม้จะดูหัวอ่อนเพียงใด แต่ถ้าได้ตัดสินใจแล้วก็จะไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ เป็นเด็กที่ดื้อเงียบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“อืม” เยี่ยนเฟยพยักหน้าอนุญาต

“กระหม่อมทูลลาพะย่ะค่ะ!” เซียวเหยียนจึงรีบขอตัวออกไปทันที เพื่อที่จะไปหาคนสำคัญของเขา เพราะถ้าขืนไม่รีบไปปรับความเข้าใจกับจื่อหลัน มันอาจจะทำให้อีกฝ่ายหลีกหนีไม่ยอมพบหน้าเขาก็เป็นได้

 

‘องค์ชาย...พระองค์จะต้องเป็นคนของกระหม่อมเพียงคนเดียวเท่านั้น!จะไม่มีการยกเลิกการอภิเษกสมรสเป็นอันขาด!’

ความคิดเห็น